Geek Story EP617 : ลาก่อน GPU? รู้จัก “ชิปแสง” ที่แรงกว่าชิปปัจจุบัน 100 เท่า!

ลองจินตนาการดูสิครับ… ในขณะที่คุณกำลังฟังพอดแคสต์ตอนนี้ มีสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งกำลังเติบโตขึ้นอย่างเงียบๆ… และความหิวโหยของมัน กำลังจะสูบพลังงานของโลกใบนี้ไปจนหมด

เราทุกคนกำลังหลงระเริงกับความฉลาดของ AI เราตื่นเต้นกับสิ่งที่มันทำได้… แต่มีข้อเท็จจริงหนึ่งที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ไม่ค่อยอยากให้คุณรู้

นั่นคือเบื้องหลังความฉลาดเหล่านั้น… มันกำลังแลกมาด้วยการเผาผลาญพลังงานมหาศาล ศูนย์ข้อมูลขนาดเท่าสนามฟุตบอลกำลังผุดขึ้นทั่วโลก และบางแห่ง… กินไฟเท่ากับประเทศทั้งประเทศ

กฎทางฟิสิกส์กำลังถึงทางตัน ชิปคอมพิวเตอร์กำลังจะร้อนจนหลอมละลายตัวเอง… แต่ในขณะที่คนทั้งอุตสาหกรรมกำลังเดินหน้าไปสู่หน้าผา… กลับมีวิศวกรกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ก้าวออกมาบอกว่า… “ทิศทางที่เรากำลังเดินไปนี้… มันผิดมาตั้งแต่ต้น”

พวกเขาตัดสินใจฉีกกฎทุกอย่าง ทิ้งอิเล็กตรอนที่โลกใช้มาหลายสิบปี… แล้วหันไปสร้างชิปแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย “แสงสว่าง” ชิปที่ทำงานเร็วกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า แต่กินไฟแค่ 1%

วันนี้เราจะไปเจาะลึกความลับที่ซ่อนอยู่ในแผ่นชิป… นวัตกรรมที่จะมาล้มล้างความเชื่อเดิมๆ และอาจเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่จะตัดสินว่า มนุษยชาติจะก้าวข้ามขีดจำกัดนี้ไปได้… หรือเราจะถูกเผาไหม้ด้วยเงื้อมมือของเทคโนโลยีที่เราสร้างขึ้นมาเอง

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://is.gd/JcXWww

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://is.gd/1vOTOR

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://is.gd/pKrooX

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/Ee9E0cu9Kn8

Distar หายไปไหน? กับเส้นทางจากราชาทีวีสู่เจ้าพ่อลิปสติก

ลองจินตนาการย้อนกลับไปในช่วงหลายสิบปีก่อน หากมีคนเดินมาบอกคุณว่าบริษัทผลิตทีวีเครื่องใหญ่ยักษ์ที่ตั้งอยู่ในห้องรับแขกของคุณ

วันหนึ่งจะกลายร่างมาเป็นเจ้าของแบรนด์ลิปสติกและเครื่องสำอาง ผมว่าท่านผู้อ่านคงคิดว่าคนคนนั้นต้องเสียสติไปแล้วแน่ๆ …

แต่ในโลกของการทำธุรกิจ เรื่องที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้มักจะเกิดขึ้นจริงเสมอ

และนี่คือหนึ่งในมหากาพย์การพลิกโฉมธุรกิจที่คลาสสิกที่สุดของเมืองไทย

ย้อนเวลากลับไปในช่วงปี 1990 ยุคนั้นคือช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังพุ่งทะยานถึงขีดสุด

เป็นยุคที่ใครต่างก็ยกย่องให้เราเป็นเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย ทุกอย่างรอบตัวดูคึกคักและเต็มไปด้วยโอกาสในการกอบโกย …

ในเวลานั้นตลาดอสังหาริมทรัพย์กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ตลาดหุ้นคึกคัก ผู้คนมีกำลังจับจ่ายใช้สอย

และแน่นอนว่าสินค้าที่ทุกบ้านต้องมีเพื่อแสดงถึงฐานะและความบันเทิงก็คือทีวี

หากไม่นับรวมแบรนด์ยักษ์ใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นที่ครองตลาดอยู่แล้ว

ชื่อของแบรนด์ไทยที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักมากที่สุดในยุคนั้นคือ “Distar” ภายใต้การนำของตระกูล ทีฆคีรีกุล

“Distar” ไม่ใช่แค่บริษัทประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าธรรมดา แต่พวกเขาคือผู้เล่นรายใหญ่ที่ผลิตและจัดจำหน่ายทั้งทีวี เครื่องเล่นวิดีโอ และเครื่องเสียง เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยที่สามารถต่อกรกับเทคโนโลยีต่างชาติได้ …

กลยุทธ์ของพวกเขาในตอนนั้นชัดเจนและทรงพลังมาก นั่นคือการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดีในราคาที่คนไทยทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่าย

ภาพจำของแบรนด์จึงผูกพันกับวิถีชีวิตของคนชั้นกลางในยุคนั้นอย่างแยกไม่ออก

ความสำเร็จของพวกเขาพุ่งทะยานจนถึงขั้นที่สามารถนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ “SET” ได้สำเร็จในปี 1994

ซึ่งหากคุณเป็นผู้ถือหุ้นในวันนั้น คุณคงมองเห็นแต่อนาคตที่สดใส

ทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปอย่างสวยงาม ธุรกิจกำลังเติบโต สินค้าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

