ปัญหา Double-Spending กับการก่อกำเนิดขึ้นของ Blockchain

จากการที่เคยพุ่งทะยานไปจนถึงจุดสูงสุดของมูลค่า Bitcoin ที่เป็น Crypto Currency ที่มีมูลค่าสูงสุด ซึ่งทำให้มีผู้คนร่ำรวยไปเป็นจำนวนมาก และในขณะเดียวกันก็มีอีกหลายคนที่ขาดทุน จนหมดตัว กับการซื้อขายสกุลเงิน ดิจิตอลอย่าง Bitcoin

Satoshi Nakamoto นั้น ได้ทำการสร้าง Bitcoin และทำการ design ส่วนของ reference สำหรับการให้คนอื่นมา implement ต่อ  ซึ่งเค้าได้ทำการสร้าง database ตัวแรกของ blockchain รวมถึงได้ทำการแก้ปัญหาสำคัญของ digital currency คือ การแก้ปัญหาในเรื่อง double-spending 

ปัญหา Double-Spending คืออะไร?

ปัญหา double spending นั้นเป็นปัญหาที่สำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยี blockchain ซึ่งเงินในรูปแบบ digital นั้น เราสามารถที่จะใช้ token เดียวกันในการจ่ายเงินได้มากกว่า 1 ครั้ง ซึ่งเนื่องจาก digital token นั้นอยู่ในรูปแบบของ file digital ซึ่งสามารถที่จะทำซ้ำหรือปลอมแปลงขึ้นมาได้ง่าย เช่นเดียวกับรูปแบบของเงินปลอม ซึ่งปัญหาของ Double-Spending นั้นหากไม่ได้รับการแก้ไขอาจนำมาซึ่งอัตราเงินเฟ้อได้ในระยะยาว และอาจจะทำให้ไม่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้งานในที่สุด

ตัวอย่างง่าย ๆ ให้เห็นภาพของปัญหา Double-Spending

สมมติว่าเรามีนาฬิกา 1 เรือน หากเราอยากจะมอบให้ใคร เราก็จะมอบนาฬิกาเรือนนั้น ให้คนๆนั้นได้คนเดียว แต่เมื่อการส่งนาฬิกาให้กันอยู่ในรูปแบบดิจิตอล เช่น ไฟล์ภาพนาฬิกา เราก็สามารถส่งภาพนาฬิกาได้ ทาง facebook , Line หรือ email ให้มีหลายคนได้ในเวลาพร้อมกัน  ด้วยเหตุนี้ Blockchain จึงต้องมีสิ่งที่เรียกว่า “ผู้ตรวจสอบการทำธุรกรรมซ้อน” หรือ Miner ซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกเลือกขึ้นมาในเครือข่ายของ Blockchain นั้นๆ นั่นเอง

การพัฒนา Bitcoin

เริ่มต้นจากในเดือนตุลาคมปี 2008 Nakamoto ได้ทำการส่ง paper ไปยัง metzdowd.com โดยเขาได้อธิบายเกี่ยวกับ bitcoin digital currency โดยมีหัวข้อของ paper คือ “Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System” ซึ่งหลังจากนั้นในเดือนมกราคม ปี 2009 ทาง Nakamoto ได้ทำการปล่อยตัว software version แรก โดยได้เริ่มสร้าง units แรกของ bitcoin ในรูปแบบของ bitcoin cryptocurrency และได้ปล่อยไปยัง website opensource ชื่อดังอย่าง sourceforge.net ในวันที่ 9 มกราคมปี 2009

ซึ่ง Nakamoto ได้อ้างว่าเขาได้เริ่มพัฒนา code ของ bitcoin ในปี 2007  ซึ่งการออกแบบตั้งแต่ตอนแรกนั้นเขาได้ออกแบบให้มีการรองรับประเภทของธุรกรรมได้หลากหลายรูปแบบ เขาจึงใช้ solution ที่เป็นรหัสเฉพาะตั้งแต่เริ่มต้น โดยผ่านการใช้ predicative script

