Billion Dollar Loser ตอนที่ 3 : The Green Desk

Miguel McKelvey เป็นชายที่เกิดมา โดยที่ได้รับการเลี้ยงดูในสถานการณ์ที่ไม่ปกติเฉกเช่นเดียวกับ Adam Neumann เขาได้รับประสบการณ์ที่ครอบครัวแตกแยก แทบไม่ต่างจากที่ Adam พบเจอในวัยเด็กเลย

เรียกได้ว่า Miguel เป็นคนที่หัวขบถมาตั้งแต่เล็ก ด้วยการต่อสู้กับปัญหาภายในครอบครัวที่ถูกพ่อทิ้งไปตั้งแต่วัยเยาว์ ในช่วงฤดูร้อนของมัธยม เขาก็ได้เริ่มทำงานหาเงิน โดยใช้เวลากว่า 12 ชม.ทุก ๆ วัน ที่โรงงานแปรรูปในอลาสก้า โดยมักจะทำงานล่วงเวลาเพิ่มเติมอีก 6 ชั่วโมงเพื่อทำเงินให้ได้มากขึ้น

เขาได้เข้ามาเรียนระดับชั้นมหาวิทยาลัยที่โคโลราโด ซึ่งเป็นวิทยาลัยด้านศิลปศาสตร์เอกชน เขามีเป้าหมายที่่ยิ่งใหญ่ตั้งแต่เด็กไม่แพ้ Adam คือการคิดจะสร้างธุรกิจของตัวเอง

แต่เขาพบว่าตัวเองเกลียดการเรียนเศรษฐศาสตร์อย่างมาก และ ชอบศิลปะมากกว่า อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยมองเห็นบางอย่างในตัว Miguel นั่นคือ เรื่องของสถาปัตยกรรม ที่มันได้กลายเป็นสื่อกลางระหว่างความสนใจและความทะเยอทะยานด้านธุรกิจของเขา

Miguel สำเร็จการศึกษาในปี 1999 หลังจบการศึกษา เขากับเพื่อน ๆ ได้คิดไอเดียในการสร้างเว็บไซต์เพื่อช่วยให้ผู้คนเรียนภาษาอังกฤษแบบพูดได้ พวกเขาจึงได้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์อย่าง English, baby!  ขึ้นมา

Enlish Baby! กับการลองธุรกิจดอทคอมครั้งแรกของ Miguel (CR:daniauchi.wordpress.com)
Enlish Baby! กับการลองธุรกิจดอทคอมครั้งแรกของ Miguel (CR:daniauchi.wordpress.com)

ต้องบอกว่า English, baby! นั้นไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับสถาปัตยกรรมเลย แต่ Miguel จบการศึกษามาในช่วงจุดสูงสุดของธุรกิจดอทคอมที่เฟื่องฟูสุดขีดพอดี พวกเขามองเห็นคนโง่ ๆ บางคนสามารถร่ำรวยได้ด้วยธุรกิจดอทคอม Miguel จึงอยากลองเสี่ยง

แต่เหมือนฝันร้าย เพราะในปี 2000 เกิดฟองสบู่ดอทคอมเข้าอย่างจัง แต่ Miguel และเพื่อน ๆ ของเขาก็ยังมองว่า English, baby! นั้น มีเอกลักษณ์พอ และ ไม่สามารถที่จะ copy ได้ง่าย ๆ

ในวัย 30 ดูเหมือนว่าธุรกิจดอทคอมของเขาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะรุ่ง เขาจึงคิดว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ มันเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์หรือเปล่ากับ English, baby! เขาเริ่มคิดถึงงานด้านสถาปัตยกรรม

ในปี 2004 เขาจึงมุ่งหน้าสู่นิวยอร์ก ทิ้ง English, baby! ไว้เพียงแค่อดีต เขาจึงได้เข้ามาสมัครงานบริษัทด้านสถาปนิกชื่อ JPDA ที่กำลังได้ลูกค้าใหม่อย่าง American Apparel และต้องการรับพนักงานด่วน แม้ Miguel จะห่างจากวงการสถาปัตย์มากว่าครึ่งทศวรรษแล้วก็ตามที

Miguel จึงพร้อมที่จะเริ่มต้นเส้นทางอาชีพใหม่อย่างสถาปนิก ด้วยรายได้ 10 เหรียญต่อชั่วโมง และเขาก็ได้รับงานใหญ่ทันทีหลังจากเข้าทำงานที่ JPDA คือ การเปิดสาขา American Apparel ไปทั่วประเทศ

