Geek Daily EP372 : มหากาพย์สงครามแย่งชิง RAM ทำไมคอมพิวเตอร์และมือถือถึงเตรียมขึ้นราคา?

เคยสังเกตไหมครับ… ว่าทำไมช่วงนี้แค่คิดจะประกอบคอมพิวเตอร์ใหม่สักเครื่อง หรือเปลี่ยนสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ราคามันถึงพุ่งทะยานไปไกลจนน่าตกใจ

หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเพราะปัญหาเศรษฐกิจ… แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความเงียบนี้ น่ากลัวและใกล้ตัวกว่านั้นมากครับ

ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของโลกดิจิทัล กำลังถูกสูบหายไปจากตลาดอย่างเงียบเชียบ มันไม่ใช่น้ำมัน ไม่ใช่ทองคำ… แต่มันคือ “RAM” ชิ้นส่วนเล็กๆ ที่เป็นหัวใจหลักของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชิ้นบนโลก

ในขณะที่ยักษ์ใหญ่แห่งวงการเทคโนโลยี กำลังเฉลิมฉลองให้กับความรุ่งโรจน์ขั้นสุดของยุค AI ทุ่มเงินมหาศาลเพื่อแย่งชิงทรัพยากร… พวกเขากำลังทิ้งให้ผู้บริโภคตาดำๆ อย่างเรา ต้องเผชิญกับวิกฤตของขาดตลาด และเตรียมรับแรงกระแทกจากราคาอุปกรณ์ไอทีที่กำลังจะแพงขึ้นเป็นประวัติการณ์

พอดแคสต์ EP นี้จะพาไปเจาะลึกเบื้องหลัง “มหากาพย์สงครามแย่งชิง RAM” วิกฤตเงียบที่กำลังจะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์วงการเทคโนโลยี และเข้ามาล้วงเงินในกระเป๋าของคุณโดยไม่ทันตั้งตัว… ต้นตอของเรื่องนี้มาจากไหน และใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://is.gd/jBiywU

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://is.gd/ceExA8

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://is.gd/rg6D4I

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/WjeEoqfg04s

ถอดบทเรียน Cambricon พลิกนรกสงครามเทคโนโลยี จากเกือบล้มละลาย สู่ป้อมปราการ AI จีน

ลองจินตนาการภาพตามดูนะครับ สมมุติว่าเราสร้างบริษัทเทคโนโลยีขึ้นมาด้วยสองมือ ปลุกปั้นจนมันกำลังจะกลายเป็นบริษัทระดับโลก

แต่จู่ ๆ มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกากลับชี้หน้าบอกว่า ห้ามใครบนโลกใบนี้ทำธุรกิจกับบริษัทของเราเด็ดขาด

มันไม่ใช่แค่การกีดกันทางการค้าทั่วไป แต่มันคือการตัดท่อน้ำเลี้ยงและยึดทุกเครื่องมือที่จำเป็นในการทำธุรกิจไปจนหมดสิ้น…

ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกต่างมองด้วยสายตาเวทนาและพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า บริษัทแห่งนี้เตรียมตัวล้มละลายได้ภายในไม่กี่เดือน

เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงพล็อตในภาพยนตร์ แต่มันเกิดขึ้นจริงในเดือนธันวาคมปี 2022 กับบริษัท AI สัญชาติจีนแห่งหนึ่ง

แต่แทนที่บริษัทนี้จะล้มหายตายจากไปตามที่ทุกคนคาดการณ์ เวลาผ่านไปไม่ถึง 3 ปี พวกเขากลับสร้างปาฏิหาริย์…

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 บริษัทที่ทุกคนคิดว่าตายไปแล้ว กลับประกาศตัวเลขรายได้ 2,880 ล้านหยวน

ที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือพวกเขาสามารถฟันกำไรสุทธิไปได้ถึง 1,380 ล้านหยวน พลิกนรกกลับมาผงาดได้อย่างน่าชื่นชม

นี่คือเรื่องราวของบริษัทออกแบบชิปที่มีชื่อว่า Cambricon

เรื่องราวทั้งหมดต้องย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของชายหนุ่มที่มีชื่อว่า Chen Tianshi