หลังจากนั้น Nakamoto ได้ทำการสร้าง website bitcoin.org  และได้เริ่มหาความร่วมมือจากนักพัฒนาคนอื่น ๆ จนกระทั่งกลางปี 2010 เขาได้เริ่มส่งมอบตัว sourcecode ให้กับ Gavin Andresen และได้ทำการโอน อีกหลายส่วนที่เกี่ยวข้องกับ bitcoin ไปยังสมาชิกที่มีความสามารถโดดเด่นใน community ของ bitcoin  และเริ่มที่จะหยุดการมีส่วนร่วมกับโครงการดังกล่าว

โดย Nakamoto นั้นได้ทิ้งข้อความที่สำคัญไว้ใน block แรกของ bitcoin คือ “The Times 3 January 2009 Chancellor on binkout for bailout for the bank” จึงเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญว่า block แรกของ bitcoin นั้นมีการถือกำเนิดขึ้นใน วันที่ 3 มกรามคม ปี 2009 เวลา 18:15:05 GMT  ซึ่ง block แรกนี้ถือเป็น block ประวัติศาสตร์ของ bitcoin เพราะจะไม่เหมือนกับ block อื่น ๆ ที่ create ตามมาภายหลังจนถึงปัจจุบัน เพราะ เป็น block เดียวที่ไม่มี References อ้างไปถึง block ก่อนหน้า ซึ่งหลังจากนั้นก็ได้เริ่มมีการทดสอบ transaction ตั้งแต่ในช่วงกลางเดือนมกราคม ปี 2009 และก็เริ่มมีคนมาสร้างเหมืองทำ bitcoin ต่อมาจวบจนถึงปัจจุบัน

ซึ่งจากข้อมูลที่เปิดเผยของ transaction log ที่เป็น address ของ Nakamoto นั้นประเมินว่าเขามีปริมาณ bitcoins อยู่ที่ 1 ล้าน bitcoins ซึ่ง ณ วันที่ 17 ธันวาคม ปี 2017 ที่ราคาขึ้นไปแตะจุดสูงสุดของ bitcoin นั้นทำให้เขามีทรัพย์สินเป็นมูลค่ากว่า 19,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่รวยเป็นอันดับที่ 44 ของโลกโดยทันที

References : https://en.wikipedia.org/wiki/Double-spending https://en.wikipedia.org/wiki/Blockchain https://en.wikipedia.org/wiki/Bitcoin

Crypto ATMs กับอนาคตการแทนที่ตู้ ATM แบบเดิม ๆ

จำนวนตู้เอทีเอ็ม Bitcoin ( BTMs ) ทั้งหมดที่มีอยู่ทั่วโลกมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นถึง 5,000 เครื่อง เป็นครั้งแรกจากการตรวจสอบของ CoinATMRadar ที่มีการยืนยันเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา

จากสถิติล่าสุดขณะนี้มี 5,006 BTM เครื่อง อยู่ใน 90 ประเทศทั่วโลก ซึ่งเหล่าผู้ใช้งาน cryptocurrency สามารถซื้อหรือขาย bitcoin ( BTC ) โดยที่เครื่องบางเครื่องนั้นสามารถให้บริการทั้งสองอย่างได้พร้อมกัน 

จากข้อมูลนั้นจะแสดงให้เห็นถึงช่วงเวลาการเติบโตอย่างรวดเร็วในธุรกิจของ BTM โดยที่ประเทศสหรัฐฯเป็นผู้นำเทรนด์เนื่องจากมีสถานที่ที่รองรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลดิจิตอลทั้งหลายและสกุลเงินรูปแบบใหม่ ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ 

ซึ่งเพียงในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาได้เห็นการติดตั้งตู้ BTM ทั้งหมด 150 เครื่อง เฉลี่ยโดยประมาณ 6 เครื่องต่อวัน เมื่อไม่นานมานี้บริษัท General Bytes ได้ก้าวเข้าสู่วงการการเงินดิจิตอลโดย Genesis Coin ในฐานะผู้ผลิตเครื่องที่มีจำนวนตู้ BTM มากที่สุด