แม้จะเพิ่งเริ่มงาน แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไปได้ดีในทางนี้ เขาใช้เวลาสี่ปีช่วยเปิดสาขาของ American Apparel มากกว่า 100 แห่ง เขาสนุกกับการทำงานและชอบ American Apparel เป็นอย่างมาก

แต่ก็ต้องบอกว่า หลังจากทำงานไปได้ 4 ปี มันก็ถึงจุดที่เขาต้องตัดสินใจใหม่กับชีวิตอีกครั้ง เขาเริ่มมองว่ารายได้มันไม่ค่อยสัมพันธ์กับรายจ่ายในเมืองนิวยอร์ก ทุกอย่างแพงมาก และอพาร์ทเมนต์ของเขาก็เล็กเหมือนรูหนู

วันหนึ่งเขาตัดสินใจเดินเล่นเตร็ดเตร่ในเมืองเป็นเวลาหลายชั่วโมง เขาคิดว่าความฝันในนิวยอร์กของเขามันคงไม่จบลงเพียงเท่านี้ เขามีความทะเยอทะยานมากกว่านี้ เขาตัดสินใจที่จะเปิดรับโอกาสใหม่ ๆ ให้กับตัวเองอีกครั้ง

ต้องบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญหรือฟ้าลิขิตที่ Miguel ได้มาพบเจอกับ Adam ทั้งสองได้รู้จักกันผ่านเพื่อนของพวกเขาอย่าง Haklay ที่เป็นสถาปนิกที่ทำงานที่บริษัท JPDA ด้วยกัน

Miguel ไม่ค่อยแน่ใจนักว่าอะไรที่ดึงดูดเขาเข้ามหา Adam แต่เรื่องที่น่าสนใจคือทั้งคู่มีอะไรหลาย ๆ อย่างที่คล้ายกันมาก

พวกเขาทั้งคู่เป็นลูกของแม่เลี้ยงเดี่ยวด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งมาจากการเลี้ยงดูที่แปลกแยกจากวัยรุ่นคนอื่น ๆ แต่ต้องบอกว่าทั้งคู่ได้กลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัว

ชีวิตของ Adam เองนั้น ก็ยังต้องดิ้นรนเพื่อทำธุรกิจของเขาให้ประสบความสำเร็จดังที่ใจหวัง แน่นอนว่าทั้งคู่มี passion บางอย่างที่เหมือนกัน ก็คือ พวกเขายังไม่รู้สึกสบายใจเกี่ยวกับเส้นทางเดินชีวิตในตอนนี้ พวกเขามีความทะเยอทะยานมากกว่านั้น

Adam นั้นได้เล่าถึงแนวคิดเก่า ๆ ของเขาที่มหาวิทยาลัยบารุค เกี่ยวกับการสร้างธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้คนมาอาศัยในพื้นที่เดียวกัน เพื่อธุรกิจหรือพักอาศัย Miguel เองก็ดูจะชอบไอเดียนี้ ทั้งคู่จึงใช้เวลา 2-3 เดือนในการหาอาคารที่อยู่อาศัยเพื่อทำการเปลี่ยนแปลงมัน

ในที่สุดพวกเขาทั้งคู่ ก็ได้เห็นบ้านหลังหนึ่งที่ 68 Jay Street ตัว Adam เองนั้นรู้จากประสบการณ์ที่เขาเคยมีว่าการจัดการอสังหาริมทรัพย์ เป็นสิ่งที่ท้าทายที่สุดอย่างหนึ่ง

Adam จึงได้บอก Miguel เกี่ยวกับคนรู้จักของเขาที่ดำเนินธุรกิจแบ่งพื้นที่สำนักงานขนาดใหญ่ออกเป็นหน่วยเล็ก ๆ เพื่อให้เช่าแต่ละส่วนกับบริษัทเล็ก ๆ ซึ่ง Miguel เองก็มีความคิดเกี่ยวกับการออกแบบสำนักงานมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว

พวกเขาไม่รอช้าตัดสินใจลุยทันที พวกเขาได้เข้าไปคุยกับเจ้าของบ้านที่ชื่อ Joshua Guttman ว่า จะยอมให้พวกเขาทั้งคู่เปลี่ยนชั้นที่ว่างเปล่าที่กำลังปรับปรุงอยู่นั้น ให้กลายเป็นห้องเช่าสำหรับสำนักงานขนาดเล็กได้หรือไม่

ดูเหมือน Guttman จะไม่สนใจ แต่ตัดสินใจที่จะให้ลองกับอาคารอื่นในบริเวณใกล้เคียงแทน ซึ่งเป็นโรงงานกาแฟอายุกว่าศตวรรษที่ก่อด้วยอิฐเปลือย และมองเห็นทิวทัศน์ของ East River

