Crypto กับการฟอกเงิน 5.0 เมื่อเงินสกปรกกำลังหลวมรวมเข้ากับเงินสะอาดได้แบบไร้รอยต่อ

เป็นบทความที่น่าสนใจจาก Financial Times เลยทีเดียวในบทความที่มีชื่อว่า Cryptocurrency : Rise of decentralised finance spartks ‘dirty money’ fears ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นจริงที่ Cryptocurrency กำลังพุ่งทะยานแบบฉุดไม่อยู่

Crypto แจ้งเกิดได้จาก Digital Silk Road

ก็ต้องบอกว่าสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Bitcoin นั้นในช่วงแรกแทบจะไม่มีใครสนใจ จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดของสกุลเงินดังกล่าวน่าจะมาจากชายที่ชื่อ Ross Ulbricht

เครื่องมือสำคัญที่สองที่ Ross ค้นพบคือ Bitcoin ซึ่งก่อนหน้านั้นด้วยการใช้ Browser Tor เพียงอย่างเดียวลูกค้าที่ต้องการซื้อยาเสพติดของ Ross สามารถเข้า Silk Road ได้โดยไม่ถูกติดตาม 

แต่ปัญหามันคือเรื่องการชำระเงิน สมมติว่าลูกค้าไม่ต้องการชำระเงินด้วยการส่งเงินสดทางไปรษณีย์ ทางเลือกอื่น ๆ ทั้งหมดสำหรับการชำระเงินดิจิทัลในยุคนั้นนั้นสามารถติดตามได้อย่างง่ายดายจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ

Ross Ulbricht ผู้เห็นศักยภาพของ Bitcoin ในการซื้อขายยาเสพติด (CR:WSJ)
Ross Ulbricht ผู้เห็นศักยภาพของ Bitcoin ในการซื้อขายยาเสพติด (CR:WSJ)

Ross เห็นว่า Bitcoin แก้ปัญหานี้ได้ หากผู้ซื้อจ่ายค่ายาด้วย Bitcoin บัญชีแยกประเภทของ Bitcoin blockchain จะบันทึกการเคลื่อนไหวของเหรียญ

แต่ที่อยู่ของ Bitcoin ที่ปลายทั้งสองข้างซึ่งเป็นตัวอักษรและตัวเลขจะไม่รวมชื่อของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรม ซึ่งข้อมูลระบุตัวตนเดียวเกี่ยวกับผู้ซื้อคือที่อยู่ไปรษณีย์ที่เขาขอให้รับยา และนี่เป็นเรื่องง่ายที่ทำโดยการจัดหาตู้ไปรษณีย์ที่ไม่ระบุชื่อเพื่อส่งยาเสพติด

ภายในโลกของ Bitcoin มีข้อสันนิษฐานทั่วไปว่าผู้ที่ต้องการซื้อสินค้าผิดกฎหมายน่าจะเป็นคนกลุ่มแรก ๆ ที่มีแรงจูงใจในการใช้ Bitcoin 

Silk Road สร้างกระแสใหม่ให้กับ Bitcoin และได้รับความสนใจจากบุคคลสำคัญ ๆ อย่างจริงจัง และผลักดันให้ราคาของ Bitcoin พุ่งไปใกล้แตะ 10 ดอลลาร์ เป็นครั้งแรกจากที่ไม่มีคนแทบจะสนใจเลยด้วยซ้ำในช่วงแรก ๆ

Crypto กับการฟอกเงิน 5.0

การฟอกเงินแบบเดิม ๆ ที่นำเงินสกปรกไม่ว่าจาก ยาเสพติด การพนัน หรือ คอร์รัปชั่นของโลกใบนี้มันมีมานานแสนนานแล้ว

วิธีการแบบเดิม ๆ เช่น นำเงินสกปรกเหล่านี้เข้ามาอยู่ในธุรกิจแบบปรกติ หรือ ไปลงทุนในสินทรัพย์ราคาสูง ๆ เช่น งานศิลปะชื่อก้องโลก ในไทยก็คงจะเป็นพระเครื่องแพง ๆ แต่ขอบเขตในโลกของ Crypto นั้นทำให้เงินสกปรกเหล่านี้กลายเป็นเงินสะอาดได้แบบไร้รอยต่อมากยิ่งขึ้น

“อาชญากรทุกประเภทใช้ Crytocurrency มากขึ้นเพื่อฟอกเงินที่ผิดกฏหมาย” หน่วยงานด้านไซเบอร์ดิจิทัลของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐกล่าวในรายงานที่ออกมาเมื่อปีที่แล้ว

“องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงแก๊งค้ายา นั้นพบว่า Cryptocurrency มีประโยชน์อย่างยิ่งในการซ่อนกิจกรรมทางการเงิน และเคลื่อนย้ายเงินจำนวนมหาศาลอย่างมีประสิทธิภาพข้ามพรมแดนโดยไม่ถูกตรวจจับ”

Chainalysis บริษัท นิติวิทยาศาสตร์ชั้นนำด้าน crypto ประมาณการว่ากิจกรรมที่ผิดกฎหมายคิดเป็น 0.34% ของปริมาณธุรกรรม cryptocurrency ในปี 2020 ลดลงจาก 2.1% ในปี 2019 เนื่องจากระดับกิจกรรม crypto โดยรวมเพิ่มขึ้นในปีที่แล้ว

Chainalysis บริษัท นิติวิทยาศาสตร์ชั้นนำด้าน crypto ที่วิเคราะห์ถึงการฟอกเงินที่ผิดกฏหมาย (CR:coindesk)
Chainalysis บริษัท นิติวิทยาศาสตร์ชั้นนำด้าน crypto ที่วิเคราะห์ถึงการฟอกเงินที่ผิดกฏหมาย (CR:coindesk)

Chainalysis กล่าวว่า ทุกคนรู้ดีว่าผู้กระทำผิดเช่นผู้ค้ายาเสพติด “กำลังฟอกเงินโดยแปลงเป็นสกุลเงินดิจิตอลและส่งมันออกไปทั่วโลก” 

David Jevans หัวหน้าผู้บริหารของ CipherTrace บริษัทข่าวกรอง cryptocurrency ที่ได้รับเงินทุนจากกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ กล่าวว่า “DeFi ใช้ช่องโหว่ในการควบคุมเพราะพวกเขาไม่ได้ถือเงินของลูกค้าจริง ๆ”

“สิ่งนี้ทำให้เกิดคลื่นแห่งนวัตกรรมซึ่งยอดเยี่ยมมาก แต่ยังทำให้เกิดคลื่นแห่งนวัตกรรมโดยผู้ที่พยายามฟอกเงินผ่านระบบเช่นเดียวกัน” Jevans กล่าว

ซึ่งก็ต้องบอกว่าในยุคต่อไปเราคงไม่เห็นภาพเผด็จการผู้เรื่องอำนาจ พ่อค้ายาเสพติดก้องโลก หรืออาชญากรต่าง ๆ เมื่อถูกโค่นล่มหรือถูกไล่ล่า ต้องขนเงินเป็นกระสอบ ๆ หนีข้ามประเทศอีกต่อไป

เมื่อในตอนนี้มีเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้พวกเขาเหล่านี้สามารถใช้ช่องทางของ Cryptocurrency แล้วหนีไปได้แบบชิลล์ ๆ พร้อมกับเงินสกปรกจำนวนมหาศาล โดยแทบไม่ถูกตรวจสอบเลยนั่นเองครับผม

References : https://www.ft.com/content/beeb2f8c-99ec-494b-aa76-a7be0bf9dae6
https://en.wikipedia.org/wiki/Ross_Ulbricht
https://www.wired.com/2015/04/silk-road-1/
https://coinscreed.com/ukraine-shuts-down-cryptocurrency-exchanges-involved-in-money-laundering.html

Cryptocurrency กับทางเลือกสุดท้ายของวิกฤติการเงินที่ล่มสลายของอัฟกานิสถาน

การเข้ายึดครองประเทศของกลุ่มตอลิบาน ทำให้ระบบการเงินธนาคารของอัฟกานิสถานกำลังล่มสลาย และผู้คนกว่า 39 ล้านคนทั่วประเทศกำลังขาดแคลนเงินในการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน

ผู้บัญชาการของกลุ่มตอลิบานสั่งให้ธนาคารของประเทศปิดทำการเมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งแม้จะเป็นมาตรการชั่วคราว แต่ก็ถูกมองว่า อาจจะทำลายระบบการธนาคารที่มีความเปราะบางของประเทศได้เลย

หลังการถูกยึดครอง เงินช่วยเหลือต่าง ๆ ก็ถูกระงับ IMF ปฏิเสธที่จะปล่อยเงินจำนวนมากกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่เดิมถูกกำหนดไว้สำหรับช่วยเหลือประเทศอัฟกานิสถาน

ซึ่งแน่นอนว่า กลุ่มเงินช่วยเหลือต่าง ๆ จากต่างประเทศนั้น ต้องการรอดูท่าทีของกลุ่มตอลิบาน ว่าจะจัดตั้งรัฐบาลในรูปแบบไหนขึ้นมา เพราะการอัดเงินไปตอนนี้มันเป็นความเสี่ยงต่อการสูญเปล่า

