สหรัฐฯ อาจแพ้ราบคาบ? ไม่ต้องล้ำก็ครองโลกได้ เมื่อจีนเดินเกมยึด “ชิปตกยุค” ทั้งโลก

ถ้าเราลองเปิดอ่านข่าวเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยีในช่วงปีที่ผ่านมา เรื่องที่ยึดพื้นที่สื่อได้มากที่สุดคงหนีไม่พ้นสงคราม AI

ผู้นำใน Washington ต่างพากันพูดถึงสมรภูมิแห่งโลกอนาคตนี้ ทุกคนกำลังจับตามองไปที่ชิปประมวลผลขั้นสูงและโมเดล AI ที่ฉลาดล้ำหน้า

เม็ดเงินมหาศาลกำลังถูกทุ่มลงไปเพื่อตอบคำถามเดียว ใครจะเป็นผู้สร้างไมโครชิปที่เล็กที่สุดและทรงพลังที่สุดในโลกได้

เรากำลังพูดถึงสถาปัตยกรรมระดับ 3 nanometer หรือเล็กกว่านั้น มันคือจุดสูงสุดของวิศวกรรมที่มนุษย์เคยสร้างมาเลยทีเดียว

สหรัฐอเมริกาถึงกับต้องออกกฎหมาย CHIPS Act และควักเงินกว่าห้าหมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อดึงโรงงานผลิตชิปสุดล้ำเหล่านี้กลับมาตั้งบนแผ่นดินของตัวเอง

เป้าหมายคือการรักษาตำแหน่งผู้นำในสงครามเทคโนโลยีนี้ไว้ให้ได้

แต่รู้หรือไม่ว่า ภายใต้แสงไฟที่สาดส่องไปที่ความล้ำสมัย มันมีจุดบอดขนาดใหญ่ซ่อนอยู่…

ชิปที่ล้ำหน้าที่สุดพวกนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวของความต้องการซิลิคอนทั้งหมดบนโลกใบนี้

ความจริงที่หลายคนมองข้ามคือ อุปกรณ์ส่วนใหญ่ที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวัน ไม่ได้ต้องการชิปที่ฉลาดที่สุด แต่มันต้องการสิ่งที่เรียกว่า “Legacy chips”

มันคือชิปเทคโนโลยีรุ่นเก่าที่มีอายุหลายสิบปี ต้นทุนการผลิตถูกแสนถูก และไม่ได้ผลิตในโรงงานสุดหรูในรัฐ Arizona

ในวงการเซมิคอนดักเตอร์ชิปกลุ่มนี้คือสถาปัตยกรรมระดับ 28 nanometer หรือเก่ากว่านั้น ซึ่งเริ่มใช้เชิงพาณิชย์มาตั้งแต่ปี 2011 ถือว่าเป็นของโบราณในโลกเทคโนโลยี

แน่นอนว่าเราคงไม่อยากได้ชิปโบราณแบบนี้ไปใส่ในสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ หรือเอาไปใช้ในเซิร์ฟเวอร์ AI ของ NVIDIA

แต่ถ้าเรากำลังสร้างรถยนต์ไฟฟ้า ตู้เย็นอัจฉริยะ แขนหุ่นยนต์ในโรงงาน หรือแม้กระทั่งกระสุนปืนใหญ่ ชิปที่เราต้องการคือรุ่นเก่าพวกนี้เท่านั้น…

เหตุผลก็คือชิปกลุ่มนี้มีขนาดใหญ่กว่า ทำให้มันมีความทนทานสูงมาก ทนต่อความร้อนจัดในห้องเครื่องยนต์และรังสีรุนแรงได้ดี

ในขณะที่ชิปขนาดจิ๋วสุดล้ำนั้นเปราะบางและอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมมากกว่า ชิปรุ่นเก่าจึงเปรียบเสมือนชนชั้นแรงงานที่คอยขับเคลื่อนโลกดิจิทัลอยู่เบื้องหลัง

การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV ทำให้ความต้องการชิปกลุ่มนี้ระเบิดขึ้นอย่างมหาศาล รถยนต์หนึ่งคันต้องใช้ชิปเหล่านี้มากถึงสามพันตัว

ถ้ารถยนต์คันละหลายล้านบาทขาดชิปควบคุมกระจกหน้ารถราคาไม่กี่สิบเรนต์ไปเพียงตัวเดียว รถคันนั้นก็ไม่สามารถขายออกจากโรงงานได้เลย…

และเมื่อสหรัฐอเมริกาสั่งแบนไม่ให้จีนเข้าถึงเทคโนโลยีและเครื่องจักรผลิตชิปขั้นสูง

เมื่อรู้ตัวว่าถูกต้อนให้จนมุมและไม่สามารถปีนขึ้นไปสู่เทคโนโลยีระดับบนสุดได้

รัฐบาลปักกิ่ง จึงตัดสินใจเดินหมากที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลก

พวกเขาเปลี่ยนกลยุทธ์อย่างรุนแรง หันมาทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดเพื่อยึดครองฐานรากของอุตสาหกรรม นั่นก็คือตลาดชิปรุ่นเก่านั่นเอง

อาวุธที่พวกเขาใช้คือสิ่งที่โลกทุนนิยมตะวันตกไม่มีทางต่อกรได้ มันคือเงินอุดหนุนแบบไร้ขีดจำกัดจากภาครัฐ…

เรื่องราวการรุ่งเรืองและล่มสลายแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีตโลกของเราเคยเห็นภาพยนตร์ม้วนนี้ฉายซ้ำมาแล้วในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด

ย้อนกลับไปช่วงต้นยุค 2000 ยุโรปและอเมริกาคือผู้บุกเบิกเทคโนโลยีแผงโซลาร์เซลล์ เยอรมนีเป็นผู้นำตลาดที่ดูเหมือนจะครองอุตสาหกรรมนี้ไปอีกแสนนาน

แต่เมื่อรัฐบาลจีนมองเห็นว่านี่คือยุทธศาสตร์สำคัญ พวกเขาก็เปิดฉากทุ่มเงินอุดหนุนโรงงานในประเทศอย่างบ้าคลั่ง

แจกที่ดินฟรี ให้เงินกู้ดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์ และคืนภาษีมหาศาล ผลลัพธ์ที่ตามมาคือหายนะของบริษัทฝั่งตะวันตก…

ตลาดโลกถูกท่วมท้นไปด้วยแผงโซลาร์เซลล์ราคาถูกจากจีน ราคาร่วงหล่นลงมาต่ำกว่าต้นทุนการผลิตจริงเสียอีก

บริษัทตะวันตกที่ต้องแข่งขันในระบบทุนนิยมเสรี ไม่สามารถแบกรับการขาดทุนได้ สุดท้ายบริษัทยักษ์ใหญ่ของเยอรมันอย่าง Solar World ก็ต้องยื่นล้มละลาย

มันคือการล่มสลายของอุตสาหกรรมตะวันตกที่ถูกแทนที่ด้วยมหาอำนาจใหม่ ปัจจุบันจีนควบคุมการผลิตแผงโซลาร์เซลล์กว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของโลก

และวันนี้พวกเขากำลังใช้ Playbook เล่มเดิม เพื่อสร้างเรื่องราวการล่มสลายครั้งใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ตะวันตก…

ทำไมตะวันตกถึงสู้เรื่องราคาไม่ได้เลย คำตอบซ่อนอยู่ในโครงสร้างเศรษฐศาสตร์อันโหดร้ายของการสร้างโรงงานผลิตชิป

ต้นทุนที่แพงที่สุดของการทำโรงงานไม่ใช่ค่าแรงคนงานหรือวัตถุดิบ แต่มันคือค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรและสิ่งก่อสร้างที่สูงลิบลิ่ว

การสร้างโรงงานใหม่ต้องใช้เงินลงทุนระดับสองหมื่นล้านดอลลาร์ และตามหลักการบัญชีเงินก้อนนี้ต้องถูกทยอยหักเป็นค่าใช้จ่ายทุกปี

นั่นหมายความว่าชิปทุกตัวที่ผลิตออกมา จะต้องแบกรับภาระค่าผ่อนโรงงานมหาศาลนี้เอาไว้ ทำให้ราคาขั้นต่ำไม่สามารถลดลงไปได้มากกว่านี้แล้ว

แต่สำหรับโรงงานในจีน รัฐบาลเข้ามาช่วยลบต้นทุนส่วนนี้ทิ้งไปจนแทบจะเหลือศูนย์ผ่านการอุดหนุนสารพัดรูปแบบ

ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน เงินกู้ หรือกองทุน Big Fund Phase 3 มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อหนุนหลังโดยเฉพาะ…

บริษัทอย่าง SMIC จึงไม่ต้องตั้งราคาชิปเพื่อเอาไปผ่อนโรงงาน พวกเขาแค่ขายให้ครอบคลุมค่าไฟและค่าน้ำที่รัฐอุดหนุนให้อีกทอดก็พอ

นอกจากนี้จีนยังครองตลาดวัตถุดิบต้นน้ำอย่างซิลิคอนดิบ ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนได้เบ็ดเสร็จตั้งแต่ต้นจนจบ

ความตลกร้ายของเรื่องนี้คือ นโยบายกีดกันของสหรัฐอเมริกาเองนั่นแหละ ที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้จีนต้องเดินเกมนี้