เขาไม่ใช่วิศวกรธรรมดา แต่เป็นอัจฉริยะตัวจริงที่เรียนจบปริญญาเอกด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ตั้งแต่อายุเพียง 24 ปี

หลังจากนั้นเขากับพี่ชายที่ชื่อ Chen Yunji ได้เข้าไปทำงานเป็นนักวิจัยอยู่ที่ Chinese Academy of Sciences…

ในช่วงเวลานั้นกระแสเรื่อง AI กำลังเริ่มก่อตัวและมาแรงไปทั่วโลก

แต่สองพี่น้องคู่นี้กลับมองเห็นปัญหาใหญ่ที่ซ่อนอยู่ใต้พรมและเป็นความท้าทายที่จีนกำลังเผชิญ

นั่นคือการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติมากจนเกินไป

ประเทศจีนอาจจะมีบริษัทซอฟต์แวร์ที่เก่งกาจและมีแอปพลิเคชันที่คนใช้กันหลายร้อยล้านคน

แต่สมองกลที่ใช้ประมวลผล AI ทั้งหมด หรือที่เราเรียกกันว่าชิป กลับต้องนำเข้าจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด

โดยเฉพาะการพึ่งพาบริษัทอเมริกันอย่าง Nvidia และ Intel…

ตัวของ Chen Tianshi รู้ดีว่าหากจีนอยากก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้าน AI อย่างแท้จริง การยืมจมูกคนอื่นหายใจแบบนี้คือความเสี่ยงระดับชาติ

พวกเขาไม่ได้แค่นั่งทำวิจัยบนหน้ากระดาษต่อไป แต่ตัดสินใจสร้างโปรเจกต์ที่ชื่อว่า Diannao ขึ้นมา

มันไม่ใช่แค่งานวิจัยส่งอาจารย์ แต่มันคือต้นแบบชิปที่พิสูจน์ให้โลกเห็นถึงความเป็นไปได้ใหม่…

ชิปตัวนี้ถูกออกแบบมาเพื่อประมวลผล AI โดยเฉพาะ หรือที่เรียกว่าการคำนวณแบบ Neural Networks

ผลลัพธ์ที่ได้คือมันทำงานได้เร็วกว่าและประหยัดพลังงานกว่า CPU ทั่วไปอย่างมหาศาล

นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ Chen Tianshi รู้ว่างานวิจัยในห้องแล็บมันเปลี่ยนประเทศไม่ได้

ประเทศจีนต้องการผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้และสามารถนำไปแข่งขันในตลาดโลกได้จริง

เขาจึงตัดสินใจครั้งใหญ่ด้วยการลาออกจากสถาบันวิจัยและก่อตั้งบริษัทของตัวเองขึ้นมาในปี 2016

พวกเขาตั้งชื่อบริษัทแห่งนี้ว่า Cambricon…

ชื่อนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากยุค Cambrian ในประวัติศาสตร์โลก

ซึ่งเป็นยุคที่สิ่งมีชีวิตบนโลกเกิดการระเบิดทางสายพันธุ์อย่างหลากหลายและรวดเร็ว

เป้าหมายของพวกเขาจึงยิ่งใหญ่ นั่นคือการจุดชนวนระเบิดให้เกิดยุคใหม่ของชิป AI เฉพาะทาง

แต่การมีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า ก็ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่าจะประสบความสำเร็จในโลกธุรกิจเสมอไป

Cambricon ในตอนนั้นก็เหมือนสตาร์ทอัปทั่วไปที่ต้องการลูกค้ารายใหญ่มาช่วยยืนยันว่าของพวกเขาดีจริง

และในที่สุดพวกเขาก็ได้เจอกับโอกาสทอง ซึ่งก็คือบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Huawei…

ในตอนนั้น Huawei กำลังขยายอาณาจักรจากแค่เสาสัญญาณโทรคมนาคมมาสู่ตลาดสมาร์ทโฟน

พวกเขากำลังพัฒนาชิปเรือธงของตัวเองที่ชื่อว่า Kirin และรู้ดีว่าอนาคตของมือถือคือ AI