โรงงานกาแฟอายุกว่าศตวรรษที่ก่อด้วยอิฐเปลือยของ Guttman (CR:Business Insider)
โรงงานกาแฟอายุกว่าศตวรรษที่ก่อด้วยอิฐเปลือยของ Guttman (CR:Business Insider)

Guttman ได้ถาม Adam ว่าจะทำอะไรกับพื้นที่ว่างเปล่าเหล่านี้ แต่แทนที่จะสร้างกำแพงขึ้นมา Adam ได้บอกว่าเขาจะแบ่งพื้นที่ออกเป็นสำนักงานกึ่งส่วนตัวโดยมีพนักงานต้อนรับคนเดียวคอยจัดการให้ทุกอย่าง และจะแบ่งผลกำไรให้ Guttman จึงบอกให้เขาไปคิดแผนธุรกิจให้เป็นเรื่องเป็นราวมาเสนอเขาอีกครั้ง

ในคืนนั้น Miguel จึงได้เริ่มสร้างแผนธุรกิจ เขาตัดสินใจว่าพื้นที่ใหม่นี้จะเรียกว่า Green Desk เพื่อกำหนดเป้าหมายผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

พวกเขาทั้งคู่ไม่ได้เป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด แต่พวกเขาคิดเพียงแค่ว่าการสร้างแบรนด์จะดึงดูดลูกค้าประเภทที่พวกเขาต้องการ และสร้างจุดเด่นให้กับพวกเขาได้

เช้าวันรุ่งขึ้น Miguel เข้ามาพร้อมกับแผนผังชั้นคร่าว ๆ และสเปรดชีดหน้าเดียว ซึ่งจัดทำโมเดลธุรกิจพื้นฐาน โดยหวังว่าหากพวกเขาทำทุกอย่างเสร็จในช่วงข้ามคืน Guttman จะคิดว่าพวกเขาวางแผนสิ่งเหล่านี้มาหลายเดือนแล้ว

ซึ่งแน่นอนเมื่อ Guttman ได้เห็นแผน ก็ตัดสินใจอนุมัติทันที เขาตกลงที่จะปรับปรุงพื้นที่ และลงขันกัน 5,000 ดอลลาร์ เพื่อเริ่มสร้างมัน

Adam ยังคงทำธุรกิจเสื้อผ้าเด็ก แต่ Miguel นั้นได้เริ่มเข้าสู่ธุรกิจใหม่อย่าง Green Desk แบบเต็มเวลา ซึ่งได้ทำการออกแบบพื้นที่ร่วมกับ Haklay ซึ่งเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนคนที่สาม

พวกเขาได้ซื้อบล็อกขายเนื้อที่ IKEA เพื่อใช้เป็นโต๊ะทำงาน และวางผนังกระจกกั้นระหว่างแต่ละห้อง Miguel ได้ทำการโพสต์โฆษณาบน Craigslist และเริ่มโปรโมตแก่ผู้เช่าที่สนใจ โดยไม่มีอะไรมากไปกว่าการปิดเทปบนพื้นที่เพื่อทำเครื่องหมายว่า สำนักงานจะอยู่ที่ไหน

แต่ต้องบอกว่า ในขณะที่พวกเขากำลังเตรียมตัวกับธุรกิจใหม่ในฤดูใบไม้ผลิปี 2008 เวลานั้นดูเหมือนไม่มีอะไรจะเลวร้ายไปกว่าการที่เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในภาวะตกต่ำ จาก Hamburger Crisis ต้องบอกว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ไม่ดีเอาเสียเลย

Guttman เองก็ได้เตือนว่า ผู้คนจะไม่เช่าสำนักงานใหม่ในตลาดขาลงแบบนี้ บริษัทใหญ่ ๆ ต่างรวมตัวกัน ธุรกิจขนาดเล็กต่างล่มสลาย และฟรีแลนซ์ก็ย้ายตัวเองไปทำงานจากที่บ้าน

แต่เรื่องราวสุดเหลือเชื่อก็เกิดขึ้น หลังจากทำการเปิดตัว Green Desk อย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม มันก็ได้รับความนิยมแบบทันทีทันใด

ทุกคนไม่อยากอยู่บ้านเพราะกลัวเป็นโรคซึมเศร้า Green Desk ได้ลูกค้าทั้งนักออกแบบแฟชั่น บริษัทเอกชน ผู้พัฒนา Font เว็บไซต์อย่าง Gothamist รวมถึงธุรกิจอื่น ๆ อีกมากมายเข้ามาเช่าพื้นที่ใน Green Desk