บริษัทมีชื่อเสียงและเงินทุนหมุนเวียนมหาศาล ไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ ว่าพายุลูกใหญ่กำลังจะก่อตัวขึ้น …

จนกระทั่งในปี 1997 วิกฤตการณ์ทางการเงินที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยได้ปะทุขึ้น

วิกฤตต้มยำกุ้งได้ทำลายล้างทุกอย่างที่เคยสวยงาม ค่าเงินบาทลอยตัวทะลุเพดาน หนี้เสียพุ่งกระฉูด บริษัทจำนวนมากล้มละลาย

สำหรับบริษัทที่ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่าง “Distar” นี่คือฝันร้ายที่แท้จริง

เพราะเมื่อเศรษฐกิจพังทลาย ผู้คนตกงาน สิ่งแรกที่ทุกคนเลือกที่จะประหยัดก็คือสินค้าฟุ่มเฟือย ทีวีเครื่องใหม่ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไป …

ทีวีเครื่องเก่าที่ยังพอเปิดติดถูกใช้งานต่อไปเพื่อประหยัดเงิน นี่คือหมัดฮุกแรกที่ซัดเข้าที่ปลายคางของราชาเครื่องใช้ไฟฟ้า

แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าวิกฤตเศรษฐกิจกำลังคืบคลานเข้ามาเงียบๆ นั่นคือคลื่นของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสหัสวรรษใหม่ เทคโนโลยีหน้าจอ “CRT” แบบเดิมที่พวกเขาเชี่ยวชาญกำลังจะกลายเป็นของโบราณ

ผู้คนเริ่มตื่นเต้นกับเทคโนโลยีหน้าจอที่แบนราบและสวยงามกว่าอย่าง “LCD” และ “Plasma”

ซ้ำร้ายสมรภูมินี้ยังดุเดือดขึ้นไปอีกเมื่อมีผู้เล่นหน้าใหม่กระโดดเข้ามา

แบรนด์ยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้อย่าง Samsung และ LG รวมถึงแบรนด์จากจีน เริ่มเข้ามาตีตลาดด้วยเทคโนโลยีที่ใหม่กว่าและราคาที่ถูกจนน่าตกใจ …

อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าเปลี่ยนสภาพกลายเป็น “Red Ocean” อย่างสมบูรณ์แบบ

ผู้ผลิตทุกรายต่างหั่นราคาเพื่อแย่งชิงพื้นที่ เอาตัวรอดกันชนิดที่ว่ายอมขายแบบแทบไม่เหลือกำไรเพียงเพื่อระบายสินค้าในสต็อก

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือความบอบช้ำอย่างแสนสาหัส “Distar” ต้องเผชิญกับสภาวะขาดทุนยับเยินติดต่อกันหลายปี

จากบริษัทที่เคยเป็นราชาของวงการ กลับกลายสภาพเป็นคนป่วยหนักที่รอวันหมดลมหายใจ

ถึงจุดนี้ ทายาทรุ่นที่สองของตระกูลอย่างคุณวิวัฒน์  คุณชลธิดา และคุณวงศ์วิวัฒน์  ต้องเข้ามารับไม้ต่อในสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุด

พวกเขารู้ดีว่าเรือลำนี้กำลังมีรอยรั่วขนาดใหญ่และกำลังจะจมลง …

การฝืนขายทีวีด้วยโมเดลธุรกิจแบบเดิมมีแต่จะพาบริษัทดิ่งลงเหว

สิ่งที่พวกเขาต้องทำอย่างเร่งด่วนคือการดิ้นรนค้นหา “S-Curve” ใหม่ที่จะมาต่อลมหายใจให้กับธุรกิจของครอบครัว

เส้นทางของการค้นหาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ พวกเขาต้องผ่านการลองผิดลองถูกมากมาย

เริ่มจากการหันไปจับธุรกิจเสื้อผ้าแฟชั่นแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้

ต่อมาพวกเขาได้มองเห็นโอกาสในธุรกิจพลังงานทางเลือก นั่นคือการติดตั้งระบบก๊าซ “NGV” สำหรับรถยนต์

ในช่วงเวลานั้นราคาน้ำมันแพงหูฉี่และภาครัฐก็ให้การสนับสนุนพลังงานทางเลือกอย่างเต็มที่ …

ไอเดียทางธุรกิจนี้ดูเหมือนจะมีอนาคตที่สดใส และนี่คือจุดกำเนิดของชื่อ “KARMART” ที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน

คำว่า “KAR” พ้องเสียงมาจากคำว่ารถยนต์ ส่วนคำว่า “MART” หมายถึงร้านค้า

วิสัยทัศน์ในตอนนั้นคือการสร้างระบบนิเวศเล็กๆ โดยให้ลูกค้าที่นำรถมาติดตั้งระบบก๊าซ สามารถรับสินค้าจากทางบริษัทไปตระเวนขายต่อได้ คล้ายกับโมเดลของรถพุ่มพวงสมัยใหม่เพื่อสร้างรายได้เสริม

เพื่อทดสอบไอเดียนี้ พวกเขาได้นำสินค้าหลายประเภทมาลองวางขายควบคู่ไปกับธุรกิจติดตั้งก๊าซ

และหนึ่งในสินค้าที่หยิบมาวางขายแบบไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักก็คือเครื่องสำอาง …