มือถือยุคใหม่ต้องการหน่วยประมวลผล AI โดยเฉพาะ หรือที่เราเรียกกันว่า NPU

และชิป Cambricon 1A ของสองพี่น้องก็เข้ามาตอบโจทย์นี้พอดิบพอดี

มันคือฮาร์ดแวร์ AI ที่ถูกออกแบบมาให้ประหยัดพลังงานและแรงพอที่จะรันบนสมาร์ทโฟนได้

ถึงแม้ Cambricon จะเป็นบริษัทใหม่ แต่ Huawei ก็ทดสอบชิปนี้อย่างเข้มงวดจนผ่านเกณฑ์ทั้งหมด…

ในปี 2017 ประวัติศาสตร์ก็ถูกจารึกเมื่อ Huawei ประกาศเปิดตัวชิป Kirin 970

พร้อมประกาศว่าชิปตัวนี้มี NPU ที่พัฒนาร่วมกับ Cambricon ซ่อนอยู่ข้างใน

นี่ไม่ใช่การทดลองตลาดเล็ก ๆ แต่มันคือการใส่ชิปของพวกเขาลงในมือถือเรือธงที่ขายไปทั่วโลกหลายล้านเครื่อง

ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์มหาศาล Huawei ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าแรก ๆ ที่มีสมาร์ทโฟน AI อัจฉริยะ

ส่วน Cambricon ก็ได้พิสูจน์ตัวเองในเวทีระดับโลกและแจ้งเกิดได้แทบจะทันที

จากบริษัทที่แยกตัวออกมาจากมหาวิทยาลัย พวกเขากลายเป็นผู้เล่นที่น่าจับตามองที่สุดในวงการ…

นักลงทุนต่างต่อคิวกันนำเงินมาให้ มูลค่าบริษัททะยานทะลุ 1,000 ล้านดอลลาร์จนกลายเป็นยูนิคอร์น

รัฐบาลจีนเองก็ไม่รอช้า ดึงพวกเขาเข้าสู่แผนยุทธศาสตร์ชาติ Made in China 2025

เพื่อเป็นหัวหอกสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศ

แรงส่งนี้พุ่งไปถึงขีดสุดในเดือนกรกฎาคมปี 2020 เมื่อ Cambricon สามารถเข้าตลาดหุ้นได้สำเร็จ

พวกเขาทำ IPO บนตลาด STAR Market ของเซี่ยงไฮ้ และระดมทุนไปได้มหาศาล

นักลงทุนไม่ได้มองแค่ตัวเลขขาดทุนในปัจจุบัน แต่พวกเขากำลังเดิมพันกับอนาคตโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ของจีน…

ณ จุดนั้น ดูเหมือนว่าเส้นทางของ Cambricon จะโรยด้วยกลีบกุหลาบและมีแต่คำว่ารุ่งโรจน์

แต่ในโลกธุรกิจมักมีความโหดร้ายซ่อนอยู่เสมอ ความท้าทายแรกไม่ได้มาจากคู่แข่งที่ไหนไกล

แต่มันมาจากพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของพวกเขาอย่าง Huawei นั่นเอง

ในช่วงปี 2018 ถึง 2019 Huawei กำลังโดนแรงกดดันจากสหรัฐอเมริกาอย่างหนัก

พวกเขาจึงเริ่มตระหนักว่าการพึ่งพาซัพพลายเออร์แม้จะเป็นบริษัทจีนด้วยกันก็ยังมีความเสี่ยง

Huawei จึงตัดสินใจครั้งใหญ่ด้วยการพัฒนาชิป NPU ของตัวเองผ่านบริษัทลูกที่ชื่อ HiSilicon…

คำสั่งซื้อจาก Huawei ที่เคยเป็นเส้นเลือดใหญ่ของ Cambricon ลดลงอย่างฮวบฮาบ

รายได้ที่เคยพึ่งพาพันธมิตรรายนี้พังทลายลงมาอย่างรวดเร็ว โมเดลธุรกิจที่เคยสวยหรูแตกสลายในพริบตา

