Billion Dollar Loser ตอนที่ 9 : Winner Loses All

ไม่กี่สัปดาห์หลังจากมีการประกาศข้อตกลงกับ Softbank อันยิ่งใหญ่ของ WeWork Jame Hodari ได้พบกับ Adam ในเช้าวันหนึ่งที่สนามบิน Francis S.Gabreski ซึ่งให้บริการเครื่องบินไอพ่นส่วนตัวที่ Long Island

Hodari เป็นซีอีโอของ Industrious ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงของ WeWork ซึ่ง Adam มองว่า ทั้งสองบริษัทควรที่จะร่วมมือกันมากกว่าการต้องมาแข่งกันเอง ซึ่งจะทำให้เจ็บตัวทั้งคู่

Adam มองว่า มันจะทำให้ทั้งสองบริษัทแข็งแกร่ง และ ทำเพื่อลูกค้าทั้งใน แอตแลนตา เซนต์หลุยส์ หรือ ฟีนิกซ์ Adam สัญญาว่าเขาจะจัดการข้อตกลงใด ๆ กับ Hodari เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ร่วมก่อตั้งของเขามากกว่านักลงทุนของ Hodari

แต่หาก Hodari ไม่ต้องการมาร่วมมือกัน Adam ก็เสนอทางเลือกง่าย ๆ ให้กับ Hodari

“ผมมีทีมงาน 150 คนและเงินทุนจำนวนมหาศาลที่จะฝังคุณลงหลุม” Adam กล่าว

WeWork จะเสนอค่าเช่าฟรีหนึ่งปีให้กับผู้เช่าของ Hodari แต่หากยังไม่คิดเข้าร่วม WeWork จะเสนอเพิ่มเป็น 2 ปี แน่นอนว่าทั้งหมดได้รับเงินทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์จาก Softbank นั่นเอง

ภายในปี 2017 Adam ขู่ว่าจะบดขยี้หรือซื้อคู่แข่งแทบทุกราย ซึ่งในสหราชอาณาจักรคู่แข่งรายใหญ่ที่สุดของ WeWork คือ Office Group (TOG)

แต่ TOG ไม่แคร์เพราะพวกเขาเป็นเจ้าตลาด และเพิ่งได้รับเงินทุนจาก Blackstone ซึ่งเป็นบริษัทการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ที่ได้เข้ามาถือหุ้นใหญ่ใน TOG มูลค่า 640 ล้านดอลลาร์ นั่นทำให้ Adam รู้สึกโกรธมาก ๆ

และทีมกฏหมายของ WeWork ยังเดินหน้ายื่นฟ้อง บริษัทที่เลียนแบบ WeWork สามแห่งได้แก่ UrWork , We Labs และ Hi Work โดยอ้างว่ามีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในชื่อทางการค้าของ WeWork

แน่นอนว่า Masayoshi Son ไม่ได้ลงเงิน 4.4 พันล้านดอลลาร์ เพื่อให้บริษัทเติบโตแบบปรกติ Adam ต้องทำให้ได้มากกว่านั้น “เครือข่ายสังคมออนไลน์” ที่เขาสัญญาไว้กับ Son นั่นทำให้เขาต้องการพื้นที่ทุกหนทุกแห่งให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

มันทำให้แผนการของบริษัทต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทีมการตลาดของ WeWork มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 3 เท่า Son บอก Adam ว่า ควรมีพนักงานขายให้ได้อย่างน้อย 1 หมื่นคน

WeWork ได้จ้างพนักงาน 30 คนต่อสัปดาห์ และเพิ่มขึ้นเป็น 50 คน จนในที่สุดมีพนักงานใหม่กว่า 100 คนในทุก ๆ วันจันทร์ ในเดือนธันวาคม 2017 เพียงหนึ่งปีหลังจากเปิดสาขาที่ 100 ที่เบอร์ลิน WeWork ได้เปิดเพิ่มจนมีสำนักงานแห่งที่ 200 ที่สิงคโปร์