และยังรวมถึงบริษัทเอกชนส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Western Union และ MoneyGram ได้หยุดทำธุรกิจในอัฟกานิสถาน และจำกัดการชำระเงินในต่างประเทศ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นแหล่งเงินสนับสนุนหลักสำหรับชาวอัฟกานิสถานจำนวนมาก

ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงความสำคัญของการหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจที่่ด้อยพัฒนา เช่น อัฟกานิสถานแล้วนั้น ต้องบอกว่า มันเป็นผลกระทบที่สำคัญมาก ๆ ต่อผู้บริโภคและธุรกิจขนาดเล็กหลายล้านรายในประเทศ

ระบบธนาคารของอัฟกานิสถานอยู่ในภาวะล่มสลาย

ก่อนหน้านี้ อัฟกานิสถานได้พึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างประเทศมานานหลายปี เพื่อความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ

มีรายงานจากเว็บไซต์ India TV ที่รายงานเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า “ธนาคารในอัฟกานิสถาน ไม่มีเงินสดอยู่ในตู้ ATM และธนาคารก็ไม่ได้เปิดดำเนินการ รวมถึงสำนักงานของ Western Union ก็ปิดทำการ”

หรือแม้กระทั่งมีรายงานว่า Ajmal Ahmady รักษาการผู้ว่าการธนาคารกลางของอัฟกานิสถาน ได้เผ่นหนีออกจากประเทศไปแล้ว

Ajmal Ahmady รักษาการผู้ว่าการธนาคารกลางของอัฟกานิสถาน ได้เผ่นหนีออกจากประเทศ (CR:wikipedia)
Ajmal Ahmady รักษาการผู้ว่าการธนาคารกลางของอัฟกานิสถาน ได้เผ่นหนีออกจากประเทศ (CR:wikipedia)

นั่นทำให้ระบบธนาคารของอัฟกานิสถานนั้นอยู่ในภาวะล่มสลาย และผู้คนทั่วประเทศกำลังขาดแคลนเงิน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นผลมาจากความพยายามของประชาคมระหว่างประเทศ ในการแบนกลุ่มตอลิบาน แต่มันทำให้ผู้คนชาวอัฟกันจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงบริการที่สำคัญได้

การช่วยเหลือด้วย Cryptocurrency เป็นทางออกที่เป็นไปได้

ในขณะที่บริษัทต่าง ๆ ซึ่งรวมถึง Airbnb, Walmart , Verizon และอื่น ๆ กำลังเสนอความช่วยเหลือแก่ผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันหลายหมื่นคน สถานการณ์ทางการเงินในประเทศก็ยังไม่มีวี่แววที่จะได้รับการแก้ไขในเร็ว ๆ นี้

การแบนด้านการเงินกับกลุ่มตอลิบาน ประชาคมระหว่างประเทศทำเพื่อป้องกันไม่ให้เงินช่วยเหลือประเทศจำนวนมาก ถูกใช้เพื่อเป็นทุนในกิจกรรมการก่อการร้าย

นั่นทำให้มันเหลือทางเลือกไม่มากนักสำหรับชาวอัฟกันในการทำการค้า การโอนเงิน การชำระสินค้า และบริการที่สำคัญ

ก่อนหน้านี้ Asef Khademi ซึ่งได้เคยทำงานเพื่อปรับปรุงระบบการเงินของประเทศให้ทันสมัย

Khademi ใช้เวลาสามปีครึ่งที่ผ่านมาทำงานให้กับโครงการที่ได้รับทุนจากนานาชาติเพื่อนำสกุลเงินดิจิทัล และการธนาคารมาสู่ชีวิตของผู้คนในอัฟกานิสถาน

โดยระบบการชำระเงินของอัฟกานิสถานหรือ APS นั้น ได้ถูกสร้างขึ้น และได้รับเงินทุนจากธนาคารโลก และกลายเป็นส่วนหนึ่งของธนาคารกลางของอัฟกานิสถานเมื่อสองปีที่ผ่านมา

แต่การบุกเข้ายึดเมืองหลวงอย่างคาบูล ทำให้ Khademi กลายเป็นอีกหนึ่งคนที่ต้องซ่อนตัวอยู่ในกรุงคาบูล และต้องการออกจากอัฟกานิสถานให้เร็วที่สุด เพราะเขาก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่สำคัญของกลุ่มตอลิบานเช่นเดียวกัน

Asef Khademi ผู้วางโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินแบบดิจิทัล ก็ต้องหนีตายเช่นเดียวกัน (CR:Linkedin)
Asef Khademi ผู้วางโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินแบบดิจิทัล ก็ต้องหนีตายเช่นเดียวกัน (CR:Linkedin)

“เราหวังว่าความพยายามของเราจะได้ผล” Khademi กล่าวทั้งน้ำตา “ดูเหมือนว่าสิ่งที่ทำมาตลอดสามปีจะไร้ประโยชน์ ทุกสิ่งที่เราทำ ก่อนหน้านี้มันดูเหมือนความฝัน แต่ตอนนี้มันไม่มีทางเกิดขึ้นจริงได้อีกแล้ว”

Lennix Lai ผู้อำนวยการตลาดการเงินที่แลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล OKEx ได้กล่าวว่า “ชาวอัฟกัน ต้องการ Cryptocurrency เพื่อใช้ในการทำธุรกรรม ซึ่งทำให้เราเห็นทราฟฟิกที่เกี่ยวข้องกับ Crypto ในอัฟกานิสถาน ที่คนเริ่มมองหา Bitcoin หรือ Ethereum พุ่งสูงขึ้น”

Lai ได้กล่าวว่า Crypto นั้นได้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดมากกว่าที่เคย ซึ่งทาง Lai เองก็ได้รับคำขอร้องจากหน่วยงานบังคับใช้กฏหมายทั่วโลกตลอดเวลา รวมถึงในสหรัฐอเมริกาเองด้วย

เพราะ Crypto เองก็มีประวัติในเรื่องการถูกนำเงินไปใช้ในเรื่องผิดกฏหมาย ไมว่าจะเป็นยาเสพติด หรือ การฟอกเงินต่าง ๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และตอนนี้สกุลเงินดิจิทัลเหล่านี้ กำลังถูกมองว่า จะมาใช้สำหรับการก่อการร้ายในอนาคตได้นั่นเองครับผม

References : https://www.technologyreview.com/2021/08/20/1032344/afghanistan-cash-crisis-digital-money/
https://twitter.com/aahmady/status/1427883009164955649?s=20
https://www.buzzfeednews.com/article/clarissajanlim/gofundme-fundraiser-afghanistan-queer-trans
https://www.pymnts.com/news/international/2021/afghanistan-crisis-military-monetary-banks-closed-atms-empty/

Benyamin Ahmed หนูน้อยวัย 12 ขวบ ที่ทำรายได้มากกว่า 13 ล้านบาทจาก NFT ภายในสองเดือน

เรียกได้ว่าเป็นเทรนด์ใหม่ที่น่าสนใจเลยนะครับ สำหรับการสร้างรายได้จาก NFT ที่ตอนนี้กระแสเริ่มเป็นที่นิยมอย่างมากทั่วโลกไปแล้ว

ต้องเรียกได้ว่ามันเป็น skill ใหม่ที่น่าสนใจมาก ที่ประเทศเราควรเริ่มที่จะมาโฟกัสอย่างจริงจัง เพื่อบรรจุลงในหลักสูตรการเรียนการสอน กับการสร้างรายได้ด้วยเทคโนโลยีใหม่เช่น NFT ซึ่งในอนาคตมันจะใช้ในการดำรงชีพได้แทบไม่ต่างจากอาชีพอื่น ๆ อย่างแน่นอน

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับหนูน้อย Benyamin Ahmed ถือว่าน่าสนใจเป็นอย่างมากครับ

โดยในวัยเพียงแค่ 5 ขวบ Ahmed เริ่มศึกษาการเขียนโปรแกรมจาก Imrom พ่อของเขา ที่ทำงานเป็นนักพัฒนาเว็บไซต์

Ahmed เริ่มต้นด้วยการเรียนภาษาง่าย ๆ อย่าง HTML และ CSS และได้เริ่มพัฒนาทักษะการเขียนโค้ดอย่างต่อเนื่อง ต่อมาได้เรียนรู้ JavaScript และโปรแกรมอื่น ๆ

Ahmed เริ่มศึกษาการเขียนโปรแกรมตั้งแต่ยังเด็ก

“ครั้งแรกที่ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับ NFTs คือเมื่อต้นปีที่ผ่านมา” Ahmed ซึ่งอาศัยอยู่ในลอนดอนกล่าว “ผมรู้สึกทึ่งกับ NFT เพราะคุณสามารถโอนความเป็นเจ้าของ NFT ได้อย่างง่ายดายด้วยเทคโนโลยี blockchain”

ต้องบอกว่า NFT เป็นสินทรัพย์ทางด้านดิจิทัล ที่มีลักษณะเฉพาะเอามาก ๆ ซึ่ง รวมถึงไฟล์รูปอย่าง jpeg และคลิปวีดีโอต่าง ๆ ซึ่งจะมีการแสดงด้วยรหัสที่บันทึกบน blockchain

โดย NFT สามารถนำมาซื้อขายได้ เช่นเดียวกับสินทรัพย์ชนิดอื่น ๆ ในโลกจริง ๆ ของเรา แต่ blockchain ช่วยให้สามารถ track ตามเจ้าของสินทรัพย์จริง ๆ นั้นได้

Ahmed เมื่อได้รู้จักกับ NFT ก็ทำให้เขาตื่นเต้นมาก ๆ และตัดสินใจที่จะสร้าง NFT ที่เป็นคอลเลกชั่น ของตนเองขึ้นมา

โดยคอลเลกชั่นชุดแรกของเขา นั้น เป็นอวตาร์ที่มีสีสันและเป็นรูปแบบของพิกเซล 40 ตัวที่ถูกเรียกว่า Minecraft Yee Haa

“ผมสร้างขึ้นหลังจากใช้เวลาหลายชั่วโมงในการเล่นเกม Minecraft” Ahmed กล่าว

แม้คอลเลกชั่นที่เขาทำ จะขายไม่ได้ในทันที แต่ Ahmed มองว่า มันเป็นการเรียนรู้เพื่อสั่งสมประสบการณ์ และเขาก็ได้พยายามทำมันต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ

ถัดมาในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เขาเริ่มเขียนโค้ด Weird Whales ซึ่งเป็นคอลเลกชั่น NFT ชุดที่สองของเขา ซึ่งมีตัวปลาวาฬ โดยแต่ละตัวมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ซึ่งใช้เป็นมีมประเภทหนึ่ง ลักษณะคล้าย ๆ กับ CryptPunks แบบพิกเซล ที่ถือเป็นหนึ่งในคอลเลกชั่น NFT ชุดแรก ๆ ระดับตำนาน

มีมปลาวาฬ โดยแต่ละตัวมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน
มีมปลาวาฬ โดยแต่ละตัวมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน

โดยโครงการของ Ahmed นั้นมีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 300 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมก๊าซ ซึ่งจะถูกเรียกเก็บจาก blockchain เพื่อตรวจสอบ NFT แต่ละรายการ

ซึ่งในช่วงเดียวกันนั้น Ahmed ได้เรียนรู้วิธีการเขียนโค้ดคอลเลกชั่นจากบทเรียนออนไลน์ และพี่เลี้ยงที่เขาได้พบเจอในชุมชน Discord ซึ่งเป็นหนึ่งในนักพัฒนาที่อยู่เบื้องหลังโปรเจ็ค NFT ที่ชื่อว่า Boring Bananas โดยได้ส่งสคริปต์เพื่อให้ Ahmed ใช้เป็นเทมเพลตสำหรับการสร้าง Weid Whales

หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฏาคม คอลเลกชั่นทั้งหมดขายเกลี้ยงภายใน 9 ชั่วโมงแรกเพียงเท่านั้น และ Ahmed สามารถขายไปได้กว่า 80 รายการในหนึ่งวัน

เนื่องจากเขาทำกำไรเป็นหน่วยสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Ethereum (ETH) ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าวมีมูลค่ามากกว่า 255,000 ดอลลาร์ จากนั้นเขาก็ขายได้อีก 30 ETH ซึ่งมีมูลค่า 95,000 ดอลลาร์จากตลาดขายต่อ โดย Ahmed จะได้ 2.5% จากการขายต่อแต่ละครั้ง

Ahmed ทำเงินไปแล้วกว่า 350,000 ดอลลาร์ จนถึงปัจจุบัน แลภายในสิ้นเดือนสิงหาคมคาดว่ารายรับรวมของเขาจะสูงถึง 400,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 13 ล้านบาท ซึ่งเขาใช้เวลาเพียง 2 เดือนเท่านั้น

ณ ตอนนี้ Ahmed ไม่มีแม้บัญชีธนาคารแบบดั้งเดิมแต่อย่างใด เขา มีแต่กระเป๋าเงินดิจิตอล

“ผมวางแผนที่จะเก็บ ETH ทั้งหมดของผมไว้ และจะไม่แปลงเป็นสกุลเงินดอลลาร์แต่อย่างใด” Ahmed กล่าว

นี่อาจจะเป็นจุดเล็ก ๆ ของเรื่องราวของหนุ่มน้อย Ahmed ที่เราได้เริ่มเห็นเทรนด์ที่ชัดเจนของคนรุ่นใหม่ ที่อาจจะไม่ต้องการบัญชีธนาคารแบบดั้งเดิมอีกต่อไป พวกเขาเพียงแค่ต้องการ ETH และกระเป๋าเงินดิจิตอลของพวกเขาเพียงเท่านั้น

“เมื่อผู้คนซื้อ Weird Whales พวกเขากำลังลงทุนในตัวผมและอนาคตของผม” Ahmed กล่าว “ถ้าผมทำแบบนี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เหมือนที่เคยทำมา ผมอาจจะมีอนาคตแบบเดียวกับเหล่าผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีชื่อดังของโลก อย่างเช่น Elon Musk และ Jeff Bezos”

ต้องบอกว่า มันเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมาก ๆ ของเด็กรุ่นใหม่ คนรุ่นใหม่ generation ใหม่ ๆ ที่กำลังจะมาเปลี่ยนโลกเราแบบที่ไม่เป็นมาก่อน

คนรุ่นใหม่สามารถเลือกเส้นทางอาชีพได้อย่างหลากหลาย ที่ไม่ต้องยึดติดกับขนบธรรมเนียมเดิม ๆ ที่มีทางเลือกในการดำรงชีวิตไม่กี่อาชีพอีกต่อไป โลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว

เมื่อก่อน เราอาจจะตอบคำถามเวลาผู้ใหญ่ถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ซึ่งคำตอบนั้นก็วนเวียนอยู่เพียงไม่กี่อาชีพ ครู ทหาร ตำรวจ รับราชการ วิศวกร ทนาย แพทย์ ฯลฯ แต่หากไปถามเด็ก ๆ ในยุคใหม่ เราคงได้คำตอบที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงแล้วในตอนนี้

ผมมองว่าประเทศเราก็ควรเริ่มที่จะปูพื้นฐานเรื่องเหล่านี้ไว้ให้กับเด็กรุ่นใหม่ได้แล้ว เพราะโลกในอนาคตของพวกเขา จะแตกต่างจากโลกที่เราอยู่ในอดีต หรือแม้กระทั่งจุดเปลี่ยนผ่านในตอนนี้อย่างสิ้นเชิง

ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการเงิน การเดินทาง การขนส่ง หรือ อะไรต่าง ๆ อีกมากมายที่เหล่าเทคโนโลยีกำลังมาบรรจบกัน และสร้าง Impact อย่างมหาศาลในเวลาอันใกล้ที่จะถึงนี้

Ahmed แสดงให้เห็นว่าโลกแห่งอนาคตนั้นเปิดกว้างสำหรับทุกคน อย่างที่เขาทำได้สำเร็จ แม้จะเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น แต่ผมอยากให้จำชื่อหนูน้อย Benyamin Ahmed คนนี้ไว้

ในอนาคต เขาอาจจะมาสร้าง Impact ให้กับโลกเราผ่านเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้เหมือนกับไอดอลของเขาอย่าง Elon Musk หรือ Jeff Bezos ก็เป็นได้นั่นเองครับผม

References : https://futurism.com/the-byte/12-year-old-400000-selling-nfts-to-idiots
https://opensea.io/collection/weirdwhales
https://opensea.io/collection/minecraft-yee-haa
https://www.cnbc.com/2021/08/25/12-year-old-coder-made-6-figures-selling-weird-whales-nfts.html
https://www.telegraph.co.uk/news/2021/08/25/schoolboy-earns-nearly-300000-selling-digital-artwork-whales/

Bill Gates เตือน ถ้าคุณไม่รวยอย่าง Elon Musk ก็อย่าไปเสี่ยงกับ Bitcoin ช่วงตลาดบูม

Bill Gates บุคคลที่ร่ำรวยอันดับสามของโลกไม่ได้คลั่งไคล้ bitcoin ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อมได้ออกมาเตือนเรื่องการลงทุนใน Bitcoin ในช่วงที่ตลาดกำลังบูม

จากคำกล่าวของมหาเศรษฐี Bitcoin ไม่เพียง แต่ใช้พลังงานจำนวนมากเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างปัญหาให้กับนักลงทุนที่อาจไม่มีเงินเหลือเฟือ เนื่องจากราคาที่มีความผันผวนสูงมาก ๆ

“Elon มีเงินมหาศาลและเขาก็มีความซับซ้อนมาก ดังนั้นผมจึงไม่ต้องกังวลว่า Bitcoin ของเขาจะทำให้เขาล้มละลาย หรือ รวยมากกว่าขึ้นกว่าเดิม” Gates ได้บอกกับบลูมเบิร์กในการให้สัมภาษณ์ “ผมคิดว่ามีคนเข้ามาในโลกของ Bitcoin จากความคลั่งไคล้เหล่านี้ ซึ่งอาจไม่มีเงินเหลือเฟือเหมือน Elon Musk ดังนั้นผมจึงไม่ชอบ Bitcoin และความคิดทั่วไปของผมก็คือถ้าคุณมีเงินไม่มากเท่ากับ Elon คุณก็น่าจะดูมันออก”

Bitcoin ร่วงลง 13% ในวันอังคารที่ประมาณ 46,817 ดอลลาร์ซึ่งร่วงลงจากสถิติ 58,354 ดอลลาร์เมื่อสองวันก่อนเนื่องจากนักลงทุนทำกำไรจากราคาที่เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่านับตั้งแต่ต้นปี

Gates ผู้ใจบุญและนักเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งหนังสือ “วิธีหลีกเลี่ยงภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศ” เพิ่งวางขายเมื่อไม่นานมานี้ได้กล่าวว่า cryptocurrencies ทำให้มีผู้คนต้องล้มละลายเป็นจำนวนมาก และเขายังคิดว่าการไม่เปิดเผยตัวตนที่อยู่เบื้องหลังการทำธุรกรรม bitcoin ไม่ใช่เรื่องดี

“มูลนิธิของ Gates ทำหลายอย่างในแง่ของสกุลเงินดิจิทัล แต่สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่คุณสามารถดูได้ว่าใครเป็นผู้ทำธุรกรรม” เขากล่าวในบทสัมภาษณ์ของบลูมเบิร์ก “เงินดิจิทัลเป็นสิ่งที่ดีซึ่งเป็นแนวทางที่แตกต่างออกไป”

Janet Yellen รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังเป็นแกนนำเกี่ยวกับข้อสงสัยของเธอเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากปริมาณพลังงานที่ใช้ในการขุดโทเค็นดิจิทัลเหล่านี้

“ฉันไม่คิดว่าบิตคอยน์ถูกใช้เป็นกลไกการทำธุรกรรมอย่างกว้างขวาง” Yellen กล่าวกับนิวยอร์กไทม์สเมื่อวันจันทร์ “นี่เป็นวิธีที่ไม่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการทำธุรกรรมและปริมาณพลังงานที่ใช้ไปในการประมวลผลธุรกรรมเหล่านั้นมีจำนวนมากจนเกินไป”

ต้องบอกว่าเป็นคำเตือนที่น่าสนใจจาก Bill Gates ที่เป็นบุคคลในกลุ่มฝั่งเทคโนโลยีที่ส่วนใหญ่แล้วมักจะสนับสนุนเรื่องของเทคโนโลยีอย่าง Bitcoin เป็นส่วนใหญ่

ส่วนตัวเองก็คิดว่าสุดท้ายแล้ว Bitcoin มันก็ไม่ได้แตกต่างจากการลงทุนรูปแบบอื่นที่โลกเราได้สรรค์สร้างขึ้นมา ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของเทคโนโลยีใหม่ทั้งหมดก็แทบไม่ต่างจากรูปแบบการลงทุนอย่างอื่นที่เคยมีมาในอดีต

มีเพียงชนชั้นนำเล็ก ๆ เพียงไม่ถึง 1% ที่ร่ำรวยจากโลกการเงินแนวคิดใหม่นี้ ในขณะที่ 99 เปอร์เซ็นต์นั้นก็เป็นคนจนเหมือนเคย หรือไม่ก็ล้มละลายไปเลยจาก Case ตัวอย่างของ Mt.Gox

ย้อนกลับไปที่แนวคิดตั้งต้น Bitcoin ได้สัญญาว่าจะกระจายผลประโยชน์ให้กับผู้ใช้ทุกคน แต่ในปัจจุบัน มูลค่าของเศรษฐกิจใน Bitcoin เป็นของคนไม่กี่คนที่ร่ำรวยขึ้นมา

การเกิดขึ้นของเหรียญใหม่ส่วนใหญ่ที่ออกในแต่ละวันถูกรวบรวมโดยกลุ่มเหมืองแร่ขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง ซึ่งถ้ามองว่า Bitcoin คือแนวคิดของโลกการเงินแบบใหม่ แต่ถึงวันนี้มันก็ได้พิสูจน์ในระดับนึงแล้วว่า มันไม่ได้แตกต่างจากโลกการเงินหรือการลงทุนแบบเก่า ๆ ที่เราเคยเห็นกันในอดีตเลยนั่นเองครับผม

–> อ่าน Blog Series : Digital Gold – The inside Story of Bitcoin

ผู้สนับสนุน..

╔═════════════════════════╗
🔥ติดตั้ง Solar Rooftop สำหรับธุรกิจของคุณ วันนี้พร้อมโปรโมชั่นสุดคุ้ม🔥
DNA Power CO.,LTD. รับติดตั้งระบบโซล่าร์เซลล์บนหลังคาบ้าน, โรงงาน, อาคารพาณิชย์ และสิ่งปลูกสร้างทุกประเภท. รับประกันแผงโซล่าร์ 20 ปี / อินเวอร์เตอร์ 5 ปี / ประกันการติดตั้ง 2 ปี คืนทุนภายใน 4 ปีครึ่ง
╚═════════════════════════╝

⚡ ฟรี!ค่าสำรวจหน้างาน
⚡ ฟรี!ค่าประเมินราคา
⚡ ฟรีค่าขออนุญาตติดตั้ง
📲 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 086-600-3022
🌐 รายละเอียดเพิ่มเติม : http://bit.ly/37zNHnI
🌐 ตัวอย่างผลงานการติดตั้ง : http://bit.ly/2NrCr5Z

References : https://markets.businessinsider.com/currencies/news/bill-gates-not-bullish-bitcoin-uses-energy-elon-musk-boom-2021-2-1030111996
https://www.cnet.com/personal-finance/bitcoin-falls-after-concerns-expressed-by-musk-gates-and-yellen/
https://edition.cnn.com/2021/02/23/investing/bitcoin-prices-fall-yellen-gates/index.html

Blog Series : Digital Gold – The inside Story of Bitcoin

เปิดต้อนรับปีใหม่ 2021 ขอกลับมาเขียนเรื่องราว Story ของ Bitcoin สกุลเงินดิจิตอลที่กำลังก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ในวงการการเงินโลก ที่ตอนนี้ มูลค่าต่อเหรียญได้ทะลุ 1 ล้านบาท ไปเป็นที่เรียบร้อย

The Bitcoin Concept เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในสถานการณ์ที่เรียบง่าย เมื่อมีการโพสต์ลงใน mailing list ที่คลุมเครือ โดยผู้เขียนไร้ตัวตนที่มีนามว่า Satoshi Nakamoto ในปี 2009

จากจุดเริ่มต้น Satoshi มองเห็นภาพดิจิตอลอะนาล็อกไปจนถึงทองคำสมัยเก่านั่นคือเงินสากลรูปแบบใหม่ที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของและใช้จ่ายได้ทุกที่ เช่นเดียวกับทองคำเหรียญดิจิทัลใหม่เหล่านี้มีค่าพอ ๆ กับที่ใครบางคนเต็มใจจ่ายเพื่อพวกเขาซึ่งในตอนแรกไม่มีอะไรเลย

แต่ระบบถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เช่นเดียวกับทองคำ Bitcoins จะเป็นสิ่งที่หายาก เพราะมีเพียง แค่ 21 ล้านเหรียญเท่านั้นที่จะถูกปล่อยออกมาและยากที่จะปลอมแปลง เช่นเดียวกับทองคำจำเป็นต้องมีการเผยแพร่สิ่งใหม่ ๆ จากแหล่งที่มา ซึ่งเป็นเรื่องของงานคำนวณในกรณีของ Bitcoins

Bitcoin ยังมีข้อได้เปรียบที่ชัดเจนมากกว่าทองคำในฐานะที่ใหม่ในการจัดเก็บมูลค่าโดยไม่ต้องใช้การขนส่งใด ๆ ในการเคลื่อนย้าย Bitcoins จากลอนดอนไปยังนิวยอร์ก เพียงแค่ใช้คีย์ดิจิทัลส่วนตัวและคลิกเมาส์ เพื่อความปลอดภัย Satoshi อาศัยสูตรทางคณิตศาสตร์ที่มีความซับซ้อน และยากต่อการ hack ได้

หนังสืออ้างอิง
หนังสืออ้างอิง

Blog Series ชุดนี้จะมาเล่าที่มาที่ไป ของการก่อกำเนิดขึ้นของ Bitcoin ชายลึกลับที่มีนามว่า Satoshi Nakamo และเรื่องราวเบื้องหลังที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน ที่ผมเรียบเรียงจากหนังสือสามเล่ม คือ Bitcoin Millionaires โดย Ben Mezrich , Digital Gold โดย Nathaniel Popper และ This Machine Kills Secrets โดย Andy Greenberg รวมถึงแหล่งข้อมูลจากเว๊บไซต์ออนไลน์ต่าง ๆ ที่จะมาประกอบใน Blog Series ชุดนี้กันครับผมโปรดอย่าพลาดติดตามกันนะครับผม

–> อ่านตอนที่ 1 : Prologue

Credit แหล่งข้อมูลบทความ

หนังสือ Bitcoin Millionaires โดย Ben Mezrich

หนังสือ Digital Gold โดย Nathaniel Popper

หนังสือ This Machine Kills Secrets โดย Andy Greenberg