แต่แล้วเรื่องตลกร้ายในโลกธุรกิจก็เกิดขึ้น ธุรกิจก๊าซ “NGV” ที่พวกเขาตั้งความหวังไว้สูงกลับต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย

ทั้งเรื่องต้นทุนที่บานปลาย การแข่งขันที่ทวีความรุนแรง และนโยบายภาครัฐที่ไม่แน่นอน

ในทางตรงกันข้าม เครื่องสำอางที่ตั้งใจเอามาวางขายเป็นเพียงของแถม กลับได้รับความนิยมและสร้างยอดขายเติบโตอย่างถล่มทลายจนน่าประหลาดใจ

ปรากฏการณ์นี้จุดประกายให้ผู้บริหารเริ่มมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

พฤติกรรมของผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ กระแส “K-Beauty” กำลังก่อตัวขึ้น

ซีรีส์เกาหลีชื่อดังเริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อวัยรุ่นไทย ทุกคนอยากมีผิวพรรณที่ดูดีและสดใสเหมือนดาราในหน้าจอทีวี …

เมื่อนำโครงสร้างรายได้มาวิเคราะห์ พวกเขาพบความจริงที่น่าตกใจ

การขายทีวีหนึ่งเครื่องอาจเหลือกำไรเพียงน้อยนิด แต่สำหรับธุรกิจเครื่องสำอาง มันคือโลกที่มี “Margin” สูงกว่าอย่างเทียบกันไม่ติด

นอกจากนี้ตลาดเครื่องสำอางในไทยยังมีช่องว่างขนาดใหญ่รออยู่

หากคุณมีเงินมากพอก็เดินเข้าเคาน์เตอร์แบรนด์ในห้าง แต่ถ้ามีงบจำกัดก็ต้องเสี่ยงไปซื้อตามตลาดนัดที่ไม่มีใครรับประกันคุณภาพ

“KARMART” มองเห็นโอกาสในการแทรกตัวเข้าไปในช่องว่างนี้

พวกเขาต้องการสร้างร้านรูปแบบ “Beauty Convenience Store” หรือร้านสะดวกซื้อด้านความงามที่สินค้ามีคุณภาพ ราคาเข้าถึงง่าย และมีของใหม่ๆ มาอัปเดตเสมอ …

เมื่อโอกาสทางธุรกิจที่ชัดเจนมากองอยู่ตรงหน้า พวกเขาต้องเผชิญกับทางแยกที่ตัดสินใจยากที่สุดในชีวิต

ทางเลือกแรกคือการทำธุรกิจแบบเดิมต่อไปเพื่อรักษาหน้าตา และทำเครื่องสำอางเป็นเพียงธุรกิจเสริม

ส่วนทางเลือกที่สองคือการทิ้งมรดกทั้งหมดที่บรรพบุรุษสร้างมา ปิดตำนานเครื่องใช้ไฟฟ้า ทิ้งธุรกิจก๊าซที่เพิ่งลงทุนไป และทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดที่มีเพื่อลุยตลาดความงามอย่างเต็มตัว

นี่คือสถานการณ์ที่นักธุรกิจมักจะตกหลุมพรางของ “Sunk Cost Fallacy” การยึดติดกับเวลาและเงินทุนที่สูญเสียไปแล้ว ทำให้หลายคนไม่กล้าก้าวเดินออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง …

แต่ทว่าตระกูล ทีฆคีรีกุล เลือกที่จะกล้าหาญ พวกเขาตระหนักดีว่าความสำเร็จในอดีตไม่สามารถการันตีอนาคตได้ การกอดเรือที่กำลังจะจมมีแต่จะพาทุกคนตายหมู่

พวกเขาตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะทุบหม้อข้าวใบเดิมทิ้ง

ในปี 2011 บริษัท “Distar Electric Corporation” ได้ทำการเปลี่ยนชื่อในตลาดหลักทรัพย์อย่างเป็นทางการเป็น “Karmarts”

มันคือการประกาศให้โลกและนักลงทุนได้รับรู้ว่า พวกเขาไม่ใช่คนขายทีวีอีกต่อไป

การปรับเข็มทิศธุรกิจแบบ 180 องศาได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ และไม่มีการหันหลังกลับ …

กลยุทธ์ของพวกเขาเริ่มต้นด้วยการใช้โมเดลป่าล้อมเมือง พวกเขาเปิดร้านสีชมพูที่ดูโดดเด่นสะดุดตาตามแหล่งชุมชนต่างๆ ก่อน เพื่อสร้างการรับรู้และเจาะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในระดับรากหญ้า

เมื่อสะสมความเข้าใจในพฤติกรรมของสาวไทยได้มากพอ พวกเขาไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นผู้นำเข้าสินค้า

แต่เริ่มสร้าง “House Brand” ของตัวเองขึ้นมาเพื่อควบคุมคุณภาพและเพิ่มผลกำไรให้สูงสุด

นี่คือจุดกำเนิดของแบรนด์ดังที่เราคุ้นเคยกันดีอย่าง Cathy Doll ซึ่งสร้างปรากฏการณ์ยอดขายถล่มทลาย

ตามมาด้วยแบรนด์ลูกอีกมากมายที่เจาะกลุ่มเป้าหมายแตกต่างกันไป …

จากบริษัทที่เคยมีหนี้สินล้นพ้นตัวและขาดทุนอย่างหนักจากการขายทีวี

อาณาจักรความงามแห่งนี้สามารถพลิกฟื้นกลับมาสร้างยอดขายได้หลายพันล้านบาทภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี

หุ้นของพวกเขาเติบโตอย่างก้าวกระโดด สร้างผลตอบแทนที่งดงามให้กับนักลงทุนที่เชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ของพวกเขาในวันนั้น

บทเรียนที่เราสามารถเรียนรู้จากมหากาพย์การเปลี่ยนร่างครั้งนี้คือ

โลกของธุรกิจหมุนเร็วเกินกว่าที่เราจะมัวยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ในวันนี้ อาจกลายเป็นเพียงอดีตในวันพรุ่งนี้ …

ความกล้าที่จะลงมือฆ่าธุรกิจเดิมของตัวเองเพื่อไปต่อยอดในเส้นทางใหม่ คือคุณสมบัติที่หายากแต่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้นำองค์กร

หากมัวแต่กลัวการเปลี่ยนแปลง เราก็จะถูกคู่แข่งและกาลเวลาทิ้งไว้เบื้องหลัง

การตั้งใจฟังเสียงของตลาด สำคัญกว่าการเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองแต่เพียงฝ่ายเดียว

หากวันนั้นพวกเขาดันทุรังขายทีวีต่อไปโดยไม่สนใจยอดขายที่พุ่งทะยานของเครื่องสำอาง วันนี้คงไม่มีร้านสีชมพูให้เราเห็น

การเปลี่ยนทิศทางธุรกิจไม่ได้หมายถึงการยอมแพ้หรือวิ่งหนีปัญหา แต่มันคือการวิ่งเข้าหาโอกาสใหม่ๆ ที่ซ่อนอยู่

พวกเขากล้าที่จะเดินออกจากทะเลสีเลือดเพื่อไปบุกเบิกในน่านน้ำที่สดใสกว่า …

เรื่องราวการเดินทางจากหน้าจอโทรทัศน์หนาเตอะ สู่ตลับแป้งสีชมพูที่อยู่ในกระเป๋าของวัยรุ่นทุกคน

พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า ในโลกของการทำธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวเลยสักนิด

แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือการไม่ยอมทำอะไรเลย และปล่อยให้ความสำเร็จในอดีตกลายเป็นกรงขังที่กักขังอนาคตของเราเอาไว้ต่างหาก

References : [Thairath, Forbes Thailand, Bangkokbiznews, Positioningmag, Mgronline]

Geek Story EP616 : ทำไม “ยุโรป” ถึงพ่ายแพ้ในสงครามชิปโลก? ประวัติศาสตร์ 50 ปีที่สูญหาย

หากเราพูดถึงวัฏจักรความรุ่งโรจน์และการล่มสลายของบริษัทหรือเทคโนโลยี มีอยู่หนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่ถือเป็นความสูญเสียและบทเรียนราคาแพงที่สุดระดับโลกครับ

ลองจินตนาการดูครับว่า ทวีปยุโรปคือกลุ่มคนแรกๆ ของโลกที่คิดค้น Transistor ชิ้นส่วนอัจฉริยะที่เป็นดั่งหัวใจและมันสมองของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชิ้นบนโลกใบนี้ ในวันนั้น พวกเขากุมอนาคตของเทคโนโลยีแห่งอนาคตไว้ในมือ เป็นมหาอำนาจที่ชาติอื่นได้แต่พยายามวิ่งตามให้ทัน

แต่เมื่อภาพตัดมาที่ปัจจุบัน ยุโรปกลับกลายเป็นเพียงผู้เล่นไม้ประดับในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ มีกำลังการผลิตชิปเหลือไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ของโลก

เกิดอะไรขึ้นกับอดีตผู้นำแห่งนี้ พวกเขาทำพลาดตรงไหนถึงปล่อยให้เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกที่ตัวเองเป็นคนริเริ่ม หลุดลอยไปตกอยู่ในมือของสหรัฐอเมริกาและเอเชียจนแทบไม่เหลือเค้าโครงความยิ่งใหญ่เดิม

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความโชคร้ายทางธุรกิจ แต่มันคือมหากาพย์ของการตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า การมองข้ามอนาคต และการยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ

วันนี้ เราจะพาทุกท่านย้อนเวลากลับไปสำรวจประวัติศาสตร์ 50 ปีที่สูญหาย เจาะลึกถึงรากเหง้าแห่งการล่มสลายที่เจ็บปวดที่สุดของอุตสาหกรรมเทคโนโลยียุโรป เรื่องราวนี้จะดุเดือดแค่ไหน และทิ้งบทเรียนอะไรไว้ให้เราบ้าง…

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://is.gd/J6laHf

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://is.gd/HnZyVy

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://is.gd/2PXyYV

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/GUPTTTL7AT4

เจาะลึกกลยุทธ์ชิปต้นน้ำ เมื่อญี่ปุ่นกำลังยึดอำนาจชิปโลกคืนแบบเงียบๆ

เคยสงสัยกันไหมครับว่าทำไมประเทศที่เคยเป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีถึงยอมเสียแชมป์ในอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดไปอย่างง่ายดาย

ย้อนกลับไปในช่วงปี 1980 บริษัทญี่ปุ่นผลิตชิปคิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของความต้องการทั้งโลก

แต่ในวันนี้ส่วนแบ่งเหล่านั้นกลับหดหายลงเหลืออยู่แค่ประมาณ 10% เท่านั้น เกิดอะไรขึ้นกับอดีตเจ้าโกลในวงการนี้…

เรื่องราวการต่อสู้ครั้งสำคัญของญี่ปุ่นไม่ใช่การทวงบัลลังก์ผู้ผลิตชิปคืนมาแบบตรงไปตรงมาเหมือนในอดีต

แต่เป็นการต่อสู้เพื่อยึดครองส่วนที่ลึกที่สุดในห่วงโซ่อุปทานที่แม้แต่ยักษ์ใหญ่ก็ต้องยอมสยบให้

นี่คือการกลับมาแบบเงียบๆ แต่ทรงพลังที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เทคโนโลยีสมัยใหม่…

เพื่อที่จะเข้าใจกลยุทธ์ของเกมใหม่นี้ เราต้องย้อนเวลากลับไปในยุคที่ญี่ปุ่นตั้งตนเป็นมหาอำนาจอย่างแท้จริง

ในยุคนั้นชื่ออย่าง NEC Toshiba และ Hitachi คือผู้นำโลกด้านการผลิตชิปหน่วยความจำที่มีคุณภาพสูงสุด

ภายในปี 1988 บริษัทญี่ปุ่นครองส่วนแบ่งการตลาดชิปทั่วโลกทะลุเกิน 50% ทิ้งห่างคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่น…

ชิ้นส่วนหน่วยความจำที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ IBM PC หรือแม้แต่เครื่องเกมยอดฮิตอย่าง Nintendo ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากโรงงานในประเทศญี่ปุ่น

ความสำเร็จระดับโลกนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลผลิตจากการทุ่มเทงบประมาณมหาศาลไปกับการวิจัยพัฒนา

ผสมผสานกับการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดสุดขีด และการสนับสนุนอย่างเต็มกำลังจากรัฐบาลที่คอยอุ้มชูอุตสาหกรรมนี้…

นวัตกรรมของญี่ปุ่นในยุคนั้นถือว่าสุดยอดมาก ตั้งแต่วิทยุพกพาไปจนถึงหน่วยความจำล้ำสมัย

สิ่งเหล่านี้ทำให้แบรนด์จากญี่ปุ่นกลายเป็นสัญลักษณ์สากลของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ล้ำยุคและเชื่อถือได้

แต่ความสำเร็จที่มากเกินไปก็มักจะสร้างศัตรูที่น่ากลัวตามมาเสมอ…

ความโดดเด่นของอุตสาหกรรมญี่ปุ่นทำให้ประเทศมหาอำนาจฝั่งอเมริกาเริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้

ผู้ผลิตอเมริกันหลายรายออกมากล่าวหาว่าบริษัทญี่ปุ่นกำลังทุ่มตลาดด้วยการขายชิปในราคาที่ต่ำกว่าทุนเพื่อฆ่าคู่แข่ง

รวมถึงการกีดกันบริษัทต่างชาติไม่ให้เข้าไปทำตลาดในประเทศญี่ปุ่นได้อย่างเสรี…

เรื่องราวความขัดแย้งนี้ลุกลามจนกลายเป็นประเด็นใหญ่ระดับชาติและนำไปสู่จุดเปลี่ยนสำคัญทางการเงิน

นั่นคือข้อตกลง Plaza Accord ในปี 1985 ที่สหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตรบีบให้ญี่ปุ่นต้องยอมรับเงื่อนไข

ข้อตกลงนี้บังคับให้ญี่ปุ่นต้องปล่อยให้ค่าเงินของตนเองแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อลดความได้เปรียบทางการค้า…

ผลกระทบที่ตามมาคือสินค้าส่งออกของญี่ปุ่นรวมถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มีราคาแพงขึ้นทันทีในสายตาชาวโลก

ความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกของพวกเขาจึงสูญเสียไปอย่างมหาศาลและรวดเร็ว

จนกระทั่งในปี 1986 ภายใต้แรงกดดันทางการเมือง ญี่ปุ่นต้องยอมลงนามใน US-Japan Semiconductor Arrangement…

ข้อตกลงฉบับนี้เสมือนโซ่ตรวนที่บังคับให้ญี่ปุ่นต้องลดกำลังการผลิตลงอย่างมีนัยสำคัญ

และยังบังคับให้ต้องเปิดตลาดภายในประเทศของตัวเองให้กว้างขึ้นเพื่อรับสินค้าจากอเมริกา

นี่คือจุดเปลี่ยนแรกที่ทำให้ฟันเฟืองอุตสาหกรรมชิปของญี่ปุ่นเริ่มสะดุดและเดินช้าลง…

ในจังหวะเดียวกันกับที่ญี่ปุ่นกำลังอ่อนแอ คู่แข่งหน้าใหม่ที่หิวโหยก็เริ่มถือกำเนิดขึ้น

เกาหลีใต้ส่ง Samsung เข้ามาตีตลาดชิปหน่วยความจำด้วยต้นทุนที่ถูกกว่าและดุดันกว่า

ขณะที่ไต้หวันก็มีบริษัทหน้าใหม่อย่าง TSMC เปิดตัวขึ้นมาพร้อมกับวิสัยทัศน์ที่แตกต่างออกไป…

พวกเขามาพร้อมกับโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ที่โลกไม่เคยรู้จักมาก่อนซึ่งเรียกว่า “Foundry Model”

โมเดลนี้คือการทำตัวเป็นโรงงานรับจ้างผลิตชิปเพียงอย่างเดียวโดยไม่แย่งลูกค้าออกแบบชิป

TSMC บอกกับบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกว่าคุณไม่ต้องทุ่มเงินสร้างโรงงานเองอีกต่อไป…

คุณมีหน้าที่แค่คิดและออกแบบนวัตกรรมใหม่ๆ ส่วนเรื่องการผลิตที่ซับซ้อนปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเขา

โมเดลธุรกิจนี้เข้ามาปฏิวัติวงการอย่างสิ้นเชิงและเข้ากับยุคสมัยที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านพอดี

พอเข้าสู่ทศวรรษ 1990 กระแสโลกาภิวัตน์พัดมาแรง บริษัทตะวันตกเริ่มย้ายฐานการผลิตออกไปนอกประเทศ…

แต่สิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุดคือพวกเขาไม่ได้เลือกจ้างโรงงานในญี่ปุ่นที่เคยเป็นที่หนึ่ง

พวกเขาหันไปหาศูนย์กลางการผลิตแห่งใหม่ที่ต้นทุนถูกกว่าและยืดหยุ่นกว่าอย่างไต้หวันและจีน

อุตสาหกรรมชิปของญี่ปุ่นจึงเข้าสู่ยุคขาลงอันยาวนานและมืดมน…

พอถึงช่วงต้นยุคปี 2000 ผู้ผลิตชิปญี่ปุ่นหลายรายประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก

พวกเขาต้องควบรวมกิจการกันอย่างวุ่นวายเพื่อความอยู่รอด แต่สุดท้ายหลายแห่งก็ต้องยอมแพ้

บริษัทยักษ์ใหญ่บางแห่งถูกคู่แข่งจากฝั่งอเมริกาเข้าซื้อกิจการไปอย่างน่าใจหาย…

เวลาผ่านไปญี่ปุ่นเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจซบเซาหรือที่เรียกกันว่าทศวรรษที่หายไป

พวกเขาพลาดขบวนรถไฟแห่งนวัตกรรมขบวนสำคัญไปแทบจะทั้งหมด

ทั้งการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของชิปสำหรับสมาร์ทโฟนและการปฏิวัติระบบการผลิตแบบใหม่…

จนมาถึงปี 2020 ส่วนแบ่งการตลาดโลกของอุตสาหกรรมชิปญี่ปุ่นก็หดตัวเล็กลง

จากที่เคยครองโลกเกินครึ่งกลับเหลือพื้นที่ยืนอยู่แค่ประมาณ 10% อย่างที่พวกเราเห็นในปัจจุบัน

ฟังดูเหมือนเป็นบทสรุปที่น่าเศร้าของอดีตราชา แต่ความจริงแล้วมหากาพย์เรื่องนี้ยังไม่จบ…

แม้ว่าญี่ปุ่นจะสูญเสียสถานะความเป็นเจ้าแห่งการผลิตชิปขั้นสุดท้ายไปแล้ว

แต่เบื้องหลังนั้นพวกเขายังคงรักษาตลาดเฉพาะกลุ่มที่สำคัญอย่างยิ่งยวดเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

ในส่วนของต้นน้ำ บริษัทญี่ปุ่นยังคงเป็นผู้นำของโลกแบบไร้คู่แข่งในการจัดหาวัสดุพื้นฐาน…

ไม่ว่าจะเป็นซิลิคอนบริสุทธิ์ สารเคมีเฉพาะทาง และอุปกรณ์เครื่องจักรที่จำเป็นสำหรับโรงงานทั่วโลก

ความแข็งแกร่งที่ซ่อนตัวอยู่เงียบๆ นี้เองที่กำลังจะกลายเป็นอาวุธชิ้นใหม่

และเป็นเวทีสำหรับการเอาคืนครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศที่เคยพ่ายแพ้…

จุดเปลี่ยนครั้งที่สองของวงการนี้มาถึงในช่วงต้นยุคปี 2020 ที่ผ่านมา

ตอนนั้นทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤตชิปขาดแคลนอย่างหนักจากผลพวงของโรคระบาด COVID-19

บวกกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามเทคโนโลยีที่ดุเดือดระหว่างมหาอำนาจ…

เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ผู้นำทุกประเทศเริ่มตาสว่างและตระหนักถึงความจริงข้อหนึ่ง

ชิปไม่ใช่แค่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ธรรมดา แต่มันคือโครงสร้างพื้นฐานและตั๋วชี้วัดความมั่นคงของชาติ

รัฐบาลญี่ปุ่นที่เคยปล่อยเสรีอุตสาหกรรมมานานก็ตัดสินใจลงมาร่วมเล่นในเกมนี้ทันที…

ในปี 2022 ญี่ปุ่นออกกฎหมายฉบับใหม่เพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจระดับชาติ

กระทรวง METI วางแผนยุทธศาสตร์ใหม่ด้วยการตั้งเป้าเพิ่มยอดขาย “Semiconductor” ในประเทศ

เป้าหมายคือการเพิ่มตัวเลขให้ได้ถึงสามเท่าตัวภายในสิ้นทศวรรษนี้…

ที่สำคัญที่สุดคือมุมมองของชนชั้นนำในญี่ปุ่นเริ่มเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

พวกเขาตระหนักชัดเจนว่าไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องไปสร้างโรงงานผลิตเพื่อแข่งกับ TSMC แบบหน้าดำคร่ำเครียด

แต่พวกเขาควรใช้ประโยชน์จากอาวุธลับนั่นคือความแข็งแกร่งของต้นน้ำที่ตัวเองกุมบังเหียนอยู่แล้ว…

แนวคิดใหม่นี้คือการเข้าไปยึดครองส่วนผสมทุกอย่างที่จำเป็นต้องใช้ในการผลิตชิป

ในเมื่อห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคงกลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตายของโลกยุคปัจจุบัน

ความแข็งแกร่งในจุดนี้จึงสามารถแปรเปลี่ยนเป็นอำนาจต่อรองระดับโลกได้ทันที…

รัฐบาลเริ่มอัดฉีดเม็ดเงินอุดหนุนมหาศาลเพื่อดึงดูดโรงงานต่างชาติให้มาตั้งฐานทัพในประเทศ

แต่ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองและเป็นหัวใจของกลยุทธ์นี้ลึกล้ำกว่านั้นมาก

นั่นคือการมอบอำนาจและเม็ดเงินให้กองทุนรัฐบาลอย่าง JIC ออกไปไล่ซื้อกิจการ…

เป้าหมายของการกวาดซื้อไม่ใช่โรงงานผลิตชิปหน้าตาหรูหราที่ใครๆ ก็รู้จัก

แต่เป็นบริษัทต้นน้ำที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านซึ่งคนทั่วไปแทบจะไม่เคยได้ยินชื่อ

ทว่าบริษัทเหล่านี้กลับเป็นหัวใจสำคัญที่กระบวนการผลิตทั้งโลกขาดไม่ได้…

สมรภูมิแรกคือเรื่องของวัสดุศาสตร์เฉพาะทาง กองทุน JIC ทุ่มเม็ดเงินมหาศาลเพื่อซื้อกิจการ JSR Corporation

เป้าหมายคือการนำบริษัทนี้ออกจากตลาดหุ้นเพื่อไม่ต้องคอยพะวงกับผลกำไรระยะสั้น

บริษัทนี้ไม่ใช่โรงงานเคมีทั่วไป แต่คือเบอร์หนึ่งของโลกด้าน “Photoresist” หรือสารเคลือบไวแสง…

สารเคมีตัวนี้มีความสำคัญในระดับคอขาดบาดตายโดยเฉพาะในกระบวนการผลิตชิปขั้นสูงที่เรียกว่า EUV

บริษัทญี่ปุ่นครองส่วนแบ่งตลาดนี้เกือบจะเบ็ดเสร็จ ในขณะที่ชาติมหาอำนาจอื่นยังพัฒนาตามไม่ทัน

ผู้ผลิตชิปเบอร์ใหญ่สุดของโลกทุกรายล้วนต้องก้มหัวพึ่งพาสารเคลือบคุณภาพสูงจากญี่ปุ่น…

การที่รัฐบาลดึงบริษัทนี้เข้ามาไว้ในอ้อมกอดก็เพื่อปกป้องเทคโนโลยีไม่ให้หลุดรอด

พร้อมกับอัดฉีดเงินลงทุนด้านการวิจัยแบบไม่อั้นเพื่อสร้างสารเคลือบสำหรับเทคโนโลยีอนาคต

นี่คือการส่งสัญญาณเตือนว่าญี่ปุ่นจะไม่ยอมเสียความเป็นผู้นำในปัจจัยการผลิตที่สำคัญนี้ไปอีกแล้ว…

สมรภูมิที่สองคือเรื่องของแผ่นเวเฟอร์ ถ้าชิปคือสมอง ซิลิคอนเวเฟอร์ก็คือผืนผ้าใบเปล่าที่ใช้สร้างสมอง

มันคือแผ่นดิสก์บริสุทธิ์พิเศษที่เรียบเนียนดั่งกระจกและเป็นจุดเริ่มต้นของอิเล็กทรอนิกส์ทุกชิ้น

ในตลาดนี้บริษัทจากญี่ปุ่นอย่าง Shin-Etsu Chemical และ SUMCO ก็ครองโลกอยู่แบบเงียบๆ…

กลยุทธ์ในส่วนนี้รัฐบาลเลือกใช้วิธีการอัดฉีดเงินอุดหนุนจำนวนมหาศาลแทนการซื้อกิจการ

เป้าหมายเพื่อขยายกำลังการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการที่จะพุ่งสูงขึ้นในอนาคต

และเป็นการมัดรวบให้โรงงานผลิตชิปต่างชาติทุกรายต้องพึ่งพาแผ่นเวเฟอร์จากญี่ปุ่นตลอดไป…

สมรภูมิที่สามคือเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ล้ำยุค ญี่ปุ่นเป็นราชาในอาณาจักรนี้มาอย่างยาวนาน

ชื่อบริษัทอย่าง Tokyo Electron หรือ Lasertec และ Advantest คือกระดูกสันหลังของโรงงานทั่วโลก

กลยุทธ์ของรัฐบาลคือการคอยส่งเสริมแชมป์เปี้ยนเหล่านี้ให้ยังคงทิ้งห่างคู่แข่งอยู่เสมอ…

อย่างกรณีของ Lasertec ที่ผูกขาดตลาดเครื่องตรวจสอบข้อบกพร่องของหน้ากากพิมพ์ลายวงจร EUV

ต่อให้คุณมีเครื่องพิมพ์ลายวงจรระดับเทพราคาหลายพันล้านอยู่เต็มโรงงาน

แต่ถ้าคุณไม่มีเครื่องตรวจสอบจากญี่ปุ่นกระบวนการผลิตสุดล้ำนั้นก็แทบจะไร้ความหมาย…

แนวคิดคือถ้าญี่ปุ่นไม่สามารถเป็นเจ้าของเครื่องพิมพ์ลายวงจรหลักได้อีกต่อไป

พวกเขาก็จะสร้างอิทธิพลด้วยการคุมเทคโนโลยีทุกอย่างที่อยู่รายล้อมเครื่องพิมพ์เหล่านั้นแทน

นี่คือการวางหมากที่เฉียบขาดและสร้างการพึ่งพาอาศัยที่ประเทศอื่นไม่สามารถสลัดหลุดได้…

สมรภูมิสุดท้ายและเป็นไพ่เด็ดในอนาคตคือเทคโนโลยี “Advanced Packaging”

เมื่อการย่อขนาดชิปแบบเดิมเริ่มถึงทางตัน การประกอบชิปจึงไม่ใช่แค่การใส่กล่องพลาสติกอีกต่อไป

แต่มันคือศิลปะในการนำชิปชิ้นเล็กๆ หลายตัวมาเรียงร้อยประกอบกันให้กลายเป็นชิปสุดยอดพลัง…

บริษัทญี่ปุ่นอย่าง Shinko Electric คือผู้กุมความลับและเป็นผู้นำโลกด้านแผ่นรองบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง

ซึ่งแผ่นรองเหล่านี้คือหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในยุคนี้

กองทุน JIC จึงไม่รอช้าที่จะเข้าไปกวาดซื้อกิจการบริษัทนี้เพื่อนำออกจากตลาดหุ้นเช่นเดียวกัน…

เป้าหมายก็เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านการประกอบชิปขั้นสูงให้อยู่ภายใต้ร่มเงาของรัฐบาล

เมื่อเรานำจิ๊กซอว์ทั้งหมดที่กระจัดกระจายอยู่มาประกอบเข้าด้วยกัน ภาพวาดของรัฐบาลก็ปรากฏชัด

กลยุทธ์ของญี่ปุ่นในวันนี้ไม่ได้ไร้เดียงสาเหมือนการพยายามสร้างโรงงานขนาดใหญ่เพื่อแข่งกับใคร…

แต่ความทะเยอทะยานที่แท้จริงคือการกว้านซื้อและรวบรวมทุกข้อต่อที่สำคัญในต้นน้ำเข้าไว้ด้วยกัน

ตั้งแต่วัสดุศาสตร์ขั้นสูง ผืนผ้าใบซิลิคอน เครื่องจักรตรวจจับความผิดพลาด ไปจนถึงการประกอบขั้นสุดท้าย

ทั้งหมดนี้คือการสร้างกำแพงความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมีมา…

ญี่ปุ่นในยุคใหม่จะสามารถปกป้องตัวเองจากภาวะวิกฤตหรือเกมการเมืองบนเวทีโลกได้ดีขึ้น

เพราะเมื่อคุณสามารถควบคุมส่วนผสมลับที่ทุกคนบนโลกจำเป็นต้องใช้

คุณย่อมมีสิทธิขาดในการเจรจาต่อรองและกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมได้ตามต้องการ…

ไม่ว่าจะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่จากชาติไหนที่อยากจะสร้างโรงงานเพื่อขยายกำลังการผลิต

สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ต้องหันหน้ามาพึ่งพาสินค้าและเทคโนโลยีรากฐานจากแดนอาทิตย์อุทัยอยู่ดี

นี่คือรากฐานที่มั่นคงสำหรับอนาคตและเป็นการผูกขาดความเจริญเติบโตเอาไว้กับประเทศของตน…

การเดินหมากบนกระดานใหม่ของญี่ปุ่นแสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้จากบาดแผลในอดีต

พวกเขาตระหนักแล้วว่าการเอาชนะในสงครามรูปแบบเดิมอาจเป็นเรื่องที่สายเกินแก้

พวกเขาจึงตัดสินใจเปิดสมรภูมิใหม่ในพื้นที่ที่ตัวเองมีความถนัดและได้เปรียบมากที่สุด…

วันนี้ญี่ปุ่นอาจจะไม่ได้กลับมาสวมมงกุฎในฐานะผู้ผลิตชิปอันดับหนึ่งที่โลกจดจำ

แต่พวกเขากำลังกลับมาในฐานะสถาปนิกผู้อยู่เบื้องหลังและเป็นผู้กุมชะตาของอุตสาหกรรมชิปทั้งโลก

มันคือปรัชญาการทำธุรกิจที่บอกเราว่า ถ้าไม่สามารถเป็นที่หนึ่งในเกมนั้นได้…

เราก็แค่เปลี่ยนสถานะตัวเองให้กลายเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญที่ทุกเกมบนโลกจะขาดไปไม่ได้

และนั่นคือกลวิธีที่ญี่ปุ่นกำลังใช้ยึดอำนาจโลกเทคโนโลยีคืนมาแบบเงียบๆ แต่เด็ดขาดที่สุด…

References : [nikkei,bloomberg,ft,scmp,reuters]