Geek Monday EP314 : จากแชตบอตสู่อาวุธสงคราม เบื้องหลังสหรัฐฯ ใช้ Claude โจมตีอิหร่าน

คุณคิดว่าอาวุธที่ทรงพลังที่สุดในโลกยุคนี้ คืออะไร? ขีปนาวุธข้ามทวีป ฝูงโดรนติดอาวุธ หรือเครื่องบินรบล่องหน? …ลืมภาพเหล่านั้นไปได้เลยครับ

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โลกต้องจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการทำสงคราม ในปฏิบัติการโจมตีประเทศ Iran กองทัพสหรัฐฯ ไม่ได้พึ่งพาแค่การตัดสินใจของมนุษย์อีกต่อไป แต่พวกเขาดึงเอา ‘ปัญญาประดิษฐ์’ เข้ามาเป็นมันสมองเบื้องหลังการรบ

สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ โมเดล AI ที่ถูกส่งลงสมรภูมิรบครั้งนี้ คือ Claude จากบริษัท Anthropic สตาร์ตอัปที่เคยประกาศจุดยืนอย่างแข็งกร้าว ว่าจะสร้าง AI ที่มีจริยธรรมและปลอดภัยที่สุดในโลก

แต่เมื่อความมั่นคงของชาติและชัยชนะในสงครามอยู่เหนือข้อตกลงใด ๆ… สัญญามูลค่า 200 ล้านดอลลาร์จึงกลายเป็นจุดแตกหัก นำไปสู่การงัดข้อครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง Pentagon และบริษัทบิ๊กเทค แม้ประธานาธิบดีจะมีคำสั่งแบนขั้นเด็ดขาด แต่ระบบที่ฝังรากลึกไปแล้ว กลับยังคงเดินหน้าประมวลผลเป้าหมายโจมตีต่อไปท่ามกลางความขัดแย้ง

จุดรุ่งโรจน์ของขีดสุดทางเทคโนโลยี กำลังนำไปสู่จุดจบของสันติภาพโลกอย่างนั้นหรือ? กฎเหล็กทางจริยธรรมจะมีความหมายอะไร หากสุดท้ายมันถูกฉีกทิ้งกลางสนามรบ? นี่คือจุดเริ่มต้นของยุคสมัยที่ชัยชนะไม่ได้ถูกตัดสินด้วยจำนวนกระสุน แต่ตัดสินด้วยความฉลาดของอัลกอริทึม

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/mr39sd7c

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://is.gd/sB3dOL

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/09T3P-P0fqs

อวสาน LG Mobile! กับนวัตกรรมสุดขั้วที่พาตัวเองดิ่งลงเหว

ย้อนกลับไปในยุคที่โทรศัพท์มือถือยังไม่ใช่สี่เหลี่ยมผืนผ้าหน้าตาเหมือนกันไปหมด โลกใบนี้เคยเต็มไปด้วยสีสันและรูปทรงที่คาดไม่ถึง…

หลายคนอาจจะเคยสัมผัสหรืออย่างน้อยก็เคยเห็นมือถือฝาพับสุดเท่ หรือมือถือแบบสไลด์ที่แค่หยิบขึ้นมาก็ดูดีมีสไตล์ บ่งบอกถึงรสนิยมของผู้ใช้ได้อย่างชัดเจน

ในยุคนั้น แบรนด์ยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้อย่าง LG คือหนึ่งในผู้นำแห่งการออกแบบ พวกเขาสร้างนวัตกรรมที่ทำให้ตลาดต้องตื่นตะลึงอยู่เสมอ

LG ไม่ใช่บริษัทธรรมดาทั่วไป แต่เป็นกลุ่มธุรกิจระดับ Chaebol ที่ทรงอิทธิพลระดับประเทศ มีตั้งแต่อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าไปจนถึงนวัตกรรมจอภาพระดับโลก

จุดพีกที่สุดของพวกเขาคงหนีไม่พ้นปี 2005 เมื่อโลกได้รู้จักกับ “LG Chocolate” โทรศัพท์มือถือหน้าตาเรียบหรูที่มาพร้อมปุ่มสัมผัสเรืองแสงสีแดง