ความต้องการพื้นที่ลุกลามบานปลายอย่างรวดเร็ว จนทีมอสังหาริมทรัพย์ของบริษัท ต้องมีการทำข้อตกลงการจ่ายเงินที่มากโข เพื่อครอบครองพื้นที่ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าโมเดลของ WeWork นั้นจะเป็นไปได้ด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันมากมายในตลาด WeWork เริ่มเสนอค่านายหน้าด้วยค่าคอมมิชชั่นที่น่าตกใจ : 100% ของค่าเช่าปีแรกที่ผู้เช่ารายใหม่จ่ายให้ สำหรับข้อตกลง 2 ปี อีกทั้ง WeWork นั้นยังแถมให้ฟรีอีก 1 ปี นั่นหมายความว่า บริษัทจะไม่มีรายได้เลยตลอด 24 เดือนแรก

หุ้นส่วนหลายคนเริ่มกังวลกับสถานการณ์ของบริษัท โดยเฉพาะจากทางฝั่ง Benchmark Capital ที่เพิ่งมีปัญหากับ Travis Kalanick ผู้ก่อตั้ง Uber ที่กำลังโดนขับไล่ออกจากบริษัทที่ตัวเองก่อตั้งขึ้นมา

Travis Kalanick ที่กำลังถูกขับไล่จาก Uber ที่เขาตั้งขึ้นมากับมือ (CR:Vox.com)
Travis Kalanick ที่กำลังถูกขับไล่จาก Uber ที่เขาตั้งขึ้นมากับมือ (CR:Vox.com)

Bill Gurley ซึ่งดูแลการลงทุน Uber ของ Benchmark เริ่มกลัวว่า Adam อาจจะสร้างปัญหาแบบเดียวกับที่ Kalanick ทำ Gurley จึงได้บินไปนิวยอร์กเพื่อเผชิญหน้ากับ Adam ที่สำนักงานใหญ่ของ WeWork

Gurley ได้ตำหนิ Adam ที่ขายหุ้น WeWork ของเขาจำนวนมาก แม้ว่า Benchmark จะมีปัญหากับ Kalanick แต่เขาก็ไม่ได้ขายหุ้น Uber ออกไปเลยแม้แต่หุ้นเดียว

ทีม Benchmark ยังวิจารณ์กลยุทธ์ของ Adam และความจริงที่ว่า WeWork พลาดการคาดการณ์อีกครั้ง ในปี 2014 Adam บอกกับนักลงทุนว่า WeWork จะทำกำไรมากกว่า 500 ล้านดอลลาร์ในปี 2017 แต่บริษัทกำลังจะขาดทุนเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์ เนื่องจากต้นทุนของการขยายตัวอย่างรวดเร็วมากจนเกินไป

หลังจากนั้นไม่นาน Adam ก็ได้เริ่มเสนอแนวคิดใหม่โดยพยายามทำให้ WeWork กลายเป็นธุรกิจ SaaS (Space as a Service)

โดยมีแนวคิดก็คือ บริษัทุกขนาดจะไม่จัดการพอร์ตการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ของตนเองอีกต่อไป แต่จะเปลี่ยนการบริหารพื้นที่ทางกายภาพของตนเองไปที่ WeWork โดยจะมีการเปลี่ยน WeWork ให้เปรียบเสมือนระบบ Cloud ของอสังหาริมทรัพย์ซึ่งนั่นจะทำให้ WeWork เป็น “แพล็ตฟอร์ม” ตามความฝันทางด้านเทคโนโลยีของ Adam

การพยายามผลักดัน WeWork ให้กลายเป็นธุรกิจ SaaS นั้นเป็นเพียงวิธีการล่าสุดที่ Adam และผู้บริหารคนอื่น ๆ ของ WeWork พยายามที่จะผูกบริษัทของพวกเขากับยักษ์ใหญ่รายอื่น ๆ ในซิลิกอน วัลเลย์