แม้ Miguel เองจะประหยัดงบแบบสุด ๆ ด้วยการใช้เฟอร์นิเจอร์จาก IKEA ทั้งหมดในการตกแต่งสำนักงาน แต่พื้นที่ดังกล่าวนั้นกลายเป็นสิ่งใหม่ มันได้กลายเป็นชุมชนขนาดเล็กที่พร้อมไปด้วยชั่วโมงแห่งความสุข และการสนทนารอบ ๆ เครื่องชงกาแฟ ของเหล่าผู้เช่า

Green Desk เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเพิ่มพื้นที่ ทีละชั้นในอาคารของ Guttman ต้องบอกว่าสิ่งที่ผู้คนสนใจมากที่สุดคือความยืดหยุ่นของสัญญาเช่าแบบเดือนต่อเดือน และความรู้สึกสนิทสนมกันที่หาไม่ได้จากสำนักงานให้เช่าแห่งอื่น ๆ ในนิวยอร์ก

Guttman ต้องการขยาย Green Desk ไปยังอาคารอื่น ๆ ในบรุกลินของเขา แต่ Adam และ Miguel นั้นเริ่มคิดแผนการที่ใหญ่ขึ้น เขาอยากเปลี่ยนแนวคิดเรื่องการเปลี่ยนโลกด้วยคำว่าสีเขียว

เขามองว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่อง Green Desk ที่ดูเหมือนจะเป็นชื่อที่เน้นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มันเป็น Concept ตั้งชื่อเพื่อสร้างความแตกต่างเท่านั้น แต่เขามองเห็นอะไรบางอย่างมากกว่านั้น

เหล่าคนงาน พนักงานในบริษัทต่าง ๆ ต่างเริ่มมองการเชื่อมโยงกันทางกายภาพในโลกยุคดิจิตอล ในยุคที่ผู้คนเริ่มห่างเหินกัน เหล่าผู้คนพร้อมที่จะรับความเสี่ยงกับแนวคิดสำนักงานให้เช่าแบบนี้ แม้จะอยู่ในช่วงเศรษฐกิจถดถอยก็ตาม มันไม่ใช่แค่กระแสชั่วครั้งชั่วคราว แต่มันกำลังจะสร้าง Impact ระดับชาติ หรือ อาจจะทั่วโลกได้เลยด้วยซ้ำ

ต้องบอกว่า ชายสองคนที่มีความทะเยอะทะยานสูง กำลังร่วมมือกัน เปลี่ยนธุรกิจสำนักงานให้เช่า แบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในยุคนั้น ทำให้ Model Green Desk ของพวกเขาทั้งคู่ได้รับความนิยมแบบสุดขีด

ดูเหมือนนี่คือจุดเริ่มต้นในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า ที่จะตามมาภายหลัง แล้วเรื่องราวของทั้งคู่จะเป็นอย่างไรต่อ ธุรกิจใหม่ของพวกเขาจะก้าวไปได้ไกลแค่ไหน โปรดอย่าพลาดติดตามต่อในตอนหน้านะครับผม

–> อ่านตอนที่ 4 : WeWork – Revolution at Work

ย้อนไปอ่านตั้งแต่ตอนแรก & Credit แหล่งข้อมูลบทความ


 


ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA



Geek Forever Club พื้นที่ของการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ด้านธุรกิจ เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ ใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ



Geek Forever’s Podcast


“Open Your World With Technology


AI , Blockchain และเทคโนโลยีใหม่ ๆ กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในหลายธุรกิจ ทั้ง แวดวงการเงิน สุขภาพ หรือ งานด้านบริการต่าง ๆ ผมเป็นคนหนึ่งที่สนใจเกี่ยวกับ AI หรือ Machine Learning

Podcast ของผมจะเล่าเรื่องราวต่าง รวมถึงเรื่องที่ผมสนใจอื่น ๆ เช่น startup หนังสือ หนัง หรือ กีฬาฟุตบอล อยากชวนคนที่สนใจให้ลองมาติดตาม podcast ของผมกันด้วยนะครับ

ฟังผ่าน podbean
ฟังผ่าน podbean
ฟังผ่าน Apple Podcasts
ฟังผ่าน Apple Podcasts
ฟังผ่าน Google Podcasts
ฟังผ่าน Google Podcasts
ฟังผ่าน Spotify
ฟังผ่าน Spotify
ฟังผ่าน Youtube
ฟังผ่าน Youtube


ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่

Fanpage : www.facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit : www.blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter : www.twitter.com/tharadhol
Instragram : instragram.com/tharadhol
TikTok : tiktok.com/@geek.forever
Youtube : www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin : www.linkedin.com/in/tharadhol
Website : www.tharadhol.com