มันไม่ใช่แค่เครื่องมือสื่อสาร แต่มันคือแฟชั่นไอเทมที่ใครๆ ก็อยากครอบครอง

ยอดขายถล่มทลายจนพาแบรนด์ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในฐานะผู้เล่นรายใหญ่ของโลก

ดูเหมือนว่าเส้นทางของพวกเขาจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เป็นราชาแห่งดีไซน์ที่ไม่มีใครโค่นล้มได้ และคงไม่มีอะไรมาหยุดยั้งความยิ่งใหญ่นี้ได้อีกแล้ว…

จนกระทั่งปี 2007 ชายที่ชื่อ Steve Jobs ได้เดินขึ้นเวทีพร้อมกับอุปกรณ์สี่เหลี่ยมสีดำที่เรียกว่า iPhone

วินาทีนั้น โลกของโทรศัพท์มือถือแบบเดิมๆ ได้พังทลายลง ปุ่มกดกลายเป็นของโบราณ และหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่คืออนาคตที่ทุกคนต้องการ…

แบรนด์มือถือทั่วโลกต่างต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากพายุแห่งการเปลี่ยนแปลง

LG เองก็เช่นกัน พวกเขาเลือกที่จะกระโดดเข้าสู่สมรภูมิใหม่ด้วยระบบปฏิบัติการ Android

แต่นั่นกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของรอยร้าว ที่ค่อยๆ กัดกินธุรกิจมือถือของพวกเขาจากภายในอย่างช้าๆ โดยที่ไม่มีใครคาดคิด

ปัญหาแรกที่ต้องเผชิญคือการติดอยู่ตรงกลางสมรภูมิ ในขณะที่ตลาดบนถูกยึดครองโดย Apple และ Samsung ที่มีภาพลักษณ์พรีเมียมและระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง

ตลาดล่างก็ถูกตีขนาบด้วยแบรนด์จีนอย่าง Huawei และ Xiaomi ที่เน้นกลยุทธ์สเปกคุ้มค่าในราคาที่เข้าถึงง่ายจนคู่แข่งตั้งตัวไม่ติด

สมาร์ตโฟนของ LG มีสเปกที่ดี แต่ก็ไม่ได้มีภาพลักษณ์ที่หรูหราพอจะสู้เบอร์หนึ่ง และไม่ได้มีราคาถูกพอที่จะดึงดูดกลุ่มลูกค้าระดับเริ่มต้น…

เมื่อไม่สามารถสู้ด้วยพลังของแบรนด์และราคาได้ พวกเขาจึงหันกลับไปหาอาวุธเก่าที่เคยสร้างชื่อให้ในอดีต นั่นคือการสร้างความแตกต่างด้วยการออกแบบ

แต่ในโลกของสมาร์ตโฟน ผู้บริโภคไม่ได้มองหาแค่รูปทรงที่แปลกใหม่ พวกเขามองหาประโยชน์ที่สามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเลือกเดินในเส้นทางของการสร้าง “Gimmick” หรือลูกเล่นที่หวือหวาแต่ขาดความยั่งยืน ทุ่มงบมหาศาลไปกับสิ่งที่ไม่ตอบโจทย์…

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือรุ่น LG G5 ในปี 2016 สมาร์ตโฟนแนวคิดแบบประกอบร่างที่สามารถถอดเปลี่ยนชิ้นส่วนด้านล่างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถได้

ไอเดียนี้ฟังดูบรรเจิดและล้ำยุคมาก แต่ในชีวิตจริง ไม่มีใครอยากปิดเครื่องทุกครั้งเพียงเพื่อเปลี่ยนโมดูลกล้อง สุดท้ายแนวคิดนี้ก็ถูกพับเก็บไปอย่างรวดเร็ว

ถัดมาคือรุ่น LG G8 ThinQ ในปี 2019 ที่มาพร้อมระบบสแกนเส้นเลือดดำในฝ่ามือเพื่อปลดล็อกหน้าจอ และการโบกมือสั่งการในอากาศ