WeWork ต้องการอาคารสำนักงาน เฉกเช่นเดียวกับ Uber ต้องการรถยนต์ และ Airbnb จำเป็นต้องมีอพาร์ตเมนต์ WeWork จะกลายเป็นเครือข่ายสมาชิกมืออาชีพที่ดีกว่า LinkedIn รวมถึงข้อมูลที่มีการรวบรวมจากแต่ละสถานที่จะทำให้กลายเป็น Google Analytics สำหรับพื้นที่สำนักงาน หรือแม้กระทั่งการจินตนาการให้ WeWork เปรียบเสมือน คลังสินค้าของ Amazon ที่มีจิตวิญญาณมากกว่า

โดย Dave Fano ผู้ก่อตั้ง Case ซึ่งเคยเป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเติบโตของ WeWork กล่าวว่าเป้าหมายของ WeWork คือ การกำจัดตัวเองไม่ให้เป็นเหมือนบริษัททางด้านอสังหาริมทรัพย์เหมือนในอดีต

ในขณะที่ WeWork นั้นมีเหล่าบริษัท Startup มากมายที่เป็นสมาชิกในสำนักงานให้เช่าของพวกเขา แต่ยังไม่มีใครใน Silicon Valley เชื่อว่า WeWork เป็นหนึ่งในพวกเขา Adam แทบใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ

ซึ่งในการสร้างทีมเทคโนโลยี Adam ได้ว่าจ้าง Shiva Rajaraman ซึ่งเคยเป็นวิศวกรที่ Youtube , Spotify และ Apple ซึ่ง Adam ได้บอกกับ Rajaraman ว่า เขาควรจะออกจาก Apple เพราะสิ่งที่ WeWork กำลังสร้างนั้น เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า iPhone มาก

Shiva Rajaraman มือดีด้านเทคโนโลยีที่ Adam ได้มาร่วมทีม (CR:CTech.com)
Shiva Rajaraman มือดีด้านเทคโนโลยีที่ Adam ได้มาร่วมทีม (CR:CTech.com)

ทีมเทคโนโลยีของ WeWork เติบโตขึ้นจากจำนวนครึ่งโหลในปี 2013 เป็นมากกว่า 200 คน งานแรกที่ Rajaraman ต้องทำคือโปรเจค Space Man ซึ่งเป็นการสร้างและดูแลระบบภายในองค์กรแทนที่จะ outsource ไปยังบริษัทอื่น

โดย Space Man ที่ Rajaraman ต้องเข้ามาดูแลนั้น ไม่สามารถประมวลผลการชำระเงินที่เข้ามา ในตอนที่บริษัทได้ทำการเปิดตัวที่ Mexico เมื่อ WeWork เปิดให้บริการในอินเดีย ซึ่งผู้เช่าส่วนใหญ่ต้องการชำระเป็นเงินสด ทีมวิศวกรต้องทิ้งทุกอย่างเพื่อหาวิธีในการนำเงินสดเข้าสู่ระบบ

ในส่วนของเทคโนโลยีในสำนักงานนั้น WeWork ได้ติดตั้งเซ็นเซอร์ใต้โต๊ะในห้องประชุมเพื่อระบุจำนวนคนที่ใช้ในระหว่างวัน พวกเขาทดลองใช้กล้องและไมโครโฟนที่สามารถติดตามการแสดงออกทางสีหน้าและน้ำเสียงได้

บริษัทกำลังใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในโลกกับปัญหาภายในสำนักงาน มีทีมหนึ่งใช้ Machine Learning เพื่อคาดการณ์การใช้งานห้องประชุม ซึ่งให้ความแม่นยำ 80% และสามารถแนะนำพื้นที่ที่เหมาะสำหรับการประชุมแต่ละประเภทได้

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ถือเป็นความภาคภูมิใจของ WeWork คือการใช้อัลกอริธึมที่สามารถสร้างเค้าโครงคร่าว ๆ ของพื้นที่สำนักงานใหม่ได้เร็วกว่าสถาปนิกที่เป็นมนุษย์ของบริษัท

