หรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย? อุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่นจะเดินซ้ำรอยเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือไม่

ลองหลับตาแล้วนึกย้อนกลับไปช่วงยุค 1990 กันดูนะครับ ยังจำบรรยากาศห้องนั่งเล่นที่บ้านตอนเด็กๆ กันได้มั๊ย

ตรงมุมห้องที่เด่นที่สุด มักจะมีกล่องสี่เหลี่ยมจอยักษ์น้ำหนักมหาศาลตั้งตระหง่านอยู่ มันคือทีวีเครื่องโปรดของครอบครัวที่ทุกคนต้องมานั่งล้อมวงดูด้วยกัน

แล้วถ้าเดินไปดูใกล้ๆ โลโก้ที่แปะอยู่หน้าเครื่องเกือบทุกบ้านก็คือแบรนด์จากญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น Sony หรือ Panasonic รวมไปถึง Sharp

สมัยนั้นการมีทีวีจอนูนเครื่องยักษ์ตั้งอยู่ในบ้าน มันไม่ใช่แค่เอาไว้ดูละครหลังข่าว แต่มันคือหน้าตาทางสังคมเลยทีเดียว

อารมณ์เหมือนเศรษฐีจอดรถสปอร์ตหรูๆ ไว้หน้าบ้าน หรือคนรวยสวมนาฬิกาเรือนแพงๆ ไว้บนข้อมือนั่นแหละ มันคือความภูมิใจแบบสุดๆ

ยุคนั้นคำว่า “Made in Japan” มันมีมนต์ขลังที่ศักดิ์สิทธิ์มาก มันคือการการันตีความอึดทึกทน

ซื้อมาใช้วันนี้ อีกยี่สิบปีข้างหน้ามันก็ยังเปิดติด ช่างซ่อมทีวียุคนั้นถึงกับบ่นอุบเพราะของมันไม่ยอมพังซักที…

แต่ใครจะไปคิดว่า เวลาผ่านไปแค่ไม่กี่ทศวรรษ ภาพความยิ่งใหญ่พวกนั้นมันจะกลายเป็นแค่อดีต

พอตัดภาพมาที่ปัจจุบัน สถานการณ์ในโลกธุรกิจมันกลับตาลปัตรไปหมด ราชันย์แห่งโลกเครื่องใช้ไฟฟ้าโดนโค่นลงจากบัลลังก์แบบเงียบๆ

แล้วคนที่ก้าวขึ้นมาแทนที่ ไม่ใช่คู่แข่งจากเกาหลีใต้อย่าง Samsung หรือ LG ที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดีด้วยซ้ำไป

แต่กลับเป็นบริษัทที่เมื่อสิบปีก่อน คนส่วนใหญ่ยังอ่านชื่อแบรนด์ไม่ออกเลยอย่าง Hisense

แบรนด์นี้เริ่มต้นในปี 1969 จากการเป็นแค่โรงงานทำวิทยุเล็กๆ ในเมืองจีน มีพนักงานเริ่มต้นแค่สิบคนเท่านั้นเอง

จากโรงงานห้องแถว วันนี้พวกเขากลายเป็นคนส่งออกทีวีรายใหญ่อันดับสองของโลกไปแล้ว

และที่จี๊ดสุดคือ Hisense บุกไปยึดตลาดญี่ปุ่นซึ่งเป็นบ้านเกิดของ Sony ได้สำเร็จ แถมกินส่วนแบ่งตลาดไปกว่าสี่สิบเปอร์เซ็นต์

คำถามคือ ญี่ปุ่นที่เคยเป็นเทพเจ้าแห่งเทคโนโลยี ปล่อยให้แบรนด์สินค้าราคาประหยัดบุกมาตบถึงหลังบ้านได้ยังไงกัน…

ลองนึกภาพยุค 1980 ตอนที่ Sony เปิดตัวเทคโนโลยีจอสีสุดล้ำออกมา ภาพมันคมชัดจนทีวีแบรนด์อื่นหมองไปเลย

แต่ไอ้ความเก่งกาจตรงนี้นี่แหละครับ ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะในเวลาต่อมาแบบไม่มีใครคาดคิด

ค่ายทีวีญี่ปุ่นเริ่มเสพติดตลาดความหรูหรา มุ่งหน้าทำแต่ทีวีจอยักษ์ จอพลาสมาบางเฉียบ ที่ราคาสูงลิ่ว

แน่นอนว่าเศรษฐีชอบใจ แต่ครอบครัวชนชั้นกลางในเอเชียหรือแอฟริกาที่ไม่มีเงินจ่ายทีวีเครื่องละหลายพันดอลลาร์ พวกเขากลับถูกมองข้ามไปแบบดื้อๆ

ในขณะที่ยักษ์ใหญ่กำลังหลงระเริง สตาร์ตอัปเล็กๆ ในจีนก็เริ่มซุ่มเงียบ ใช้วิธีแกะเครื่องทีวีญี่ปุ่นออกมาดูทีละชิ้น

พวกเขารื้อดูเพื่อเรียนรู้กลไก แล้วหาทางตัดทอนชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นออก เพื่อกดราคาให้ทีวีมันถูกลงที่สุด

เขาไม่ได้บ้าจี้ทำของหรูแข่ง แต่เขาเลือกทำทีวีที่คนธรรมดาซื้อไหว ภาพอาจจะไม่คมกริบแต่ก็ดูข่าวหรือดูละครรู้เรื่อง

แล้วจุดเปลี่ยนก็มาถึงตอนเกิดวิกฤตการเงินโลกปี 2008 ตลาดพังทลาย คนตกงาน ราคาน้ำมันพุ่งปรี๊ด…

ทีวีพลาสมาราคาแพงหูฉี่กลายเป็นของไร้สาระ คนต้องการแค่ประหยัดเงินเพื่อเอาชีวิตรอดในยุคข้าวยากหมากแพง

ญี่ปุ่นยังดื้อดึงทำของแพงขาย ในขณะที่ Hisense โกยยอดขายกระจุยกระจายเพราะทำของถูกและใช้งานได้จริงตอบโจทย์คนหมู่มาก

จุดพีกที่สุดมาถึงในปี 2017 เมื่อ Hisense ประกาศเข้าซื้อธุรกิจทีวีของ Toshiba แบรนด์ระดับตำนานของญี่ปุ่น

นี่แหละคือ “The Toshiba Effect” ปรากฏการณ์ที่แบรนด์เก่าแก่ถูกกลืนกินจนเหลือแค่โลโก้แปะหราอยู่หน้าเครื่อง

คนซื้อทีวีเพราะเชื่อใจแบรนด์ญี่ปุ่น แต่พอยกกลับบ้าน ไส้ในและเทคโนโลยีทั้งหมดกลับเป็นของจีนแถมยังทำงานลื่นไหลกว่าเดิมอีก

เล่ามาตั้งนาน รู้มั๊ยครับว่าความน่าขนลุกของเรื่องนี้คืออะไร มันกำลังจะเกิดซ้ำรอยกับอุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่นน่ะสิครับ…

กว่าร้อยปีที่ผ่านมา วงการรถยนต์ถูกผูกขาดโดยมหาอำนาจอย่าง เยอรมนี ญี่ปุ่น และ สหรัฐอเมริกา มาโดยตลอด

แบรนด์อย่าง Toyota หรือ Honda รวมไปถึง Mercedes และ Volkswagen คือความภูมิใจของชาติและเสาหลักทางเศรษฐกิจ

แต่ภาพความยิ่งใหญ่พวกนั้น กำลังกลายเป็นสมรภูมิเลือดภายในเวลาแค่ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง

Mercedes กำไรฮวบหนักมาก Porsche ก็ร่วงกระจาย ส่วน Stellantis ที่คุมแบรนด์ Jeep กับ Peugeot ก็ขาดทุนยับเยินสุดในประวัติศาสตร์

ทางด้าน Volkswagen ก็ถึงกับต้องประกาศปลดพนักงานหลักหมื่นคนเพื่อหนีตาย อาการสาหัสกันถ้วนหน้า

เบื้องหลังฝันร้ายของยักษ์ใหญ่เหล่านี้ มีชื่อเดียวที่ตามหลอกหลอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชื่อนั้นคือ BYD…

ย้อนไปปี 2003 บริษัทนี้ทำแค่แบตเตอรี่ก๊อกแก๊ก ไอเดียที่จะไปสู้กับ Tesla นี่โดนหัวเราะเยาะหนักมาก

Elon Musk ถึงกับกลั้นขำไม่อยู่ตอนโดนนักข่าวถามถึงบริษัทนี้กลางรายการทีวีเมื่อสิบปีก่อน

แต่วันนี้ไม่มีใครขำออกอีกแล้ว เพราะ BYD ก้าวขึ้นมาเป็นคนที่ขายรถยนต์ไฟฟ้าได้มากที่สุดในโลก แซงหน้าคนที่เคยขำใส่พวกเขาไปเรียบ

ลองมาดูสมรภูมิที่ดุเดือดอย่างประเทศออสเตรเลีย ที่นั่นคนรักและบูชา Toyota มาตลอดยี่สิบสามปีเต็ม

ลูกค้ายอมวางเงินจองรถรุ่นฮิต แล้วนั่งรอรถนานถึงครึ่งปีโดยไม่ปริปากบ่นซักคำ แบรนด์ญี่ปุ่นครองตลาดแบบเบ็ดเสร็จ

จนกระทั่งพายุลูกใหญ่พัดมา ราคาน้ำมันโลกพุ่งปรี๊ดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ค่าเดินทางกลายเป็นฝันร้ายของทุกคน…

แถมรัฐบาลออสเตรเลียยังคลอดกฎเหล็กบีบให้ค่ายรถลดการปล่อยมลพิษ ค่ายรถเก่าๆ ถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว

ช่องโหว่นี้กลายเป็นพรมแดงให้กองทัพรถยนต์จีนเดินเข้ามาอย่างสวยงาม นำทีมบุกทะลวงโดย BYD

อาวุธที่พวกเขาใช้ตบเจ้าตลาดคือราคาที่ถูกกว่า และไม่ต้องรอรถนาน เดินเข้าโชว์รูมปุ๊บขับกลับบ้านได้เลยชิลๆ

แถมยังส่งรถกระบะปลั๊กอินไฮบริดลงมาแย่งเค้กก้อนโตของออสเตรเลียไปหน้าตาเฉย

ความสำเร็จนี้ไม่ใช่เรื่องฟลุก แต่มาจากวิสัยทัศน์ของ Wang Chuanfu ผู้ก่อตั้งที่เริ่มจากโรงงานแบตเตอรี่เล็กๆ ในเซินเจิ้น…

เขาใช้กลยุทธ์ “Vertical Integration” คือทำเองทุกอย่างตั้งแต่แบตเตอรี่ มอเตอร์ ชิป ยันซอฟต์แวร์สุดล้ำ

ตอนทั่วโลกชิปขาดแคลน พวกเขาชิลมากเพราะผลิตใช้เองได้แถมยังเปิดตัวนวัตกรรมแบตเตอรี่สุดล้ำที่ราคาถูกและปลอดภัยขั้นสุด

ค่ายรถจีนไม่ได้แค่ก๊อปปี้อีกต่อไป เขาใช้ “AI” และหุ่นยนต์ในโรงงานจนทำรถรุ่นใหม่เสร็จในสิบแปดเดือน เร็วกว่าญี่ปุ่นเกินครึ่ง

Toshihiro Mibe ซีอีโอของ Honda ไปดูโรงงานที่จีนมาแล้วยังต้องยอมรับเลย ว่าสู้ความเร็วและต้นทุนแบบนี้ยากมาก

แต่อย่างว่าแหละ โลกธุรกิจมันโหดร้าย การโตเร็วเกินไปก็แลกมากับรอยร้าวที่ซ่อนอยู่ใต้พรม…

เบื้องหลังราคาถูกแสนถูก คือเงินอุดหนุนมหาศาลจากรัฐบาลจีนภายใต้นโยบาย “Made in China 2025”

นักวิเคราะห์ก็เริ่มออกมาแฉว่าค่ายรถจีนอาจจะมีหนี้ซ่อนอยู่บานเบอะ ผ่านการดึงเช็งจ่ายเงินซัพพลายเออร์นานๆ

ยังมีเรื่องภาพหลอนของยอดขายลวงตา กับภาพสุสานรถยนต์ไฟฟ้าใหม่เอี่ยมที่จอดทิ้งไว้จนหญ้าขึ้นรกสุดลูกหูลูกตา

ไหนจะเรื่องการเรียกคืนรถยนต์นับแสนคันเพราะปัญหาคุณภาพอีก ทั้งหมดนี้แปลว่าฐานรากอาจจะไม่ได้แน่นอย่างที่ทุกคนคิด

กลับมาที่คำถามสำคัญ อุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นจะเดินซ้ำรอยอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้ามั๊ย…

ถ้าสู้สงครามราคาและความเร็วไม่ไหว ทางออกสุดท้ายที่อาจจะเห็นคือการจ้างจีนผลิตแล้วเอาโลโก้ญี่ปุ่นไปแปะ ซึ่งมันก็เริ่มมีให้เห็นกันบ้างแล้ว

แต่บทเรียนจากวงการทีวีก็สอนไว้แล้ว ว่าถ้าเสียแกนกลางเทคโนโลยีไป ลูกค้าก็จะรู้ตัวในที่สุด

ว่าเขากำลังจ่ายเงินซื้อแค่อดีตอันหอมหวาน ไม่ใช่นวัตกรรมแห่งอนาคตที่แท้จริง

โลกธุรกิจมันไม่มีที่ว่างให้กับอีโก้และความหยิ่งทะนง ใครปรับตัวช้าก็เตรียมตัวสูญพันธุ์ได้เลย

สนามรบสุดท้ายคือความเชื่อใจ เราคงต้องมารอดูกันว่า แชมป์เก่าจะงัดไม้ตายอะไรมาสู้เพื่อรักษาบัลลังก์…

หรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยให้ไส้ในรถญี่ปุ่นกลายเป็นของจีนไปตลอดกาลแบบที่ไม่มีใครหยุดได้

สุดท้ายเรื่องราวทั้งหมดนี้มันตอกย้ำให้เห็นว่า ไม่มีอาณาจักรไหนยิ่งใหญ่ค้ำฟ้า ถ้าหยุดพัฒนาเมื่อไหร่ก็โดนแซงหน้าทันที

References : [nikkei, reuters, bloomberg, cnbc, ft]

ยุค CyberCab เริ่มต้นแล้ว เกมรุกฆาต Elon Musk เตรียมล้มกระดานธุรกิจรถยนต์

เรื่องมันมีอยู่ว่า สัปดาห์แรกของการเอา CyberCab ออกมาวิ่งรับส่งคนจริงๆ บนถนนที่ Texas ผลลัพธ์มันดันออกมาปังมากๆ จนกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์…

ตอนนี้นับตัวเลขกลมๆ มีรถที่วิ่งเป็น Robo Taxi ของ Tesla ทะลุ 432 คันเข้าไปแล้ว แถมยังมี CyberCab รุ่นใหม่ล่าสุดผสมอยู่ด้วยถึง 45 คัน

และที่ทำเอานักวิเคราะห์ใน Wall Street ถึงกับอ้าปากค้าง คืออัตราการเติบโตที่พุ่งกระฉูดถึง 17 เปอร์เซ็นต์ต่อสัปดาห์ มันคือการเติบโตแบบทบต้นที่โคตรจะบ้าคลั่ง…

ลองคิดดูนะครับ ถ้าบริษัทยังรักษาสปีดการเติบโตระดับนี้ไว้ได้

การจะเห็นแท็กซี่ไร้คนขับวิ่งกันเกลื่อนเมืองเป็นหมื่นๆ คันในอีกไม่กี่ปี ก็คงไม่ใช่เรื่องเกินจริง

แต่ก็นั่นแหละ พอมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ล้ำหน้าเกินยุคโผล่มา สิ่งที่มักจะตามมาติดๆ เป็นเงาตามตัวก็คือกำแพงกฎระเบียบของรัฐ…

ทันทีที่งานเปิดตัวจบลงปุ๊บ หน่วยงานรัฐอย่าง NHTSA ก็ไม่รอช้า ประกาศเปิดการสอบสวนมาตรฐานความปลอดภัยของ CyberCab ทันที เล่นเอาตลาดหุ้นผันผวนไปพักนึงเลยทีเดียว

หลายคนเห็นข่าวนี้ปุ๊บอาจจะคิดว่า เอาแล้วไง Tesla งานเข้าแน่ๆ

โปรเจกต์นี้ต้องโดนสั่งเบรกหัวทิ่มแหงๆ แต่เดี๋ยวก่อน เรื่องนี้มันมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่มากกว่านั้น…

ถ้าเรามองเกมนี้ดีๆ การที่รัฐลงมาตรวจสอบเนี่ย มันไม่ใช่ความซวยเลย แต่มันคือไฟเขียวที่กำลังจะบีบให้กฎหมายล้าหลังต้องถูกแก้ใหม่ต่างหาก

ลองย้อนกลับไปดูอดีตกันซักนิด เมื่อสี่ปีที่แล้ว บริษัททำเทคโนโลยีไร้คนขับอย่าง Zoox ที่ตอนนี้ Amazon เป็นเจ้าของ ก็เคยเจอรับน้องแบบนี้เหมือนกัน…

ตอนนั้น Zoox พยายามจะเข็นรถยนต์ที่ไม่มีพวงมาลัยของตัวเองออกสู่ตลาด ก็โดน NHTSA เข้ามาตรวจสอบจนฝุ่นตลบ ใช้เวลาสู้คดีกันอยู่นานเอาเรื่องเลย

แต่รู้มั๊ยครับว่าผลลัพธ์สุดท้ายคืออะไร การต่อสู้ครั้งนั้นมันช่วยปูทางและสร้างบรรทัดฐานใหม่ ทำให้กฎหมายเริ่มมีความยืดหยุ่นเปิดรับเทคโนโลยีแห่งอนาคตมากขึ้น

การที่ NHTSA เข้ามาตรวจสอบ Tesla ในรอบนี้ มันก็เหมือนการโยนหินถามทางเพื่อเร่งให้เกิดการปรับแก้กฎหมายครั้งใหญ่ ให้ครอบคลุมรถยนต์ไร้พวงมาลัยนั่นเอง…

พวกผู้บริหารระดับท็อปของ Tesla อย่าง Elon Musk หรือบรรดาวิศวกรหัวกะทิในทีม เค้าอ่านเกมนี้ขาดอยู่แล้วไม่มีใครมานั่งแพนิกกับข่าวนี้เลย

ตรงกันข้ามเลย พวกเค้ายังคงเดินหน้าเหยียบคันเร่งมิดไมล์ ขยายพื้นที่ให้บริการและปล่อยรถออกสู่ถนนมากขึ้นเรื่อยๆ

ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะพวกเค้ารู้ดีว่า ตัวเองมีอาวุธที่ทรงพลังที่สุดอยู่ในมือ นั่นก็คือชุดข้อมูลมหาศาลที่เก็บมาจากการวิ่งจริงบนถนนนับล้านไมล์

ข้อมูลพวกนี้แหละที่เอาไปตอกหน้าใครต่อใครได้ว่า ระบบ AI ของพวกเค้ามีความปลอดภัยและตัดสินใจได้เฉียบขาดกว่ามนุษย์ที่ชอบเผลอหลับในตั้งหลายเท่า

การที่ Elon Musk กล้าทุ่มหมดหน้าตักให้กับเทคโนโลยีที่คนทั้งโลกยังตั้งคำถาม มันทำให้นึกถึงโมเมนต์ประวัติศาสตร์วงการไอทีเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วเลย…

จำยุคที่มือถือทุกเครื่องบนโลกต้องมีปุ่มกดพลาสติกเยอะๆ กันได้มั๊ยครับ

ตอนนั้นค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ต่างก็เชื่อมั่นว่านี่คือดีไซน์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว

จนกระทั่งวันนึงในปี 2007 ผู้ชายที่ชื่อ Steve Jobs เดินขึ้นเวทีแล้วเปิดตัว iPhone อุปกรณ์ที่ไม่มีปุ่มกดเลยซักปุ่มเดียว

และวันนั้นโลกก็เปลี่ยนไปตลอดกาล…

ในตอนนั้น อุตสาหกรรมมือถือโดนทุบจนพังทลาย และวันนี้ประวัติศาสตร์หน้าเดิมกำลังจะถูกฉายซ้ำอีกรอบ

แต่เปลี่ยนเวทีมาเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์มูลค่าล้านล้านดอลลาร์

การมาของ CyberCab มันให้อารมณ์ความรู้สึกเหมือนตอนเห็น iPhone รุ่นแรกไม่มีผิด มันคือสิ่งที่เข้ามาฉีกทุกกฎเกณฑ์และเขียนกติกาใหม่ทั้งหมด…

ในขณะที่ค่ายรถคู่แข่งพยายามเอารถรูปทรงเดิมๆ มาติดเซนเซอร์ราคาแพงไว้รอบคัน จนดูเทอะทะเหมือนหุ่นยนต์ประกอบร่าง

แต่ Tesla กลับเลือกที่จะโยนกระดาษแผ่นเก่าทิ้ง แล้วดีไซน์รถยนต์ขึ้นมาใหม่ตั้งแต่ศูนย์ รถที่ไม่มีพวงมาลัย ไม่มีแป้นเบรก และไม่มีกระจกมองข้าง…

นี่ไม่ใช่แค่การทำเท่ๆ เพื่อเอาซีน แต่มันคือความกล้าหาญที่จะเดิมพันอนาคตของบริษัทไว้กับวิสัยทัศน์ที่หลายคนเคยมองว่าบ้าบอ

ถ้าย้อนไปอ่านประวัติศาสตร์ช่วงนั้น จะรู้เลยว่า Elon Musk ต้องงัดกับทีมผู้บริหารของตัวเองหนักมาก เพราะหลายคนอยากให้ทำแค่รถยนต์คันเล็กๆ ออกมาขายก่อน…

แต่คนอย่าง Elon มีหรือจะยอม เค้าทุบโต๊ะเปรี้ยงแล้วบอกว่าเราจะทำรถยนต์ไร้คนขับร้อยเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ถ้ามันเจ๊ง เค้าจะเป็นคนยืดอกรับผิดชอบเอง

ซึ่งเกมนี้มันไม่ได้หยุดอยู่แค่ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ แต่มันซ่อนความโหดอยู่ที่ปรัชญาการสร้างธุรกิจที่เรียกว่า “Lifetime economics” หรือความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน…

ปกติค่ายรถทั่วไปเวลาเปิดตัวรถใหม่ จะเน้นทำรถให้ดูสวยเป๊ะที่สุดแค่วันแรกที่ขับออกจากศูนย์ เพื่ออัปราคาขายให้ได้กำไรเยอะๆ

แต่กับรถที่ถูกสร้างมาเพื่อวิ่งรับส่งคนแปลกหน้าตลอด 24 ชั่วโมง การคิดสั้นๆ แบบนั้นมันเอาชีวิตไม่รอดแน่นอน ต้นทุนบำรุงรักษาจะกัดกินจนหมดตัว…

CyberCab เลยถูกออกแบบมาให้ถึกทนขั้นสุด ไฮไลต์ที่ต้องพูดถึงเลยคือเทคโนโลยีการผลิตชิ้นส่วนตัวถังที่เรียกว่า Reaction Injection Molding หรือเรียกสั้นๆ ว่า RIM

แทนที่จะใช้วิธีพ่นสีรถแบบเดิมๆ ที่พอใช้งานไปนานๆ โดนแดดโดนฝน สีก็จะเริ่มซีด หรือเป็นรอยขีดข่วนเต็มไปหมด…

กระบวนการ RIM จะเล่นใหญ่ด้วยการผสมเม็ดสีเข้าไปในเนื้อวัสดุตั้งแต่ตอนขึ้นรูปเลย ทำให้สีทองสุดหรูนั้นฝังลึกทะลุเนื้อชิ้นส่วนไปยันแกนใน

ผลก็คือ ต่อให้รถคันนี้จะต้องตรากตรำวิ่งรับผู้โดยสารฝ่าแดดลุยฝนไปอีกหลายปี รูปลักษณ์ภายนอกของมันก็จะยังดูสดใสเหมือนเพิ่งถอยป้ายแดงมาใหม่ๆ…

นี่แหละคือวิสัยทัศน์ของการออกแบบที่คิดไกลไปถึงการหั่นต้นทุนค่าซ่อมบำรุงในระยะยาวแบบถอนรากถอนโคน

แต่ความโหดของ Tesla ยังไม่หมดแค่นี้…

สิ่งที่ทำให้วงการยานยนต์ทั่วโลกต้องขนลุก คือระบบการประกอบรถยนต์สุดล้ำที่ใช้ชื่อว่า “Unboxed assembly” หรือการประกอบแบบแยกส่วนย่อย…

ถ้าใครเคยดูสารคดีตามโรงงานผลิตรถยนต์ จะเห็นสายพานยาวเป็นกิโล รถแต่ละคันต้องวิ่งไปตามสเตชันทีละจุด ซึ่งมันกินพื้นที่มหาศาลและเสียเวลาสุดๆ

แต่ระบบ Unboxed จะใช้วิธีหั่นชิ้นส่วนรถออกเป็นโมดูลย่อยๆ แต่ละโมดูลจะถูกประกอบเสร็จสรรพจากสถานีของตัวเอง ก่อนจะถูกจับมารวมร่างกันในตอนจบ…

วิธีการนี้สร้างความกดดันมหาศาลให้กับทีมงานแต่ละส่วน เพราะทุกโมดูลต้องเป๊ะแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม ห้ามมีข้อผิดพลาดหลุดมาเด็ดขาด

ลองคิดดูสิ ถ้ามีชิ้นส่วนไหนไม่ได้มาตรฐาน มันจะถูกตีกลับทันที ไม่มีใครอยากเป็นตัวถ่วงที่ทำให้ไลน์ผลิตขั้นสุดท้ายต้องสะดุดหัวทิ่มแน่นอน…

ผลลัพธ์ที่ได้จากความกดดันนี้คือ โรงงานจะใช้พื้นที่น้อยลงอย่างเหลือเชื่อ แต่กลับปั๊มรถออกมาได้รวดเร็วทันใจกว่าเดิมหลายเท่าตัว

ซึ่งไอ้การลดพื้นที่โรงงานและการเพิ่มสปีดการผลิตนี่แหละ คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ต้นทุนการสร้าง CyberCab แต่ละคันลดฮวบจนคู่แข่งตามไม่ทัน…

บางคนอาจจะสงสัยว่า อ้าว ถ้าระบบนี้มันเทพขนาดนั้น ทำไมค่ายรถเจ้าอื่นถึงไม่ก็อปปี้ไปใช้บ้าง

คำตอบคือมันไม่ได้ทำกันง่ายๆ เหมือนลอกการบ้านเพื่อน

การจะรื้อสายการผลิตเดิมทิ้งเพื่อเปลี่ยนมาใช้ระบบ Unboxed หรือวัสดุแบบ RIM มันต้องใช้เม็ดเงินลงทุนก้อนมหาศาลมโหฬารมากๆ…

ในยุคที่อุตสาหกรรมยานยนต์ดั้งเดิมกำลังโดนค่ายรถฝั่งจีนตีขนาบด้วยสงครามราคาที่ดุเดือดเลือดพล่าน

ใครจะกล้าเอาเงินมาทุ่มละลายแม่น้ำเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างใหม่หมด

ยิ่งไปกว่านั้น ค่ายรถพวกนี้ยังไม่มีระบบนิเวศซอฟต์แวร์แบบ FSD ที่สามารถเก็บเงินกินเปล่ารายเดือนมาช่วยพยุงต้นทุนได้เหมือน Tesla อีกต่างหาก…

นี่แหละคือการเดินหมากรุกฆาตที่เลือดเย็นที่สุด เมื่อต้นทุนการวิ่งให้บริการถูกกดลงมาเหลือแค่ระดับ 20 เซนต์ต่อไมล์ตามที่ตั้งเป้าไว้

ราคานี้มันถูกกว่าการเรียกแท็กซี่ผ่านแอปทุกวันนี้แบบไม่เห็นฝุ่น และเผลอๆ อาจจะถูกกว่าการที่เราเจียดเงินก้อนไปดาวน์รถมาขับเองซะอีก…

พอถึงวันนั้น พฤติกรรมของผู้บริโภคก็จะถูกรีเซ็ตใหม่หมด คนยุคใหม่จะเริ่มมานั่งดีดลูกคิดว่า เราจะทนแบกรับค่าเสื่อมราคา ค่าประกัน ค่าที่จอดรถไปเพื่ออะไร

ในเมื่อเราสามารถกดจิ้มมือถือ เรียกรถหรูๆ ที่แอร์เย็นฉ่ำ เบาะกว้างนั่งสบายเหมือนโซฟาที่บ้าน แถมมีจอดูหนังส่วนตัว มารับถึงหน้าประตู…

และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ต้องมานั่งอึดอัดทำตัวไม่ถูกเวลาต้องนั่งรถไปกับคนขับแปลกหน้าที่บางทีก็ชวนคุยเรื่องการเมืองจนปวดหัว

สิ่งที่ทำให้โมเดลธุรกิจของ CyberCab กลายเป็นม้ามืดที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่แค่การแย่งลูกค้ามาจากแอปเรียกรถเจ้าเดิมๆ

แต่มันคือการเนรมิตดีมานด์ใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน ด้วยการเอา Physical AI ออกมาโลดแล่นบนท้องถนนจริงๆ ไม่ใช่แค่อยู่ในหน้าจอคอม

รถยนต์พวกนี้มันสามารถคิด วิเคราะห์ และหักหลบสิ่งกีดขวางกะทันหันได้ไวกว่ามนุษย์ตัดสินใจเป็นไหนๆ ทุกไมล์ที่มันวิ่งคือการเก็บเกี่ยวประสบการณ์…

ข้อมูลพวกนี้จะถูกส่งขึ้นคลาวด์ไปประมวลผล ทำให้ระบบมันฉลาดล้ำขึ้นทุกวินาที จนกลายเป็นกำแพงที่ค่ายรถหน้าใหม่หรือหน้าเก่าก็ปีนข้ามไม่ได้ง่ายๆ

แน่นอนว่าในอนาคตจะต้องมีคู่แข่งพยายามวิ่งไล่ตามเพื่อขอแบ่งเค้กก้อนนี้บ้าง

แต่แต้มต่อทางเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ที่ Tesla ซุ่มทำมานานหลายปี บวกกับโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตสุดล้ำ

จะกลายเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ที่ทิ้งระยะห่างระหว่างผู้นำกับผู้ตามให้ไกลออกไปเรื่อยๆ จนแทบมองไม่เห็นฝุ่น

เหมือนที่ประวัติศาสตร์วงการสมาร์ทโฟนเคยสอนเราไว้เป๊ะเลยนะครับ

ฮาร์ดแวร์สวยๆ ใครก็จ้างโรงงานประกอบได้ แต่ซอฟต์แวร์และอีโคซิสเต็มที่แข็งแกร่งต่างหาก คือผู้ชนะตัวจริง…

โลกของการเดินทางกำลังจะก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่โคตรจะน่าตื่นเต้นที่สุด นับตั้งแต่ที่มนุษย์เราประดิษฐ์เครื่องยนต์สันดาปขึ้นมาได้

กำแพงกฎหมายที่เราเห็นว่าเป็นอุปสรรคในวันนี้ ท้ายที่สุดแล้วมันก็จะกลายเป็นแค่กระดาษทดเลขในหน้าประวัติศาสตร์การจัดระเบียบเทคโนโลยีใหม่เท่านั้น…

องค์กรที่กล้าตั้งคำถามกับสิ่งเดิมๆ กล้าล้มกระดานเพื่อสร้างสรรค์ระบบที่ทั้งปลอดภัยกว่า สบายกว่า และราคาเป็นมิตรกับกระเป๋าตังค์

บริษัทยักษ์ใหญ่ที่กล้าฉีกกรอบเดิมๆ พวกนี้แหละ ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นคนกุมบังเหียนกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้าแบบไม่ต้องสงสัย…

การเดิมพันด้วยเม็ดเงินมหาศาลครั้งนี้เพิ่งจะลั่นระฆังยกแรกเท่านั้น เราคงต้องเตรียมป๊อปคอร์นมานั่งรอดูกันยาวๆ เลย

คลื่นสึนามิแห่งการเปลี่ยนแปลงลูกนี้ จะพัดเอาอุตสาหกรรมรถยนต์แบบเก่าให้ปลิวหายไปในกลีบเมฆ หรือจะมีใครฮึดสู้ขึ้นมาปรับตัวในยุคที่ AI เป็นคนขับรถแทนเรา…

References : [tesla,nhtsa,waymo,reuters,bloomberg]

ใครฆ่าอุตสาหกรรมเยอรมัน? เบื้องหลังวิกฤตพลังงานและสงครามการค้า ที่โลกต้องจับตา

ย้อนกลับไปหลายทศวรรษก่อนหน้า อุตสาหกรรมของเยอรมนี คือเครื่องจักรผลิตเงินชั้นยอด

พวกเค้าสร้างสรรค์สินค้าพรีเมียม ส่งออกไปทั่วทุกมุมโลก กอบโกยกำไรเข้าประเทศมหาศาล…

ทำเงินเป็นกอบเป็นกำตั้งแต่ยุคที่ยังใช้สกุลเงิน Deutsche Mark จนกระทั่งเปลี่ยนมาใช้ Euro ในปัจจุบัน

ภาคอุตสาหกรรมนี้มีสัดส่วนถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าเพิ่มทั้งหมดในประเทศ

ตัวเลขนี้ทิ้งห่างพี่เบิ้มใน EU อย่างฝรั่งเศส,สเปน หรือ อิตาลี ไปไกลลิบ…

ความเจ๋งของพวกเค้าไม่ได้มีแค่การสร้างของชิ้นใหญ่ๆ แต่ยังเชี่ยวชาญในการสร้างของที่อยู่ข้างในอีกที

เป็นเหมือนฟันเฟืองที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั่วโลก

สารเคลือบเงาบนรถยนต์คันหรู สีที่ตีเส้นบนถนน หรือเส้นทางจักรยานก็มาจากสารเคมีของพวกเค้า…

สีทาบ้าน ชิปตัวจิ๋วในสมาร์ทโฟน ทุกอย่างล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ของเยอรมนีแทบจะทั้งสิ้น

เศรษฐกิจของประเทศนี้เปรียบเสมือนเครื่องยนต์หลักของยุโรปเลยก็ว่าได้

ถ้าโรงงานในเยอรมนี เดินเครื่องเต็มสูบ เศรษฐกิจยุโรปก็พร้อมจะพุ่งทะยานตามไปด้วย…

แต่ในทางกลับกัน ถ้าเครื่องยนต์นี้สะดุด ยุโรปทั้งทวีปก็เตรียมตัวรับแรงกระแทกได้เลย

ถ้าเรากางกราฟดูผลผลิตทางอุตสาหกรรมของประเทศนี้ตั้งแต่ปี 1991 จะเห็นอะไรแปลกๆ

ช่วงต้นยุค 2000s อุตสาหกรรมของพวกเค้าเคยแผ่วลงจนตามหลังค่าเฉลี่ยของยุโรปไปแล้ว…

แต่พอถึงปี 2003 รัฐบาลก็งัดไม้เด็ดออกมา นั่นคือการปฏิรูปตลาดแรงงานครั้งใหญ่

นโยบายนี้ช่วยปั๊มหัวใจเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัวได้ยาวๆ ไปจนถึงช่วงวิกฤตการเงินโลก

หลังจากนั้นผลผลิตก็ไต่ระดับขึ้นอย่างบ้าคลั่งตลอดหนึ่งทศวรรษ จนไปแตะจุดพีคที่สุดในปี 2018…

แล้วฝันร้ายก็มาเยือน วิกฤต COVID พุ่งชนเศรษฐกิจโลกอย่างจัง

นับตั้งแต่วันนั้น กราฟของเยอรมนี ก็หัวปักลงเหวแทบจะตลอดเวลา

เศรษฐกิจของพวกเค้าโดนทิ้งห่างจากกลุ่มประเทศที่เคยอยู่ในระดับเดียวกันแบบไม่เห็นฝุ่น…

ลองเอา GDP ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาไปเทียบกับประเทศอย่างเกาหลีใต้ หรือ ญี่ปุ่น หรือจะเทียบกับ ฟินแลนด์ , แคนาดา หรือ สวีเดน ก็จะเห็นช่องว่างที่กว้างถึง 6 ถึง 7 เปอร์เซ็นต์

ตัวเลขนี้ในโลกของเศรษฐศาสตร์ถือว่ามหาศาลมาก ชนิดที่ว่าตามกันเหนื่อยเลยทีเดียว…

ยิ่งความอ่อนแอนี้ลากยาวออกไปนานเท่าไหร่ ภาพก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

มันไม่ใช่แค่วงจรเศรษฐกิจขาลงธรรมดา แต่มันคือการสูญเสียศักยภาพทางการแข่งขันอย่างถาวร

แล้วจุดเริ่มต้นของรอยร้าวในเครื่องยนต์ระดับเทพนี้เกิดจากอะไรกันแน่…

ความสำเร็จตลอดหลายสิบปีของเยอรมนี ตั้งอยู่บนเสาหลักค้ำยันสามต้นหลักๆ

ต้นแรกคือก๊าซราคาถูกจากรัสเซีย ที่ส่งมาป้อนโรงงานแบบไม่ขาดสาย

ต้นที่สองคือระบบการค้าเสรีระดับโลกที่เปิดกว้าง ทำให้ส่งออกไปไหนก็สะดวก…

และต้นที่สามคือความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรม โดยเฉพาะพวกเครื่องจักร ยานยนต์ และวิศวกรรม

ปัญหาคือไอ้เสาหลักทั้งสามต้นนี้ดันมาเกิดรอยร้าวพร้อมๆ กันอย่างไม่ได้นัดหมาย

เริ่มจากการที่รัสเซีย ตัดท่อส่งก๊าซราคาถูกที่เคยส่งมาหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมเยอรมัน…

ต้นทุนพลังงานพุ่งปรี๊ดทะลุเพดาน แซงหน้าคู่แข่งอย่างสหรัฐฯ หรือ จีน ไปไกลลิบ

สงครามเต็มรูปแบบที่รัสเซียบุกยูเครน กระชากหน้ากากให้เห็นถึงความผิดพลาดครั้งใหญ่

มันคือความล้มเหลวในการวางแผนยุทธศาสตร์พลังงานระดับชาติของรัฐบาลเบอร์ลินเลยทีเดียว…

ยุโรปเป็นทวีปที่เสพติดเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างหนักเพื่อป้อนโรงงานอุตสาหกรรม

แต่ประเด็นคือพวกเค้าขุดฟอสซิลเองไม่ได้ ต้องพึ่งพาการนำเข้าแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์

พอต้นทุนพลังงานแพงระยับ อุตสาหกรรมที่ต้องใช้พลังงานสูงอย่างเคมีภัณฑ์ก็อ่วมหนัก…

พวกเค้าไม่สามารถกดปุ่มสวิตช์เปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดได้ในชั่วข้ามคืน

เพราะโรงงานเหล่านี้ไม่ได้ต้องการน้ำมันและก๊าซแค่เพื่อเอามาเผาเป็นไฟเท่านั้น

แต่พวกเค้าต้องการโมเลกุลคาร์บอนที่อยู่ในนั้นเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตด้วย…

สถานการณ์นี้ทุบขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเยอรมันจนราบคาบ

ภายในระยะเวลาแค่สามปี ตั้งแต่ 2022 ถึง 2025 เกิดเรื่องช็อกวงการขึ้น

กำลังการผลิตสารเคมีในยุโรปเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์เตรียมสั่งปิดถาวร…

เมื่อโรงงานปิด สิ่งที่ตามมาหลอกหลอนทันทีก็คือตัวเลขคนตกงานที่พุ่งสูงขึ้นปรี๊ด

ให้ลองดูตัวอย่างนิคมอุตสาหกรรมของ BASF ในเมือง Ludwigshafen

นี่คือคอมเพล็กซ์อุตสาหกรรมเคมีที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก…

เป็นเหมือนบ้านเกิดที่ให้กำเนิดอุตสาหกรรมเคมีของประเทศ แต่วันนี้คนงานหายไปเกลี้ยง

จำนวนพนักงานลดลงเหลือไม่ถึง 30,000 คน ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ยุค 1950s

แต่ในขณะที่โรงงานในบ้านเกิดกำลังเหี่ยวเฉา พวกเค้ากลับหอบเงินหลายพันล้านยูโรไปสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่ทันสมัยสุดๆ ใน ประเทศจีนหน้าตาเฉย

อุตสาหกรรมเคมีนี่แหละคือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของปรากฏการณ์ “China Shock 2.0”

ย้อนกลับไปช่วงต้นยุค 2000s โลกได้รู้จักกับคลื่นกระแทกจากจีนระลอกแรก…

ตอนนั้นจีนเพิ่งก้าวเท้าเข้าสู่ World Trade Organization (WTO) หมาดๆ

คลื่นสินค้าส่งออกจากแดนมังกรซัดเข้าถล่มอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเยอะทั่วโลกพังทลาย

แต่ในตอนนั้นเยอรมนี รอดตัวมาได้ เพราะสินค้าของพวกเค้าเป็นของพรีเมียม พวกเครื่องจักรกลซับซ้อนหรือรถยนต์หรู

เยอรมนีไม่เพียงแค่รอด แต่ยังกอบโกยผลประโยชน์จากคลื่นลูกนั้นเต็มๆ

เพราะจีนกลายมาเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของพวกเค้าไปซะงั้น…

ในยุคนั้นตราประทับ “Made in Germany” คือสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์แบบระดับพระกาฬ

เวลาที่รัฐบาลจีนอยากได้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ หรือรถไฟความเร็วสูง

หรือแม้แต่รถยนต์หุ้มเกราะสำหรับผู้นำระดับสูง พวกเค้าต้องต่อสายตรงหาคนเยอรมันเท่านั้น…

แต่สังเกตมั๊ยครับว่าสิ่งที่เล่ามาทั้งหมดนี้กลายเป็นอดีตไปหมดแล้ว

ทุกวันนี้ผู้ผลิตจากจีนได้อัปเลเวลตัวเองไต่ขึ้นมาจนน่ากลัว กลายมาเป็นคู่แข่งสายตรงที่เข้ามาแย่งเค้กในตลาดหลักของ เยอรมนีแล้ว…

“China Shock 2.0” คือคลื่นการแข่งขันลูกใหม่ที่เริ่มก่อตัวมาตั้งแต่ช่วงปี 2020

บริษัทเยอรมันหลายแห่งติดกับดักความสำเร็จในอดีตจนประมาทเกินไป

พวกเค้าไม่ได้มองการเติบโตของคู่แข่งอย่างจริงจัง จนกระทั่งวันนึงตื่นมาพบความจริง…

ประเทศอื่นไม่ได้แค่ตามทัน แต่วันนี้พวกเค้าสามารถผลิตของที่เจ๋งกว่าและดีกว่าได้แล้ว

ความจริงข้อนี้กำลังซัดหน้าอุตสาหกรรมเยอรมันอย่างจังจนตั้งตัวไม่ติด

ดูอย่างอุตสาหกรรมแผงโซลาร์เซลล์ ในยุค 2000s ของพวกนี้ยังผลิตในเยอรมนีอยู่เลย…

แต่ทุกวันนี้ฐานการผลิตเกือบทั้งหมดถูกย้ายไปที่จีนเรียบร้อยแล้ว

ไม่ใช่แค่นั้น ทั้งเครื่องจักรกล วิศวกรรมไฟฟ้า หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

การส่งออกของเหล่านี้จากเยอรมนีไปจีน ร่วงลงประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ในปี 2025…

ในขณะที่ตัวเลขการนำเข้าของแบบเดียวกันจากจีนกลับพุ่งสวนทางขึ้นมา

จากที่เคยได้เปรียบดุลการค้ามาตลอด วันนี้ตัวเลขพลิกกลับมาเป็นการขาดดุลยับเยิน

และแผลที่ลึกที่สุดก็คืออุตสาหกรรมลูกรักอย่างยานยนต์ที่เคยเป็นความภูมิใจของชาติ…

ปีที่ผ่านมาตัวเลขส่งออกรถยนต์จากเยอรมนีไปจีน ทรุดลงกว่า 30 เปอร์เซ็นต์

ในขณะเดียวกันคนเยอรมันเองกลับเดินเข้าโชว์รูมไปถอยรถ EV แบรนด์จีนกันอย่างคึกคัก

เวลาแค่ห้าปีจีนกระโดดข้ามหัวบริษัทยานยนต์ยักษ์ใหญ่ได้อย่างหน้าตาเฉย…

ค่ายรถเยอรมันชะล่าใจกับเทรนด์รถ EV ของจีนมานานเกินไปจริงๆ

กว่าจะรู้ตัวและพยายามสับเกียร์เดินหน้าสู้ มันก็อาจจะสายเกินกว่าจะวิ่งตามทันแล้ว

แถมจีนยังถือไพ่เหนือกว่าด้วยการครองแหล่งวัตถุดิบสำคัญเกือบทั้งหมด…

โรงงานในเยอรมันต้องพึ่งพาแร่พวกนี้ในการผลิตของไฮเทคแทบทุกอย่าง

ประเด็นคือจีนไม่ได้ใจร้ายถึงขั้นตัดขาดไม่ยอมขายของให้หรอก แต่วิธีการของพวกเค้าคือการดึงเชง ประวิงเวลาการจัดส่งออกไปเรื่อยๆ…

แค่นี้ก็ทำเอาสายพานการผลิตปั่นป่วนไปหมด เพราะโลกธุรกิจต้องการความแน่นอน

ตัดภาพมาที่เวทีการค้าโลก ตอนนี้กระแสกีดกันทางการค้ากำลังมาแรงสุดๆ

อดีตประธานาธิบดี Donald Trump เคยสั่งให้ทีมงานเตรียมงัดมาตรการกำแพงภาษีมาตอบโต้คู่ค้า…

Trump ถึงกับเคยบ่นว่าในสหรัฐฯมีรถ Mercedes-Benz และ BMW วิ่งเต็มไปหมด แต่พวกเค้าไม่อยากซื้อของจากเราเลย

โลกการค้าเสรีที่เคยเปิดกว้างกำลังแตกเป็นเสี่ยงๆ อย่างเห็นได้ชัด

ในโลกนี้มีหลายประเทศที่รัฐบาลสามารถสั่งอัดฉีดเงินอุดหนุนอุ้มชูอุตสาหกรรมเป้าหมายได้…

แต่เกมนี้ใช้ไม่ได้กับฝั่งยุโรป การที่เยอรมนีอยู่ใต้ร่มเงาของ EU ทำให้ขยับตัวยาก

พวกเค้าไม่สามารถเสกเงินมาแจกอุดหนุนอุตสาหกรรมตัวเองได้ตามใจชอบ

แม้ว่าช่วงปี 2022 ถึง 2023 รัฐบาลจะยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินก้อนโตช่วยพยุงต้นทุนพลังงาน…

แต่นั่นก็เป็นแค่ออกซิเจนชั่วคราว การจะให้อุดหนุนแบบถาวรเป็นเรื่องที่ยากมาก

มันจะสูบงบประมาณแผ่นดินจนแห้ง และยังเป็นที่ถกเถียงว่าทำแบบนั้นมันจะรอดจริงหรือเปล่าในระยะยาว

ปีที่แล้วนายกรัฐมนตรี Friedrich Merz ตัดสินใจปลดล็อกเพดานหนี้ซึ่งเป็นกฎเหล็กทางการคลัง แล้วก็เทงบก้อนมหึมาเพื่ออัปเกรดกองทัพและโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่

แต่กว่าเม็ดเงินพวกนี้จะหมุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริงก็ต้องใช้เวลาพักใหญ่

นี่เป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งที่รัฐบาลต้องเจอ ท่าทีของ Merz ที่แข็งกร้าวกับจีนยิ่งทำให้ซับซ้อน…

เขาเคยบ่นว่าฝั่งยุโรปทำงานกันช้าเป็นเต่า ในขณะที่จีนสร้างเสร็จภายในไม่กี่เดือน

การเมืองตอนนี้ต้องรักษาสมดุลระหว่างผลประโยชน์ชาติกับสายสัมพันธ์ลูกค้าใหญ่อย่างจีน

แม้จีนจะเป็นโจทย์หิน แต่ไม่ใช่โจทย์เดียวที่เยอรมนีต้องแก้…

ต้นทุนพลังงานก็ยังแพงหูฉี่ กำลังซื้อในตลาดโลกก็ลดลง งบประมาณรัฐก็รัดตัว

และที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือผลกระทบที่ตกไปถึงคนหาเช้ากินค่ำเต็มๆ

ในอนาคตโอกาสที่จะได้เห็นเงินเดือนขึ้นแทบจะเป็นศูนย์ หรืออาจจะโดนแช่แข็งค่าจ้างไปยาวๆ…

โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่สูญเสียเขี้ยวเล็บในการแข่งขันไปเรียบร้อยแล้ว

อีกหนึ่งระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่รออยู่คือปัญหาโครงสร้างประชากรนั่นเอง

กำลังแรงงานที่กำลังหดตัวลงอย่างน่าใจหายสวนทางกับจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น…

ถ้าเศรษฐกิจของเยอรมนีหยุดเติบโต สิ่งที่จะพังทลายตามมาคือระบบรัฐสวัสดิการ

ตอนนี้รัฐบาลเริ่มหั่นสวัสดิการสังคม ลดเงินบำนาญ และเฉือนงบสาธารณสุขทิ้งแล้ว

เพราะระบบพวกนี้จะอยู่รอดได้ก็ต่อเมื่อประเทศมีรายได้จากการเก็บภาษีบริษัทที่ทำกำไรได้…

ความน่ากลัวที่สุดอาจจะไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น แต่อยู่ในคูหาเลือกตั้งต่างหาก

เมื่อชาวบ้านเริ่มสัมผัสได้ถึงความตกต่ำ ความหวาดกลัวจะกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี

มันผลักดันให้คนหันไปเลือกพรรคการเมืองที่มีแนวคิดสุดโต่งมากขึ้นเรื่อยๆ…

และเมื่อการเมืองแตกแยก การจะผ่านกฎหมายเพื่อปฏิรูปโครงสร้างประเทศก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก

พอปฏิรูปไม่ได้ เศรษฐกิจก็ไม่โต ภาษีก็เก็บไม่ได้ ความเชื่อมั่นก็หดหาย

กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ลากทุกคนดิ่งลงเหวไปพร้อมๆ กันแบบฉุดไม่อยู่…

แรงสั่นสะเทือนนี้จะไม่อยู่แค่ในกรอบประเทศ เพราะพวกเค้าคือแกนกลางซัพพลายเชนของยุโรป

มีอีกหลายสิบประเทศที่ผูกชะตากรรมไว้กับโรงงานเยอรมันอย่างแยกไม่ออก

บททดสอบสำคัญคืออุตสาหกรรมเหล่านี้จะยังปักหลักอยู่ในประเทศต่อไปได้มั๊ย…

และจะยังรักษามาตรฐานการผลิตระดับเทพเอาไว้ได้หรือเปล่าในอนาคต

โจทย์ใหญ่ของเยอรมนีตอนนี้คือการผ่าตัดแปลงโฉมเศรษฐกิจที่หนักไปทางอุตสาหกรรมดั้งเดิม

ให้พร้อมรับมือกับยุคที่เทคโนโลยีหมุนเร็วจี๋ โลกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และพลังงานแพง…

แต่ในความมืดมิดก็พอจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อยู่บ้างเหมือนกันนะครับ

ในปี 2025 ตัวเลข GDP เริ่มมีสัญญาณบวกบางๆ ตลาดหุ้นก็วิ่งทำสถิติใหม่

แต่โจทย์โครงสร้างลึกๆ ก็ยังรอการแก้ไข โดยเฉพาะการคิดค้นโมเดลอุตสาหกรรมยุคใหม่…

ตอนนี้บริษัทยักษ์ใหญ่ของเยอรมันกำลังซุ่มพัฒนาไม้ตายใหม่กันอยู่

นั่นคือการสร้างระบบ AI สำหรับภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะเพื่อกู้สถานการณ์

หวังจะใช้ความเก๋าเกมในสายการผลิตมาผสานกับเทคโนโลยีขั้นสูง…

เพื่อไปงัดกับโมเดล AI ของสหรัฐฯ และจีนให้รู้เรื่องกันไปเลย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เยอรมนีต้องเผชิญกับหน้ากับวิกฤต

ในหน้าประวัติศาสตร์ พวกเค้าเคยพังทลายจนราบเป็นหน้ากลองมาแล้ว…

แต่ก็พิสูจน์ให้โลกเห็นเสมอว่ามีความอึดถึกทนที่พร้อมจะลุกขึ้นยืนใหม่ได้เสมอ

พวกเค้าสามารถปัดฝุ่น สร้างนวัตกรรมใหม่ และพาตัวเองกลับมาทวงบัลลังก์ได้

คำถามคือในยุคที่คู่แข่งแข็งแกร่งและเดินเกมเร็วกว่าเดิมหลายเท่าตัวแบบนี้…

เครื่องยนต์แห่งยุโรปตัวนี้จะรีสตาร์ตตัวเองได้ทันเวลาหรือเปล่า

ก่อนที่จะกลายเป็นเพียงเศษเหล็กในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก

References : [bloomberg, reuters, ft, dw, weforum]

จากศูนย์สู่บัลลังก์ เบื้องหลัง BYD เขย่าบัลลังก์ Toyota ในออสเตรเลีย

ลองจินตนาการตามดูนะครับว่า ถ้าเรายืนอยู่บนจุดสูงสุด เป็นแชมป์ที่ไม่มีใครโค่นลงมาตลอด 23 ปี เราจะรู้สึกชิลแค่ไหน…

เรื่องราวสุดระทึกนี้เกิดขึ้นที่ Australia ประเทศที่กว้างใหญ่ไพศาลและผู้คนรักการขับรถเป็นชีวิตจิตใจ

คนที่นั่นผูกพันกับรถยนต์มาก รถไม่ใช่แค่ยานพาหนะ แต่มันคือเพื่อนคู่ใจที่พาไปลุยได้ทุกที่…

และถ้าเราไปถามคนท้องถิ่นว่ารถยนต์ยี่ห้อไหนเจ๋งที่สุด ยืนหนึ่งในใจที่สุด คำตอบเดียวที่ได้ยินคือ Toyota

ค่ายรถยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นแบรนด์นี้ ทำยอดขายแบบถล่มทลายจนคู่แข่งต้องมองค้อน…

พวกเขาครองส่วนแบ่งการตลาดไปเน้นๆ ถึง 20% จากยอดขายรถยนต์ใหม่ในประเทศที่มีทะลุ 1.2 ล้านคันต่อปี

ตัวเลขระดับนี้คือความยิ่งใหญ่ที่ยากจะหาใครมาล้มล้างได้ เป็นความสำเร็จที่แข็งแกร่งโครตๆ…

แต่ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน มันมีที่มาที่ไปจากประวัติศาสตร์ในวงการยานยนต์ของพวกเขา

ย้อนกลับไปในอดีต Australia เคยมีแบรนด์รถยนต์ที่ผลิตในประเทศเป็นของตัวเอง ชื่อว่า Holden…

แบรนด์นี้เปรียบเสมือนความภาคภูมิใจของชาติ และยังมีค่ายรถอเมริกันอย่าง Ford ที่เข้ามาตั้งโรงงานยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ

แต่ทว่าโลกธุรกิจนั้นโหดร้าย ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้นปรี๊ด การแข่งขันก็ดุเดือดเลือดพล่าน…

ค่ายรถเหล่านี้แบกรับภาระไม่ไหว ไม่สามารถสู้ในสงครามราคาได้อีกต่อไป

Ford จำใจต้องปิดโรงงานผลิตลงในปี 2016 ตามมาติดๆ ด้วย Holden ที่ต้องยุติสายการผลิตในปี 2017…

และในที่สุด แบรนด์ Holden ก็ต้องปิดตำนานลาจากตลาดไปอย่างเป็นทางการในปี 2020

เหตุการณ์นี้ทำให้ Australia กลายเป็นประเทศที่ต้องนำเข้ารถยนต์แบบเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์…

และนั่นคือจังหวะทองที่เปิดทางให้แบรนด์ญี่ปุ่นก้าวขึ้นมายึดครองหัวใจผู้บริโภคได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ภาพจำในทุกๆ วันคือ ผู้คนเดินเข้าโชว์รูมด้วยความมั่นใจ เพื่อจองรถรุ่นยอดฮิตอย่าง RAV4…

ผู้บริโภคยินดีที่จะวางเงินจองและอดทนรอคอยรถคันใหม่นานถึง 6 เดือนเต็มๆ

ไม่มีใครบ่น ไม่มีใครโวยวาย เพราะทุกคนเชื่อมั่นในคุณภาพ ความทนทาน และราคาขายต่อที่คุ้มค่า…

ส่วนรถยนต์ EV ในยุคนั้น แทบจะอยู่นอกสายตาผู้คนเลยทีเดียว

มันถูกมองว่าเป็นของเล่นคนรวย เป็นเทคโนโลยีที่ไกลตัว และราคาก็สูงจนจับต้องได้ยาก…

แถมราคาน้ำมันก็ยังไม่ได้ทำร้ายกระเป๋าตังค์มากนัก ทุกคนเลยยังแฮปปี้กับรถยนต์น้ำมันแบบเดิมๆ

แต่แล้วความสงบสุขก็ถูกทำลายลง โลกเรามักจะมีเซอร์ไพรส์ที่ไม่คาดคิดเสมอ พายุลูกใหญ่เริ่มก่อตัวขึ้น…

จุดเปลี่ยนแรกที่เข้ามาเขย่าวงการคือ สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่ตะวันออกกลาง

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และแน่นอนว่า Australia ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้…

ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยในประเทศพุ่งสูงปรี๊ดขึ้นไปถึง 30% ทะลุไปถึง 1.68 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อลิตร

ตัวเลขนี้คือราคาที่พุ่งขึ้นมาหลังจากเกิดสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน…

ผู้คนเริ่มเหงื่อตกทุกครั้งที่ต้องเติมน้ำมัน ต้นทุนการเดินทางกลายเป็นภาระหนักอึ้งในชีวิตประจำวัน

จุดเปลี่ยนที่สองที่ตามมาติดๆ คือการขยับตัวครั้งใหญ่ของรัฐบาล Australia ที่ทำเอาค่ายรถสะดุ้ง…

รัฐบาลประกาศเดินหน้าเต็มสูบกับนโยบายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

พวกเขาตั้งเป้าหมายสุดโหดว่า จะต้องลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 43% ภายในปี 2030…

เพื่อบีบให้เป้าหมายนี้สำเร็จ รัฐบาลจึงคลอดกฎเหล็กที่ชื่อว่า “New Vehicle Efficiency Standard” ออกมา

กฎหมายนี้คือการกำหนดเส้นตายเลยว่า รถยนต์ใหม่แต่ละค่ายห้ามปล่อยมลพิษเกินค่าเฉลี่ยที่ตั้งไว้…

ใครขายรถกระบะคันใหญ่ที่พ่นควันไอเสียเยอะๆ บริษัทนั้นจะถูกตีตราบาปเป็นยอดหนี้ หรือที่เรียกว่ายอด Debits

แต่ถ้าค่ายไหนขายรถ EV ที่ใสสะอาดไร้มลพิษ รัฐบาลก็จะตบรางวัลให้เป็นเครดิตสวยๆ…

เครดิตนี้ล้ำค่ามาก เพราะสามารถนำไปใช้ชดเชยค่าปรับ หรือแม้แต่เอาไปขายต่อให้ค่ายรถอื่นได้เลย

เกมของรัฐบาลไม่ได้จบแค่เรื่องรักษ์โลก แต่มันแฝงไปด้วยความฉลาดล้ำลึกทางเศรษฐกิจ…

อย่าลืมว่า Australia คือมหาอำนาจผู้ผลิตแร่ลิเธียมรายใหญ่ของโลก ซึ่งเป็นหัวใจหลักของแบตเตอรี่รถ EV

ยิ่งคนหันมาใช้รถ EV มากขึ้นเท่าไหร่ อุตสาหกรรมเหมืองแร่ในประเทศก็ยิ่งกอบโกยรายได้มากขึ้นเท่านั้น…

ท่ามกลางความปั่นป่วนของราคาน้ำมันและนโยบายรัฐที่บีบคั้น ช่องโหว่ขนาดใหญ่ก็เปิดกว้างขึ้นในตลาด

และผู้ที่จ้องมองช่องโหว่นี้ด้วยสายตาคมกริบ ก็คือกองทัพค่ายรถยนต์จากแดนมังกร…

นำทัพบุกทะลวงโดยแบรนด์ที่กำลังมาแรงแซงทางโค้งอย่าง BYD ที่โผล่มาแบบไม่มีใครตั้งตัว

ถ้าเราย้อนกลับไปดูสถิติช่วงก่อนเดือนตุลาคมปี 2022 BYD ไม่เคยมียอดขายในออสเตรเลียเลยแม้แต่คันเดียว…

ตัวเลขยอดขายคือศูนย์สนิท แต่เพียงแค่พริบตาเดียว พวกเขากลับสร้างปรากฏการณ์ช็อกโลก

อาวุธลับที่แบรนด์จีนงัดออกมาใช้ฟาดฟันกับเจ้าตลาด ไม่ใช่เวทมนตร์คาถาที่ไหน แต่คือ “ราคา”…

ในยุคที่คนต้องรัดเข็มขัด รถ EV จากจีนเข้ามาตอบโจทย์ด้วยราคาที่เข้าถึงง่ายกว่ามาก

มีกูรูยานยนต์ชื่อดังลองจับคู่ชกเปรียบเทียบให้ดูกันชัดๆ ถึงความต่างของราคาที่บาดใจ…

ถ้าผู้บริโภคอยากได้รถอเนกประสงค์ไฮบริดยอดฮิตอย่าง RAV4 ต้องควักเงินเริ่มต้นราว 46,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย

แต่ถ้าเดินไปดูคู่แข่งอย่าง BYD รุ่น Sealion 6 ซึ่งเป็นรถปลั๊กอินไฮบริดเหมือนกัน…

ราคาป้ายแดงกลับเริ่มต้นเพียงแค่ 43,000 ดอลลาร์ออสเตรเลียเท่านั้น ถูกกว่ากันเห็นๆ เลยทีเดียว

เจอส่วนต่างแบบนี้เข้าไป เป็นใครก็ต้องหยุดคิด และสุดท้ายเงินในกระเป๋าก็เป็นคนตัดสินใจ…

ความเจ็บปวดของค่ายดั้งเดิมยังไม่หมดแค่นั้น อาวุธลับชิ้นที่สองของค่ายจีนคือ “ความไว”

ในขณะที่ค่ายญี่ปุ่นปล่อยให้ลูกค้านั่งนับวันรอรับรถนานครึ่งค่อนปี ค่ายจีนกลับพลิกเกมหน้ามือเป็นหลังมือ…

ลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อรถจาก BYD ใช้เวลารอรถอย่างนานที่สุดก็แค่ 4 สัปดาห์เท่านั้น

แถมในบางกรณีที่โชคดี เดินเข้าโชว์รูมไปปุ๊บ สามารถรับรถคันใหม่ขับกลับบ้านได้ทันทีเลย…

นี่คือการแก้ปัญหาจี้จุดผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใจร้อนและเกลียดการรอคอยเป็นที่สุด

ด้วยอาวุธลับทั้งเรื่องราคาและเวลา ท้ายที่สุดยอดขายของแบรนด์จีนก็พุ่งทะยานราวกับจรวด…

ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา BYD ฟันยอดขายในออสเตรเลียไปได้เกือบ 19,000 คัน

ตัวเลขนี้ทำเอาแชมป์เก่าถึงกับสะดุ้ง เพราะช่องว่างยอดขายถูกบีบให้ห่างกันแค่ 243 คันเท่านั้นในเดือนนั้น…

เป็นการไล่ล่าที่บีบหัวใจสุดๆ แชมป์เก่าแทบจะสัมผัสได้ถึงลมหายใจของผู้ท้าชิงที่รดต้นคออยู่

เกมรุกของค่ายจีนไม่ได้หยุดแค่นั้น พวกเขายังเหิมเกริมบุกเข้าไปในพื้นที่หวงห้ามของค่ายญี่ปุ่นด้วย…

นั่นคือตลาดรถกระบะ ที่ถือเป็นสายเลือดหลักของวงการยานยนต์ Australia

เพราะภูมิประเทศของเขาเต็มไปด้วยทะเลทรายและทางฝุ่น รถกระบะจึงเป็นของคู่บ้านที่ทุกครอบครัวต้องมี…

BYD ส่งรถกระบะปลั๊กอินไฮบริดรุ่น Shark 6 ลงสู่สมรภูมิในปี 2024 แบบดุดันไม่เกรงใจใคร

ความเจ๋งของรถรุ่นนี้คือมันพกความสามารถในการวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนๆ ได้ไกลถึง 80 กิโลเมตร…

แปลว่าถ้าขับไปทำงานไปกลับใกล้ๆ แทบจะไม่ต้องใช้น้ำมันสักหยดเดียวเลย

แถมยังเคาะราคาขายออกมาได้ต่ำกว่าคู่แข่งในตลาดเดียวกันอย่างน่าตกใจ…

ผลลัพธ์คือ ภายในเวลาไม่ถึงสองปี รถกระบะรุ่นนี้กวาดส่วนแบ่งการตลาดไปได้ถึง 16% แบบสวยงาม

ยิ่งมีกฎหมายรักษ์โลกของรัฐบาลมาคอยซัพพอร์ต ค่ายรถจีนก็ยิ่งติดปีกบินทะยานไปไกลกว่าเดิม…

ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีวิเคราะห์ไว้เลยว่า เครดิตที่ค่ายจีนได้จากการขายรถ EV นั้นมีมูลค่าสูงมาก

พวกเขาสามารถนำเครดิตเหล่านั้นมาบริหารจัดการ เพื่อกดราคารถยนต์ของตัวเองให้ต่ำลงไปได้อีกเรื่อยๆ…

หลายคนอาจจะแอบสงสัยว่า แล้วคนออสซี่เขาไม่กังวลเรื่องการเมืองระหว่างประเทศบ้างหรือไง

คำตอบจากคนในวงการยานยนต์บอกไว้ชัดเจนมาก ว่าเรื่องการเมืองก็ส่วนการเมือง…

แต่พอถึงเวลาที่ผู้บริโภคต้องควักเงินก้อนโตซื้อรถ พฤติกรรมทุกอย่างถูกขับเคลื่อนด้วยราคาล้วนๆ

ณ เวลานี้ ภาพรวมของตลาดรถยนต์ออสเตรเลียเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตแบบสิ้นเชิง…

ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าพุ่งขึ้นไปกินสัดส่วนถึง 21.7% ของยอดขายรถใหม่ทั้งหมดในเดือนกรกฎาคม

การเติบโตนี้ไวมาก พุ่งขึ้นเกือบสามเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงต้นปีที่ผ่านมา…

ปัจจุบันบนท้องถนนออสเตรเลีย มีแบรนด์รถจีนวิ่งกันขวักไขว่ไม่ต่ำกว่า 15 แบรนด์ และกำลังแห่กันมาอีกเพียบ

ส่วน BYD เองก็ไม่ได้ชะล่าใจ พวกเขาเตรียมแท็กทีมกับแบรนด์หรูอย่าง Denza เพื่อลุยต่อ…

เตรียมจ่อคิวเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่แกะกล่องพร้อมกันทีเดียวถึง 6 รุ่นรวด

สปีดการบุกตลาดระดับนี้ ทำเอาค่ายรถดั้งเดิมถึงกับต้องตั้งหลักกันใหม่เลยทีเดียว…

แต่สงครามนี้ยังไม่จบง่ายๆ แชมป์เก่าที่ครองบัลลังก์มา 23 ปี ย่อมต้องมีไม้ตายซ่อนอยู่

ถึงค่ายจีนจะมาเหนือทั้งเรื่องความล้ำสมัย ราคาที่โดนใจ และส่งมอบได้ไวปานสายฟ้าแลบ…

แต่สนามรบด่านสุดท้ายที่จะชี้วัดผู้ชนะอย่างแท้จริงคือ “ความไว้วางใจ”

นักวิเคราะห์ยานยนต์ระดับท็อปมองว่า สินทรัพย์ที่ล้ำค่าที่สุดของค่ายรถญี่ปุ่นไม่ใช่แค่ตัวรถ…

แต่มันคือเวลาหลายสิบปีที่พวกเขาคลุกคลีและสร้างความสัมพันธ์อันดีเยี่ยมกับลูกค้ามาตลอด

พวกเขาพร้อมจะเอาข้อได้เปรียบตรงนี้มาสู้กลับ ลูกค้าอาจจะต้องยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อซื้อรถค่ายญี่ปุ่น…

แต่สิ่งที่ผู้บริโภคจะได้รับกลับคืนมาคือ ความมั่นใจแบบเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

ความมั่นใจที่ว่า รถคันนี้จะมีศูนย์บริการคอยดูแลครอบคลุมทุกพื้นที่ อะไหล่หาง่ายไม่ต้องรอของนำเข้า…

แถมเวลาอยากเปลี่ยนรถ ราคาขายต่อก็ไม่ร่วงจนน่าใจหาย และมีการดูแลหลังการขายที่เชื่อถือได้เสมอ

นี่แหละคือการบ้านชิ้นใหญ่ที่สุดที่แบรนด์รถจากจีนจะต้องกลับไปขบคิดและตีโจทย์ให้แตก…

พวกเขาไม่สามารถใช้แค่กลยุทธ์ปั๊มยอดขายราคาถูก แล้วปล่อยปละละเลยเรื่องบริการได้อีกต่อไป

ความท้าทายที่แท้จริงคือการสร้าง ecosystem การให้บริการ ที่ทัดเทียมหรือดีกว่าสิ่งที่ค่ายญี่ปุ่นทำไว้…

พวกเขาต้องพิสูจน์ให้คนออสซี่เห็นว่า แบรนด์จีนตั้งใจมาลงหลักปักฐานในระยะยาว ไม่ได้มาแค่ประเดี๋ยวประด๋าว

มหากาพย์สงครามยานยนต์ในดินแดนจิงโจ้ครั้งนี้ เป็นกรณีศึกษาทางธุรกิจที่สนุกและได้สาระสุดๆ…

มันเป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้แต่องค์กรที่ยิ่งใหญ่คับฟ้าและผูกขาดตลาดมาอย่างยาวนาน

หากประมาทเพียงนิดเดียว ไม่ยอมปรับตัวรับมือกับพฤติกรรมผู้บริโภคและเทรนด์โลกที่เปลี่ยนไป…

กำแพงเมืองที่เคยแข็งแกร่ง ก็อาจจะถูกพังทลายลงมาได้ง่ายๆ ด้วยคลื่นลูกใหม่ที่ตอบโจทย์กว่า

การต่อสู้ครั้งนี้ยังคงฝุ่นตลบ แชมป์เก่าจะงัดไม้ตายอะไรมาปกป้องบัลลังก์ของตัวเอง…

หรือผู้ท้าชิงม้ามืดจะสามารถโค่นแชมป์และสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งได้สำเร็จ

ภาพยนตร์ธุรกิจเรื่องยาวนี้เพิ่งจะเริ่มต้นเข้าสู่จุดไคลแมกซ์เท่านั้น เราคงต้องติดตามตอนต่อไปกันยาวๆ…

References : [asia.nikkei,reuters,carloop,drive,pitcher]

ใครอยู่เบื้องหลังการตายของ EV1? รัฐบาล ทุนน้ำมัน และจุดจบของรถไฟฟ้าคันแรก

ย้อนกลับไปช่วงปี 1884 Thomas Parker วิศวกรชาวอังกฤษได้จดสิทธิบัตรรถยนต์ไฟฟ้าคันแรก

ถึงตอนนั้นมันจะเป็นแค่รถลูกผสมที่ใช้พลังงานไอน้ำมาร่วมด้วยก็ตาม แต่มันก็คือจุดเริ่มต้นสำคัญของวงการยานยนต์ไฟฟ้า

ต่อมาปี 1888 Andreas Flocken นักประดิษฐ์ชาวเยอรมันก็สร้างความฮือฮาครั้งใหญ่เปิดประตูสู่โลกใบใหม่

เขาสร้างรถที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าแบบร้อยเปอร์เซ็นต์คันแรกสำเร็จ แล้วในยุคใกล้เคียงกัน Karl Benz ก็สร้างรถยนต์เติมน้ำมันขึ้นมาประชัน

แต่เชื่อมั๊ยครับว่า คนรวยในยุคนั้นอินกับรถไฟฟ้ามากกว่ารถน้ำมันแบบเทียบไม่ติดเลย

เหตุผลก็เบสิกมากเพราะรถไฟฟ้ามันเงียบกริบ ขับนุ่มแตกต่างจากรถน้ำมันมากๆ แถมไม่พ่นควันดำเหม็นๆ ใส่หน้าคนอื่น

และที่เจ๋งสุดคือใช้งานง่ายมากๆ เพราะไม่ต้องมานั่งงัดข้อเหวี่ยงสตาร์ทรถให้เมื่อยตุ้มเหมือนรถน้ำมัน ซึ่งบางคนหมุนข้อเหวี่ยงพลาดโดนตีกลับจนแขนหักก็มี

พอถึงปี 1894 อเมริกาก็เริ่มเอาจริงเอาจังตั้งบริษัทผลิตรถไฟฟ้าแห่งแรกของประเทศ…

บริษัท Morris and Salom Electric Carriage and Wagon Company พุ่งทะยานแบบฉุดไม่อยู่ จนลามไปถึงการทำแท็กซี่ไฟฟ้าวิ่งรับส่งคนในปี 1897

คนยุคนั้นคือแฮปปี้สุด นั่งรถชิลๆ อากาศสะอาด ยุคทองดำเนินไปแบบสวยหรูจนถึงต้นศตวรรษที่ 20 นวัตกรรมใหม่ๆ ออกแบบมารัวๆ…

มีตั้งแต่รถม้าไฟฟ้าสิบสองที่นั่ง หรือจะเป็นรถที่วิ่งได้ไกลยี่สิบห้าไมล์ต่อการชาร์จไฟแค่ครั้งเดียว และผู้นำวงการคือบริษัท Baker

พวกเขาสร้างรถบรรทุกไฟฟ้าขนาดห้าตันได้สำเร็จ ปี 1907 มีรถเข้าไลน์ผลิตถึงสิบเจ็ดรุ่น ใครๆ ก็คิดว่าอนาคตโลกเราคือรถไฟฟ้าแน่นอน

แต่แล้วจุดพีกก็กลายเป็นจุดดิ่ง เมื่อช่วงกลางทศวรรษ 1910 เกมเปลี่ยน มีคนคิดค้นท่อไอเสียเก็บเสียง และระบบสตาร์ทไฟฟ้าให้รถน้ำมัน

แค่บิดกุญแจรถก็ติดปั๊ป ไม่ต้องเสี่ยงแขนหักอีกต่อไป แถมถนนหนทางก็เริ่มดีขึ้น คนอยากขับรถข้ามเมืองที่ต้องใช้ระยะทางไกลๆ…

จุดจบสายแข็งมาถึงเมื่อโลกค้นพบแหล่งน้ำมันมหาศาล ราคาน้ำมันร่วงลงมาถูกเยี่ยงน้ำเปล่า ต้นทุนรถน้ำมันเลยถูกกว่าแบบขาดลอย

รถน้ำมันวิ่งไกลกว่า เติมพลังงานไวกว่า ราคาถูกกว่า สุดท้ายนวัตกรรมสุดล้ำก็ค่อยๆ หายเงียบไปจากหน้าประวัติศาสตร์

กาลเวลาผ่านไปจนถึงช่วงต้นทศวรรษ 1990 โลกก็เกิดเรื่องวุ่นๆ เมือง Los Angeles เจอกับวิกฤตฝุ่นควันพิษที่เลวร้ายระดับชาติ

ประชากรสามล้านกว่าคนกับรถติดหนึบ ปล่อยควันดำจนฟ้าเปลี่ยนสี คนสูดควันจนป่วยระนาว รัฐบาลเริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้ ต้องหาทางออกด่วน

ค่ายรถยักษ์ใหญ่เลยถูกบีบให้ปัดฝุ่นโปรเจกต์รถไฟฟ้าขึ้นมาอีกรอบ ค่าย Chrysler พยายามส่งรถตู้ไฟฟ้า TEVan ออกมาเป็นหน่วยกล้าตาย

แต่ทำราคาไม่ได้ ผลิตมานิดเดียวก็ต้องพับเสื่อกลับบ้าน จนกระทั่งมีซุปตาร์ดวงใหม่โผล่มากระชากเรตติ้งไปจนหมดเกลี้ยง

นั่นคือรถยนต์ต้นแบบที่ชื่อ “Impact” จากค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง General Motors เปิดตัวดีไซน์โคตรล้ำอย่างกับยานอวกาศหลุดมาจากหนังไซไฟ

แถมเหยียบมิดไมล์ได้ถึงร้อยแปดสิบไมล์ต่อชั่วโมง เทคโนโลยีนี้ต่อยอดมาจากรถพลังงานแสงอาทิตย์ดีกรีแชมป์โลก

ค่ายใหญ่ประกาศลั่นทุ่งว่าจะผลิตออกมาขายห้าพันคัน แต่สุดท้ายก็เงียบกริบ โดนโรคเลื่อนกินจนไม่ได้ออกมาวิ่งจริงให้เห็น

แต่มันคือจิกซอว์ชิ้นสำคัญที่นำไปสู่การเกิดรถยนต์เปลี่ยนโลกในปี 1996 General Motors เอาจริง เทหมดหน้าตักปั้น “EV1” ออกมา

รถไฟฟ้าทรงหยดน้ำลู่ลม ใช้แบตเตอรี่ตะกั่วกรด วิ่งได้ไกลสุดร้อยไมล์ ผลิตลอตแรกออกมาโยนหินถามทาง แต่ดันใช้แผนธุรกิจแปลกๆ

พวกเขาใช้วิธีปล่อยเช่าแทนการขายขาด ซึ่งมันดูมีเงื่อนงำ รถถูกส่งไปประจำการตามเมืองที่มีปัญหาฝุ่นควันหนักๆ เจาะกลุ่มคนรวยที่พร้อมจ่ายค่าเช่าแพงหูฉี่

แต่เชื่อมั้ยครับว่าคนแย่งกันต่อคิวเช่ายาวเป็นหางว่าว ลูกค้าอินกับความล้ำสมัยสุดๆ

ความฮอตของรถไปเข้าตาหน่วยงานควบคุมมลพิษของแคลิฟอร์เนียเข้าอย่างจัง พวกเขาเลยงัดกฎเหล็กมาบังคับค่ายรถทุกค่ายที่อยากขายรถในรัฐนี้

ต้องผลิตรถที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ตามสัดส่วนที่รัฐกำหนด ทำเอาค่ายรถอื่นนั่งเหงื่อตก ต้องรีบเข็นรถไฟฟ้าของตัวเองออกมาสู้ด่วนๆ

Toyota เปิดตัว RAV4 EV ส่วน Honda ส่ง EV Plus มาร่วมแจม Nissan ก็มี Altra EV ฝั่ง Ford ก็ปล่อย Ranger EV ลงสนามแข่ง

เหมือนยุคทองของพลังงานสะอาดกำลังจะกลับมาผงาด แต่ในโลกธุรกิจที่เดิมพันด้วยเงินมหาศาล มันไม่เคยมีอะไรโรยด้วยกลีบกุหลาบ

กลุ่มทุนน้ำมันและค่ายรถเก่าเริ่มอยู่ไม่สุข กลัวโดนแย่งชามข้าว อยู่ๆ ก็มีกลุ่มประท้วงโผล่มาโจมตีว่าสถานีชาร์จมันผลาญภาษี

พอสืบไปสืบมา เบื้องหลังคือกลุ่มทุนน้ำมันที่จ่ายเงินสนับสนุน ค่ายน้ำมันระดับโลกยอมทุ่มเงินซื้อโฆษณาหน้าหนึ่ง

ปั่นหัวล้างสมองว่ารถไฟฟ้ามันแย่กว่า เพราะไฟฟ้าก็มาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ดี ถึงตอนหลังจะโดนแหกตาว่าไม่จริง คนก็ระแวงไปแล้ว

ฝั่งผู้ผลิตก็เริ่มถอดใจ ออกมาแถลงข่าวแบบงงๆ ว่าผลาญเงินไปเป็นพันล้านแต่ไม่มีใครอยากได้รถรุ่นนี้เลย

ทั้งที่ความจริงมีคนลงชื่อรอคิวเป็นพันๆ คน แต่โดนบริษัทเตะถ่วง คัดคนออกจนเหลือคนได้เช่าแค่ห้าสิบคน

ความเลวร้ายยังไม่หมด มีเอกสารหลุดแฉว่าค่ายรถยักษ์ใหญ่รวมหัวกัน ลงขันจ้างบริษัทพีอาร์มากดดันนักการเมืองเพื่อล้มกฎหมาย

ฝั่งทุนน้ำมันก็ไล่กว้านซื้อบริษัทเทคโนโลยีแบตเตอรี่เพื่อสกัดดาวรุ่ง ควบคุมไม่ให้ค่ายรถเอาแบตดีๆ ไปใช้ทำรถไฟฟ้าคันใหญ่ได้

สุดท้ายโดนบีบหนักเข้า แคลิฟอร์เนียก็ต้องยอมยกธงขาวล้มกฎหมายทิ้ง พอไม่มีกฎหมายบังคับ สายการผลิตก็ถูกสั่งปิดตายทันที…

พร้อมส่งจดหมายเรียกคืนรถทั้งหมดจากลูกค้าแบบไม่สนใจใยดี ลูกค้ารวมตัวประท้วง เอาเช็คเงินสดไปขอซื้อรถขาดก็โดนปฏิเสธหน้าหงาย

รถล้ำยุคถูกขนไปทิ้งกลางทะเลทราย ใช้รถแบ็กโฮบดขยี้จนแบนเป็นเศษเหล็ก ค่ายอื่นก็ทำตาม บดรถไฟฟ้าตัวเองทิ้งตามกระแส

นวัตกรรมเปลี่ยนโลกถูกบดทำลายเพียงเพราะมันไปขัดผลประโยชน์คนกลุ่มน้อย อุตสาหกรรมรถเก่าอยู่ได้เพราะรายได้จากการซ่อมบำรุงและขายอะไหล่

แต่รถไฟฟ้าชิ้นส่วนน้อยมาก แทบไม่ต้องซ่อม ดีลเลอร์เลยเกลียดเข้าไส้ มันคือบทเรียนราคาแพงของการปะทะกันระหว่างนวัตกรรมกับกลุ่มทุนก้อนโต

ลองคิดดูนะครับว่าถ้าวันนั้นโปรเจกต์ไม่โดนสั่งประหาร โลกเราจะล้ำหน้าไปขนาดไหน ปัญหาโลกร้อนและฝุ่นควันอาจจะไม่หนักหนาสาหัสเท่าทุกวันนี้

แต่โชคดีที่ปัจจุบันนี้ โลกเราตาสว่างและเทคโนโลยีก็ก้าวไปไกลเกินกว่าจะฉุดรั้ง เพราะรถไฟฟ้ากลับมาผงาดอีกครั้งด้วยสมรรถนะที่ดีกว่า

ต้นทุนถูกกว่าเก่าเยอะมาก และครั้งนี้มันจะไม่หายไปไหนอีกแล้ว มันจะอยู่เปลี่ยนโลกใบนี้ไปตลอดกาลอย่างแน่นอน…

References : [caranddriver, motortrend, wired, smithsonianmag, topgear]