เทคโนโลยีนี้ดูล้ำสมัยราวกับหลุดออกมาจากภาพยนตร์ไซไฟ แต่มันกลับทำงานได้ช้าและไม่เสถียรเอาเสียเลยเมื่อเทียบกับการสแกนลายนิ้วมือแบบปกติ…

ไม่เพียงแค่นั้น ปัญหาการตั้งชื่อรุ่นก็เป็นอีกหนึ่งฝันร้ายของการตลาด ในปีเดียวพวกเขาสามารถเปิดตัวซีรีส์ K ตามด้วยซีรีส์ G และซีรีส์ V ออกมาพร้อมกัน

ผู้บริโภคเกิดความสับสนอย่างหนัก ไม่มีใครรู้ว่ารุ่นไหนคือตัวท็อป รุ่นไหนคือตัวรอง แบรนด์สูญเสียเอกลักษณ์และโครงสร้างที่ชัดเจนไปอย่างสิ้นเชิง

และสิ่งที่ทำลายความเชื่อมั่นของแฟนคลับอย่างรุนแรงที่สุด คือนโยบายด้านซอฟต์แวร์และการรักษามูลค่าของตัวเครื่องที่ย่ำแย่

สมาร์ตโฟนจากค่ายนี้ขึ้นชื่อเรื่องราคาตกไวที่สุด ซื้อราคาเต็มตั้งแต่วันแรกที่วางขาย ผ่านไปเพียงไม่กี่เดือนราคาอาจร่วงลงไปเกือบครึ่ง…

แถมการอัปเดตระบบปฏิบัติการก็มาล่าช้ากว่าคู่แข่งในตลาด บางรุ่นถูกลอยแพตั้งแต่ปีแรก ทิ้งให้ผู้ใช้ต้องเผชิญกับปัญหาซอฟต์แวร์ที่ไม่สมบูรณ์

วงจรเหล่านี้ทำร้ายแผนกมือถืออย่างสาหัส โทรศัพท์ขายไม่ออก ต้องเร่งลดราคา แบรนด์เสียมูลค่า ลูกค้าหมดความเชื่อมั่น และนำไปสู่การขาดทุนในที่สุด

ตัวเลขการขาดทุนสะสมตลอดหลายปีทะลุ 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มันเป็นบาดแผลที่ลึกเกินกว่าจะเยียวยาได้ด้วยการออกรุ่นใหม่…

ผู้บริหารระดับสูงพยายามหาทางออกสุดท้าย ด้วยการเสนอขายกิจการโทรศัพท์มือถือให้บริษัทอื่นเข้ามาดูแลต่อ แต่ความจริงที่โหดร้ายก็ปรากฏขึ้น

ไม่มีบริษัทไหนบนโลกนี้ต้องการซื้อแผนกมือถือของ LG เลยแม้แต่รายเดียว ทุกคนต่างเมินเฉยต่ออดีตยักษ์ใหญ่ที่กำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

และแล้วในวันที่ 5 เมษายน ปี 2021 คำประกาศช็อกโลกก็หลุดออกมา บริษัทตัดสินใจยุติบทบาทในอุตสาหกรรมสมาร์ตโฟนอย่างเป็นทางการ…

มันคือการปิดฉากตำนานยักษ์ใหญ่ที่เคยยืนตระหง่านท้าทายกาลเวลา ทิ้งไว้เพียงความทรงจำและบทเรียนทางธุรกิจที่ประเมินค่าไม่ได้

ความล้มเหลวครั้งนี้ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีของพวกเขาตามหลังคู่แข่ง แต่เป็นเพราะวิสัยทัศน์ที่หลงทางและกลยุทธ์ที่อ่านเกมผิดพลาด

การพยายามเป็นทุกอย่างให้ทุกคน แต่สุดท้ายกลับไม่ได้เป็นอะไรที่โดดเด่นในใจผู้บริโภคเลย คือสาเหตุหลักของการล่มสลายในครั้งนี้…

อย่างไรก็ตาม แม้ชื่อแบรนด์นี้จะหายไปจากชั้นวางสมาร์ตโฟน แต่มรดกที่พวกเขาทิ้งไว้กลับฝังรากลึกอยู่ในโทรศัพท์ทุกเครื่องที่เราใช้ในปัจจุบัน

