เคยสงสัยไหมว่าเส้นแบ่งระหว่างพ่อค้ากับนักรบอยู่ตรงไหนในหน้าประวัติศาสตร์?
ย้อนกลับไปหลายร้อยปีก่อน ภาพจำของการค้าขายข้ามโลกไม่ได้มีแค่เรือสำเภาที่บรรทุกเครื่องเทศ ผ้าไหม หรือใบชาล่องไปตามมหาสมุทรอันกว้างใหญ่
แต่ใต้ท้องเรือเหล่านั้นเต็มไปด้วยปืนใหญ่ ดินปืน และทหารรับจ้างที่พร้อมจะลั่นไกใส่ใครก็ตามที่ขวางหน้า…
ในยุคนั้นบริษัทเอกชนไม่ได้ทำหน้าที่แค่แสวงหากำไรเพื่อส่งมอบให้ผู้ถือหุ้น แต่พวกเขาทำตัวเสมือนเป็นรัฐบาลขนาดย่อมที่มีขุมกำลังทหารเป็นของตัวเอง
ตัวอย่างที่ชัดเจนและยิ่งใหญ่ที่สุดคงหนีไม่พ้น East India Company ของทางฝั่งอังกฤษหรือเนเธอร์แลนด์…
บริษัทเหล่านี้ได้รับเงินทุนสนับสนุนโดยตรงจากรัฐบาล และในขณะเดียวกันก็ได้รับอำนาจเบ็ดเสร็จทางการทหารเพื่อไปเจรจาต่อรอง หรือแม้กระทั่งยึดครองทรัพยากรล้ำค่าจากซีกโลกตะวันออก
โมเดลที่อำนาจรัฐและธุรกิจแนบชิดกันจนแยกไม่ออกแบบนี้แหละ คือรากฐานของระบบทุนนิยมในยุคแรกเริ่มที่ขับเคลื่อนด้วยกองทัพ
ถัดมาในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม เราก็ยังคงเห็นภาพความสัมพันธ์รูปแบบเดิมที่ชัดเจนไม่แพ้กัน…
บริษัทอุตสาหกรรมหนักอย่าง Krupp ในเยอรมนี หรือกลุ่มทุนอย่าง Mitsubishi ในญี่ปุ่น เติบโตขึ้นมาจากการเป็นแขนขาอันแข็งแกร่งให้รัฐบาลในการสร้างชาติ
รัฐบาลรับหน้าที่บุกเบิกหาเหมืองแร่และเปิดตลาดใหม่ในต่างประเทศ ส่วนบริษัทก็ทำหน้าที่ผลิตเหล็กกล้าและยุทโธปกรณ์เพื่อตอบแทนกลับไป…
แม้แต่อเมริกาในอดีตก็เคยใช้อำนาจทางทหารและการแทรกแซงทางการเมือง เพื่อกรุยทางให้บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของตัวเองเข้าไปสูบเอาทรัพยากรจากต่างแดนมาแล้วนักต่อนัก
แต่เมื่อโลกหมุนเข้าสู่ช่วงทศวรรษ 1980 ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนทิศทางไปอย่างสิ้นเชิง…
รัฐบาลของประเทศมหาอำนาจเริ่มค่อยๆ ถอยฉากออกมาจากการเป็นผู้ชี้นำ ปล่อยให้บริษัทเอกชนกางปีกบินไปทั่วโลกได้อย่างอิสระเสรี
เงินทุนมหาศาลเริ่มวิ่งไปหาพื้นที่ที่ต้นทุนการผลิตต่ำที่สุด แรงงานถูกที่สุด และมีกฎระเบียบข้อบังคับน้อยที่สุด โดยไม่มีรัฐบาลมาคอยใช้อำนาจชี้นิ้วสั่ง…
นั่นคือจุดเริ่มต้นของยุคทองแห่งโลกาภิวัตน์ที่เราทุกคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
เราต่างเคยเชื่ออย่างหมดใจว่ายุคที่รัฐเอาปืนมาจ่อหัวขู่ให้ทำธุรกิจ ได้จบสิ้นลงไปอย่างถาวรแล้ว และกลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวของหน้าประวัติศาสตร์ที่คงไม่มีวันย้อนกลับไปอีก
แต่ความจริงที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้ อาจไม่ได้เป็นไปอย่างที่หลายคนคิดไว้เลยแม้แต่น้อย…
เมื่อลองมองไปที่บรรยากาศของการประชุมระดับโลกที่เมือง Davos ในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นแหล่งรวมตัวของผู้บริหารระดับสูงจากทั่วทุกมุมโลก