ตามที่ Cointelegraph รายงานในปี 2019 ตอนนี้มันไม่ได้เป็นเพียงรุ่น BTM แบบ ‘คลาสสิค’แบบเดิม ๆ เท่านั้น ที่กำลังขยายตัว แต่ยังมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมถึง วิธีการอื่นในการซื้อขาย BTC ซึ่งในข้อตกลงก่อนหน้านี้ บริษัทสร้างตู้หยอดเหรียญอย่าง Coinstar นำเสนอฟังก์ชั่นของ bitcoin ไปแล้วกว่า 2,200 แห่งทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา 

ในประเทศสหรัฐนั้นปัจจุบันมี BTMS มากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนเครื่องทั้งหมดทั่วโลกและยังมีโครงการนำร่องใหม่ในเดือนนี้ที่จะมีการนำเครื่องมาเปิดบริการในร้านค้าสะดวกซื้อในรัฐแอริโซนาและเนวาดา

“ เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมงานกับองค์กรที่มีชื่อเสียงอย่าง Circle K” Marc Grens ประธานและผู้ร่วมก่อตั้งผู้ให้บริการเข้ารหัสดิจิตอล DigitalMint กล่าวในการแถลงข่าววันที่ 20 มิถุนายน 

“ การเป็นหุ้นส่วนครั้งนี้เป็นการเปิดประตูสำหรับการขยายการเข้าถึง Bitcoin ไปยังตลาดใหม่ ๆ ทั่วโลก”

การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในตลาด BTM มีแนวโน้มที่จะลดค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ใช้ซึ่งมีแนวโน้มที่จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าบริการบนโลกออนไลน์อย่างเห็นได้ชัด 

References : 
https://cointelegraph.com/news/there-are-now-more-than-5000-bitcoin-atms-around-the-world

น้ำขึ้นให้รีบตัก Facebook เตรียมลุยตลาด Cryptocurrency

Facebook มีแผนจะเปิด cryptocurrency ของตนโดยในช่วงไตรมาสแรกของปีถัดไปรายงานข่าวขจากบีบีซี โดยบริษัทคาดว่าจะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสกุลเงินในช่วงฤดูร้อนนี้ก่อนที่การทดสอบจะเริ่มขึ้นในภายหลังในปี 2562

สกุลเงินซึ่งถูกเรียกว่าภายในว่า “ GlobalCoin” จะมีรายงานในประเทศต่างๆ หลาย ๆ ประเทศในช่วงเปิดตัว เพื่อเสนอการชำระเงินที่ปลอดภัยและราคาไม่แพงสำหรับคนทั่วไปโดยไม่จำเป็นต้องมีบัญชีธนาคาร

โดยสกุลเงินดังกล่าวจะต้องเอาชนะอุปสรรคทางเทคนิคและกฎระเบียบจำนวนมากก่อนที่จะสามารถเปิดตัวได้  

Mark Zuckerberg CEO ของ Facebook ได้พบกับ Mark Carney ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศอังกฤษเพื่อหารือเกี่ยวกับโอกาสและความเสี่ยงของสกุลเงินดิจิทัลที่วางแผนไว้ อย่างไรก็ตาม Facebook อาจมีงานหนักในมือของพวกเขาในอินเดียซึ่งมีทัศนคติที่ไม่เป็นมิตรต่อสกุลเงิน CryptoCurrency  

สื่ออินเดียรายงานว่า จุดสนใจหลักสำหรับสกุลเงินใหม่ซึ่ง Facebook หวังว่าจะช่วยให้แรงงานอินเดียในต่างประเทศส่งเงินกลับบ้านให้กับครอบครัวโดยใช้ WhatsApp ที่ Facebook เป็นเจ้าของเพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับพวกเขา

Facebook ต้องการเพิ่มความสะดวกให้แรงงานชาวอินเดียในการโอนเงิน
Facebook ต้องการเพิ่มความสะดวกให้แรงงานชาวอินเดียในการโอนเงิน

บริษัท อยู่ในระหว่างการเจรจากับกระทรวงการคลังของสหรัฐฯรวมถึง บริษัท โอนเงินเช่น Western Union เพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาการดำเนินงานและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับเงินดิจิตอล

ครั้งแรกที่เราได้ยินเกี่ยวกับความทะเยอทะยานด้าน cryptocurrency ของ Facebook เมื่อเดือนพฤษภาคมเมื่อมีรายงานว่า David Marcus ซึ่งก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของ Coinbase และเคยเป็นประธานของ PayPal ระหว่างปี 2555 ถึง 2557 เป็นผู้นำของแผนกบล็อกเชนใหม่ของ Facebook

รายงานแนะนำว่าสกุลเงินสามารถถูกออกแบบให้เป็นแบบคงที่  ด้วยมูลค่าที่กำหนดเป็นสกุลเงินสหรัฐเพื่อลดความผันผวนที่เกิดขึ้นเหมือนเงินสกุลอื่นๆ  ในตลาด CryptoCurrency  อย่างไรก็ตามแม้จะไม่มีความผันผวนที่เกี่ยวข้องกับ cryptocurrencies

แต่ Facebook ยังคงมีงานอีกมากมายที่ต้องทำเพื่อให้ผู้ใช้เชื่อมั่นใน GlobalCoin หลังจากประสบกับเรื่องอื้อฉาวหลายปีที่ทำให้ภาพพจน์สาธารณะเสื่อมเสียในเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

References : 
https://www.theverge.com/2019/5/24/18638331/facebook-crytocurrency-globalcoin-2020-launch-uk-bank-of-england-blockchain

A GAME OF COINS ศึกชิงมหาบัลลังก์ Cryptocurrency

ต้องบอกว่ากระแสของ cryptocurrency นั้นค่อนข้างที่จะมาแรงข้ามปีกันเลยทีเดียว หลาย ๆ คนอาจจะมองอยู่แบบห่าง ๆ ว่าจะลงทุนกับ cryptocurrency ดีหรือไม่ หลาย ๆ คนก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร มีความเสี่ยงแค่ไหน ได้ยินได้ฟังแต่ข่าวที่มูลค่า bitcoin พุ่งสูงขึ้นทะยานไปเรื่อย ๆ แล้วตอนนี้ยังไม่สายไปใช่ไหม ที่จะลงทุนใน cryptocurrency อาจจะเคยได้ยินชื่อ BitconCash , Ripple , LiteCoin , Ethereum …  ทำไมมันมีหลายตัว แล้วลงทุนในตัวไหนดี

หลังจากทีได้เขียน blog ที่เกี่ยวกับ cryptocurrency คือ ใครคือ Satoshi Nakamoto เค้าสร้าง Bitcoin มาเพื่ออะไร?  ก็ต้องบอกว่าตัวผมเองได้รับคำถามจากเพื่อนฝูง พี่น้อง มามากมายเลยทีเดียวเกี่ยวกับ Bitcoin หรือ cryptocurrency ตัวอื่น ๆ ต้องบอกว่าไม่สายไปสำหรับนักลงทุนทุกคนที่จะเข้ามาสู่วงการ cryptocurrency เพราะแม้ตัวที่เด่นอย่าง Bitcoin นั้นจะมีความผันผวนเพียงใดก็ตาม แต่ก็ต้องบอกว่า ณ ตอนนี้มูลค่ายังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังมีตัวอื่น ๆ ให้เลือกเล่นอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น Bitcoin Cash ,  Litecoin , Ripple หรือ Bitcoin Gold ก็ตาม ยิ่งโดยเฉพาะสาย trade ซึ่งสามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้น และ ขาลง นั้นก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับการทำการเก็งกำไรกับ cryptocurrency แต่ละตัว ซึ่ง  blog นี้จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดมาในรูปแบบ Series ดังอย่าง Game of Thrones

Bitcoin / House of Stark

สกุลเงินที่ถูกต้องตามกฎหมายที่เข้ามามีอำนาจอยู่จนถึงปัจจุบัน Ned Stark นั้นคล้ายคลึงกับ Satoshi Nakamoto ที่หายไปหลังจากการเปิดตัว Bitcoin; แต่มรดกของเขายังมีชีวิตอยู่ Bitcoin กำลังแข่งขันกับเหรียญอื่น ๆ เพื่อทำตลาดมูลค่าสูงสุด

Ethereum / Daenerys:

Ethereum  เหมือน Daenerys ที่เชื่อในการเจรจาที่กับผู้คนที่เป็นประโยชน์กับตนและต้องการที่จะนำเอาศูนย์กลางของระบบเดิม ๆ ออกไป นอกจากนี้เช่นเดียวกับ Daenerys ที่ได้ตั้งพันธมิตรทางยุทธศาสตร์บางอย่างสำหรับการสงคราม ซึ่ง Ethereum ก็ได้สร้างพันธมิตรที่ชาญ ฉลาดกับผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดเหมือนกัน

Bitcoin Cash / Cersei Lannister:

ต้องการจะทำลาย Bitcoin และอ้างว่าเป็นทายาท Crypto โดยชอบธรรมของ Satoshi Nakamoto ใช้กลยุทธ์ในการระดมราคาเพื่อมาแทนที่ Bitcoin ฉลาดแกมโกงและมีความทะเยอทะยานมาก

Litecoin / Jon Snow:

กำเนิดมาจาก blockchain ของ Bitcoin ผ่านทาง software fork ซึ่ง Litecoin ได้พลิกกลับมาจากการลดลงของมูลค่าที่ต่ำที่สุดในช่วงเดือนกันยายน 2017 กลับมายืนอยู่ในมูลค่าในระดับ All-time-high ได้อีกครั้ง เชื่อกันว่าเปรียบเสมือน Bicoin’s Silver  หรือ มือขวาของ Bitcoin (Ned Stark) และมาพร้อมกับรูปแบบการทำธุรกรรมที่รวดเร็วดั่งดาบของ Jon Snow

Monero / Arya Stark:

เป็นเหรียญที่มีคุณลักษณะไร้ตัวตน และมีต้นกำเนิดที่มีความลับคล้ายกับ House of Black & White เป็นสกุลเงินกบฏเช่นเดียวกับ Arya ที่ปฏิเสธความคิดที่ว่าธุรกรรมจะต้องมีการเปิดเผย มีความภูมิใจในความปลอดภัยของตัวเองและไม่สามารถที่จะติดตามร่องรอยการทำธุรกรรมได้

Zcash / Varys:

เป็นเหรียญที่เรียกได้ว่า สุดยอดในเรื่องความลับ ไม่มีใครสามารถควบคุมหรือถือครองส่วนใหญ่ของสกุลเงินได้ เป็น decentralized network และเป็นโอเพนซอร์สที่มีความเป็นส่วนตัวและความโปร่งใสในการทำธุรกรรมผ่านทางเครือข่ายลับ

Ripple / Jaime Lannister:

เช่นเดียวกับ Jaime Lannister  RIPPLE  เป็นผู้เล่นในตลาดที่น่าเกรงขาม แต่ไม่ชอบในโลกของ crypto ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นมาตรฐาน crypto และไม่มีองค์ประกอบในการทำเหมือง RIPPLE เป็นศูนย์กลางและทำหน้าที่คล้ายสถาบันการเงิน เป็นขั้วตรงกันข้ามของ Bitcoin

Blockstack / Tyrion Lannister:

Tyrion เชื่อมั่นในเรื่องของความปรองดองเน้นการเจรจาเพื่อไม่ให้เกิดสงคราม รักความสงบ เช่นเดียวกับ Blockstack เชื่อมั่นใน “อินเทอร์เน็ตรูปแบบใหม่ที่เป็นรูปแบบ decentralized ซึ่งผู้ใช้จะเป็นเจ้าของข้อมูลของตนเอง” Blockstack ใช้ความระมัดระวังใน ICO เช่นเดียวกับ Tyrion ระมัดระวังในแผนการยุทธศาสตร์ของเขา

Bitcoin Gold / Stannis Baratheon:

มีความเชื่อว่าเหรียญของตนเองนั้นเป็น Bitcoin ที่แท้จริง แต่ยังดูเหมือนว่ายังเป็นเพียงลัทธิเล็ก ๆ ของสาวกที่ยังเชื่อมั่นในเรี่องดังกล่าว

IOTA / Baelish:

เก่งในการโน้มน้าวผู้คนโดยใช้กลยุทธ์ทางสื่อ IOTA นั้นอ้างว่ามีพันธมิตรเชิงกลยุทธ์บางอย่างซึ่งไม่มีตัวตน เช่นเดียวกับ Baelish   โดย IOTA นั้นใช้เทคนิค FOMO (fear of missing out) เพื่อรับสิ่งที่ต้องการจากเหล่าบรรดาสาวก