เลนส์มุมกว้างหรือกล้อง Ultra Wide ที่เราขาดไม่ได้ในวันนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากการเบิกทางของรุ่น LG G5

หน้าจอความละเอียดสูงระดับ Quad HD ที่แสดงผลได้คมชัดเต็มตา ก็เคยถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกๆ ของโลกในรุ่น LG G3

หรือแม้แต่การถ่ายวิดีโอแบบ Manual ที่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งค่าต่างๆ ได้ราวกับมืออาชีพ ก็เป็นแนวคิดที่มาจากรุ่น LG V10…

โลกของเทคโนโลยีต้องจารึกไว้ว่า พวกเขาคือนักทดลองตัวยง เป็นผู้บุกเบิกที่กล้าเสี่ยง กล้าเดินออกนอกกรอบในวันที่คนอื่นเลือกทางที่ปลอดภัย

การหายไปของพวกเขาทำให้วงการสมาร์ตโฟนดูเงียบเหงาและคาดเดาได้ง่าย ทุกแบรนด์ต่างแข่งขันกันแค่อัปเกรดสเปกภายในทีละเล็กทีละน้อย

แม้วันนี้จะเหลือเพียงภาพจำ แต่อดีตราชาแห่งนวัตกรรมรายนี้ ก็ได้สร้างสีสันให้วงการเทคโนโลยีอย่างที่หาใครเปรียบได้ยาก

ท้ายที่สุด เรื่องราวนี้สอนให้รู้ว่า ในสมรภูมิธุรกิจที่หมุนไว การมีเทคโนโลยีล้ำสมัยอยู่ในมืออาจไม่เพียงพอที่จะการันตีความสำเร็จ

หากขาดความเข้าใจในสิ่งที่ลูกค้าต้องการอย่างแท้จริง นวัตกรรมที่ล้ำหน้าที่สุด ก็อาจเป็นได้เพียงความทรงจำที่ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา…

References : [reuters,theverge,arstechnica,bbc,gsmarena]

Geek Story EP633 : ถอดบทเรียน Cambricon จากเกือบล้มละลาย สู่ป้อมปราการ AI จีน

ลองจินตนาการถึงความรู้สึกที่โลกทั้งใบกำลังถล่มลงมาตรงหน้าดูครับ

สมมุติว่าคุณทุ่มเทสร้างบริษัทเทคโนโลยีขึ้นมาด้วยสองมือ ปลุกปั้นจนมันกำลังจะกลายเป็นยูนิคอร์นที่ก้าวหน้าที่สุด แต่จู่ ๆ มหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกก็ชี้หน้าสั่ง “ประหารชีวิต” ธุรกิจของคุณแบบสายฟ้าแลบ

มันไม่ใช่แค่การสั่งห้ามขายของธรรมดา แต่มันคือการตัดท่อน้ำเลี้ยงทุกเส้นทาง ห้ามใครบนโลกใบนี้ยื่นมือเข้ามาช่วย ถูกลอยแพจากพันธมิตรที่ไว้ใจที่สุด ถูกยึดเครื่องมือทำมาหากิน และถูกปิดประตูใส่จากโรงงานผลิตที่ดีที่สุดในโลก

ในวินาทีนั้น ผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ทั้งโลกต่างมองด้วยสายตาเวทนาและฟันธงว่า สตาร์ทอัปแห่งนี้จบสิ้นแล้ว เตรียมตัวล้มละลายได้ภายในไม่กี่เดือน

แต่เรื่องราวนี้ไม่ได้จบลงที่ความพ่ายแพ้ครับ เพราะจากจุดต่ำสุดที่มืดมิดที่สุด ขาดทุนย่อยยับจนแทบไม่เหลือแม้อากาศให้หายใจ เวลาผ่านไปไม่ถึง 3 ปี บริษัทที่ทุกคนคิดว่าตายไปแล้ว กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาผงาดอยู่กลางสมรภูมิรบ พร้อมกับประกาศรายได้ที่เติบโตแบบระเบิด และฟันกำไรไปนับพันล้าน

พอดแคสต์ EP นี้เราจะมาเจาะลึกมหากาพย์การขึ้นสู่จุดสูงสุด การร่วงหล่นลงสู่หุบเหวลึก และการเกิดใหม่จากกองเถ้าถ่าน ของบริษัทชิป AI สัญชาติจีนที่มีชื่อว่า Cambricon

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://is.gd/13oYDq

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://is.gd/G6r1rW

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://is.gd/WhbSIB

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/yZuHCxUJTsQ

ทำไม “Agent Manager” ถึงถูกยกให้เป็นอาชีพที่สำคัญที่สุดในทศวรรษหน้า?