หัวข้อสนทนาที่ทำให้บรรดาซีอีโอต้องนั่งกุมขมับด้วยความเครียด กลับไม่ใช่เรื่องความเสี่ยงของเศรษฐกิจถดถอย หรือเทคโนโลยี AI ที่กำลังมาแรง…
แต่มันคือการที่รัฐบาลกลับเข้ามายุ่งย่ามและแทรกแซงการทำธุรกิจข้ามพรมแดนอย่างหนักหน่วง ในมิติที่พวกเขาไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิตการทำงาน
สงครามที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงในพื้นที่ทวีปยุโรป ประกอบกับการผงาดขึ้นมาของมหาอำนาจอย่างจีนที่มีท่าทีแข็งเกล้ามากขึ้น ทำให้นักการเมืองต้องลุกขึ้นมาขยับตัว…
พวกเขาเริ่มหยิบปากกามาขีดเส้นแบ่งแผนที่โลกธุรกิจใหม่
โดยกำหนดกติกาอย่างชัดเจนว่าบริษัทข้ามชาติสามารถเข้าไปลงทุนค้าขายที่ไหนได้บ้าง และที่ไหนคือพื้นที่สีแดงที่ห้ามเหยียบเข้าไปโดยเด็ดขาด
และบุคคลสำคัญที่กำลังผลักดันเรื่องราวเหล่านี้ให้ทวีความรุนแรงขึ้นไปอีกขั้น ก็คือประธานาธิบดีของอเมริกา Donald Trump…
ในมุมมองของ Donald Trump เขาไม่ได้มองบริษัทเอกชนเป็นแค่ฟันเฟืองทางเศรษฐกิจที่คอยหาเงินเข้าประเทศ หรือสร้างผลกำไรให้ตลาดหุ้น
แต่เขามองลึกไปกว่านั้น เขามองบริษัทขนาดใหญ่เหล่านี้เป็นเครื่องมือชั้นดีในการขยายอำนาจและอิทธิพลของรัฐให้แผ่ขยายออกไป…
ลองจินตนาการตามดูว่า ถ้าวันดีคืนดีมีผู้นำประเทศเดินมาสั่งให้ผู้บริหารบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ ต้องนำเงินกลับไปลงทุนที่เมือง Caracas ในเวเนซุเอลาทันที ไม่อย่างนั้นจะต้องเผชิญกับการถูกลงโทษอย่างหนักหน่วง
หรือการออกคำสั่งกดดันไม่ให้บริษัทผลิตยุทโธปกรณ์ป้องกันประเทศ นำเงินสดไปซื้อหุ้นคืนเพื่อจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้น แต่บังคับให้เอาเงินก้อนนั้นไปลงทุนขยายกำลังการผลิตอาวุธแทน…
และที่น่าเหลือเชื่อก็คือเริ่มมีการเรียกร้องให้บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำที่ขายชิปประมวลผลขั้นสูงให้กับจีน ต้องยอมเฉือนรายได้ส่วนหนึ่งมาแบ่งเข้ากระเป๋ารัฐบาลอเมริกาเป็นการแลกเปลี่ยน
นี่คือสัญญาณเตือนของการกลับมาใช้ธุรกิจเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งจะส่งผลสะเทือนอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างของบริษัทข้ามชาติในฝั่งตะวันตก…
อย่าลืมว่าบริษัทเหล่านี้มีความยิ่งใหญ่ระดับโลก เคยมียอดขายรวมกันมหาศาลทะลุ 23 ล้านล้านดอลลาร์ สร้างกำไรมหาศาล และเป็นแหล่งจ้างงานของผู้คนหลายล้านชีวิตบนโลกใบนี้
ความอิสระค่อยๆ เลือนหายไป และโลกที่เต็มไปด้วยการถูกควบคุมและแทรกแซงแบบนี้ จะนำพามนุษยชาติไปสู่ยุคที่ความมั่งคั่งดิ่งลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้…
ข้อมูลตัวเลขทางสถิติในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นภาพความเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างชัดเจนและน่าตกใจ