แต่ต้องบอกว่าสิ่งที่พวกเขาทำทั้งหมดนั้นดูเหมือนจะไม่ได้มีอะไรใหม่ เป็นการนำสิ่งต่าง ๆ มาประกอบกันเท่านั้น

การก่อสร้างเป็นธุรกิจที่สกปรก และเป็นการยากที่จะเชื่อมโยงข้อตกลงระหว่างผู้รับเหมาช่วงกับอัลกอริธึมได้ บริษัทได้ปรับปรุง supplychain ของเฟอร์นิเจอร์สำนักงาน แต่นั่นหมายความว่าพวกเขาได้เพียงแค่ส่วนลดเท่านั้น ไม่ใช่การคิดค้นอุตสาหกรรมใหม่แต่อย่างใด

ซึ่งนอกเหนือจากการทำให้ธุรกิจหลักของ WeWork มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ความหวังก็คือเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ อย่างน้อยต้องช่วยให้ WeWork หาวิธีในการสร้างรายได้ในโมเดลรูปแบบใหม่ ๆ

เซ็นเซอร์ในห้องประชุมอาจตรวจจับเมื่อสมาชิกใช้ห้องโดยไม่จ่ายเงิน Son และ Adam นั้นได้พูดคุยเกี่ยวกับแนวคิดของ “การเป็นสมาชิกเสมือน” โดยผู้คนจะเข้าร่วมชุมชนของ WeWork โดยไม่ต้องเช่าโต๊ะทำงาน

WeWork ได้สัญญากับเหล่านักลงทุนอีกครั้งว่าจะเปลี่ยนบริษัทให้กลายเป็นคนกลางที่ขายทุกอย่างตั้งแต่ซอฟต์แวร์ Salesforce ไปจนถึงส่วนลดบริการอย่าง Lyft

ในปี 2017 Adam พยายามซื้อบริษัท Comfy ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีแอปเพื่อจัดการระบบต่าง ๆ ที่จำเป็นในการสร้างอาคารซึ่งเหมาะกับ WeWork และผู้ก่อตั้ง Comfy ก็ให้ความสนใจ

แต่การเจรจาก็ดำเนินไปหลายเดือน ผู้ก่อตั้งทั้งสามของ Comfy ต้องการเงินสดนอกเหนือจากหุ้นของ WeWork แต่ Adam ปฏิเสธ โดยยืนยันว่าทั้งสามเป็นคนโง่ที่ไม่รับหุ้นที่มูลค่าจะเติบโตได้ในอนาคตอย่าง WeWork

มีหลากหลายกิจการที่ Adam ต้องการซื้อ หลังจากได้เงินจำนวนมหาศาลจาก Softbank เขามีความคิดที่จะซื้อแม้กระทั่ง Slack และ Zoom ซึ่งตอนนั้นยังเป็นบริษัทที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก

แต่ผู้บริหาร WeWork หลายคนต่างสับสนกับท่าทีของ Adam กับความสนุกสนานในการเข้าซื้อกิจการต่าง ๆ เหล่าผู้บริหารหลายคนต้องการให้ Adam เข้าหาบริษัทอื่น ๆ เพื่อสร้างพันธมิตรที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะช่วยส่งเสริมธุรกิจของ WeWork

แต่ต้องบอกว่าท่าทีของ Adam นั้น แค่ต้องการซื้อ ๆ ๆ ไม่ใช่การหาพันธมิตรแต่อย่างใด ซึ่งการเจรจามักจบลงไม่สวยทุกครั้ง Adam นั้นคิดว่าถ้าเขาควบคุมบริษัทเหล่านี้ได้มันจะทำได้ดีกว่านี้ ซึ่งเป็นความคิดที่ไร้สาระเอามาก ๆ

Adam ทุ่มเงินอย่างดุเดือดจนเมื่อคู่แข่งในธุรกิจสำนักงานและพื้นที่สำนักงานได้รับคำถามจากนักลงทุนว่าเขาวางแผนที่จะเอาชนะ WeWork อย่างไร บริษัทคู่แข่งต่างขยาด เพราะเงินของ Softbank และความกระหายที่อยากซื้อกิจการของ Adam นั้นสูงลิบลิ่ว