Cambricon สูญเสียลูกค้ารายใหญ่ที่สุด และสูญเสียผลงานชิ้นโบแดงที่จะนำไปใช้โชว์ลูกค้ารายอื่น

บริษัทกำลังเมาหมัดอย่างหนักและพยายามดิ้นรนหาลูกค้ารายใหม่เข้ามาทดแทน

แต่ในขณะที่พวกเขากำลังพยายามประคองตัวลุกขึ้นยืน หมัดน็อกที่หนักที่สุดก็ถูกปล่อยออกมา

ในเดือนธันวาคมปี 2022 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาประกาศเพิ่มชื่อ Cambricon เข้าไปใน “Entity List”…

คำนี้อาจจะฟังดูธรรมดา แต่นี่คือโทษประหารชีวิตสำหรับบริษัทเทคโนโลยี

การติดอยู่ในบัญชีดำนี้หมายความว่าบริษัทสัญชาติอเมริกาหรือบริษัทใดก็ตามที่ใช้เทคโนโลยีของอเมริกา

ห้ามทำธุรกิจ ห้ามซื้อ ห้ามขาย หรือส่งมอบเทคโนโลยีใด ๆ ให้กับ Cambricon โดยเด็ดขาด

ผลกระทบของมันรุนแรงระดับแผ่นดินไหว เพราะพวกเขาถูกตัดขาดจากเครื่องมือออกแบบชิป

การออกแบบชิปที่ซับซ้อนต้องใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะทางที่เรียกว่า EDA

และเจ้าตลาดซอฟต์แวร์นี้คือบริษัทอเมริกันอย่าง Synopsys และ Cadence…

การไม่มีเครื่องมือเหล่านี้ ก็เหมือนสถาปนิกที่พยายามออกแบบตึกระฟ้าโดยไม่มีโปรแกรมออกแบบแปลนตึก

นอกจากนี้พวกเขายังถูกตัดขาดจากโรงงานผลิตชิปที่ดีที่สุดในโลกอย่าง TSMC ของไต้หวัน

แม้ TSMC จะไม่ใช่บริษัทอเมริกัน แต่โรงงานของพวกเขาก็ใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีของอเมริกาเต็มไปหมด

Cambricon จึงถูกบีบให้ต้องหันไปพึ่งพาโรงงานในประเทศอย่าง SMIC แทน

ปัญหาก็คือเทคโนโลยีการผลิตของ SMIC นั้นล้าหลังกว่า TSMC อยู่หลายเจเนอเรชัน

ชิปที่ผลิตออกมาจึงมีขนาดใหญ่กว่า กินไฟมากกว่า และทำงานช้ากว่าคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด…

นี่คือวิกฤตการอยู่รอดของจริง พนักงานเริ่มตั้งคำถามถึงอนาคต นักลงทุนเริ่มสั่นคลอน

นักวิเคราะห์ทั่วโลกฟันธงไปในทิศทางเดียวกันว่าสตาร์ทอัปความหวังของจีนแห่งนี้จบสิ้นแล้ว

เป้าหมายของการแบนคือการสกัดกั้น AI จีน และ Cambricon ก็คือเป้าหมายหลักที่ถูกเชือดให้ดูเป็นตัวอย่าง

ณ จุดที่ต่ำที่สุด พวกเขาเหลือทางเลือกไม่มาก จะยอมยกธงขาวหรือจะหาทางใหม่เพื่อเอาชีวิตรอด

และสิ่งที่ Cambricon เลือกทำต่อจากนั้น คือบทเรียนการพลิกวิกฤตทางธุรกิจที่น่าทึ่งที่สุด

พวกเขาตระหนักถึงความจริงอันเจ็บปวดว่า ไม่สามารถแข่งขันในเกมฮาร์ดแวร์แบบเดิมได้อีกต่อไป…

การพยายามสร้างชิปที่แรงกว่า Nvidia ในเชิงสเปกเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เมื่อไร้เครื่องมือชั้นเลิศ

พวกเขาจึงเปลี่ยนสนามรบ หันไปมองที่คู่แข่งอย่าง Nvidia และวิเคราะห์หาจุดแข็งที่แท้จริง