ย้อนกลับไปในปี 2016 บริษัทข้ามชาติของอเมริกายังใช้เม็ดเงินลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตภายในประเทศตัวเองเพียงแค่ 44 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนที่เหลือถูกกระจายออกไปแสวงหาโอกาสทั่วโลก…
แต่มาถึงวันนี้ ตัวเลขสัดส่วนการลงทุนในประเทศกลับพุ่งทะยานขึ้นไปแตะระดับ 69 เปอร์เซ็นต์อย่างรวดเร็ว
เม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลกำลังถูกอำนาจการเมืองบีบบังคับให้ไหลกลับมาสู่บ้านเกิด
ยอดขายที่เคยเติบโตในต่างประเทศเริ่มหดตัวลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อปรับตามอัตราเงินเฟ้อ…
ปรากฏการณ์การนี้ยิ่งเห็นผลกระทบรุนแรงและชัดเจนมากที่สุด ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่รัฐบาลมักจะตีตราว่าเป็นฟันเฟืองเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ อุตสาหกรรมยาปฏิชีวนะ หรือแม้แต่การผลิตยานยนต์
Jamieson Greer ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้แทนการค้าคนสำคัญของ Donald Trump ได้ออกมายืนยันเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า
ยุคทองของโลกาภิวัตน์ได้ตายจากไปแล้ว และมันจะไม่มีวันหวนกลับคืนมาอีก…
อนาคตเบื้องหน้าภาพที่เราทุกคนกำลังจะต้องเผชิญ คือโลกที่รัฐบาลจะก้าวเข้ามามีบทบาทและสอดแทรกอยู่ในทุกอณูของการดำเนินธุรกิจ
แรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของ Donald Trump นั้นไม่ได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนอะไรเลย
เขาเล็งเห็นถึงผลประโยชน์ทางการค้ามหาศาลจากการเข้าไปแทรกแซงการเมืองในเวเนซุเอลา…
รวมถึงการพยายามตั้งตัวเป็นคนกลางเพื่อเจรจาสงบศึกในความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน
ทั้งหมดนี้ล้วนมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นตัวนำทางทั้งสิ้น
รัฐบาลภายใต้การนำของเขาถึงขั้นนำเงินภาษีเข้าไปกว้านซื้อหุ้นในกลุ่มบริษัทเหมืองแร่ รวมถึงบริษัทผลิตชิปประมวลผลที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่…
ทิศทางเหล่านี้ถูกเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนในเอกสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ หรือ National Security Strategy ที่เพิ่งตีพิมพ์ออกมาเมื่อไม่นานมานี้
ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดก็คือ เมื่อพี่ใหญ่อย่างอเมริกาเริ่มตั้งป้อมปกป้องธุรกิจของตัวเอง และใช้มาตรการรุนแรงกีดกันคู่แข่ง
ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกก็ย่อมมีเหตุผลอันชอบธรรมที่จะลุกขึ้นมาปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองบ้าง…
โลกใบใหม่ที่กำลังถูกประกอบร่างขึ้นมาท่ามกลางความขัดแย้งนี้ มีชื่อเรียกทางเศรษฐศาสตร์ว่า “Gunboat Capitalism” หรือระบบทุนนิยมเรือปืน
แล้วผลกระทบที่แท้จริงของการก้าวเข้าสู่ระบบนี้คืออะไร โลกจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน…