แต่สิ่งที่เหลือเชื่อคือ การซื้อบริษัทของ Adam นั้นบางครั้งดูเหมือนคนโง่ และดูจะไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักของ WeWork เลย ตัวอย่างเช่น เขาใช้เงิน 13.8 ล้านดอลลาร์ เพื่อเข้าถือหุ้นใหญ่ใน Wavegarden บริษัทสัญชาติสเปนที่ผลิตสระว่ายน้ำในทะเลสำหรับนักเล่นเซิร์ฟ

Adam อ้างว่าเขาเห็น Wavegarden เป็นยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพสำหรับองค์กรที่ WeWork จะช่วยเหลือในอนาคต แต่ทุกสิ่งทุกอย่างมันดูเหมือนการเล่นของเด็กน้อยมือเติบ ที่เพิ่งเห็นเงินมหาศาลอยู่ในมือเสียมากกว่า

ในห้องประชุมผู้บริหารที่สำนักงานใหญ่ของ WeWork มีรูปถ่ายขนาดใหญ่ของ Adam กำลังโต้คลื่น และนั่นเองทำให้เหล่าผู้บริหารระดับสูงรวมถึงพนักงานต่างสับสนกับการกระทำในครั้งนี้ของ Adam เป็นอย่างมาก

ต้องบอกว่า มาถึงตอนนี้ สถานการณ์ของ WeWork หลังจากได้รับเงินทุนนั้น ดูจะสับสนกับทิศทางของบริษัทเป็นอย่างมาก

Adam ดูเหมือนคนที่ไม่เคยจับเงินจำนวนมากขนาดนี้ ทำให้ความคิดของเขานั้น เพียงแค่จะไล่ซื้อกิจการ หรือซื้อธุรกิจเพื่อมาตอบสนองตัณหาส่วนตัวเพียงเท่านั้น ไม่ได้ใส่ใจถึงยุทธศาสตร์ของบริษัทเลย และที่สำคัญความควาดหวังของ Softbank นั้นสูงลิบลิ่วกับเงินลงทุนจำนวนมหาศาลขนาดนี้

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป หลังจากนี้ Adam จะแบกรับความกดดันจากการลงทุนด้วยเงินจำนวนมหาศาลได้หรือไม่ WeWork จะเดินไปในทิศทางไหนต่อ โปรดอย่าพลาดติดตามต่อในตอนหน้านะครับผม

–> อ่านตอนที่ 10 : Game of Thrones

ย้อนไปอ่านตั้งแต่ตอนแรก & Credit แหล่งข้อมูลบทความ


 


ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA


Line OA


Geek Forever’s Podcast


“Open Your World With Technology


AI , Blockchain และเทคโนโลยีใหม่ ๆ กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในหลายธุรกิจ ทั้ง แวดวงการเงิน สุขภาพ หรือ งานด้านบริการต่าง ๆ ผมเป็นคนหนึ่งที่สนใจเกี่ยวกับ AI หรือ Machine Learning

Podcast ของผมจะเล่าเรื่องราวต่าง รวมถึงเรื่องที่ผมสนใจอื่น ๆ เช่น startup หนังสือ หนัง หรือ กีฬาฟุตบอล อยากชวนคนที่สนใจให้ลองมาติดตาม podcast ของผมกันด้วยนะครับ

ฟังผ่าน podbean
ฟังผ่าน podbean
ฟังผ่าน Apple Podcasts
ฟังผ่าน Apple Podcasts
ฟังผ่าน Google Podcasts
ฟังผ่าน Google Podcasts
ฟังผ่าน Spotify
ฟังผ่าน Spotify
ฟังผ่าน Youtube
ฟังผ่าน Youtube


ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่

Fanpage : www.facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit : www.blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter : www.twitter.com/tharadhol
Instragram : instragram.com/tharadhol
TikTok : tiktok.com/@geek.forever
Youtube : www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin : www.linkedin.com/in/tharadhol
Website : www.tharadhol.com