ลองนึกย้อนกลับไปในยุคที่อุตสาหกรรมโทรคมนาคมเพิ่งเริ่มต้น

ตอนนั้นโลกเรามีพนักงานสลับสายโทรศัพท์ที่ต้องคอยดึงปลั๊กเสียบช่องเพื่อเชื่อมต่อให้คนสองคนคุยกันได้

เทคโนโลยีในยุคนั้นสร้างอาชีพใหม่ขึ้นมา แต่เมื่อเวลาผ่านไป ระบบสลับสายอัตโนมัติก็ก้าวเข้ามาแทนที่

ทำให้พนักงานสลับสายจำนวนมหาศาลต้องตกงานและกลายเป็นเพียงหน้าประวัติศาสตร์…

เรื่องราวการรุ่งโรจน์และล่มสลายของเทคโนโลยีและอาชีพ มีให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในโลกธุรกิจ และวันนี้เรากำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่อีกครั้ง

หลายคนอาจจะกำลังกังวลว่า AI กำลังจะเข้ามาแย่งงานมนุษย์จนหมด แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันกำลังสร้างอาชีพใหม่ที่โลกไม่เคยรู้จักมาก่อน…

อาชีพนี้ไม่ได้มีหน้าที่เขียนโค้ดคอมพิวเตอร์ แต่มีหน้าที่เป็นเจ้านายของเหล่า AI

ตัวอย่างที่น่าสนใจมาก ๆ ก็คือ Zach Stauber ซึ่งกิจวัตรประจำวันของเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ ก่อนที่ลูกค้ารายแรกของวันจะส่งคำร้องเรียนเข้ามาในระบบเสียอีก

เขาทำงานอยู่ที่ Salesforce บริษัทซอฟต์แวร์ระดับโลก แต่ลูกน้องในทีมของเขา ไม่ใช่มนุษย์ที่นั่งพิมพ์คอมพิวเตอร์อยู่ในออฟฟิศ…

ลูกน้องของเขาคือ “Generative AI” จำนวนนับไม่ถ้วนที่กระจายตัวอยู่ในแผนกสนับสนุน แผนกขาย และการตลาด บนระบบปฏิบัติการที่ชื่อว่า Agentforce

หน้าที่ของ Zach ไม่ใช่การเดินตรวจตราตามโต๊ะทำงานเพื่อคุมคน แต่เขาเริ่มต้นและจบวันด้วยการจ้องมองหน้าจอเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและตัวชี้วัดต่างๆ…

เขาไม่ได้ดูแค่ว่าระบบทำงานเสร็จหรือไม่ แต่เขาเฝ้าสังเกตว่า AI เหล่านี้กำลังเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ ได้ดีแค่ไหน

ภาพนี้อาจจะดูแปลกตา แต่เชื่อหรือไม่ว่าแพลตฟอร์ม Agentforce สามารถจัดการปัญหาของลูกค้าที่เข้ามาได้เองโดยอัตโนมัติถึงเกือบ 74 เปอร์เซ็นต์…

พนักงานดิจิทัลเหล่านี้สามารถตอบคำถาม ร่างอีเมลโต้ตอบ และส่งต่องานที่ซับซ้อนเกินกว่าตรรกะของมันจะรับไหว ไปให้ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์จัดการต่อ

พวกมันทำงานแบบกึ่งอิสระ สามารถเรียนรู้จากข้อผิดพลาด และทำงานร่วมกับ AI ตัวอื่นๆ ได้อย่างน่าทึ่ง…

นี่คือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่าแรงงานแบบผสมผสาน ซึ่งนำมาสู่ความต้องการอาชีพใหม่ที่กำลังเป็นที่จับตามอง นั่นคือ “Agent Manager”