คำตอบที่ตรงไปตรงมาและส่งผลกระทบต่อทุกคนมากที่สุดคือ โลกทั้งใบจะเต็มไปด้วยต้นทุนที่สูงลิ่ว และประสิทธิภาพการทำงานที่ดิ่งเหวลง
เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า บริษัทข้ามชาติในยุคปัจจุบันคือชิ้นส่วนที่ใหญ่และสำคัญมากของระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่…
บริษัทยักษ์ใหญ่ของอเมริกาเพียงไม่กี่แห่ง มีสัดส่วนการจ้างงานสูงถึงหนึ่งในห้าของการจ้างงานภาคเอกชนทั้งหมด และกวาดส่วนแบ่งกำไรไปได้ถึงสามในสี่ของทั้งระบบ
ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย แต่เกิดจากการวางโครงสร้างพื้นฐานอันซับซ้อนในการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบ สินค้า และข้อมูลข่าวสารข้ามน้ำข้ามทะเลไปทั่วโลก…
ระบบนิเวศนี้ทำให้การผลิตสินค้ามีต้นทุนที่ถูกที่สุด ซึ่งส่งผลดีต่อกำไรของผู้ถือหุ้น และทำให้ผู้บริโภคระดับรากหญ้าได้ใช้สินค้าคุณภาพดีในราคาที่จับต้องได้
แต่เมื่อวันหนึ่งบริษัทเหล่านี้ถูกบังคับให้ต้องเลือกคู่ค้าหรือตั้งโรงงานผลิต
โดยใช้แผนที่ทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นตัวตัดสิน แทนการมองหาความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจแบบที่เคยทำมา…
สายพานการผลิตที่เคยลื่นไหลจะหยุดชะงัก ผลผลิตโดยรวมจะตกลง และความมั่งคั่งของทุกคนในระบบจะสูญสลายไปในที่สุด
หลักฐานของความเสียหายเริ่มปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมแล้ว จากการเก็บข้อมูลวิเคราะห์ในช่วงปี 2023 และ 2024 ที่ผ่านมา…
ผลลัพธ์ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มบริษัทข้ามชาติเริ่มสูญเสียความสามารถในการทำกำไร เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับบริษัทคู่แข่งที่เน้นทำตลาดเฉพาะพื้นที่ภายในประเทศของตนเอง
ในหลากหลายอุตสาหกรรม ผลตอบแทนจากการลงทุนของบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกกำลังถดถอยลงอย่างน่าเป็นห่วง
และช่องว่างความห่างนี้ก็เริ่มขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ช่วงปี 2018 เป็นต้นมา…
แน่นอนว่าหลายคนอาจจะมีข้อโต้แย้งในใจว่า การยอมจ่ายเงินซื้อของแพงขึ้นอีกนิด แลกกับการที่ประเทศชาติมีความมั่นคงปลอดภัยในยุคที่โลกเต็มไปด้วยศัตรู ก็ดูเป็นเรื่องที่คุ้มค่าและสมเหตุสมผลดี
การออกกฎหมายแบนไม่ให้ประเทศคู่แข่งได้ชิปประมวลผลคอมพิวเตอร์ขั้นสูงไปใช้พัฒนาอาวุธสงคราม
อาจเป็นราคาที่สังคมควรยอมจ่าย แม้จะทำให้บริษัทชิปมีผลกำไรลดลงไปบ้างก็ตาม…
แต่เคล็ดลับที่สำคัญที่สุดของการแทรกแซงตลาด คือมันต้องทำอย่างชาญฉลาดและมองการณ์ไกล ซึ่งดูเหมือนว่าวิธีการของ Donald Trump จะยังเต็มไปด้วยช่องโหว่ขนาดใหญ่
ประการแรกเลยคือ เขาดูเหมือนจะโฟกัสผิดจุด โดยไปให้ความสำคัญกับการพยายามครอบครองทรัพยากรธรรมชาติอย่างน้ำมันดิบหรือเหมืองแร่ เหมือนแนวคิดของคนในศตวรรษที่แล้ว…
แต่โลกธุรกิจยุคใหม่ไม่ได้วัดความเก่งกาจกันที่จำนวนทรัพยากรในดินอีกต่อไป