และพบว่าอาวุธที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ตัวฮาร์ดแวร์ แต่มันคือซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า “CUDA”

CUDA คือแพลตฟอร์มหรือภาษาที่นักพัฒนาใช้สั่งงานชิปของ Nvidia ให้คำนวณงานด้าน AI

Nvidia ใช้เวลาสร้างระบบนิเวศนี้มานานกว่า 15 ปี จนวิศวกรทุกคนบนโลกคุ้นชินกับการเขียนโค้ดด้วยภาษานี้

การจะย้ายไปใช้ชิปค่ายอื่นหมายถึงการต้องรื้อเขียนโค้ดใหม่ทั้งหมด ซึ่งเป็นต้นทุนที่มหาศาล…

นี่คือคูเมืองที่แท้จริงที่คอยปกป้องอาณาจักรของ Nvidia เอาไว้

Cambricon เข้าใจบทเรียนนี้อย่างถ่องแท้ พวกเขาจึงตัดสินใจสร้างแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ของตัวเองขึ้นมา

เป้าหมายคือการสร้างระบบปฏิบัติการมาตรฐานแห่งวงการชิป AI สำหรับประเทศจีนโดยเฉพาะ

Cambricon เปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการขายฮาร์ดแวร์ กลายเป็นบริษัทที่สร้างแพลตฟอร์มแบบครบวงจร

พวกเขาเททรัพยากรมหาศาลไปกับการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ สร้างเครื่องมือ และให้ความรู้นักพัฒนาในจีน

และจุดนี้เองที่การคว่ำบาตรกลับกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นยอด…

บริษัทเทคโนโลยักษ์ใหญ่ของจีนทุกเจ้าต่างหวาดกลัวว่าวันหนึ่งจะถูกแบนไม่ให้เข้าถึงชิป Nvidia

ทุกคนจึงต้องรีบหาทางเลือกใหม่ที่พึ่งพาตนเองได้ภายในประเทศ

Cambricon จึงเดินเกมด้วยการเข้าไปจับมือเป็นพันธมิตรเชิงลึกกับผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์ AI รายใหญ่

พวกเขาเข้าไปเจรจากับ Alibaba Cloud และ Tencent Cloud ให้เปิดบริการเซิร์ฟเวอร์ที่รันบนชิปของตน

และทำงานอย่างใกล้ชิดกับเหล่านักพัฒนาโมเดล AI ขนาดใหญ่อย่าง DeepSeek หรือ Hunyuan

เพื่อช่วยปรับแต่งให้โมเดลยักษ์ใหญ่เหล่านี้ทำงานได้ดีที่สุดบนสถาปัตยกรรมของ Cambricon…

นี่คือกลยุทธ์การผูกมัดด้วยซอฟต์แวร์ที่แยบยลและทรงพลัง

เมื่อนักพัฒนาจีนเริ่มคุ้นเคยกับระบบและเริ่มให้บริการลูกค้า การจะย้ายหนีก็กลายเป็นเรื่องยาก

Cambricon ได้สร้างคูเมืองของตัวเองขึ้นมาสำเร็จท่ามกลางมรสุมลูกใหญ่

ผลลัพธ์ของความอดทนนี้สะท้อนออกมาเป็นตัวเลขผลประกอบการที่เหมือนปาฏิหาริย์

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 บริษัทมีรายได้เติบโตขึ้นถึง 4,300 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

บริษัทพลิกจากวิกฤตขาดทุนกลับมาทำกำไรสุทธิได้อย่างแข็งแกร่งและน่าเหลือเชื่อ…

ลูกค้าไม่ได้ซื้อแค่ชิปอีกต่อไป แต่พวกเขาซื้อแพลตฟอร์มที่มั่นคงและปลอดภัยจากมาตรการคว่ำบาตร

มีรายงานว่าลูกค้ารายสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตนี้คือ ByteDance บริษัทแม่ของ TikTok

อัลกอริทึมที่ทรงพลังของแพลตฟอร์มวิดีโอระดับโลกเลือกใช้โครงสร้างพื้นฐานจากชิปที่ถูกอเมริกาแบน

เรื่องราวของบริษัทแห่งนี้เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตของโลกธุรกิจได้อย่างชัดเจน

การคว่ำบาตรที่มหาอำนาจตั้งใจใช้เพื่อกำจัดพวกเขา กลับกลายเป็นเกราะกำบังชั้นดี

มันบีบให้พวกเขาต้องเปลี่ยนจุดอ่อนเรื่องฮาร์ดแวร์ให้กลายเป็นจุดแข็งในการสร้างระบบนิเวศซอฟต์แวร์…

ในขณะเดียวกัน การคว่ำบาตรก็ทำหน้าที่เหมือนกำแพงภาษีขนาดยักษ์

ที่คอยกันไม่ให้คู่แข่งระดับโลกอย่าง Nvidia เข้ามาตีตลาดในจีนได้สะดวกเหมือนแต่ก่อน

มันบังคับให้ทั้งระบบนิเวศเทคโนโลยีของจีนต้องหันมาร่วมมือและพึ่งพากันเองเพื่อความอยู่รอด

จากวันที่เกือบจะล้มละลาย วันนี้พวกเขาไม่ได้แค่รอดชีวิตแต่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ก้าวขึ้นเป็นผู้นำของตลาดฮาร์ดแวร์ AI ในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

คำถามในวันนี้จึงไม่ใช่ว่าพวกเขาจะรอดหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าพวกเขาจะไปได้ไกลแค่ไหน…

โมเดลระบบนิเวศแบบปิดที่ถูกสร้างขึ้นจากแรงกดดันทางการเมืองนี้

ท้ายที่สุดแล้วจะสามารถขยายตัวออกไปแข่งขันในเวทีระดับโลกได้หรือไม่

นี่คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ภูมิรัฐศาสตร์โลกกำลังเข้ามาวาดแผนที่เทคโนโลยีของโลกใบนี้ใหม่ทั้งหมด

References : [reuters,nikkeiasia,theinformation,scmp,bloomberg]

Geek Story EP634 : ช่างซ่อมรถถังแตก สู่บริษัทค้าอาวุธ 1.7 ล้านล้าน เรื่องจริงของ Lockheed Martin

ลองจินตนาการถึงบริษัทแห่งหนึ่ง… เริ่มต้นจากโรงจอดรถซอมซ่อของสองพี่น้องที่แทบไม่มีเงินติดตัว พวกเขาล้มเหลว ถังแตก จนถึงขั้นต้องไปร่อนทองหาเลี้ยงชีพ… แต่เมื่อตัดภาพมาในปัจจุบัน บริษัทเดียวกันนี้กลับกลายเป็นผู้กุมชะตากรรมของกองทัพที่ทรงพลังที่สุดในโลกอย่างสหรัฐอเมริกา ด้วยมูลค่าโครงการที่สูงถึงระดับล้านล้านดอลลาร์

มันเกิดอะไรขึ้นในระหว่างทาง

จากความฝันสู่การเผชิญหน้ากับความตายในภาวะเฉียดล้มละลาย การเข้าไปพัวพันกับคดีจ่ายสินบนระดับโลกที่ฉาวโฉ่ที่สุด และการถูกบีบให้ต้องจับมือกับศัตรูคู่อาฆาตเพื่อเอาชีวิตรอด ในยุคที่โลกคิดว่าไม่ต้องการอาวุธอีกต่อไป

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องราวความสำเร็จทางธุรกิจทั่วไป แต่มันคือมหากาพย์ของการเติบโต การร่วงหล่นลงสู่จุดต่ำสุด และการตะเกียกตะกายกลับขึ้นมาผงาดในฐานะราชาแห่งอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

พอดแคสต์ EP นี้เราจะมาเจาะลึกบทเรียนเบื้องหลังความรุ่งโรจน์และความตกต่ำของ Lockheed Martin มหาอำนาจแห่งวงการอาวุธที่โลกต้องจารึก

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://is.gd/WLD6N0

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://is.gd/PoodRy

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/eP4uzvJ5Iqg