ในโลกธุรกิจ เราเคยเห็นบริษัทที่ปรับตัวไม่ทันต้องล่มสลายหายไปจากตลาด ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์กล้องฟิล์มที่ถูกดิจิทัลกลืนกิน หรือโทรศัพท์มือถือปุ่มกดที่พ่ายแพ้ให้กับสมาร์ตโฟน…

การก้าวเข้ามาของเทคโนโลยีอัตโนมัติในบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง JPMorgan Chase หรือ Walmart เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า กฎเกณฑ์ของการเอาตัวรอดในธุรกิจกำลังเปลี่ยนไป

AI ในยุคนี้ไม่ใช่แค่เครื่องมือธรรมดาที่เราแค่เปิดสวิตช์แล้วรอรับผลลัพธ์

แต่มันคือเพื่อนร่วมทีมที่ต้องการการฝึกอบรม การควบคุมทิศทาง และการประเมินผลงาน…

หากย้อนไปในยุคปฏิวัติซอฟต์แวร์ อาชีพผู้จัดการผลิตภัณฑ์ (Product Manager) เคยกลายเป็นฟันเฟืองที่ขาดไม่ได้

ในยุคนี้ “Agent Manager” ก็กำลังก้าวขึ้นมาทำหน้าที่สำคัญนั้นเช่นกัน

ภารกิจของพวกเขาคือการทำให้ AI ฉลาดขึ้น ทำงานได้เร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น และสร้างผลกระทบต่อธุรกิจให้ได้มากที่สุด…

เพื่อจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ลองไปดูเรื่องราวของทีมพัฒนาการขายที่ Salesforce กัน

ในอดีต พนักงานขายที่เป็นมนุษย์ต้องนั่งไล่โทรหาลูกค้าตามรายชื่อที่มีเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยข้อจำกัดทางร่างกายและเวลา พวกเขาสามารถคุยกับลูกค้าได้จริงแค่วันละสิบกว่าคน…

ความล่าช้านี้ทำให้รายชื่อลูกค้าที่มีศักยภาพจำนวนมหาศาลต้องหลุดลอยไปอย่างน่าเสียดาย

แต่เมื่อมีการนำ AI เข้ามาเสริมทัพเป็นแรงงานแบบผสมผสาน ทุกอย่างก็พลิกโฉมไปอย่างสิ้นเชิง…

AI เข้ามารับหน้าที่ติดต่อลูกค้าในด่านแรก คัดกรองรายชื่อ และคอยติดตามลูกค้าเก่าที่เงียบหายไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ในขณะที่พนักงานที่เป็นมนุษย์กำลังนอนหลับพักผ่อน AI เหล่านี้ก็ยังคงทำหน้าที่พูดคุยและประเมินความสนใจของลูกค้าอยู่อีกซีกโลกหนึ่ง…

ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่งมาก ทีมขายสามารถเพิ่มยอดนัดหมายลูกค้าจากหลักร้อยต่อเดือน กลายเป็นหลายร้อยรายภายในเวลาเพียงสัปดาห์เดียว

สิ่งนี้นำไปสู่การสร้างยอดขายในระบบที่พุ่งสูงขึ้นระดับหลายสิบล้านดอลลาร์ และทำให้บริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าใหม่ได้อย่างรวดเร็ว…

ความสำเร็จนี้ไม่ได้หมายความว่าพนักงานขายที่เป็นมนุษย์หมดความหมาย แต่บทบาทของพวกเขาถูกยกระดับขึ้นต่างหาก

มนุษย์ไม่ต้องเสียเวลาไปกับงานที่น่าเบื่อหน่ายอีกต่อไป แต่มีเวลาทุ่มเทให้กับงานที่ต้องใช้ความเห็นอกเห็นใจ ศิลปะการโน้มน้าวใจ และการวิเคราะห์เพื่อปิดการขาย…

ตรงนี้เองที่ “Agent Manager” ต้องเข้ามามีบทบาทในการดูแลให้ AI ทำงานสอดคล้องกับกลยุทธ์ของทีมขาย

เรื่องที่น่าสนใจคือ การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามใหม่ว่า ใครควรเป็นเจ้าของหรือผู้ควบคุม AI เหล่านี้…

ในยุคก่อน เทคโนโลยีมักจะถูกผูกขาดโดยแผนก IT แต่ในยุคปัจจุบัน แนวคิดนี้กำลังจะนำธุรกิจไปสู่ทางตัน

ถ้า AI กำลังทำงานให้บริการลูกค้า คนที่รู้ดีที่สุดว่าลูกค้าต้องการอะไร ย่อมไม่ใช่โปรแกรมเมอร์ แต่เป็นหัวหน้าทีมบริการลูกค้าต่างหาก…

ผู้บริหารหน่วยธุรกิจจึงต้องก้าวเข้ามารับผิดชอบในการออกแบบ ทดสอบ และควบคุม AI ที่ทำงานในแผนกของตน

ทีม Customer Success ต้องเป็นคนกำหนดน้ำเสียงของ AI กำหนดกฎเกณฑ์ว่าเมื่อไหร่ที่ AI ควรส่งต่อปัญหามาให้คนแก้…

ทั้งหมดนี้ต้องทำภายใต้ปรัชญาที่ว่า AI คือพาร์ตเนอร์ที่มาช่วยงาน ไม่ใช่คู่แข่งที่มาแย่งชิงพื้นที่ของมนุษย์

ความท้าทายของ “Agent Manager” จึงอยู่ที่การผสมผสานความรู้ในสายอาชีพ เข้ากับความสามารถในการบริหารจัดการเทคโนโลยี…

พวกเขาต้องรู้ว่าเป้าหมายของธุรกิจคืออะไร และต้องรู้วิธีสอน AI ให้บรรลุเป้าหมายนั้นได้อย่างถูกต้องและโปร่งใส

หากจะเปรียบเทียบ คนกลุ่มนี้ก็คล้ายกับผู้ออกแบบระบบปฏิบัติการ

พวกเขาต้องทำงานอยู่ตรงจุดกึ่งกลางระหว่างวิจารณญาณของมนุษย์กับความแม่นยำของเครื่องจักร…

ทักษะที่พวกเขาต้องมีไม่ใช่การเขียนโค้ดที่ซับซ้อน แต่คือความเข้าใจว่า AI มีกลไกการทำงานอย่างไร คำสั่งแบบไหนที่จะสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

การมีความรู้ลึกซึ้งในสายงานที่ตัวเองทำ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลลูกค้า การเงิน หรือระบบโลจิสติกส์ คืออาวุธที่สำคัญที่สุด…

พวกเขาต้องมองเห็นภาพรวมว่า AI ตัวหนึ่งจะทำงานเชื่อมโยงกับกระบวนการของแผนกอื่น หรือประสานงานกับ AI อีกตัวได้อย่างไร

โลกของ AI หมุนไปอย่างรวดเร็ว โมเดลใหม่ๆ ถูกปล่อยออกมาเสมอ ความยืดหยุ่นและการพร้อมปรับตัวจึงเป็นนิสัยที่ขาดไม่ได้…

ศิลปะในการออกแบบคำสั่งเพื่อควบคุมพฤติกรรมของเครื่องจักร เปรียบเสมือนการเขียนคู่มือพนักงานและจัดคอร์สอบรมให้กับหุ่นยนต์

ผู้จัดการยุคใหม่ต้องรู้วิธีสร้างกระบวนการทำงานแบบไฮบริด รู้ขีดจำกัดของเครื่องจักร และสร้างช่องทางฉุกเฉินให้มนุษย์เข้ามาแทรกแซงเมื่อเกิดปัญหา…

ในอดีต เราอาจเคยวัดความขยันของพนักงานจากการดูว่าเขานั่งอยู่ที่โต๊ะนานแค่ไหน หรือโทรหาลูกค้าได้กี่สายในหนึ่งวัน

แต่ในโลกยุคแรงงานผสมผสาน ตัวชี้วัดที่เน้นปริมาณกิจกรรมแบบนั้นกลายเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้วอย่างสิ้นเชิง…

การประเมินผลงานจะเปลี่ยนไปมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์ ว่าพนักงานคนนั้นสามารถควบคุมและปรับจูน AI ให้ทำงานร่วมกับระบบโดยรวมได้มีประสิทธิภาพเพียงใด

นี่คือการยกระดับมนุษย์จากการเป็นผู้ใช้แรงงาน ไปสู่การเป็นผู้บัญชาการเชิงกลยุทธ์อย่างเต็มตัว…

คนที่จะก้าวมาเป็น “Agent Manager” ที่ดีได้นั้น มักจะไม่ได้มาจากผู้ที่เรียนจบสายเทคโนโลยีโดยตรงเสมอไป

ภูมิหลังของ Zach Stauber สะท้อนให้เห็นว่า ประสบการณ์ด้านการบริการลูกค้า การออกแบบบทสนทนา ประกอบกับความกล้าที่จะทดลอง ก็เพียงพอแล้วที่จะพาเขาก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ…

องค์กรที่ประสบความสำเร็จในการนำ AI มาใช้ มักจะใช้วิธีให้ผู้จัดการได้เข้าไปคลุกคลีกับการปฏิบัติงานจริง ได้เห็นความผิดพลาดและเรียนรู้ที่จะอุดรอยรั่ว

ในทางกลับกัน บริษัทที่โยนภาระทั้งหมดไปให้แผนก IT เป็นคนคิดและทำ มักจะพบจุดจบคือ AI ทำงานได้ตามคำสั่งคอมพิวเตอร์ แต่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในมิติของการทำธุรกิจ…

นี่คือภาพสะท้อนของการรุ่งโรจน์และล่มสลายในยุคใหม่ บริษัทที่ไม่สามารถนำวิจารณญาณแบบมนุษย์ไปชี้แนะ AI ได้ ย่อมต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

เมื่อความฉลาดเริ่มฝังตัวลงไปในทุกสายงาน ตั้งแต่การบริหารทรัพยากรบุคคลไปจนถึงฝ่ายจัดซื้อ

ความต้องการผู้ที่มาทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเทคโนโลยีเหล่านี้ก็จะยิ่งทวีคูณ…

ลองจินตนาการดูว่า หากองค์กรลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาลเพื่อนำ AI ที่ฉลาดที่สุดมาใช้ แต่กลับไม่มีใครคอยกำกับดูแลพฤติกรรมและทิศทางของมัน

สุดท้ายโครงการระดับร้อยล้านเหล่านั้นก็จะค่อยๆ สะดุด ล้มเหลว และกลายเป็นเพียงซอฟต์แวร์ราคาแพงที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มใดๆ…

เวลา 12 ถึง 18 เดือนนับจากนี้ ตำแหน่ง “Agent Manager” จะไม่ใช่แค่คำศัพท์ที่ดูเท่ล้ำยุคอีกต่อไป แต่มันจะกลายเป็นโครงสร้างมาตรฐานในบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลก

นี่คือเส้นทางอาชีพใหม่ที่กำลังเปิดกว้าง สำหรับคนที่รู้วิธีขยายผลลัพธ์ของธุรกิจ ผ่านการใช้ระบบอัตโนมัติอัจฉริยะอย่างมีศิลปะ…

บทเรียนที่สำคัญที่สุดจากเรื่องราวการตื่นตัวของบริษัทระดับโลกเหล่านี้คือ เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงได้

สิ่งที่จะพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ก็คือภาวะผู้นำของมนุษย์…

“Agent Manager” คือตัวแทนของภาวะผู้นำรูปแบบใหม่ เป็นสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ขององค์กร กับความสามารถในการทำงานแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของ AI

พวกเขาคือผู้ผสานการตัดสินใจที่ซับซ้อนของมนุษย์ เข้ากับความรวดเร็วและแม่นยำไร้ที่ติของเครื่องจักร…

ในโลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการแข่งขันที่ดุเดือดนี้ คำถามอาจไม่ใช่ว่าเทคโนโลยีจะมาแย่งงานเราเมื่อไหร่

แต่คำถามที่แท้จริงคือ เราพร้อมที่จะก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารของพนักงานดิจิทัลที่ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงแล้วหรือยัง?

References : [hbr, salesforce, gartner, mckinsey, forbes]