Cardano / Samwell Tarly:

แพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นจากปรัชญาทางวิทยาศาสตร์และแนวทางที่ขับเคลื่อนด้วยงานวิจัยเป็นหลัก ทีมประกอบด้วยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย เช่นเดียวกับแซม ซึ่งมันค่อนข้างจะเป็น crypto ในสายวิชาการซะมากกว่า

Tezos / The Hound

ด้วยมูลค่ารวมที่สูงถึง 232 ล้านเหรียญ ทำให้มีการทะเลาะกันในทีมภายในของ TEZOS ซึ่งยังไม่มีแนวโน้มในขณะนี้ว่า TEZOS นั้นจะประสบความสำเร็จใน crypto currency หรือไม่ แต่ก็ถือว่ายังพอมีโอกาสสำหรับ TEZOS ที่จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของ crypto-history

NEO / Dragons: 

รู้จักกันในนาม “Chinese Ethereum”   NEO ซึ่งครั้งหนึ่งเคยทำกำไรได้สูงถึง 400%   แต่ก็ยังไม่เห็นว่า NEO จะอยู่เฉกเช่นมังกรที่ยังมีชีวิตอยู่ของ Daenery หรือ จะเป็นมังกรที่จะยอมจำนนต่อ White Walkers เราก็ต้องดูกันต่อไป

Regulators / White Walkers:

ต้องบอกว่าขณะนี้ cryptocurrency นั้นยังไม่มีการกำกับดูแลอย่างชัดเจน แต่ “Winter is comming” ซึ่งก็เหมือนกับ whitewalker ที่กำลังคืบคลานเข้ามาเพื่อกำกับดูแลเหล่า cryptocurrency เหล่านี้ ซึ่งการต่อสู้กับการห้ามและจัดการกับสกุลเงินที่ใช้ crypto เหล่านี้นั้น หน่วยงานกำกับดูแลบางแห่งก็ได้เริ่มออกไปจัดการเพื่อนำทุกอย่างกลับสู่โลกของสกุลเงินปรกติบ้างแล้ว แต่ก็ต้องมาดูกันต่อไปว่าอนาคตของ cryptocurrency ต่าง ๆ นั้นจะเป็นอย่างไรจะถูกกำกับดูแลอย่างเด็ดขาดได้หรือไม่ หรือปล่อยให้อยู่อีกโลกหนึ่งแบบปัจจุบัน ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถคาดเดาได้ในขณะนี้ แต่ที่รู้ในตอนนี้นั้น cryptocurrency กำลังอยู่ในความสนใจของเหล่านักลงทุนต่าง ๆ ทั่วโลก ที่กำลังจับตามองว่าจะทำกำไรได้อย่างไรกับเหล่า cryptocurrency ทั้งหลายเหล่านี้

Reference : medium.com/@alisheikh

มุมมองที่แตกต่างอย่างสุดขั้วต่อ Cryptocurrency

ถ้าเราได้เห็นข่าวที่มีต่อ cryptocurrency ชื่อดังอย่าง Bitcoin ในช่วงที่ผ่านมานั้น เราก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมถึงมีความเห็นออกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจนระหว่างฝั่งสายการเงินการลงทุน กับ ฝั่งสายเทคโนโลยี ที่มีมุมมองตรงข้ามกันอย่างชัดเจน  ซึ่งเมื่อเรามาไล่เรียงดู timeline ของข่าวในช่วงปีที่ผ่านมาจะพบว่า

มุมมองที่แตกต่างอย่างสุดขั้วของเหล่า influences สายการเงิน และ เหล่า influences สาย technology ผ่านการพาดหัวข่าวจากสื่อต่าง ๆ 