การห้ามไม่ให้จีนซื้อเครื่องจักร EUV จากบริษัท ASML ทำให้จีนเอาเงินทุนมหาศาลไปซื้อเครื่องจักรรุ่นเก่าอย่าง DUV แทน

เมื่อปีนขึ้นข้างบนไม่ได้ จีนจึงหันมาขยายฐานรากออกด้านข้างจนกว้างใหญ่ไพศาล กลายเป็นการยิงปืนใส่เท้าตัวเองของฝั่งตะวันตก

บริษัทอย่าง Texas Instruments หรือ Global Foundries กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เพราะต้องตอบคำถามผู้ถือหุ้นเรื่องกำไร…

แม้จะพยายามสร้างโรงงานในอเมริกา แต่ต้นทุนก็แพงกว่าเอเชียมหาศาล เวเฟอร์ที่ผลิตใน Arizona มีต้นทุนแพงกว่าไต้หวันเกือบสามเท่า

เมื่อต้องเจอกับชิปจีนราคาไม่กี่เซ็นต์ บริษัทตะวันตกย่อมสูญเสียส่วนแบ่งตลาด กำไรหดหาย และอาจต้องปิดตัวลงในที่สุด

หลายคนอาจจะแย้งว่าจีนก็แค่ผลิตชิปมาใช้เองในประเทศ ไม่ได้ตั้งใจจะมายึดครองโลกเสียหน่อย

แต่ตัวเลขการขยายกำลังการผลิตของจีนในตอนนี้ มันมากกว่าผลรวมของทั้งโลกเสียอีก ซึ่งเกินความต้องการในประเทศไปมาก

เมื่อสินค้าล้นตลาด สิ่งที่จีนจะทำก็คือการส่งออกส่วนเกินไปทั่วโลก เพื่อกดดันให้โรงงานตะวันตกต้องออกจากเกม

ถ้าตะวันตกปล่อยให้ภาพนี้เกิดขึ้น โลกทั้งใบจะต้องพึ่งพาอุปกรณ์พื้นฐานจากจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย…

ทางออกที่ดูง่ายที่สุดคือการตั้งกำแพงภาษี สหรัฐอเมริกาอาจจะใช้กฎหมายการค้าเก็บภาษีชิปจีนแบบเต็มพิกัด

แต่ปัญหามันซับซ้อนกว่านั้นมาก เพราะชิปพวกนี้ไม่ได้ส่งออกเป็นกล่องๆ แต่มันฝังตัวอยู่ในสินค้าสำเร็จรูปที่เรียกว่า “Embedded chips”

ชิปจีนถูกส่งไปประกอบเป็นเครื่องซักผ้า ตู้เย็น หรือชิ้นส่วนรถยนต์ในเวียดนาม ก่อนจะส่งมาขายที่อเมริกา

ถ้าอเมริกาจะเก็บภาษีชิปพวกนี้ ศุลกากรต้องรื้อสินค้าทุกชิ้นเพื่อดูว่ามีชิปจีนซ่อนอยู่หรือไม่ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ

บริษัทอเมริกันเกือบครึ่งยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในสินค้าของตัวเองมีชิปจีนผสมอยู่หรือไม่ ห่วงโซ่อุปทานมันทึบแสงจนตรวจสอบไม่ได้

ถ้าจะเหวี่ยงแหเก็บภาษีสินค้าที่มีชิปเหล่านี้ ผลกรรมจะตกไปอยู่ที่ผู้บริโภคชาวอเมริกันที่ต้องซื้อของแพงขึ้นอย่างมหาศาล…

ตอนนี้รัฐบาลตะวันตกกำลังยืนอยู่บนทางสองแพร่งที่เจ็บปวด หากปล่อยไว้โครงสร้างพื้นฐานของโลกจะตกอยู่ในมือคู่แข่ง

แต่ถ้าใช้กำแพงภาษีรุนแรง ก็เท่ากับสร้างวิกฤตเงินเฟ้อครั้งใหญ่ให้กับประชาชนของตัวเอง

เพราะฉะนั้นสงครามเทคโนโลยีครั้งนี้อาจไม่ได้ตัดสินกันที่ความก้าวล้ำของ AI หรือสถาปัตยกรรมระดับนาโนเมตรที่ทุกคนให้ความสนใจ

แต่มันอาจจะตัดสินกันที่ว่า ใครคือผู้กุมชะตาของชิ้นส่วนที่ดูธรรมดาที่สุด แต่ขาดไม่ได้แม้แต่ชิ้นเดียวในโลกความจริง…

References : [itif, commerce, bloomberg, reuters, csis, behindasia]