ทำไม PCT ถึงหายไป? โทรศัพท์บ้านพกพา ที่วัยรุ่นยุค 90s ไม่เคยลืม

เคยสงสัยกันไหมว่าก่อนที่โลกนี้จะมีสมาร์ตโฟนให้เราไถหน้าจอกันทั้งวัน วัยรุ่นในกรุงเทพฯยุคก่อนเขาติดต่อสื่อสารกันอย่างไร

ในช่วงเวลาที่การสื่อสารเป็นเรื่องราคาแพงและเข้าถึงยาก มีอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตคนเมืองไปตลอดกาล…

ภาพจำของ Siam Square ในช่วงปลายยุค 90s ถึงต้น 2000s คงหนีไม่พ้นภาพเด็กวัยรุ่นเดินขวักไขว่

และสิ่งหนึ่งที่แทบทุกคนต้องมีห้อยคอไว้ ไม่ใช่ iPhone หรือ Samsung แต่มันคือโทรศัพท์รูปร่างแปลกตาที่มีเสาสัญญาณดึงให้ยาวได้

บางรุ่นถึงขั้นมีไฟกะพริบวิบวับเวลาที่มีสายเข้า สิ่งนี้คือฮีโร่ขี่ม้าขาวที่เข้ามาทลายกำแพงค่าโทรศัพท์อันแสนแพงในยุคนั้น

มันคือเทคโนโลยีที่ชื่อว่า “PCT” ซึ่งกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของยุคสมัยอย่างแท้จริง

ย้อนกลับไปก่อนช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997 โทรศัพท์มือถือคือเครื่องหมายของกลุ่มคนที่มีฐานะที่มั่งคั่ง เครื่องหนึ่งราคาหลายหมื่นบาท ส่วนค่าโทรก็พุ่งไปถึงนาทีละหลายบาท

ทำให้คนทั่วไปแทบไม่มีโอกาสได้สัมผัสการสื่อสารแบบไร้สาย…

วัยรุ่นยุคนั้นจึงต้องพึ่งพาตู้โทรศัพท์สาธารณะและการส่งข้อความผ่าน Pager เป็นหลัก

ใครอยากคุยกับคนพิเศษก็ต้องกำเหรียญบาทไปยืนต่อคิวหน้าตู้ ชีวิตเต็มไปด้วยข้อจำกัดและเวลาที่ต้องรอคอย

ในขณะเดียวกัน บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง TelecomAsia ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ CP ก็กำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่

พวกเขาได้รับสัมปทานในการเดินสายโทรศัพท์บ้านกว่าหลายล้านเลขหมายทั่วกรุงเทพมหานคร

แต่เมื่อวิกฤตต้มยำกุ้งปะทุขึ้น ผู้คนต่างรัดเข็มขัด ไม่มีใครอยากเสียเงินติดตั้งโทรศัพท์บ้านเพิ่ม

สายเคเบิลที่ลงทุนลากไปทั่วเมืองจึงถูกทิ้งร้าง ในขณะที่หนี้สินจากการกู้ยืมเงินต่างประเทศพุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว…

TelecomAsia ต้องดิ้นรนหาทางออกอย่างหนัก พวกเขาต้องหาคําตอบว่าจะเปลี่ยนสายโทรศัพท์บ้านที่ไม่มีใครใช้ ให้กลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่เพื่อพยุงบริษัทให้รอดพ้นจากปากเหวนี้ได้อย่างไร

ทางสว่างปรากฏขึ้นจากประเทศญี่ปุ่น เมื่อผู้บริหารได้ค้นพบเทคโนโลยีที่เรียกว่า “PHS” ซึ่งเปรียบเสมือนลูกผสมระหว่างโทรศัพท์บ้านไร้สายกับโทรศัพท์มือถือ เทคโนโลยีนี้ทำงานด้วยแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ชาญฉลาด

แทนที่จะต้องตั้งเสาสัญญาณขนาดใหญ่แบบโทรศัพท์ Cellular

ระบบ “PHS” ใช้วิธีนำตัวส่งสัญญาณขนาดเล็กไปติดตั้งไว้ตามเสาไฟฟ้าและตู้ชุมสายโทรศัพท์ที่มีอยู่แล้วทั่วกรุงเทพมหานคร

เมื่อผู้ใช้งานนำเครื่องลูกข่ายออกจากบ้าน ตัวเครื่องก็จะไปจับสัญญาณจากเสาต้นเล็กๆ เหล่านี้แทน

ทำให้โทรศัพท์บ้านธรรมดาสามารถพกพาออกไปใช้งานที่ไหนก็ได้ที่มีสัญญาณครอบคลุม…

TelecomAsia ไม่รอช้าที่จะนำเทคโนโลยีนี้เข้ามาเปลี่ยนเกมธุรกิจในไทย

พวกเขาเปิดตัวบริการนี้ภายใต้ชื่อ “PCT” พร้อมกับการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยกลยุทธ์ด้านราคาที่รุนแรงและเย้ายวนใจที่สุดเท่าที่เคยมีมา

สิ่งที่ทำให้ “PCT” โด่งดังเป็นพลุแตกไม่ใช่แค่ความสามารถในการพกพา

แต่มันคือโปรโมชั่นสุดระห่ำอย่างการโทรฟรีไม่อั้น นี่คือเวทมนตร์ที่เสกให้วัยรุ่นทั้งเมืองแห่กันไปสมัครใช้งาน

ในยุคที่ค่ายมือถือคิดค่าโทรเป็นนาที การจ่ายรายเดือนเพียงหลักร้อยแล้วสามารถโทรหากันได้ไม่จำกัด คือสวรรค์ของคนที่ต้องการติดต่อสื่อสารแต่มีงบประมาณจำกัด

ภาพคนต่อคิวตู้โทรศัพท์จึงเริ่มหายไปจากสังคมเมือง…

แต่โปรโมชั่นที่เป็นตำนานที่สุดและฝังอยู่ในความทรงจำของคนยุคนั้นคือการโทรฟรีครั้งละ “15 นาที”

เมื่อใกล้ครบเวลา ทุกคนจะรู้กันดีว่าต้องรีบสรุปใจความสำคัญเพื่อบอกให้อีกฝ่ายวางสายแล้วกดโทรใหม่

เครื่อง “PCT” กลายเป็นไอเทมแฟชั่นยอดฮิต โดยเฉพาะรุ่น X-Series ที่มีดีไซน์โฉบเฉี่ยว เปลี่ยนหน้ากากได้ และมีเสาไฟกะพริบ ใครที่เดินห้อยเครื่องนี้จะดูเป็นคนตามเทรนด์อยู่เสมอ

ความสำเร็จนี้ช่วยพลิกฟื้นสถานการณ์ของ TelecomAsia ได้อย่างน่าทึ่ง

โครงข่ายสายโทรศัพท์ที่เคยไร้ค่ากลับมาสร้างกระแสเงินสดหล่อเลี้ยงบริษัทให้ก้าวผ่านช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดไปได้

แต่โลกของธุรกิจไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ นวัตกรรมที่ดูเหมือนจะกอบกู้สถานการณ์นี้ กลับแฝงไปด้วยจุดอ่อนทางเทคนิคที่สร้างความท้าทายให้กับผู้ใช้งานอยู่ไม่น้อย…

เทคโนโลยี “PHS” ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานในพื้นที่ที่มีคนหนาแน่น

แต่มีข้อจำกัดที่สำคัญคือไม่สามารถรองรับการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วได้ รัศมีของเสาสัญญาณ Microcell นั้นสั้นมาก

หากผู้ใช้งานเดินเร็วๆ หรือนั่งรถเมล์ สัญญาณจะขาดหายหรือสายหลุดไปดื้อๆ

สิ่งนี้บีบบังคับให้เกิดพฤติกรรมแปลกประหลาด นั่นคือผู้ใช้งานต้องยืนนิ่งเป็นรูปปั้นทุกครั้งที่รับสายหรือโทรออก

บางครั้งเราจะเห็นคนพยายามเดินหามุมตึกหรือยื่นมือออกไปในอากาศเพื่อค้นหาสัญญาณ

เมื่อเจอจุดที่ชัดเจนที่สุดก็จะหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่กล้าขยับตัวไปไหนจนกว่าบทสนทนาจะจบลง…

อีกหนึ่งความคลาสสิกคือปัญหาคลื่นแทรก เนื่องจากใช้คลื่นความถี่สาธารณะ บางครั้งขณะที่กำลังคุยสายอยู่ก็จะได้ยินเสียงคนแปลกหน้าแทรกเข้ามา หรือสายหลุดไปดื้อๆ โดยไม่มีสัญญาณเตือน

แต่ถึงแม้จะมีความยากลำบากในการใช้งาน ผู้คนก็ยังยอมอดทน ยอมยืนขาแข็งเป็นชั่วโมง ยอมเดินหาสัญญาณจนทั่วห้างสรรพสินค้า เพียงเพื่อแลกกับความประหยัดที่หาไม่ได้จากโทรศัพท์มือถือทั่วไป

ยุคทองของ “PCT” ดำเนินไปได้ระยะหนึ่ง จนกระทั่งคลื่นลมในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมเริ่มเปลี่ยนทิศทาง

การแข่งขันของโทรศัพท์มือถือเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน…

ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่อย่าง AIS และ Dtac เริ่มปรับตัวเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด

พวกเขารู้ดีว่าหากปล่อยให้วัยรุ่นติดใจโปรโมชั่นราคาถูกต่อไป อนาคตของอุตสาหกรรมอาจจะต้องเปลี่ยนไป

การมาถึงของระบบเติมเงินอย่าง One-2-Call และ Dprompt คือจุดเริ่มต้นของพายุลูกใหม่ ราคาซิมการ์ดและเครื่องโทรศัพท์เริ่มปรับตัวลดลงจนคนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

โทรศัพท์มือถือระดับตำนานอย่าง Nokia 3310 เข้ามาตีตลาดด้วยราคาที่เอื้อมถึง พร้อมกับโปรโมชั่นค่าโทรที่ถูกลงอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการโทรฟรีในเครือข่ายหรือคิดค่าโทรเป็นนาทีที่สมเหตุสมผล…

เมื่อช่องว่างทางราคาเริ่มแคบลง ข้อจำกัดในการใช้งานที่ต้องยืนนิ่งๆ ของ “PCT” ก็กลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคเริ่มรู้สึกว่าไม่ตอบโจทย์ คนต้องการอิสระในการสื่อสารขณะเดินทาง

นอกจากนี้พื้นที่ให้บริการที่จำกัดอยู่แค่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ทำให้โทรศัพท์เครื่องนี้ใช้งานไม่ได้ทันทีเมื่อออกต่างจังหวัด ความคล่องตัวจึงเป็นสิ่งที่พ่ายแพ้ให้กับมือถืออย่างราบคาบ

พฤติกรรมของผู้ใช้งานเองก็เริ่มเปลี่ยนผ่านจากยุคของการเน้นพูดคุยด้วยเสียง ไปสู่ยุคของการส่งข้อมูล

โลกเริ่มรู้จักเทคโนโลยีอย่าง SMS และ MMS ซึ่งตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่รวดเร็ว…

การก้าวเข้าสู่ยุค GPRS ทำให้อินเทอร์เน็ตบนมือถือเริ่มมีบทบาท

ซึ่งโครงข่าย “PHS” ไม่สามารถพัฒนาเพื่อรองรับการส่งข้อมูลความเร็วสูงได้ โลกกำลังหมุนเร็วกว่าที่เทคโนโลยีเดิมจะตามทัน

ตัวเลขผู้ใช้งานเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด ผู้บริหารของ TelecomAsia ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ดี

พวกเขารู้ว่าเทคโนโลยีที่ใช้อยู่เป็นเพียงสะพานเชื่อมชั่วคราว ไม่ใช่อนาคตที่ยั่งยืน

แทนที่จะดันทุรังผลักดันสิ่งที่กำลังจะหมดอายุขัย พวกเขาเลือกที่จะเดินหน้าสู่เส้นทางใหม่ด้วยการรีแบรนด์องค์กรครั้งประวัติศาสตร์ เปลี่ยนชื่อจาก TelecomAsia เป็น True Corporation

ทิศทางใหม่คือการกระโดดเข้าสู่สมรภูมิโทรศัพท์มือถืออย่างเต็มตัว

พวกเขาเปิดตัวแบรนด์ Orange ก่อนที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่ TrueMove โดยใช้ฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่เป็นแต้มต่อสำคัญ…

กลยุทธ์ที่ชาญฉลาดคือการนำเสนอสิทธิพิเศษเพื่อดึงดูดให้ลูกค้าเก่าย้ายค่ายมาใช้เครือข่ายใหม่

ไม่ว่าจะเป็นโปรโมชั่นแลกเครื่องหรือส่วนลดค่าบริการ ทำให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น

บทบาทของโทรศัพท์บ้านพกพาจึงค่อยๆ ลดเลือนหายไปตามกาลเวลา

จากของฮิตที่ทุกคนต้องมี กลายเป็นเพียงอดีตที่ถูกลืมทิ้งไว้ในลิ้นชัก

เรื่องราวนี้ซ่อนบทเรียนทางธุรกิจที่น่าสนใจเอาไว้

การที่ธุรกิจจะรอดพ้นจากวิกฤตได้ บางครั้งไม่จำเป็นต้องรอเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุด

แต่คือการมองเห็นจังหวะเวลาและการแก้ปัญหาที่ตรงจุด…

การนำสินทรัพย์ที่ถูกทิ้งร้างอย่างโครงข่ายสายโทรศัพท์มาสร้างมูลค่าเพิ่ม

เป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในช่วงเวลาที่องค์กรกำลังเผชิญกับความยากลำบาก

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรู้ว่าเมื่อใดควรจะปล่อยมือจากสิ่งที่เคยสร้างความสำเร็จ

การกล้าที่จะก้าวออกจาก comfort zone และปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีใหม่ คือกุญแจของการอยู่รอดในระยะยาว

ลองนึกถึงบรรยากาศตอนกลางคืนในยุคนั้น เด็กวัยรุ่นหลายคนคอยกดโทรออกซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อคุยกับคนรัก

เป็นความพยายามที่คนในยุคนี้อาจจะมองว่าเป็นเรื่องประหลาด

แต่ในความแปลกประหลาดนั้นมีความคลาสสิกซ่อนอยู่ มันสอนให้คนรู้จักคุณค่าของเวลา

เมื่อใกล้จะหมดเวลา ทุกคนจะรีบสรุปใจความสำคัญเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการวางสายและเริ่มต้นใหม่…

ในมุมมองของธุรกิจ กลยุทธ์นี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ การใช้ราคาเป็นตัวนำเพื่อดึงดูดผู้ใช้งานจำนวนมาก

เป็นการเจาะกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อน้อยแต่มีความต้องการสื่อสารสูงได้อย่างแม่นยำ

แม้ว่าคุณภาพของสัญญาณจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่เมื่อผู้บริโภคชั่งน้ำหนักระหว่างความคุ้มค่ากับความไม่สะดวกสบาย พวกเขายินดีที่จะประนีประนอม

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเชื่อมต่อของมนุษย์

นอกจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การตัดสินใจลงทุนในระบบ “PHS” ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่กล้าเสี่ยง

ในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา การนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้ถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญ…

ความสำเร็จจากการเดิมพันครั้งนั้น ไม่เพียงแต่ช่วยชำระหนี้สิน แต่ยังสร้างรากฐานข้อมูลลูกค้าขนาดใหญ่

ข้อมูลเหล่านี้กลายเป็นขุมทรัพย์ที่มีค่าเมื่อองค์กรก้าวเข้าสู่ธุรกิจโทรศัพท์มือถือเต็มรูปแบบ

การเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตามเทคโนโลยี คือสิ่งที่ทำให้องค์กรสามารถอยู่รอดได้

เมื่อรู้ว่าโครงข่ายมือถือคืออนาคต การตัดสินใจสร้างระบบใหม่มารองรับจึงเป็นการตัดสินใจที่เฉียบขาด

สินค้าบางอย่างอาจเกิดมาเพื่อเป็นเพียงรอยต่อของยุคสมัย นวัตกรรมที่เคยยิ่งใหญ่วันหนึ่งอาจกลายเป็นเพียงเทคโนโลยีเก่าเก็บ

แต่คุณค่าที่แท้จริงคือรากฐานที่มันทิ้งไว้ให้กับอุตสาหกรรม…

ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์รุ่นไหน เทคโนโลยีอะไร เป้าหมายสูงสุดก็ยังคงเป็นเรื่องเดิม

นั่นคือการทลายระยะห่างระหว่างผู้คน เพียงแต่วิธีการเท่านั้นที่ถูกพัฒนาให้สอดคล้องกับจังหวะชีวิตที่เปลี่ยนไป

ตำนานของโทรศัพท์ที่ต้องยืนนิ่งๆ เพื่อคุย จึงเป็นมากกว่าเรื่องราวของอุปกรณ์สื่อสารล้าสมัย มันคือภาพสะท้อนของการต่อสู้ทางธุรกิจ

และเป็นความทรงจำร่วมของคนเจเนอเรชันหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นจริงบนหน้าประวัติศาสตร์เทคโนโลยีไทย

References : [mgronline, positioningmag, wikipedia, ryt9, pantip]

กว่าจะเป็นยาคูลท์ เครื่องดื่มเปลี่ยนโลกที่เกิดจากความตายและความอดอยาก

เคยสงสัยกันบ้างไหมว่าเครื่องดื่มขวดจิ๋วรสชาติเปรี้ยวอมหวานที่เราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่เด็กแทบทุกคน มีจุดกำเนิดมาจากเรื่องราวแบบไหน

เรื่องนี้ต้องพาย้อนเวลากลับไปไกลถึงกว่าร้อยปีก่อน เพื่อทำความรู้จักกับชายผู้หนึ่งที่ต้องการแก้ปัญหาความอดอยากด้วยสองมือของเขา…

ชายคนนี้มีชื่อว่า Minoru Shirota เขาเกิดเมื่อเดือนเมษายน ปี 1899 ในหมู่บ้านชนบทที่แสนห่างไกล

ตั้งอยู่เคียงข้างสายน้ำ Inadani Tenryuu ในพื้นที่ที่เรียกว่า Iida ทางฝั่งตะวันตกของเมือง Nagano ประเทศญี่ปุ่น…

สภาพแวดล้อมของหมู่บ้าน Inadani ในยุคนั้นล้อมรอบไปด้วยเนินเขาสูงชันสลับซับซ้อน

ด้วยภูมิประเทศที่ยากลำบากบวกกับสภาพดินที่ไม่อำนวย ทำให้ผู้คนไม่สามารถปลูกข้าวเพื่อประทังชีวิตได้

ดินแดนแถบนี้จึงตกอยู่ในสภาวะยากจนข้นแค้นมาตั้งแต่สมัยโบราณ…

แต่ครอบครัวของ Minoru Shirota กลับแตกต่างออกไป เขาเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะมั่งคั่งที่สุดแห่งหนึ่งในหมู่บ้าน

พ่อของเขาทำธุรกิจค้าส่งกระดาษ มีกิจการฟาร์มเลี้ยงไหม และยังทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ในธนาคารอีกด้วย…

ความเพียบพร้อมทางฐานะทำให้ชีวิตวัยเด็กของเขาได้รับโอกาสที่ดีกว่าเด็กคนอื่นๆ ในพื้นที่ทุรกันดารแห่งนั้น

เขาถูกส่งตัวไปเข้าเรียนที่โรงเรียนประถมในเขต Ryuunooka ซึ่งอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านบ้านเกิดไปพอสมควร…

ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เขามักจะเป็นที่รักของเพื่อนฝูงเสมอ เพราะเขาเป็นคนที่มีอารมณ์ขัน ร่าเริง และมีความเฉลียวฉลาดที่โดดเด่นเกินวัย

จนกระทั่ง Hashizume Fukuji ครูประจำชั้นในเวลานั้น เป็นคนแรกที่มองเห็นและยอมรับในพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ในตัวเด็กชายคนนี้…

กาลเวลาล่วงเลยมาถึงเดือนเมษายน ปี 1913 เขาได้ก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียนมัธยมต้น Iida ด้วยความมุ่งมั่น

แต่เส้นทางแห่งการศึกษาก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ทุกๆ วันเขาจะต้องตื่นแต่เช้าตรู่และออกเดินทางด้วยเท้าเปล่าเป็นระยะทางไกลถึง 16 กิโลเมตรเพื่อไปแสวงหาความรู้…

ในยุคสมัยนั้น ค่านิยมของสังคมผลักดันให้เด็กรุ่นใหม่ใฝ่ฝันที่จะสวมเสื้อกาวน์ นักเรียนที่เก่งกาจจำนวนมากต่างมุ่งเป้าหมายไปที่การสอบเข้าเรียนแพทย์

พ่อของเขาเองก็ตั้งความหวังไว้เช่นนั้น และตัวเขาเองก็เลือกที่จะเดินตามรอยความคาดหวังเพื่อก้าวไปสู่การเป็นหมอ…

ทว่าความสงบสุขก็อยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อไฟสงครามเริ่มก่อตัวและลุกลามเข้ามาในประเทศญี่ปุ่น

สำหรับเด็กหนุ่มที่เกลียดชังการต่อสู้แย่งชิงและรักในความสงบสุขอย่างเขา สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงจึงกลายเป็นสิ่งที่บั่นทอนจิตใจ

เขาจึงตัดสินใจบอกลาบ้านเกิดและมุ่งหน้าสู่เมือง Kyoto เพื่อค้นหาความอิสระ…

เมื่อถึงเดือนเมษายน ปี 1921 เขาได้เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยระดับแนวหน้าอย่าง Kyoto University ในคณะแพทยศาสตร์

แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขากลับไม่ใช่การรักษาผู้ป่วยทั่วไป

เขากลับหลงใหลในโลกที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และเลือกที่จะดำดิ่งลงไปศึกษาเกี่ยวกับจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคร้าย…

แรงผลักดันที่ทำให้เขาเลือกเส้นทางนี้ มาจากภาพจำอันแสนเจ็บปวดในวัยเด็กที่เมือง Inadani บ้านเกิดของเขา

ภาพของแผ่นดินที่แห้งแล้งจนเพาะปลูกอะไรแทบไม่ได้ นำพาความยากจนข้นแค้นมาสู่ผู้คนนับไม่ถ้วน…

เมื่อความอดอยากแผ่ขยาย เด็กๆ ในหมู่บ้านจึงเติบโตมาแบบขาดสารอาหาร ร่างกายของพวกเขาสูบผอมและอ่อนแอจนไร้ภูมิต้านทาน

ทำให้โรคระบาดร้ายแรงอย่างโรคบิด สามารถพรากชีวิตเด็กน้อยผู้บริสุทธิ์ไปได้อย่างง่ายดายต่อหน้าต่อตาเขา…

ภาพโศกนาฏกรรมเหล่านั้นฝังลึกอยู่ในใจของ Minoru Shirota เขาจึงตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องค้นหาวิธีขจัดโรคร้ายอย่างโรคบิดและไข้รากสาดใหญ่ให้หมดไปจากโลกนี้ให้จงได้

เขาหมกมุ่นอยู่กับการวิจัยเพื่อหาวิธีป้องกันไม่ให้เชื้อร้ายเหล่านี้แพร่กระจายไปทำร้ายใครได้อีก…

ความพยายามอย่างหนักเริ่มออกดอกออกผลในฤดูใบไม้ผลิปี 1925 งานวิจัยของเขามีความก้าวหน้าไปไกลมาก

เขาพบหลักฐานที่ชัดเจนว่าแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคบิดและไข้รากสาดใหญ่นั้น เมื่อหลุดรอดเข้าไปในร่างกายมนุษย์แล้ว จะเข้าไปทำลายระบบต่างๆ จนทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยปางตาย…

แต่ในความมืดมิดก็ยังคงมีแสงสว่าง เขาได้ค้นพบความลับอันน่าทึ่งของร่างกายมนุษย์

นั่นคือภายในระบบทางเดินอาหารของเรา ไม่ได้มีแค่เชื้อโรคที่คอยทำร้ายเพียงอย่างเดียว

แต่ยังมีแบคทีเรียกลุ่มที่เป็นมิตร ซึ่งคอยทำหน้าที่เป็นทหารองครักษ์ปกป้องสุขภาพและต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมอยู่ด้วย…

หนึ่งในทหารองครักษ์ที่แข็งแกร่งที่สุดที่เขาค้นพบก็คือแบคทีเรียที่มีชื่อเรียกว่า “Lactobacillus” ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญแห่งการมีสุขภาพลำไส้ที่ดี

การค้นพบครั้งยิ่งใหญ่นี้ได้จุดประกายความคิดที่ล้ำยุคเกินกว่าใครจะจินตนาการถึงในเวลานั้น…

แนวคิดของเขาก็คือ หากเราสามารถสกัดเอา “Lactobacillus” ที่มีอยู่ในธรรมชาติมาเพาะเลี้ยงให้แข็งแกร่ง และขยายพันธุ์ในปริมาณมหาศาล

จากนั้นก็นำมาดัดแปลงให้อยู่ในรูปแบบของเครื่องดื่มที่รสชาติอร่อยและทานง่าย ผู้คนก็จะมีเกราะป้องกันโรคร้ายได้จากภายใน…

หากทำได้สำเร็จ แบคทีเรียตัวร้ายที่เคยคร่าชีวิตผู้คนก็จะถูกกำจัดออกไปได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องพึ่งพายาเคมีใดๆ

เขาจึงทุ่มเทเวลาและแรงกายแรงใจทั้งหมดหลังจากนั้น เพื่อทำการวิจัยและเสริมความแข็งแกร่งให้กับสายพันธุ์จุลินทรีย์นี้…

ในช่วงเวลาแห่งความมุ่งมั่นนั้นเอง ชีวิตส่วนตัวของเขาก็ได้พบกับความสุขเช่นกัน

ในปี 1939 เขาได้พบรักและตกลงปลงใจแต่งงานกับหญิงสาวนามว่า Yoshie ทั้งคู่ย้ายไปเริ่มต้นสร้างครอบครัวใหม่ที่อบอุ่นด้วยกันในย่าน Kamigyoku ของเมือง Kyoto…

ความสำเร็จเดินทางมาทักทายเขาอีกครั้งในปีต่อมา เมื่อเขาสามารถคว้าใบปริญญาเอกทางด้านการแพทย์มาครองได้อย่างเต็มภาคภูมิ และได้รับโอกาสให้เริ่มต้นเส้นทางสายวิชาการในฐานะอาจารย์ประจำที่ Kyoto University…

ช่วงเวลานั้นถือเป็นจุดสูงสุดแห่งความสุขในชีวิตส่วนตัว เมื่อภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากอย่าง Yoshie ได้ให้กำเนิดทายาทเป็นลูกชายถึงสองคน

ซึ่งพวกเขาร่วมกันตั้งชื่อให้ว่า Takane และ Mari ครอบครัวเล็กๆ นี้เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ…

แต่แล้วโชคชะตาก็พลิกผัน เมื่อรัฐบาลกลางได้ส่งจดหมายเรียกตัวด่วนเพื่อขอให้เขาไปเข้าร่วมภารกิจในยามสงคราม

ด้วยความรู้ความสามารถทางการแพทย์ที่เขามี เขาจึงถูกมอบหมายให้รับตำแหน่งเป็นแพทย์ทหารประจำกองทัพ…

ในเดือนกรกฎาคม ปี 1938 เขาจำต้องทิ้งครอบครัวและเดินทางข้ามทะเลไปยังแผ่นดินจีนอันไกลโพ้น

เขาได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญให้ไปเป็นศาสตราจารย์ผู้ฝึกสอนบุคลากรทางการแพทย์ที่มหาวิทยาลัยการแพทย์ Harupin ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดของไฟสงคราม…

เมื่อสถานการณ์การสู้รบเริ่มรุนแรงจนยากจะควบคุม เขาจึงได้เดินทางกลับคืนสู่มาตุภูมิอีกครั้ง

ประสบการณ์จากแนวหน้าทำให้เขาตระหนักว่าเวลาในชีวิตนั้นมีค่า เขาจึงตัดสินใจก่อตั้งศูนย์วิจัยของตนเองขึ้นในเดือนมกราคม ปี 1939…

เขาประกาศยุติบทบาทการเป็นอาจารย์สอนหนังสือ และหันมาทุ่มเทเวลาทั้งหมดที่มี เพื่อนำจุลินทรีย์ที่เขาค้นพบมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอย่างเต็มกำลัง

ในเวลานั้นประเทศญี่ปุ่นได้แปรสภาพกลายเป็นรัฐทหารอย่างสมบูรณ์แบบ งบประมาณมหาศาลถูกนำไปใช้สร้างกองทัพ ปล่อยให้ประชาชนอดอยาก…

วิกฤตการณ์นี้ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเด็กๆ ที่กำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต

พวกเขาไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จนในที่สุด ความหิวโหยก็พรากชีวิตเยาวชนไปทีละคน กลายเป็นความสูญเสียที่น่าเศร้า…

สิ่งเหล่านี้คือแรงผลักดันชั้นดีที่ทำให้เขาตัดสินใจว่า เครื่องดื่มที่เขากำลังคิดค้นขึ้นมานี้ จะต้องไม่ใช่สินค้าราคาแพง

แต่มันจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพดีในราคาถูก ที่ใครก็สามารถหาซื้อมาดื่มเพื่อรักษาสุขภาพได้…

ปี 1941 นับเป็นปีที่แสนสาหัสสำหรับเขา เมื่อความตายได้มาเยือนครอบครัวโดยไม่ทันตั้งตัว

Yoshie ภรรยาอันเป็นที่รักยิ่งได้จากโลกนี้ไป ทิ้งให้เขาต้องเผชิญหน้ากับความสูญเสียครั้งใหญ่ ในขณะเดียวกันไฟแห่งสงครามโลกครั้งที่สองก็โหมกระหน่ำรุนแรงขึ้น…

การต่อสู้แย่งชิงอำนาจดำเนินไปอย่างโหดร้ายถึงสี่ปีเต็ม ก่อนที่ญี่ปุ่นจะพ่ายแพ้ต่อกองทัพอเมริกา

ท่ามกลางซากปรักหักพังของประเทศที่รอการฟื้นฟู Minoru Shirota ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา

ในปี 1950 เขาได้รวบรวมความกล้าและขอความช่วยเหลือจากเพื่อนฝูง เพื่อก่อร่างสร้างธุรกิจนี้ขึ้นมาเต็มตัว…

สายพานการผลิตและการตระเวนทำการตลาดได้เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง เขาต้องการชื่อแบรนด์ที่จดจำง่ายและมีความหมายเป็นสากล จึงไปสะดุดตากับคำศัพท์ในภาษาเอสเปรันโตคำหนึ่ง นั่นคือคำว่า “Jahuruto” ซึ่งมีความหมายแปลว่าโยเกิร์ตนั่นเอง…

เขาจึงนำคำนั้นมาดัดแปลงจนกลายมาเป็นชื่อแบรนด์ที่เรารู้จักกันดี

เพราะแท้จริงแล้วเครื่องดื่มโปรไบโอติกที่เขาคิดค้นขึ้นมานี้ ก็มีพื้นฐานและกระบวนการทำงานที่คล้ายคลึงกับโยเกิร์ต เพียงแต่อยู่ในรูปแบบที่ดื่มง่ายกว่า…

ธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนถึงปี 1955 เขาตัดสินใจย้ายสำนักงานใหญ่เข้าสู่ใจกลางเมืองโตเกียว

ผลิตภัณฑ์ขวดเล็กๆ ของเขากำลังกลายเป็นที่นิยมอย่างล้นหลามในหมู่ประชาชน ทุกคนต่างพูดถึงสรรพคุณที่ช่วยให้สุขภาพดีขึ้น…

ความสำเร็จในครั้งนี้คือผลลัพธ์จากการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่เขาสั่งสมมาทั้งชีวิต มาผสมผสานเข้ากับวิสัยทัศน์ทางธุรกิจที่มองเห็นความต้องการของผู้คนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง…

นอกเหนือจากตัวสินค้าแล้ว บริษัทยังมีกลยุทธ์การขายที่ชาญฉลาดเป็นอย่างมาก

ในปี 1963 พวกเขาได้คิดค้นระบบการขายตรงผ่านกลุ่มผู้หญิงที่เรียกกันว่า “Yakult Lady” ขึ้นมา ซึ่งเป็นการพลิกโฉมวงการค้าปลีกในยุคนั้นไปโดยสิ้นเชิง…

แนวคิดนี้เกิดขึ้นจากการเล็งเห็นว่าผู้หญิงหรือแม่บ้านด้วยกัน ย่อมสามารถเข้าถึงและพูดคุยภาษาเดียวกันกับกลุ่มลูกค้าหลัก

ซึ่งก็คือเหล่าแม่บ้านที่คอยดูแลสุขภาพของคนในครอบครัวได้อย่างเป็นธรรมชาติและน่าเชื่อถือมากกว่า…

วิธีนี้ยังเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้สินค้าติดตลาดและเข้าไปอยู่ในตู้เย็นของทุกบ้านได้อย่างรวดเร็ว

โดยที่บริษัทแทบไม่ต้องสูญเสียเม็ดเงินมหาศาลไปกับการทุ่มซื้อโฆษณา หรือจ่ายค่าธรรมเนียมราคาแพงเพื่อวางขายตามชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ตเลย…

ชื่อเสียงของเขาเริ่มขจรขจายไปไกลเกินกว่าพรมแดนประเทศ

ในปี 1966 เขาได้รับเกียรติให้เป็นตัวแทนไปเข้าร่วมงานสัมมนาระดับนานาชาติทางด้านจุลชีววิทยา ซึ่งจัดขึ้นที่สหภาพโซเวียต เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กับนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก…

ความทุ่มเทตลอดทั้งชีวิตของเขาก็ได้รับการยกย่องสูงสุด ในปี 1969 เขาได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ Tokyoku Kunyon Jitsusho Jusho ซึ่งถือเป็นรางวัลที่เชิดชูความสำเร็จและคุณูปการอันใหญ่หลวงที่เขามีต่อเรื่องสุขภาพ…

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ปัจจุบันบริษัทที่เขาก่อตั้งขึ้นได้ขยายอาณาจักรไปสู่ผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม และต่อยอดการใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ไปสู่วงการเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ กลายเป็นธุรกิจที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง…

Minoru Shirota ได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ปี 1982 สิริรวมอายุได้ 82 ปี

ทิ้งไว้เพียงผลงานของชายผู้มุ่งมั่น ที่พยายามเปลี่ยนความเจ็บปวดในอดีตให้กลายเป็นสิ่งที่ช่วยเหลือผู้อื่น…

เรื่องราวนี้ทำให้เราเห็นว่า นวัตกรรมที่เข้าถึงผู้คนจำนวนมากได้ บางครั้งก็เริ่มต้นมาจากความตั้งใจพื้นฐาน ที่อยากจะเห็นผู้คนรอบตัวมีสุขภาพที่ดีและใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขเท่านั้นเอง…

References : [yakult, wikipedia, forbes, nikkei, japantimes]

Geek Story EP613 : ตำนาน Word ราชวิถี ซอฟต์แวร์ไทยที่เคยครองเมืองก่อนยุค Windows

วันนี้เราจะมาเปิดหน้าประวัติศาสตร์เทคโนโลยีของเมืองไทย เจาะลึกเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความกดดันและอุปสรรค ของนายแพทย์หนุ่มในโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง ที่ทนเห็นความล่าช้าในการจัดการข้อมูลเวชระเบียนคนไข้ด้วยเครื่องพิมพ์ดีดไม่ไหว จนต้องตัดสินใจลุกขึ้นมาท้าทายขีดจำกัดของฮาร์ดแวร์ในยุคนั้น

การต่อสู้ครั้งนี้ พวกเขาต้องเอาชนะระบบปฏิบัติการ MS-DOS ที่เกิดมาเพื่อภาษาอังกฤษ และต้องฝ่าฟันข้อจำกัดทางเทคโนโลยีทุกวิถีทาง เพื่อสร้างโปรแกรมประมวลผลคำ หรือ Word Processor สัญชาติไทยขึ้นมาให้จงได้

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องราวของการเขียนซอฟต์แวร์ธรรมดา แต่มันคือการปฏิวัติระบบการทำงานในวงการแพทย์ และเป็นก้าวแรกที่ปลดแอกให้คนไทยได้ก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัลด้วยภาษาของตัวเอง

ก่อนที่โลกจะคุ้นเคยกับ Microsoft Word ประเทศไทยเราเคยมีฮีโร่ที่ชื่อว่า “Word ราชวิถี”

ตำนานซอฟต์แวร์ฝีมือหมอไทยที่มาก่อนกาลโปรเจกต์นี้ มีจุดเริ่มต้น การต่อสู้ และทิ้งมรดกอะไรไว้ให้วงการไอทีไทยบ้าง เรามาติดตามเรื่องราวความยิ่งใหญ่นี้ไปพร้อมกันครับ

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://bit.ly/4rWud3z

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://is.gd/3tfk3h

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/4aC6EWJ

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/bfd8JAeCcnw