1.สายการเงิน

2.สาย Technology

เราเห็นอะไรในข่าวที่ได้จากเหล่าผู้มีอิทธิพลทั้งสายการเงิน และ สายเทคโนโลยี จะเห็นได้ว่ามุมมองต่อ cryptocurrency ของฝั่งการเงินนั้นมองในแง่ลบเกือบแทบจะทั้งหมด น้อยคนนักที่จะกล่าวถึง bitcoin หรือ cryptocurrency ในด้านบวก แม้กระทั่งนักวิชาการชาวไทยเองก็ตามหลาย ๆ ท่านถ้าติดตามด้านความเห็น ที่ส่วนใหญ่จะเป็นความเห็นจากนักวิชาการทางด้านการเงินหรือนักเศรษฐศาสตร์นั้นจะมอง bitcoin ในด้านลบอยู่เสมอ แต่ทำไมฝั่ง technology กลับมองเป็นด้านบวกล่ะ

ต้องบอกว่าความซับซ้อนของระบบการเงินโลกนั้นที่มีการเชื่อมโยงกัน และการอ้างอิงมูลค่าต่าง ๆ ที่สายการเงินกล่าวอ้างกันนั้น เป็นทฤษฏีที่ใช้กันมาเนิ่นนานกว่า 100 ปีแล้ว และทฤษฏีเหล่านี้ ก็ถูกถ่ายทอดกันมารุ่นสู่รุ่นผ่านตำราเรียนต่าง ๆ ที่แทบจะเหมือนกันทั่วโลก แล้วเมื่อมีคนคิดระบบใหม่อย่าง cryptocurrency ขึ้นมาก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เหล่าผู้มีอิทธิพล หรือ นักวิชาการด้านการเงินการลงทุนนั้นจะกล่าวถึงเรื่องนี้คล้าย ๆ กัน และเป็นคำพูดที่ซ้ำ ๆ กันเช่น ฟองสบู่ เสี่ยงโชค ฟอกเงิน ว่างเปล่า ไม่มีมูลค่าอะไรเลย

จะเห็นได้ว่าหลาย ๆ ข่าว เราก็ได้ยินคำซ้ำ ๆ กันเพราะพวกเขาเหล่านี้นั้นมองรูปแบบของเทคโนโลยีทางด้านการเงินใหม่เหล่านี้ แทบจะเหมือนกันซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นความเห็นที่น่ารับฟัง เพราะ สุดท้ายแล้วคนเหล่านี้ก็ยังมีอิทธิพลต่อโลกการเงินการลงทุนของเราอยู่ดี ไม่ว่าเทคโนโลยีของโลกเรานั้นจะก้าวไกลไปขนาดไหนก็ตาม

ต่างจากสาย technology ที่เติบโตมากับนวัตกรรมอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่มีแนวทางที่่สนับสนุนนวัตกรรมใหม่ ๆ อยู่ตลอดไม่เว้นแม้แต่นวัตกรรมทางด้านการเงินอย่าง cryptocurrency ซึ่งเหล่าคนสายเทคโนโลยีนั้น เข้าใจถึง concept ต่างๆ ของ cryptocurrency ได้เร็วกว่าฝั่งสายการเงินเป็นส่วนมากอยู่แล้ว เพราะมันเกิดจากนวัตกรรมทางด้าน it และกลุ่มผู้สร้างกลุ่มแรก ๆ นั้นเป็นคนฝั่ง it ซะเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นคนทางฝั่งเทคโนโลยีหรือ IT นั้นมองนวัตกรรมเหล่านี้ในแง่บวก

เพราะนวัตกรรมหลาย ๆ อย่างจากฝั่ง it ในช่วงไม่กี่ปีมานั้นเปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์ทั่วโลกไปอย่างสิ้นเชิงไม่ว่าจะเป็น มือถือ , social network , search engine สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มี impact ต่อการดำรงชีวิตของเราเป็นอย่างมากโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี ซึ่ง หลาย ๆ คนจากฝั่งเทคโนโลยี ก็น่าจะมองเห็นอนาคตของ cryptocurrency ไม่ต่างกันว่าจะมาปฏิวัติระบบการเงิน และปรับรูปแบบการเงินที่มีมายาวนานกว่า 100 ปี ของมนุษย์เราได้อีกครั้งหนึ่ง แต่มันจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่นั้น เราก็ต้องมาดูกันต่อไปครับผม

Reference Image : images.readwrite.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol