Tesla หนีเสือปะจระเข้! ทิ้ง Model S/X ไปหา Optimus จะรอดหรือร่วง?

ลองจินตนาการว่าเรากำลังยืนอยู่บน “กระดานหมากรุก” ระดับโลก ที่ทุกตัวหมากที่ขยับหมายถึงเดิมพันมหาศาล

หากพูดถึงชื่อ Elon Musk หลายคนคงนึกถึงภาพของชายผู้พยายามจะเปลี่ยนโลกด้วยพลังงานสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้าที่ดูล้ำสมัย

แต่เชื่อไหมครับว่าในวันนี้ ความสำเร็จที่เคยเป็นเหมือนเกราะคุ้มกันของ Tesla กำลังถูกเขย่าอย่างหนักจนน่าตกใจเป็นอย่างมาก

สถานการณ์ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าตอนนี้เปรียบเสมือนสมรภูมิ “Red Ocean” ที่เดือดระอุไปด้วยกลิ่นคาวเลือดของการหั่นราคาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ Elon Musk ตัดสินใจเดินหมากที่หลายคนมองว่าบ้าบิ่นที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต

เขาเลือกที่จะรื้อสายการผลิต Model S และ Model X ทิ้งไป เพื่อทุ่มทรัพยากรทั้งหมดไปที่หุ่นยนต์ที่ชื่อว่า Optimus

การทิ้งสิ่งที่สร้างรายได้มานานเพื่อไปหา “สิ่งใหม่” ที่ยังมองไม่เห็นกำไร เป็นเรื่องที่ชวนให้ตั้งคำถามเหลือเกิน

มันเป็นการหนีจากสงครามที่สู้ไม่ได้ หรือเป็นการเดินหน้าเข้าสู่ “กับดัก” ที่ใหญ่กว่าเดิมกันแน่

ในยุคหนึ่ง อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าเคยเป็นเหมือน “Blue Ocean” ที่สดใส ใครเริ่มก่อนย่อมได้เปรียบ

Tesla เคยเป็นพระเอกที่ขี่ม้าขาวมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่น

แต่แล้ววันหนึ่ง กำแพงเมืองที่เคยแข็งแกร่งก็เริ่มสั่นคลอน เมื่อกองทัพจากแดนมังกรเริ่มบุกจู่โจม

เราต้องยอมรับว่า “ประเทศจีน” ไม่ได้เป็นแค่โรงงานรับจ้างผลิตรองเท้าหรือเสื้อผ้าเหมือนในสมัยก่อนอีกต่อไป

แต่วันนี้จีนคือ “โรงงานของโลก” ที่เชี่ยวชาญเรื่องห่วงโซ่อุปทานและการผลิตขั้นสูงแบบหาตัวจับยาก

สงครามราคาที่นำโดย BYD ได้สร้างบาดแผลลึกให้กับ Tesla จนทำให้ตัวเลขกำไรเริ่มดูไม่จืด

BYD ไม่ได้แค่ผลิตรถยนต์ แต่พวกเขา “ผลิตทุกอย่าง” ตั้งแต่แบตเตอรี่ไปจนถึงชิ้นส่วนชิ้นเล็กที่สุด

ความสามารถในการคุมต้นทุนแบบนี้แหละที่เป็นอาวุธร้ายแรงที่สุดของธุรกิจในยุคปัจจุบัน

เมื่อมองย้อนกลับไป เราจะเห็นภาพที่ซ้ำรอยเดิมเหมือนตอนที่แบรนด์สมาร์ตโฟนจีนเริ่มบุกตลาดโลก

ในตอนนั้น ยักษ์ใหญ่หลายรายเคยประมาทและคิดว่าสินค้าจีนมีดีแค่ราคาถูกและคุณภาพต่ำ

แต่สุดท้ายเราก็เห็นแล้วว่า Learning Curve ของบริษัทจีนนั้นรวดเร็วและน่ากลัวขนาดไหน

คำถามที่น่าสนใจคือ ถ้าเราลองผ่าร่างหุ่นยนต์ Optimus ออกมาดู เราจะเจออะไรอยู่ข้างในบ้าง?

คำตอบคือมอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ เซนเซอร์ และชิ้นส่วนมหาศาลที่เป็น “Hardware” เกือบทั้งหมด

และที่น่าตลกคือ เกินกว่าครึ่งของส่วนประกอบเหล่านี้ จีนคือผู้ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำที่สุดในโลก

ภาพจำที่เคยเกิดขึ้นในวงการรถยนต์ไฟฟ้ากำลังจะฉายซ้ำแบบ “Deja vu” ในวงการหุ่นยนต์

ในขณะที่ Elon Musk กำลังป่าวประกาศถึงความล้ำสมัยของ Optimus บนเวทีที่สหรัฐอเมริกา

อีกด้านหนึ่งของโลก กองทัพหุ่นยนต์สัญชาติจีนกำลังเติบโตขึ้นอย่างเงียบๆและทรงพลัง…

บริษัทอย่าง Unitree Robotics กำลังสร้างหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รุ่น H1 ที่ทำสิ่งที่น่าทึ่งได้สารพัด

หรือแม้แต่ Xiaomi ที่เคยโด่งดังจากมือถือ ก็ส่ง CyberOne ออกมาโชว์ตัวตัดหน้าไปเรียบร้อยแล้ว

นี่ยังไม่นับรวมแรงสนับสนุนจากรัฐบาลจีนที่ตั้งเป้าจะเป็นผู้นำด้านหุ่นยนต์โลกภายในปี 2027

หาก Elon Musk บอกว่า Optimus จะขายในราคา 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้คนทั่วไปเข้าถึงได้

ลองถามตัวเองดูว่า ถ้าบริษัทจีนทำหุ่นยนต์ที่เดินได้เหมือนกันแต่ขายแค่ครึ่งราคา เราจะเลือกอะไร?

กลยุทธ์ “ก๊อปปี้ พัฒนา และตัดราคา” คือท่าไม้ตายที่จีนใช้ถล่มคู่แข่งมานักต่อนักในทุกอุตสาหกรรม

ถ้า Tesla คิดว่าการทำหุ่นยนต์จะช่วยให้หนีพ้นมือของ BYD ได้ พวกเขาอาจจะต้องคิดใหม่ซ้ำอีกรอบ

เพราะในอนาคตอันใกล้ เราอาจจะได้เห็น “BYD แห่งวงการหุ่นยนต์” เกิดขึ้นมาไล่ล่า Tesla อย่างแน่นอน…

แล้วความหวังที่เหลืออยู่ของ Elon Musk คืออะไร ในเมื่อด้านการผลิตสู้จีนไม่ได้เลย?

คำตอบอาจจะไม่ได้อยู่ที่ “ร่างกาย” แต่มันอยู่ที่ “สมอง” ของหุ่นยนต์เหล่านั้นต่างหาก

ก็ต้องบอกว่าในโลกที่ Hardware สามารถถูกลอกเลียนแบบได้ง่าย สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างได้จริงคือ AI

Tesla ถือไพ่ตายที่สำคัญมากใบหนึ่ง นั่นคือข้อมูลการขับขี่จริงหลายล้านไมล์จากรถยนต์ทั่วโลก

ข้อมูลเหล่านี้เปรียบเสมือน “อาหาร” ชั้นเลิศที่ถูกนำไปฝึกฝน Neural Network ให้ฉลาดขึ้นทุกวินาที

สมองของ Optimus คือมรดกที่ส่งต่อมาจากระบบ FSD ที่ผ่านการเคี่ยวกรำมาอย่างยาวนาน

หุ่นยนต์จีนอาจจะเดินเก่ง ตีลังกาโชว์ได้ แต่ถ้ามัน “คิด” เองไม่ได้ มันก็เป็นได้แค่เครื่องจักรไร้ชีวิต

Elon Musk เชื่อมั่นว่า AI ของเขาจะทิ้งห่างคู่แข่งจนลูกค้ามองข้ามเรื่องราคาที่แพงกว่าได้

นี่คือการเปลี่ยนสนามรบจากสิ่งที่จับต้องได้อย่าง Hardware ไปสู่สนามรบแห่งปัญญาอย่าง Software

เขาต้องการสร้างสิ่งที่เรียกว่า “Blue Ocean” ขึ้นมาใหม่ในโลกของปัญญาประดิษฐ์ที่ซับซ้อน

แต่การพัฒนา AI ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะทำได้ในเวลาอันสั้น เพราะมันต้องใช้พลังประมวลผลมหาศาล

Tesla จึงต้องลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่ทรงพลังที่สุดเพื่อมารองรับเป้าหมายนี้

ทว่าเราก็ต้องไม่ลืมว่า จีนเองก็มีฐานข้อมูลประชากรพันล้านคนที่พร้อมจะถูกนำมาสอน AI เช่นกัน

การแข่งขันในรอบนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของวิศวกรรมเครื่องกล แต่เป็นการแข่งว่าใครจะ “ฉลาด” กว่ากัน…

เมื่อมองมาถึงจุดนี้ เราจะเริ่มเห็นเค้าลางของตอนจบที่ยังไม่มีใครกล้าฟันธงว่าจะเป็นอย่างไร

แต่ความจริงที่เจ็บปวดในโลกธุรกิจคือ “ไม่มีน่านน้ำสีครามที่แท้จริง” หลงเหลืออยู่ได้นานนัก

ทันทีที่มีใครค้นพบทองคำและเริ่มขุดมันขึ้นมา ฉลามตัวอื่นๆ ก็พร้อมจะว่ายตามกลิ่นเงินมาเสมอ

แต่บทเรียนจากอดีตในหลากหลายอุตสาหกรรมมันบอกเราว่า นวัตกรรมมักจะพ่ายแพ้ให้กับ “ประสิทธิภาพในการผลิต” ในระยะยาว

หากวันหนึ่งหุ่นยนต์กลายเป็นสินค้าทั่วไปหรือ “AI Commodity” ที่ใครๆ ก็มีได้เหมือนมือถือ

เมื่อนั้นอำนาจการต่อรองก็จะกลับไปอยู่ในมือของผู้ที่ผลิตได้มากที่สุดและถูกที่สุดอีกครั้ง

ความทะเยอทะยานของ Elon Musk ในการสร้าง Optimus คือความกล้าหาญที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง

เขาเลือกที่จะฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ เพื่อเอาตัวรอดจากยักษ์ใหญ่จีน

แต่สนามรบใหม่นี้กลับเต็มไปด้วยขวากหนามที่แหลมคมกว่าเดิมหลายเท่าตัว

รัฐบาลจีนได้ขีดเส้นตายไว้ชัดเจนแล้วว่าพวกเขาต้องการเป็นที่หนึ่งของโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

เม็ดเงินมหาศาลและทรัพยากรทุกอย่างกำลังถูกระดมไปเพื่อสร้าง “กองทัพหุ่นยนต์” สัญชาติจีน

สถิติจากสภาหุ่นยนต์ของจีนระบุว่าตลาดนี้เติบโตกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ทุกปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าขนลุก

สุดท้ายแล้ว สงครามระหว่าง Tesla และจีนในภาคต่อนี้ อาจจะไม่ได้ตัดสินกันที่ใครเท่กว่ากัน

แต่อาจจะตัดสินกันที่ว่า ใครจะสามารถทำให้หุ่นยนต์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้จริง

การที่หุ่นยนต์จะฉลาดพอที่จะทำงานบ้าน หรือทำงานในโรงงานแทนมนุษย์ได้ คือเป้าหมายสูงสุด

และคนที่จะชนะในเกมนี้ คือคนที่มีทั้ง “สมอง” ที่ชาญฉลาดและ “ร่างกาย” ที่ผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม

เราคงต้องจับตากันต่อไปว่าหมากตาที่ Elon Musk เดินในวันนี้ จะเป็นการรุกฆาตคู่แข่ง

หรือจะเป็นเพียงการยื้อเวลา ก่อนที่จะถูกกระแสคลื่นสีแดงจากตะวันออกเข้าครอบงำอีกครั้ง

โลกธุรกิจไม่เคยปรานีใคร และผู้ที่หยุดนิ่งคือผู้ที่กำลังจะถูกกลืนกินไปตามกาลเวลา…

และบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่เราได้รับจากเรื่องนี้คือ ไม่ว่าเราจะเก่งแค่ไหน เราก็ห้ามประมาทคู่แข่งเป็นอันขาด

เพราะในวันที่เราคิดว่าเราหนีพ้นแล้ว คู่แข่งอาจจะกำลังรอเราอยู่ที่เส้นชัยเรียบร้อยแล้วก็ได้…

เรากำลังเดินเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่มนุษย์กับหุ่นยนต์ต้องอยู่ร่วมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และผลลัพธ์ของสงครามครั้งนี้จะเปลี่ยนโฉมหน้าของมนุษยชาติไปตลอดกาลอย่างแน่นอน

ถ้ามีใครถามว่าอนาคตของโลกจะเป็นอย่างไร คำตอบอาจจะไม่ได้อยู่ที่ดวงดาวอันไกลโพ้น

แต่อาจจะอยู่ที่หุ่นยนต์ตัวหนึ่งที่กำลังถูกสร้างขึ้นในโรงงานที่ไหนสักแห่งในตอนนี้

ไม่ว่าหุ่นยนต์ตัวนั้นจะมีโลโก้เป็นรูปตัวที หรือจะเป็นตราสัญลักษณ์จากแดนมังกรก็ตาม

ท้ายที่สุดแล้ว โลกจะจดจำเฉพาะผู้ที่สามารถเปลี่ยน “จินตนาการ” ให้กลายเป็น “ความจริง” ได้เท่านั้น…

References : [tesla, reuters, bloomberg, unitree, techcrunch]

จากขายรถสู่ขายหุ่นยนต์? ก้าวต่อไปที่เสี่ยงที่สุดของ Tesla เมื่อสายการผลิตรถหรูถูกรื้อทิ้ง!

หากเราย้อนกลับไปในช่วงสิบกว่าปีก่อน ภาพของรถยนต์ไฟฟ้าในสายตาคนส่วนใหญ่ คือรถคันเล็กๆ ที่วิ่งได้ไม่ไกล และดูเหมือนของเล่นมากกว่าที่จะนำมาใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

จนกระทั่งชายที่ชื่อว่า Elon Musk ตัดสินใจเปิดตัวรถยนต์รุ่นหนึ่งที่เปลี่ยนความคิดของคนทั้งโลกไปตลอดกาล…

รถคันนั้นคือ Model S รถซีดานไฟฟ้าที่พิสูจน์ให้เห็นว่า รถที่ใช้พลังงานสะอาดก็สามารถหรูหรา ทรงพลัง และขับเคลื่อนได้เร็วแรงไม่แพ้รถซูเปอร์คาร์เครื่องยนต์สันดาป

และรถยนต์รุ่นนี้ก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้จักรวรรดิ Tesla ยิ่งใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้

แต่โลกของธุรกิจที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีสิ่งใดที่เป็นอมตะ

แม้แต่รถรุ่นที่เคยเป็น “ฮีโร่” ของบริษัทเองก็ตาม ล่าสุดมีข่าวที่ช็อกแฟนคลับทั่วโลก เมื่อ Elon Musk ออกมาประกาศสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด

เขากำลังจะสั่งยุติการผลิตทั้ง Model S และรถ SUV ประตูปีกนกสุดล้ำอย่าง Model X เพื่อเปลี่ยนทิศทางของบริษัทครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนรุ่นรถธรรมดา แต่มันคือการ “ทุบหม้อข้าว” ใบเก่าทิ้งอย่างสิ้นเชิง

ลองจินตนาการดูว่า อะไรจะเกิดขึ้นถ้าบริษัทที่ขายรถยนต์มาเกือบยี่สิบปี

อยู่ๆ วันหนึ่งเดินมาบอกเราว่า เขาจะไม่ทำรถรุ่นที่แพงที่สุดและดีที่สุดอีกต่อไปแล้ว แต่จะเอาพื้นที่โรงงานทั้งหมดไปผลิต “หุ่นยนต์” แทน

คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไม Elon Musk ถึงกล้าทิ้งอดีตที่หอมหวาน เพื่อไปเดิมพันกับอนาคตที่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะหมู่หรือจ่า? หรือว่าเขามองเห็นบางอย่างที่พวกเรามองไม่เห็นกันแน่…

ย้อนกลับไปในปี 2012 วันที่ Model S คันแรกส่งมอบถึงมือลูกค้า

มันสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ จนค่ายรถยักษ์ใหญ่ในเยอรมนีและญี่ปุ่นต้องกลับไปรื้อแผนการผลิตของตัวเองใหม่หมด เพราะ Tesla ได้สร้างมาตรฐานใหม่ขึ้นมาแล้ว

ต่อมาในปี 2015 เขาก็ส่ง Model X ออกมาตอกย้ำความเหนือชั้น ด้วยนวัตกรรมประตู Falcon Wing ที่เปิดในที่แคบได้และดูเท่เหมือนหลุดออกมาจากหนังไซไฟ

ทั้งสองรุ่นนี้คือสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและรสนิยมในยุคนั้น

แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิบกว่าปีในอุตสาหกรรมรถยนต์ถือเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานมาก

แม้จะมีการอัปเกรดซอฟต์แวร์อยู่ตลอด แต่โครงสร้างพื้นฐานของทั้งสองรุ่นก็เริ่มเข้าสู่ช่วงปลายของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในขณะเดียวกัน Tesla ก็ได้ให้กำเนิดน้องเล็กอย่าง Model 3 และ Model Y ซึ่งกลายเป็นสินค้าที่ขายดีถล่มทลาย

จนสามารถทำยอดส่งมอบได้ถึง 97% ของยอดขายทั้งหมดในปีที่ผ่านมา ทิ้งให้รุ่นพี่ทั้งสองรุ่นเหลือพื้นที่ยืนเพียงน้อยนิด

เมื่อเรามาดูตัวเลขผลประกอบการล่าสุด สถานการณ์ของ Tesla ก็ไม่ได้สวยหรูเหมือนเก่า รายได้ต่อปีเริ่มลดลงเป็นครั้งแรก และยอดขายก็ตกลงอย่างต่อเนื่องในหลายไตรมาสที่ผ่านมา

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า “สงครามรถไฟฟ้า” กำลังเข้าสู่ยุคที่การแข่งขันรุนแรงขึ้น

โดยเฉพาะการบุกตลาดของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนที่ทำราคาได้ถูกจนน่าตกใจ

ทำให้ส่วนต่างกำไรของ Tesla เริ่มถูกบีบจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้หายใจ Elon Musk จึงรู้ดีว่าการจะนั่งอยู่บนบัลลังก์เดิมต่อไปอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดนัก

เขาจึงตัดสินใจใช้คำว่า Honorable Discharge หรือการให้รถทั้งสองรุ่นปลดประจำการอย่างสมเกียรติ

เพื่อทำการย้ายทรัพยากรทั้งหมดในโรงงานที่เมือง Fremont รัฐ California ไปมุ่งเน้นที่โปรเจกต์ใหม่ที่เขาเชื่อมั่นสุดตัว

โปรเจกต์นั้นคือหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่มีชื่อว่า Optimus ซึ่ง Elon Musk ไม่ได้มองว่ามันเป็นแค่ของเล่นหรือหุ่นยนต์โชว์ตัวตามงานอีเวนต์

แต่มันคือผลิตภัณฑ์ที่จะมาเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจของมนุษยชาติ

เป้าหมายของเขาคือการสร้างสายการผลิตที่สามารถปั๊มหุ่นยนต์ตัวนี้ออกมาได้ถึงปีละ 1 ล้านตัว ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่มหาศาลมากสำหรับการผลิตเทคโนโลยีที่ซับซ้อนระดับนี้…

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า หุ่นยนต์ที่เดินสองขาและขยับนิ้วมือได้เหมือนคน มันจะไปเทียบกับรถยนต์ที่เป็นพาหนะสำคัญได้อย่างไร?

แต่สำหรับชายคนนี้ เขาไม่ได้มองแค่ว่ามันคือเครื่องจักร แต่มันคือ “แรงงานอัจฉริยะ” ที่ไม่มีวันเหนื่อย

เขาตั้งใจให้ Optimus สามารถทำงานได้สารพัดประโยชน์ ตั้งแต่การทำงานหนักในโรงงานแทนมนุษย์ ไปจนถึงการช่วยทำงานบ้านหรือแม้แต่ดูแลเด็กและผู้สูงอายุในอนาคต ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่าใหญ่กว่าตลาดรถยนต์หลายเท่าตัว

ที่สำคัญคือหุ่นยนต์รุ่นที่สามที่กำลังจะเปิดตัวในไตรมาสนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อการผลิตในปริมาณมากโดยเฉพาะ

นั่นหมายความว่า Tesla กำลังก้าวเข้าสู่สถานะบริษัทหุ่นยนต์เต็มตัวอย่างที่เขาเคยประกาศไว้

ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ Supply Chain ของหุ่นยนต์นั้นแตกต่างจากรถยนต์เกือบทั้งหมด

ชิ้นส่วนส่วนใหญ่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ไม่สามารถหยิบยืมมาจากสายการผลิตรถยนต์เดิมได้เลย นี่คือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงต้องรื้อถอนสายการผลิตเดิมทิ้ง…

การตัดสินใจครั้งนี้จึงถือเป็นการเดิมพันแบบ “หมดตัว” อีกครั้งของ Elon Musk คล้ายกับตอนที่เขาเคยเกือบหมดตัวในการสร้าง Model 3 ให้สำเร็จ

แต่รอบนี้เดิมพันมันสูงกว่าเดิมเพราะมันคือศักดิ์ศรีของบริษัทที่โลกยอมรับว่าเป็นผู้นำเทคโนโลยี

ถ้าหากแผนการผลิต Optimus ล้มเหลว หรือไม่สามารถทำได้ตามที่วาดฝันไว้

Tesla อาจจะสูญเสียทั้งรายได้จากรถหรูรุ่นเดิม และเสียโอกาสในตลาดใหม่ที่เขากำลังพยายามสร้างขึ้น

แต่มองในอีกมุมหนึ่ง ถ้าเขาสามารถทำให้หุ่นยนต์ราคาถูกลงจนเข้าถึงได้ทุกบ้านเหมือนที่เขาเคยทำได้กับรถยนต์ไฟฟ้า โลกใบนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไร?

ความต้องการแรงงานคนในบางสาขาอาจจะหมดไป และต้นทุนการผลิตสินค้าทุกอย่างบนโลกจะลดลงอย่างมหาศาล

นี่คือเสน่ห์ของการคิดแบบ Elon Musk ที่มักจะมองข้ามช็อตไปไกลกว่าที่คนทั่วไปจะจินตนาการถึง

เขาไม่สนใจที่จะรักษาความสำเร็จในอดีตถ้าเขารู้สึกว่ามันกำลังจะกลายเป็นสิ่งที่ฉุดรั้งอนาคต

สำหรับแฟนคลับของ Model S และ Model X ข่าวนี้คงสร้างความใจหายไม่น้อย เพราะเรากำลังจะได้เห็นหน้าสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ถูกปิดลง เพื่อที่จะเริ่มต้นเขียนหนังสือเล่มใหม่ที่ชื่อว่ายุคสมัยของหุ่นยนต์

ใครที่อยากเป็นเจ้าของรถรุ่นในตำนานทั้งสองรุ่นนี้ ตอนนี้อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายก่อนที่มันจะกลายเป็นของสะสมที่หาซื้อไม่ได้อีกต่อไปจากโรงงานโดยตรง…

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวของ Tesla ในครั้งนี้บอกเราว่า แม้แต่บริษัทที่ล้ำสมัยที่สุดในโลก ก็ยังต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่เสมอ

การกอดความสำเร็จเดิมไว้อาจจะปลอดภัยในวันนี้ แต่อาจจะเป็นความเสี่ยงที่สุดในวันหน้า

โลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราอาจจะไม่ได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทที่ชื่อว่า Tesla อีกต่อไป

แต่เราอาจจะเห็นหุ่นยนต์เดินเต็มถนนและทำงานอยู่ในบ้านของเราแทน

ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือการเดินทางครั้งใหม่นี้จะน่าตื่นเต้นไม่แพ้วันแรกที่ Model S วิ่งออกสู่ท้องถนนอย่างแน่นอน

เพราะสำหรับชายที่ชื่อ Elon Musk คำว่า “เป็นไปไม่ได้” ดูเหมือนจะเป็นเพียงแค่คำท้าทายที่รอให้เขาไปพิสูจน์เพียงเท่านั้นเอง…

References: [tesla, reuters, bloomberg, techcrunch, theverge]

วิกฤต VinFast เงินหมด ขาดทุน หรือแค่ช่วงเผาเงินเพื่อรอวันสร้างตัว?

ย้อนกลับไปในช่วงเดือนสิงหาคมปี 2023

หากมีใครสักคนเดินมาบอกเราว่า มีบริษัทรถยนต์น้องใหม่จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บริษัทหนึ่ง

บริษัทที่เพิ่งก่อตั้งมาได้เพียงไม่กี่ปี และเพิ่งเริ่มส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าได้ไม่นาน

แต่กลับมีมูลค่ากิจการสูงแซงหน้าตำนานของโลกยานยนต์อย่าง Ford และ General Motors แบบไม่เห็นฝุ่น…

หลายคนคงคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องตลก หรือไม่ก็คงเป็นเรื่องเพ้อฝันที่ไม่มีทางเป็นจริง

แต่เชื่อหรือไม่ว่าเหตุการณ์นั้นได้เกิดขึ้นจริงแล้ว กับแบรนด์รถยนต์แห่งชาติของเวียดนามที่ชื่อว่า VinFast

ในช่วงเวลานั้น VinFast ได้สร้างปรากฏการณ์สะเทือนโลกการเงิน ด้วยการพาตัวเองเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ของสหรัฐอเมริกา

และเพียงชั่วข้ามคืน ราคาหุ้นของพวกเขาก็พุ่งทะยานขึ้นไปอย่างบ้าคลั่ง

จนมูลค่าบริษัทเคยไปแตะจุดสูงสุดที่ 159,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขนี้มีความหมายว่า VinFast เคยมีมูลค่าบริษัทสูงเป็นอันดับ 3 ของโลกในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ เป็นรองเพียงแค่ยักษ์ใหญ่อย่าง Tesla และ Toyota เท่านั้น

แต่ทว่า งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา

จากจุดสูงสุดที่สวยหรูเหมือนภาพฝัน ราคาหุ้นของ VinFast กลับดิ่งลงเหวอย่างรวดเร็ว

จนปัจจุบัน มูลค่าบริษัทหายไปกว่า 90% เหลืออยู่ไม่ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เกิดอะไรขึ้นกับความหวังใหม่ของเอเชียรายนี้?

ตกลงแล้ว VinFast คือของจริงที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นระดับโลก หรือเป็นเพียงภาพลวงตาทางการเงินที่ถูกสร้างขึ้นมากันแน่

เรื่องราวทั้งหมดต้องย้อนกลับไปทำความรู้จักกับชายผู้อยู่เบื้องหลังความทะเยอทะยานนี้ เขาคือ Pham Nhat Vuong (ฝ่าม เญิ้ต เวือง)

Pham Nhat Vuong ไม่ใช่แค่คนรวยธรรมดา แต่เขาคือมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของเวียดนาม และเป็นผู้ก่อตั้งอาณาจักร Vingroup

เส้นทางชีวิตของ Pham น่าสนใจตรงที่จุดเริ่มต้นความมั่งคั่งของเขา ไม่ได้เริ่มที่เวียดนาม แต่เริ่มที่ประเทศยูเครน ในช่วงทศวรรษ 1990

ในขณะที่เขากำลังศึกษาอยู่ที่นั่น เขาเริ่มมองเห็นโอกาสทางธุรกิจเล็ก ๆ จากอาหารที่ทำกินง่ายและราคาถูก นั่นคือ “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป”

เขาตัดสินใจกู้ยืมเงินจากครอบครัวและเพื่อนฝูง เพื่อเปิดโรงงานผลิตบะหมี่ชื่อว่า Technocom

ปรากฏว่าบะหมี่ของเขาได้รับความนิยมอย่างถล่มทลายในยูเครน จนทำให้บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็ว

ความหอมหวานของความสำเร็จนั้นไปเตะตาบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Nestlé จนต้องมาขอซื้อกิจการของเขาไปในราคาที่สูงลิ่ว

เมื่อได้เงินก้อนโตจากต่างแดน Pham จึงตัดสินใจหอบเงินทุนและความฝันกลับมายังบ้านเกิดที่เวียดนาม

เขาก่อตั้ง Vingroup ขึ้นมา โดยเริ่มต้นจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก่อนจะขยายอาณาจักรไปแทรกซึมอยู่ในทุกอณูการใช้ชีวิตของคนเวียดนาม

ลองจินตนาการดูว่า หากเราเป็นคนเวียดนาม เราอาจจะเกิดในโรงพยาบาล Vinmec

โตขึ้นมาเรียนหนังสือที่โรงเรียน Vinschool

อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมหรูของ Vinhomes

วันหยุดก็ไปเดินตากแอร์ช้อปปิ้งที่ Vincom

และพาครอบครัวไปพักผ่อนตากอากาศที่รีสอร์ต VinPearl

เรียกได้ว่า Vingroup คือระบบนิเวศขนาดใหญ่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเวียดนามอย่างแท้จริง

แต่สำหรับ Pham การเป็นเจ้าตลาดในบ้านเกิดดูเหมือนจะยังไม่เพียงพอต่อความทะเยอทะยานของเขา

เขามีความฝันที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น คือการสร้างแบรนด์เวียดนามให้เป็นที่ยอมรับในระดับ Global Brand

และอุตสาหกรรมที่จะพิสูจน์ศักดิ์ศรีและความสามารถของชาติได้ดีที่สุด ก็คงหนีไม่พ้น “อุตสาหกรรมยานยนต์”

ในปี 2017 โลกต้องประหลาดใจเมื่อ Vingroup ประกาศก่อตั้งบริษัทลูกที่ชื่อว่า VinFast

สิ่งที่น่าทึ่งไม่ใช่แค่การประกาศทำรถยนต์ของประเทศที่ไม่มีพื้นฐานเทคโนโลยีมาก่อน

แต่อยู่ที่สิ่งที่เรียกว่า “VinFast Speed” หรือความเร็วในการเนรมิตทุกอย่างให้เกิดขึ้นจริง

พวกเขาสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บนพื้นที่เกาะ Cat Hai เมือง Hai Phong

โดยใช้เวลาเปลี่ยนจากที่ดินเปล่า ให้กลายเป็นโรงงานประกอบรถยนต์เสร็จสมบูรณ์ภายในเวลาเพียง 21 เดือน

ในขณะที่ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ทั่วโลก ปกติอาจต้องใช้เวลา 3-4 ปีในการสร้างโรงงานระดับนี้ แต่ VinFast ทำได้ในเวลาไม่ถึง 2 ปี

พวกเขาใช้เงินทุนมหาศาลในการแก้ปัญหาเรื่อง Know-how ด้วยการดึงตัวผู้บริหารระดับสูงจาก BMW และ General Motors มาช่วยวางระบบ

พร้อมกับจ้างสำนักออกแบบระดับตำนานของอิตาลีอย่าง Pininfarina ที่เคยฝากผลงานไว้กับ Ferrari มาช่วยดีไซน์รถให้ดูโฉบเฉี่ยว

ในช่วงแรก VinFast ผลิตรถเครื่องยนต์สันดาปออกมาตีตลาดในประเทศก่อน ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

ด้วยแรงสนับสนุนจากกระแสชาตินิยม ทำให้ VinFast กลายเป็นรถที่ขายดีอันดับต้น ๆ ในเวียดนามได้อย่างรวดเร็ว

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ Pham ตัดสินใจประกาศเป้าหมายใหม่ที่ท้าทายกว่าเดิม

นั่นคือการ “เลิกผลิตรถน้ำมัน” และมุ่งสู่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV แบบ 100% เพื่อบุกตลาดโลก

เป้าหมายของเขาไม่ใช่แค่การแข่งกับแบรนด์ญี่ปุ่นในอาเซียน แต่เขาต้องการข้ามน้ำข้ามทะเลไปท้าชนกับ Tesla ถึงถิ่นสหรัฐอเมริกา…

และความพยายามนี้เอง ที่นำมาสู่ดราม่ามหากาพย์ในตลาดหุ้นที่เราเห็นกัน

เดือนสิงหาคม ปี 2023 VinFast ตัดสินใจนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq

แต่วิธีการเข้าตลาดของพวกเขาไม่ใช่การ IPO แบบปกติที่เราคุ้นเคย

พวกเขาเลือกใช้วิธีการควบรวมกิจการกับบริษัท Black Spade Acquisition ซึ่งเป็นบริษัทประเภท SPAC

ทันทีที่เปิดการซื้อขาย ราคาหุ้นของ VinFast ก็พุ่งทยานขึ้นไปแบบฉุดไม่อยู่

จากมูลค่ากิจการเริ่มต้นที่ประเมินไว้ประมาณ 23,000 ล้านดอลลาร์ พุ่งไปแตะระดับแสนล้านดอลลาร์ในเวลาไม่กี่วัน

ทำให้นักลงทุนทั่วโลกต่างหันมามองด้วยความตกตะลึง และตั้งคำถามว่าบริษัทนี้มีดีอะไร

แต่เดี๋ยวก่อน… ตัวเลขมูลค่าแสนล้านนี้อาจเป็นเพียงภาพลวงตา

เพราะสาเหตุที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปขนาดนั้น ไม่ได้มาจากผลประกอบการที่ยอดเยี่ยม หรือกำไรที่เป็นกอบเป็นกำ

แต่มันมาจากกลไกตลาดที่เรียกว่า “Low Float”

อธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด Low Float คือสภาวะที่หุ้นของบริษัทมีจำนวนหมุนเวียนซื้อขายในตลาดน้อยมาก ๆ

สมมติว่าบริษัทมีหุ้นทั้งหมด 100 หุ้น แต่เจ้าของและผู้ถือหุ้นใหญ่เก็บหุ้นไว้กับตัวถึง 99 หุ้น

เหลือหุ้นที่ปล่อยออกมาให้รายย่อยซื้อขายกันในกระดานเพียงแค่ 1 หุ้นเท่านั้น

เมื่อข่าวดีออกไป หรือมีความต้องการซื้อหุ้น VinFast เข้ามามาก ๆ แต่มีของขายในตลาดแค่นิดเดียว

ราคามันก็เลยถูกไล่ซื้อจนกระโดดขึ้นไปสูงเกินจริงได้อย่างง่ายดาย

ซึ่งในกรณีของ VinFast หุ้นกว่า 99% ยังคงถือครองโดย Vingroup และ Pham ทำให้หุ้นที่หมุนเวียนในตลาดมีน้อยมาก

เมื่อนักลงทุนเริ่มตั้งสติได้ และมองดู “พื้นฐานความจริง” ฟองสบู่ลูกใหญ่นี้ก็เริ่มแตกออก

ราคาหุ้นร่วงลงมาอย่างรุนแรงตามกฎของแรงโน้มถ่วง และเมื่อเราเจาะดูงบการเงิน ก็ยิ่งพบความน่ากังวลที่ซ่อนอยู่

แม้รายได้ของ VinFast จะเติบโตขึ้นจากการเริ่มส่งมอบรถยนต์ได้จริง

แต่บรรทัดสุดท้ายของงบการเงินคือ ตัวเลข “ขาดทุน” ที่ยังแดงเถือก

VinFast ยังไม่เคยทำกำไรได้เลย และมีผลขาดทุนสะสมต่อเนื่องมหาศาล

แม้การขาดทุนในช่วงเริ่มต้นจะเป็นเรื่องปกติของบริษัทรถยนต์ หรือบริษัทเทคโนโลยีที่ต้องลงทุนสูง

แต่ตัวเลขการขาดทุนของ VinFast นั้นอยู่ในระดับที่หนักหน่วงจนน่าเป็นห่วงสภาพคล่อง

และสิ่งที่ซ้ำเติมสถานการณ์ให้แย่ลงไปอีก คือเรื่องของ “คุณภาพสินค้า”

เมื่อ VinFast เริ่มส่งมอบรถรุ่น VF8 ล็อตแรกไปยังสหรัฐอเมริกา ความคาดหวังของคนอเมริกันที่มีต่อรถคันละหลายหมื่นดอลลาร์นั้นสูงมาก

แต่สิ่งที่พวกเขาได้รับกลับมา คือบทวิจารณ์ที่รุนแรงจากสื่อยานยนต์ชั้นนำหลายสำนัก

นักรีวิวรถยนต์ชื่อดังต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ซอฟต์แวร์ของรถยังมีปัญหา การแจ้งเตือนทำงานผิดพลาด

รวมถึงช่วงล่างและประสบการณ์การขับขี่ที่ยังไม่สมบูรณ์เมื่อเทียบกับรถคู่แข่งในระดับราคาเดียวกัน

สื่อบางเจ้าระบุชัดเจนว่า นี่คือรถที่ยังไม่พร้อมสำหรับตลาดอเมริกา

นอกจากนี้ กลยุทธ์ที่ VinFast พยายามนำเสนออย่าง “Battery Subscription” หรือการเช่าแบตเตอรี่

ที่ลูกค้าซื้อแค่ตัวรถเปล่าในราคาถูกลง แล้วจ่ายค่าเช่าแบตเตอรี่เป็นรายเดือน

โมเดลนี้อาจจะฟังดูดีในแง่การลดต้นทุนแรกเข้าสำหรับผู้ซื้อ

แต่มันกลับสร้างความสับสนให้กับผู้บริโภคชาวตะวันตกที่ไม่คุ้นเคย

แถมยังทำให้ VinFast ต้องแบกรับต้นทุนแบตเตอรี่จำนวนมหาศาลไว้ในงบดุลของตัวเอง ซึ่งเป็นภาระทางการเงินที่หนักอึ้ง

เมื่อเจอปัญหาถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ทั้งราคาหุ้นที่เคยถูกปั่นจนเกินจริง ปัญหาการเงินที่ยังขาดทุน และคุณภาพรถที่ถูกวิจารณ์

คนทั้งโลกจึงเริ่มตั้งคำถามว่า หรือความฝันของเวียดนาม… กำลังจะล่มสลายลง?

แต่ถ้าเราคิดว่า VinFast จะยอมแพ้ง่าย ๆ เราอาจจะกำลังประเมิน Pham Nhat Vuong และ Vingroup ต่ำเกินไป

เพราะ VinFast มี “หลังพิง” ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่บริษัทเอกชนในเวียดนามจะมีได้

Pham ประกาศชัดเจนว่า เขาพร้อมจะเดิมพัน “หมดหน้าตัก” เพื่อประคอง VinFast ให้เดินหน้าต่อไป

เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของกำไรขาดทุนทางธุรกิจ แต่มันคือภารกิจเพื่อชาติ

เขาพร้อมที่จะเทขายหุ้น Vingroup บางส่วน หรือนำกำไรจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มั่นคง มาอัดฉีดเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้ VinFast

สภาพตอนนี้ของ VinFast จึงเปรียบเสมือน Startup ที่กำลังอยู่ในช่วง “Burn Cash” หรือการเผาเงินเพื่อซื้อเวลา

ซื้อเวลาในการสร้างแบรนด์ ซื้อเวลาในการขยายตลาด และซื้อเวลาในการพัฒนาสินค้าให้ดีขึ้น

พวกเขาเริ่มปรับกลยุทธ์ใหม่อย่างรวดเร็ว โดยไม่ยึดติดกับแผนเดิม

จากที่เคยมุ่งเป้าไปที่อเมริกาเพียงอย่างเดียว VinFast เริ่มหันกลับมามองตลาดเอเชียและตลาดเกิดใหม่มากขึ้น

ประเทศอย่าง อินเดีย อินโดนีเซีย กำลังกลายเป็นเป้าหมายใหม่

เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศเหล่านี้ ใกล้เคียงกับเวียดนามมากกว่า และอาจยอมรับแบรนด์ใหม่ได้ง่ายกว่าตลาดยุโรปหรืออเมริกา

นอกจากนี้ VinFast ยังคงเดินหน้าสร้างโรงงานในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ และแก้ปัญหาเรื่องกำแพงภาษีในอนาคต

ถ้าเราลองมองย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมยานยนต์เอเชีย เราอาจจะเห็นภาพที่น่าสนใจ

แบรนด์อย่าง Hyundai ของเกาหลีใต้ ในยุคแรกที่พยายามบุกตลาดอเมริกา ก็เคยโดนดูถูกสารพัด

Hyundai เคยถูกล้อเลียนว่าเป็นรถราคาถูก คุณภาพแย่ และเป็นตัวเลือกท้าย ๆ ของผู้บริโภค

หรือแม้แต่รถญี่ปุ่นในยุค 60-70 ก็เคยถูกมองว่าเป็นของเลียนแบบเกรดต่ำมาก่อนที่จะผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำโลก

ทั้ง Toyota และ Hyundai ต่างก็ต้องใช้เวลาหลายสิบปี อดทนฝ่าฟันคำดูถูก และใช้เงินทุนมหาศาลในการพัฒนาตัวเอง

จนกระทั่งวันหนึ่ง พวกเขาก็สามารถผลิตรถที่มีคุณภาพดีพอ และได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในที่สุด

VinFast กำลังพยายามเดินตามรอยเท้าแห่งความสำเร็จนั้น

แต่ความยากของยุคนี้คือ คู่แข่งของพวกเขาไม่ได้มีแค่รถน้ำมันแบบเดิม ๆ อีกต่อไป

VinFast ต้องเจอกับ Tesla ที่ครองความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์

และต้องเจอกับกำแพงยักษ์อย่าง BYD จากจีน ที่ครองต้นทุนการผลิตที่ต่ำที่สุดในโลก

VinFast ในตอนนี้ จึงเหมือนยืนอยู่ตรงกลางระหว่างเขาควาย

จะสู้เรื่องความล้ำหน้า ก็ยังตามหลัง Tesla

จะสู้เรื่องสงครามราคา ก็ยากที่จะเอาชนะค่ายรถจีนที่มี Supply Chain ครบวงจร

โจทย์ใหญ่ที่สุดของ VinFast จึงไม่ใช่เรื่องเงินทุน เพราะดูเหมือน Pham จะมีสายป่านที่ยาวพอสมควร

แต่โจทย์คือ พวกเขาจะสามารถ “สร้างรถที่ดี” จนคนทั่วโลกยอมควักเงินซื้อ โดยไม่ต้องอ้างเรื่องความรักชาติ ได้เมื่อไหร่?

ราคาหุ้นที่ร่วงลงมาในวันนี้ อาจไม่ใช่จุดจบของ VinFast

แต่มันคือการดึงสติของทุกคนให้กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง

โลกที่มูลค่าบริษัท ต้องสะท้อนมาจากความสามารถในการทำกำไร และคุณภาพของสินค้า ไม่ใช่การเก็งกำไร

VinFast ในวันนี้ มูลค่าบริษัทอาจจะเหลือไม่ถึงหมื่นล้านเหรียญ

แต่นั่นอาจจะเป็นมูลค่าที่จับต้องได้จริง มากกว่าตัวเลขแสนล้านในวันแรกที่เข้าตลาดหุ้น

บทสรุปของเรื่องนี้ ยังคงเป็นปลายเปิดที่ต้องติดตามกันต่อไปยาว ๆ

ถ้า VinFast ทำสำเร็จ… นี่จะเป็นตำนานบทใหม่ที่พิสูจน์ว่า แบรนด์จากอาเซียนก็สามารถผงาดในเวทีโลกได้

แต่ถ้าทำไม่สำเร็จ… นี่อาจจะเป็นบทเรียนราคาแพงที่สุดครั้งหนึ่ง

ที่สอนให้รู้ว่า ในโลกธุรกิจที่โหดร้าย แค่ “ความฝัน” และ “เงินทุน” อาจยังไม่เพียงพอ

หากปราศจาก “สินค้า” ที่ดีจริง…

References : [bloomberg, reuters, forbes, motortrend, sec]

เกิดอะไรขึ้นกับ Honda? จากเบอร์ใหญ่ญี่ปุ่น สู่การเตรียมโดน Suzuki แซงหน้า

หากย้อนกลับไปสักสิบปีก่อน ถ้ามีใครเดินมาบอกเราว่า ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง Honda กำลังจะเพลี่ยงพล้ำจนร่วงไปอยู่อันดับที่ 4 ของญี่ปุ่น

เราคงจะหัวเราะและคิดว่าเป็นเรื่องตลกที่ไม่มีวันเป็นจริง

เพราะในความทรงจำของพวกเรา Honda คือตัวแทนของความล้ำหน้าทางวิศวกรรม คือความเท่ของวัยรุ่น และคือความไว้ใจของคนมีครอบครัว

ภาพของรถยนต์ Civic ที่วิ่งเกลื่อนถนน หรือ CR-V ที่เป็นรถในฝันของใครหลายคน เป็นเครื่องยืนยันความยิ่งใหญ่ของแบรนด์นี้ได้เป็นอย่างดี

แต่โลกธุรกิจนั้นโหดร้ายและไม่มีที่ยืนให้กับคำว่า ตลอดไป

วันนี้เรื่องตลกที่ว่านั้น กำลังจะกลายเป็นความจริงที่ขำไม่ออก

เพราะมีสำนักข่าวใหญ่อย่าง Nikkei ได้เขียนบทวิเคราะห์ไว้ได้อย่างน่าสนใจผ่านบทความที่มีชื่อว่า “Honda poised for fall to No. 4 among Japan automakers due to chip crunch”

มีรายงานตัวเลขที่น่าตกใจออกมาว่า Honda กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

ไม่ใช่แค่ยอดขายที่ลดลงตามกลไกตลาดปกติ แต่มันคือการถูกแซงหน้าโดยคู่แข่งที่หลายคนอาจจะมองข้ามมาตลอด

คู่แข่งรายนั้นไม่ใช่ Mazda ที่ทำรถสวยจนคนเหลียวมอง

ไม่ใช่ Subaru ที่มีแฟนคลับเหนียวแน่น

แต่เป็นแบรนด์ที่หลายคนมองว่าเป็นมวยรองบ่อน เป็นรถคันเล็กๆ ที่ไม่ได้ดูหรูหราอะไร

แบรนด์นั้นคือ Suzuki

เกิดอะไรขึ้นกับยักษ์ใหญ่อย่าง Honda ทำไมพวกเขาถึงสะดุดขาตัวเองจนเปิดโอกาสให้ Suzuki สามารถที่จะแซงขึ้นมาได้

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า ชิป…

เราคงเคยได้ยินคำว่า Chip Crunch หรือวิกฤตขาดแคลนชิปมาตั้งแต่ช่วงที่โรคระบาดเริ่มแพร่กระจาย

ตอนนั้นทุกค่ายรถยนต์โดนผลกระทบกันถ้วนหน้า โรงงานต้องหยุดผลิต รถยนต์ขาดตลาด ราคามือสองพุ่งสูงขึ้น

หลายคนคิดว่าเมื่อสถานการณ์โรคระบาดคลี่คลาย ทุกอย่างก็จะกลับมาเป็นปกติ

แต่สำหรับ Honda ฝันร้ายมันยังไม่จบลงง่ายๆ แบบนั้น

ปัญหาครั้งนี้ของ Honda มีตัวละครลับที่ชื่อว่า Nexperia

นี่คือบริษัทผลิตชิปที่มีฐานที่ตั้งอยู่ในเนเธอร์แลนด์ ซึ่งดูผิวเผินก็เหมือนซัพพลายเออร์ทั่วไปในยุโรป

แต่ความซับซ้อนมันอยู่ตรงที่ เจ้าของที่แท้จริงของ Nexperia กลับเป็นบริษัทสัญชาติจีน

เมื่อโลกของเรากำลังเผชิญกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเมืองระหว่างประเทศจึงเข้ามาแทรกแซงโลกธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความไม่ลงรอยกันระหว่างรัฐบาลดัตช์และรัฐบาลจีน ส่งผลให้การไหลเวียนของชิปจาก Nexperia เกิดสะดุด

และโชคร้ายที่ Honda ดันพึ่งพาชิปจากบริษัทนี้มากเกินไป

โดยเฉพาะในฐานการผลิตที่สำคัญที่สุดของพวกเขา นั่นคือ อเมริกาเหนือ

เราต้องเข้าใจโครงสร้างรายได้ของ Honda กันก่อนว่า พวกเขาไม่ใช่แค่แบรนด์รถญี่ปุ่นที่ขายดีในญี่ปุ่น

แต่เส้นเลือดใหญ่ของ Honda คือตลาดสหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก รายได้กว่าครึ่งหนึ่งของบริษัทมาจากภูมิภาคนี้

เมื่อโรงงานในอเมริกาเหนือขาดชิปตัวสำคัญจาก Nexperia สายพานการผลิตจึงต้องหยุดชะงัก

Honda คาดการณ์ว่าพวกเขาจะสูญเสียยอดการผลิตไปถึง 110,000 คัน ในช่วงครึ่งปีหลังของปีงบประมาณนี้

ตัวเลข 110,000 คัน อาจจะดูเหมือนไม่เยอะเมื่อเทียบกับยอดขายทั่วโลก

แต่มันส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ที่รุนแรงต่อผลกำไร

มีการประเมินว่ากำไรจากการดำเนินงานของ Honda อาจหายไปเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากปัญหานี้เพียงอย่างเดียว

ลองจินตนาการดูว่า ในขณะที่คุณเป็นนักรบที่ใส่เกราะหนา ถือดาบเล่มโตที่ชื่อว่าเทคโนโลยีขั้นสูง

แต่คุณกลับขยับตัวไม่ได้เพราะข้อต่อเล็กๆ ที่หัวเข่ามันเกิดติดขัด

นั่นคือสภาพของ Honda ในตอนนี้

แต่ในขณะที่ Honda กำลังดิ้นรนหาทางแก้เชือกที่มัดขาตัวเองอยู่

อีกฟากฝั่งหนึ่งของสมรภูมิ Suzuki กำลังวิ่งฉิวด้วยกลยุทธ์ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2012 ในวันที่ Suzuki ประกาศถอนตัวออกจากตลาดสหรัฐอเมริกา

ตอนนั้นนักวิเคราะห์หลายคนมองว่า “นี่คือสัญญาณแห่งความพ่ายแพ้”

การทิ้งตลาดรถยนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลกอย่างอเมริกา คือการฆ่าตัวตายชัดๆ

แต่ใครจะไปรู้ว่า นั่นคือการ ตัดสินใจที่ดีที่สุด ของ Suzuki

Suzuki เลือกที่จะไม่ลงไปสู้ในบ่อเลือดที่มีฉลามเขี้ยวตันอย่าง Toyota หรือ Honda ว่ายวนเวียนอยู่

พวกเขาเลือกที่จะหันหลังให้ความหรูหราไฮเทค แล้วมุ่งหน้าสู่ดินแดนใหม่ที่คนอื่นยังมองไม่เห็นค่าในตอนนั้น

นั่นคือ อินเดีย

ผ่านบริษัทลูกอย่าง Maruti Suzuki พวกเขาเข้าไปสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งในตลาดที่ประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก

คนอินเดียไม่ได้ต้องการรถที่ขับขี่อัตโนมัติ หรือระบบไฟฟ้าที่ซับซ้อน

พวกเขาต้องการรถที่ทนทาน ซ่อมง่าย ประหยัดน้ำมัน และราคาเข้าถึงได้

ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ Suzuki ถนัดที่สุด…

ผลลัพธ์จากการวางหมากในวันนั้น ทำให้วันนี้ Suzuki ครองส่วนแบ่งตลาดในอินเดียได้สูงถึง 40%

ในขณะที่ตลาดอเมริกาเริ่มอิ่มตัวและเติบโตช้า ตลาดอินเดียกลับกำลังระเบิดการเติบโตอย่างบ้าคลั่ง

เมื่อ Honda สะดุดขาตัวเองจากปัญหาซัพพลายเชนในอเมริกา

Suzuki ที่ลอยตัวอยู่เหนือปัญหาความขัดแย้งของชิปไฮเทค จึงเร่งเครื่องแซงหน้าไปได้อย่างสวยงาม

ตัวเลขคาดการณ์ยอดขายในช่วงครึ่งปีหลัง Suzuki มองไว้ที่ 1.8 ล้านคัน

ในขณะที่ Honda ที่เคยยิ่งใหญ่ คาดว่าจะทำได้เพียง 1.66 ล้านคัน

การถูกแซงหน้าครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของโชคชะตา หรือแค่เรื่องชิปขาดแคลนเพียงอย่างเดียว

แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างสินค้า หรือ Product Lineup ของ Honda เองด้วย

ถ้าเราลองมองดูรถยนต์รุ่นเรือธงของ Honda ในตลาดอเมริกาเหนือตอนนี้ มันอาจจะไม่ฮิตเหมือนในอดีตอีกต่อไป

ยกตัวอย่างเช่น Honda Odyssey รถตู้ครอบครัวที่เคยเป็นเบอร์หนึ่งในใจแม่บ้านอเมริกัน

วันนี้ยอดขายของ Odyssey กำลังดิ่งลงอย่างน่าใจหาย

ไม่ใช่เพราะไม่มีรถส่งมอบ แต่เป็นเพราะลูกค้าเริ่มปันใจไปหาคู่แข่ง

เมื่อเทียบกับ Kia Carnival จากเกาหลีใต้ ที่อัดแน่นด้วยดีไซน์ล้ำยุคและออปชั่นที่ครบครันกว่า

ลูกค้าจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมต้องจ่ายแพงกว่าเพื่อเทคโนโลยีที่ดูเก่ากว่า

แม้แต่ในโรงงานที่มีรถ Odyssey จอดรอส่งมอบเต็มลาน ยอดขายก็ยังไม่กระเตื้อง

นี่คือสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่า แบรนด์ หรือ Brand Loyalty อย่างเดียว อาจจะไม่เพียงพออีกต่อไปในยุคนี้

Honda กำลังเจอกับมรสุมสามลูกที่ซัดเข้ามาพร้อมกัน หรือที่เรียกว่า Triple Whammy

ลูกแรกคือวิกฤตซัพพลายเชนที่ทำให้ไม่มีรถขายในรุ่นที่คนต้องการ

ลูกที่สองคือความนิยมในตัวสินค้าที่เริ่มลดลงเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่สดใหม่กว่า

และลูกที่สามคือสภาพเศรษฐกิจโลกที่ดอกเบี้ยสูง ทำให้กำลังซื้อของผู้คนหดหาย

เมื่อทั้งสามอย่างนี้มารวมกัน มันจึงกลายเป็นแรงกดดันมหาศาลที่ทำให้ยักษ์ใหญ่อย่าง Honda ต้องเซ

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Honda มันสอนให้เรารู้ว่า การกระจายความเสี่ยง หรือ Diversification นั้นสำคัญแค่ไหน

Honda ฝากความหวังไว้กับตลาดอเมริกามากเกินไป และพึ่งพาเทคโนโลยีจากแหล่งผลิตเดียวมากเกินไป

เมื่อเกิดรอยร้าวเพียงจุดเดียว มันจึงลามไปถึงโครงสร้างทั้งหมดของบริษัท

ในขณะที่ Suzuki สอนให้เรารู้จักการเลือกสนามรบ หรือ Battlefield Selection

การรู้ว่าตัวเองถนัดอะไร และรู้ว่าควรจะไปสู้ที่ไหน คือหัวใจของการเอาตัวรอด

Suzuki อาจจะไม่ได้ชนะในเรื่องนวัตกรรมล้ำโลก แต่พวกเขาชนะในเรื่องการอ่านขาดความต้องการของตลาดที่ตัวเองเลือก

คำถามสำคัญต่อจากนี้คือ แล้ว Honda จะทำอย่างไรต่อไป…

แน่นอนว่าระดับ Honda คงไม่ยอมยกธงขาวง่ายๆ

พวกเขากำลังเร่งหาซัพพลายเออร์รายใหม่เพื่อลดความเสี่ยงจาก Nexperia

มีการวางแผนเร่งการผลิตในช่วงวันหยุดเพื่อชดเชยยอดที่หายไป

และเริ่มมีการโชว์วิสัยทัศน์ใหม่ๆ อย่างรถต้นแบบ Integra ในงาน Guangzhou Motor Show

รถคันนี้มาพร้อมกับดีไซน์เปิดประทุนแบบ Targa Top ที่สวยงามและดุดัน

มันเหมือนเป็นการส่งสัญญาณว่า จิตวิญญาณแห่งความสปอร์ต ของ Honda ยังไม่ตาย

พวกเขาพยายามจะบอกโลกกว่า Honda ที่เคยทำให้คนตื่นเต้น กำลังจะกลับมา

แต่กว่าจะถึงวันนั้น Honda อาจจะต้องยอมเจ็บตัว และยอมรับสถานะอันดับ 4 ไปสักระยะ

การก้าวลงจากแท่น Top 3 อาจจะเป็นยาขมที่ Honda จำเป็นต้องกลืน

เพื่อที่จะได้ตื่นจากภาพความสำเร็จเดิมๆ และเริ่มปฏิวัติตัวเองอย่างจริงจัง

โลกธุรกิจก็เหมือนกับการขับรถ

ต่อให้คุณมีเครื่องยนต์ที่แรงแค่ไหน

แต่ถ้าคุณมองไม่เห็นหลุมบ่อข้างหน้า หรือเลือกเส้นทางผิด

รถคันเล็กๆ ที่ขับช้ากว่า แต่ไปในเส้นทางที่ราบเรียบกว่า ก็อาจจะถึงเส้นชัยก่อนคุณได้

วันนี้ Suzuki พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความเร็วไม่ใช่คำตอบเดียวของชัยชนะ

แต่ความมั่นคงและการเลือกจังหวะที่ถูกต้องต่างหาก คือสิ่งที่ทำให้ผู้อยู่รอด เป็นผู้ชนะตัวจริง

ส่วน Honda ยักษ์ใหญ่ที่กำลังบาดเจ็บ

คงต้องรอดูกันต่อไปว่า บาดแผลครั้งนี้จะทำให้พวกเขาล้มลง หรือจะเป็นแรงผลักดันให้พวกเขากระโดดได้สูงกว่าเดิม

เพราะในโลกของการแข่งขัน ไม่มีใครรอใคร

และอันดับที่ 4 อาจจะไม่ใช่จุดต่ำสุด ถ้าพวกเขายังไม่รีบแก้เกมในวันนี้…

References : [bestcarweb, nikkei, reuters, carscoops, globalsuzuki]b

ทำไมแบตเตอรี่ LFP ถึงครองโลก? วิธีที่จีนเปลี่ยนเทคโนโลยีตกรุ่น ให้กลายเป็นขุมทรัพย์แสนล้าน

ปีที่ผ่านมาอาจเป็นปีที่หลายคนจดจำในฐานะปีแห่งความผันผวนทางเศรษฐกิจ แต่ในมุมเล็กๆ ของโลกเทคโนโลยี มีสิ่งหนึ่งที่ราคา “ร่วง” ลงมาอย่างน่าเหลือเชื่อ

และเป็นการร่วงลงที่เป็นข่าวดีที่สุดข่าวหนึ่งสำหรับกระเป๋าตังค์ของเราในอนาคต

สินทรัพย์ที่ว่านั้นก็คือ “แบตเตอรี่”

ข้อมูลจาก Bloomberg ระบุว่า ราคาของแบตเตอรี่ Lithium-ion แบบแพ็กในปี 2024-2025 ลดลงถึง 28% เหลือเพียง 108 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh)

ตัวเลขนี้ถือว่าต่ำที่สุด และเป็นการลดราคาครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา

ลองจินตนาการดูว่า ถ้าวันหนึ่งราคาน้ำมันดิบลดฮวบลงมา ทั้งที่คนทั้งโลกยังต้องการใช้รถยนต์กันอยู่ มันจะน่าตื่นเต้นขนาดไหน

ปรากฏการณ์นี้ทำให้เกิดเรื่องตลกร้ายในวงการการค้าระหว่างประเทศ

เพราะต่อให้สหรัฐอเมริกาหรือยุโรป จะพยายามตั้งกำแพงภาษีนำเข้าจากจีนให้สูงเสียดฟ้า จะ 25% 35% หรือแม้แต่ 120%

แต่คณิตศาสตร์ทางธุรกิจก็ยังชี้คำตอบเดิมว่า การสั่งซื้อแบตเตอรี่จากจีน ก็ยังคุ้มค่ากว่าการพยายามผลิตเองอยู่ดี…

คำถามที่น่าสนใจคือ จีนทำได้อย่างไร?

อะไรคือเบื้องหลังการทุบราคาครั้งประวัติศาสตร์นี้

คำตอบไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีล้ำยุคหลุดโลก แต่อยู่ที่การชุบชีวิตเทคโนโลยีเก่าเก็บตัวหนึ่ง ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นของเกรดต่ำ

แบตเตอรี่ชนิดนั้นมีชื่อว่า LFP

เรื่องราวการเดินทางของ LFP นั้นดุเดือดยิ่งกว่านิยายธุรกิจ เพราะมันเต็มไปด้วยการหักเหลี่ยมเฉือนคม นโยบายระดับชาติ และเดิมพันที่แลกมาด้วยอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก

ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมมันถึงถูก เราต้องแงะก้อนแบตเตอรี่ออกมาดูข้างในกันก่อน

โดยปกติแล้ว หัวใจสำคัญที่กำหนดราคาและความแพงของแบตเตอรี่ Lithium-ion ไม่ได้อยู่ที่เปลือกนอก แต่อยู่ที่ขั้วไฟฟ้าข้างใน

แบตเตอรี่หนึ่งก้อนจะมีขั้วบวก หรือ Cathode และขั้วลบ หรือ Anode

ฝั่งขั้วลบมักทำจากกราไฟต์ ซึ่งราคาไม่ได้แพงอะไร แต่ตัวที่ดูดเงินในกระเป๋าผู้ผลิตไปกว่า 70% คือขั้วบวก หรือ Cathode

ในวงการนี้ เขาแบ่งชนชั้นของแบตเตอรี่ตามสารเคมีที่ใช้ทำขั้วบวกนี่แหละครับ

กลุ่มแรกคือ “กลุ่มไฮโซ” หรือที่เรียกว่า Ternary

กลุ่มนี้จะใช้การผสมโลหะมีค่า 3 ชนิดเข้าด้วยกัน คือ Nickel Manganese และ Cobalt หรือบางสูตรก็ใช้ Aluminum

จุดเด่นของกลุ่มนี้คือ “พลังเยอะ”

ในขนาดที่เท่ากัน แบตเตอรี่กลุ่มนี้จะจุไฟได้มากกว่า

ทำให้รถ EV ที่ใช้แบตเตอรี่ชนิดนี้ วิ่งได้ไกลกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคในยุคแรกต้องการมากที่สุด

แต่ความแรงนี้ ต้องแลกมาด้วยราคาที่แสนแพง

ตัวการสำคัญคือแร่ Cobalt

Cobalt เป็นแร่ที่หายาก และแหล่งผลิตใหญ่ที่สุดในโลกดันไปอยู่ที่ Democratic Republic of Congo

พื้นที่นี้มีปัญหาซับซ้อน ทั้งเรื่องการเมือง ความขัดแย้ง และประเด็นเรื่องมนุษยธรรมในการใช้แรงงาน

ทำให้ราคาของ Cobalt ผันผวนและพุ่งสูงอยู่ตลอดเวลา กลายเป็นจุดตายของผู้ผลิตที่ควบคุมต้นทุนไม่ได้

ในขณะที่อีกมุมหนึ่ง มีแบตเตอรี่ “มวยรอง” ที่ชื่อว่า LFP หรือ Lithium Iron Phosphate ยืนรออยู่เงียบๆ

สูตรเคมีของมันเรียบง่ายมาก ใช้แค่ Iron หรือเหล็ก และ Phosphate

ลองนึกภาพตามนะครับ เหล็กและฟอสฟอรัส คือสิ่งที่หาได้ทั่วไปบนผิวโลก ราคาของมันจึงถูกแสนถูกเมื่อเทียบกับ Cobalt

และที่สำคัญที่สุดคือ “มันปลอดภัยกว่า”

โอกาสที่ LFP จะเกิดการระเบิดหรือไฟลุกไหม้แบบ Thermal Runaway นั้นยากกว่าแบตเตอรี่กลุ่มไฮโซมาก

แต่โลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ…

ข้อเสียร้ายแรงที่ทำให้ LFP เคยเป็นลูกเมียน้อย คือ “ความอึดน้อย” หรือมีความหนาแน่นของพลังงานต่ำ

ถ้าเอามันมาใส่รถยนต์ รถอาจจะวิ่งได้ระยะทางสั้นกว่ารถคู่แข่งเกือบครึ่ง หรือถ้ายัดแบตเตอรี่เข้าไปเยอะๆ รถก็จะหนักมากจนวิ่งไม่ออก

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมในช่วงเริ่มต้นยุค EV ประมาณปี 2010 ค่ายรถฝั่งตะวันตกอย่าง Tesla หรือ Nissan จึงมองข้าม LFP

พวกเขาเลือกใช้แบตเตอรี่กลุ่ม Ternary เพื่อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า รถไฟฟ้าสามารถวิ่งไกลได้เหมือนรถน้ำมัน

LFP จึงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ให้เป็นแค่แบตเตอรี่สำหรับรถกอล์ฟ หรือรถบัสวิ่งช้าๆ เท่านั้น

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องนี้ เริ่มต้นที่ประเทศจีน

ในช่วงปี 2009 รัฐบาลจีนมองเห็นปัญหามลพิษในเมืองใหญ่ จึงออกนโยบาย Thousands of Vehicles, Tens of Cities หรือ TVTC

เป้าหมายคือการเปลี่ยนรถขนส่งสาธารณะ ทั้งรถเมล์และแท็กซี่ ให้เป็นไฟฟ้า

ด้วยความที่รัฐเป็นคนจ่ายเงินอุดหนุน และต้องการรถจำนวนมากในงบประมาณที่จำกัด ผู้ผลิตรถยนต์จีนอย่าง BYD จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจาก LFP

มันถูก มันทน และมันปลอดภัย เหมาะกับรถเมล์ที่ไม่ต้องวิ่งเร็วมาก

ดูเหมือน LFP กำลังจะไปได้สวยในจีน แต่แล้วฝันร้ายก็มาเยือนในปี 2016

รัฐบาลจีนตัดสินใจ “เปลี่ยนกติกา”

จากเดิมที่แจกเงินอุดหนุนง่ายๆ รัฐบาลตั้งเงื่อนไขใหม่ว่า รถที่จะได้เงินต้องวิ่งได้ไกล ต้องมีความหนาแน่นพลังงานสูง

เงื่อนไขนี้เหมือนการสั่งประหาร LFP ทางอ้อม

เพราะสเปกที่รัฐบาลต้องการ มันไปเข้าทางแบตเตอรี่กลุ่ม Ternary ที่มี Nickel และ Cobalt เต็มๆ

ค่ายรถยนต์จีน แม้แต่เจ้าตลาดอย่าง BYD เอง ก็ต้องจำใจทิ้ง LFP และหันไปซบอกแบตเตอรี่กลุ่มไฮโซ เพื่อให้รถของตัวเองได้รับเงินส่วนลด

ช่วงเวลานั้น ส่วนแบ่งตลาดของ LFP ร่วงกราวรูด จากที่เคยครองตลาด กลับกลายเป็นเทคโนโลยีที่กำลังจะตาย

หลายคนฟันธงว่า นี่คือจุดจบของแบตเตอรี่ราคาถูก

แต่ในความมืดมนนั้น ยังมีแสงสว่างปลายอุโมงค์รออยู่…

จุดเปลี่ยนครั้งที่สอง เกิดขึ้นในปี 2019 เมื่อรัฐบาลจีนส่งสัญญาณว่า “งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา”

เงินอุดหนุนที่เคยแจกจ่ายอย่างมหาศาล กำลังจะถูกทยอยตัดลดลง และจะยกเลิกในที่สุด

การประกาศนี้ดึงสติผู้ผลิตรถยนต์ให้กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง

โลกที่ “ต้นทุน” คือพระเจ้า

เมื่อไม่มีเงินฟรีจากรัฐบาล การแบกต้นทุนแบตเตอรี่ Ternary ที่แพงหูฉี่ กลายเป็นภาระที่ไม่มีใครอยากแบก

สายตาของผู้ผลิตรถยนต์ จึงเริ่มกลับมามอง “เพื่อนเก่า” อย่าง LFP อีกครั้ง

แต่จะกลับไปใช้ของเดิมๆ ก็คงไม่ได้ เพราะปัญหาระยะทางวิ่งที่สั้น ยังคงเป็นจุดอ่อนที่แก้ไม่ตก

นี่จึงเป็นที่มาของนวัตกรรมที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์แบตเตอรี่ไปตลอดกาล จากค่าย BYD

นวัตกรรมนั้นมีชื่อว่า “Blade Battery”

เพื่อจะเข้าใจความอัจฉริยะของมัน เราต้องรู้ก่อนว่า ปกติการสร้างแบตเตอรี่รถยนต์ เขาทำกันเหมือนตัวต่อเลโก้

เริ่มจากก้อนเล็กๆ เรียกว่า Cell เอามามัดรวมกันใส่กล่อง เรียกว่า Module แล้วเอา Module หลายๆ กล่องมาประกอบเป็น Pack ใหญ่ๆ ใส่ใต้ท้องรถ

การมีหลายขั้นตอนแบบนี้ทำให้เสียพื้นที่มหาศาล

เพราะต้องมีเคสพลาสติก มีสายไฟ มีตัวยึด ของพวก Module กินพื้นที่ไปเปล่าๆ

BYD จึงตั้งคำถามง่ายๆ ว่า “ทำไมต้องมี Module?”

พวกเขารื้อระบบ Module ทิ้ง แล้วออกแบบ Cell แบตเตอรี่ใหม่ ให้ยาวเรียวเหมือน “ใบมีด”

แล้วเสียบเจ้าใบมีดนี้ลงไปใน Pack โดยตรงเลย เรียกว่าเทคโนโลยี Cell-to-Pack

ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่งมาก…

ในพื้นที่เท่าเดิม BYD สามารถยัดเนื้อแบตเตอรี่ลงไปได้มากขึ้น แบตเตอรี่มีความแข็งแรงในตัวเองโดยไม่ต้องมีโครงสร้างวุ่นวาย

สิ่งนี้ช่วยกลบจุดอ่อนเรื่องความหนาแน่นพลังงานของ LFP ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำให้รถยนต์รุ่น Han ของ BYD ที่ใช้ Blade Battery สามารถวิ่งได้ไกลทัดเทียมกับรถยุโรปที่ใช้แบตเตอรี่ราคาแพง

แต่นอกจากการแก้เกมด้วยวิศวกรรมแล้ว จีนยังมี “ความลับ” อีกเรื่องหนึ่งที่ช่วยให้พวกเขาครองตลาดนี้ได้

นั่นคือเรื่องของ “สิทธิบัตร”

จริงๆ แล้ว LFP ไม่ได้ถูกคิดค้นโดยคนจีน แต่ถูกค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน Dr. John Goodenough

แต่ในยุคแรก สิทธิบัตรนี้ถูกถือครองโดยกลุ่มบริษัทตะวันตก ซึ่งเก็บค่าลิขสิทธิ์แพงระยับ จนบริษัททั่วโลกไม่กล้าลงทุนวิจัย

แต่มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้น เมื่อมีการทำข้อตกลงลับ ๆ ที่อนุญาตให้บริษัทจีน “ใช้ฟรี” ได้

โดยมีข้อแม้เดียวคือ ต้องผลิตและขายเฉพาะในประเทศจีนเท่านั้น ห้ามส่งออก

ข้อจำกัดนี้ กลับกลายเป็น “เกราะป้องกัน” ชั้นดี

มันทำให้จีนซุ่มพัฒนาเทคโนโลยี LFP อยู่ในบ้านของตัวเองอย่างเงียบๆ เป็นเวลานับสิบปี โดยไม่ต้องกลัวคู่แข่งจากภายนอก

ในขณะที่โลกตะวันตกมัวแต่ยุ่งอยู่กับแบตเตอรี่ Nickel และ Cobalt จีนได้สร้าง Supply Chain ของ LFP จนแข็งแกร่ง

และเมื่อสิทธิบัตรเหล่านั้นหมดอายุลงในปี 2022

จีนก็เปิดประตูออกมาพร้อมกับความเชี่ยวชาญระดับปรมาจารย์ โรงงานขนาดยักษ์ และต้นทุนที่ต่ำจนไม่มีใครสู้ได้

และเมื่อปี 2024 มาถึง พายุลูกสุดท้ายก็โหมกระหน่ำใส่คู่แข่ง

นั่นคือ “ราคาวัตถุดิบที่ร่วงลง”

หลังจากที่ราคา Lithium เคยพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ เหมืองใหม่ๆ ทั่วโลกก็เร่งเปิดตัวจนของล้นตลาด

ราคา Lithium ร่วงลงอย่างหนัก ผสมโรงกับราคาเหล็กในจีนที่ตกต่ำเพราะวิกฤตอสังหาริมทรัพย์

ต้นทุนของ LFP ที่ถูกอยู่แล้ว ก็ยิ่งถูกลงไปอีกเหมือนได้เปล่า

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ สงครามราคาที่ดุเดือดเลือดพล่าน

เราได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนเปิดตัวรุ่นใหม่แทบจะรายวัน ในราคาที่ถูกจนน่าตกใจ

ผู้ผลิตแบตเตอรี่เบอร์หนึ่งอย่าง CATL แม้รายได้รวมจะลดลงเพราะขายของถูก แต่กำไรกลับเพิ่มขึ้น เพราะบริหารต้นทุนได้เก่งเหลือเชื่อ

และที่น่าตื่นเต้นไปกว่านั้น คือผลพลอยได้ที่กำลังจะเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานโลก

นั่นคือวงการ “โรงไฟฟ้า”

เมื่อแบตเตอรี่ถูกลงขนาดนี้ การสร้างโรงไฟฟ้าแบตเตอรี่ หรือ BESS เพื่อเก็บไฟจากโซลาร์เซลล์และลม จึงกลายเป็นเรื่องที่คุ้มทุนที่สุด

จากเดิมที่เราต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเพื่อปั่นไฟเสริมตอนคนใช้เยอะ

ตอนนี้เราสามารถเอาแบตเตอรี่ LFP ราคาถูก ใส่ตู้คอนเทนเนอร์ไปวางตั้งไว้แทนได้เลย

มันสร้างง่ายกว่า ปลอดภัยกว่า และที่สำคัญคือ มันเริ่มจะ “ถูกกว่า” การเผาฟอสซิลแล้ว

เงินลงทุนมหาศาลกำลังไหลเข้าสู่โครงการเหล่านี้ทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ซึ่งนี่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบโครงข่ายไฟฟ้าครั้งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษ

เรื่องราวทั้งหมดมันบอกเราว่า ในโลกธุรกิจ ผู้ชนะไม่จำเป็นต้องเป็นคนแรกที่คิดค้น

จีนไม่ได้เป็นคนคิดค้น LFP

แต่จีนเป็นคนที่มองเห็นเพชรในตม ในวันที่คนทั้งโลกมองข้าม

พวกเขาอดทนพัฒนา ลองผิดลองถูก ผ่านวิกฤตและความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน

จนสามารถเปลี่ยนเทคโนโลยีที่คนตราหน้าว่า “เกรดบี” ให้กลายเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดในอุตสาหกรรมพลังงาน

และถึงแม้ว่าวันนี้ LFP จะเป็นพระเอกที่ยืนหนึ่งบนเวที

แต่ในห้องแล็บของยักษ์ใหญ่อย่าง CATL และ BYD พวกเขาก็ไม่ได้หยุดนิ่ง

ตอนนี้พวกเขากำลังซุ่มพัฒนาผู้ท้าชิงคนใหม่อย่าง Sodium-ion หรือแบตเตอรี่ที่ทำจากเกลือ

ใช่ครับ… เกลือแกงที่มีอยู่ล้นโลก

ซึ่งถ้าทำสำเร็จ มันอาจจะนำมาซึ่งการปฏิวัติราคาพลังงานครั้งใหม่อีกครั้ง

และเมื่อถึงวันนั้น คำว่า “วิกฤตพลังงานราคาแพง” อาจจะกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าเก่าๆ ในหนังสือประวัติศาสตร์…

References : [Bloomberg, IEA, FinancialTimes, BYD, CATL,Asianometry]