แต่วัดกันด้วยพลังของสิ่งที่เรียกว่า “Intangible Capital” หรือทุนที่จับต้องไม่ได้
มันคือนวัตกรรม ซอฟต์แวร์ล้ำยุค การวิจัยและพัฒนา หรือลิขสิทธิ์ทางปัญญา
สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ช่วยทลายขีดจำกัดทางเทคโนโลยี และทำให้สินค้ากลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคทั่วโลกขาดไม่ได้…
การดำเนินนโยบายทำสงครามต่อต้านความจริงทางวิทยาศาสตร์ และการสร้างกำแพงกีดกันผู้อพยพที่เป็นหัวกะทิของรัฐบาลชุดนี้ กลับกำลังเป็นตัวทำลายรากฐานสำคัญในการสร้างนวัตกรรมเสียเอง
ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายการแทรกแซงที่ออกมาก็ยังเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย ไร้ทิศทางที่ชัดเจน…
มาตรการเกี่ยวกับการขายเซมิคอนดักเตอร์ถูกปรับเปลี่ยนไปมาตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับว่าวันนั้นใครจะมีโอกาสได้เข้าไปกระซิบข้างหูประธานาธิบดี
เมื่อกติกาของประเทศไม่มีความแน่นอน ภาคธุรกิจก็ย่อมตกอยู่ในภาวะตาบอด ไม่สามารถวางแผนการลงทุนระยะยาวใดๆ ได้เลย…
สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อเกิดความไม่แน่นอน คือธุรกิจจะเริ่มหันมาใช้เงินและเวลาไปกับการวิ่งเต้นเข้าหานักการเมือง แทนที่จะเอาทรัพยากรไปใช้ค้นคว้าวิจัยพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ให้ดีขึ้น
ในภาษาวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ เราเรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่าการแสวงหา “Rents” หรือการพยายามกอบโกยกำไรส่วนเกินที่เกิดขึ้นจากการบิดเบือนกลไกตลาด…
กำไรที่บริษัทได้มาในระบบนี้ ไม่ได้เกิดจากการแข่งขันสร้างคุณค่าที่แท้จริงให้กับผู้บริโภค
แต่เกิดจากการใช้เส้นสาย อำนาจรัฐ และการกีดกันคู่แข่งให้ออกไปจากสนาม
บทเรียนจากหน้าประวัติศาสตร์ในอดีตมักจะย้ำเตือนเราด้วยความเจ็บปวดเสมอว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่รัฐบาลเป็นผู้สร้างความบิดเบือนให้เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ…
ตลาดที่ถูกบิดเบือนนั้นจะค่อยๆ กัดกินความมั่งคั่ง ทำให้ประเทศชาติยากจนลง และสูบเอาพลังความคิดสร้างสรรค์ของพลเมืองให้เหือดแห้งหายไปในที่สุด
แนวคิดการนำประเทศแบบทุนนิยมเรือปืน อาจจะฟังดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างมากในยามที่โลกเผชิญวิกฤต
เพราะมันมักจะมาพร้อมกับคำมั่นสัญญาที่สวยหรูว่าจะมอบทั้งความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงทางการทหารให้ไปพร้อมๆ กัน…
แต่ในความเป็นจริงอันโหดร้าย โลกของเราอาจจะไม่ได้สัมผัสกับสิ่งใดเลยจากคำสัญญาเหล่านั้น
ในอนาคตอันใกล้นี้ เราอาจจะได้เห็นภาพของเรือรบและอาวุธยุทโธปกรณ์เคลื่อนพลกันเต็มมหาสมุทร เพื่อประกาศศักดาและปกป้องผลประโยชน์ทางการค้า…
แต่เมื่อหันกลับมามองบนโต๊ะอาหารของผู้คนธรรมดาทั่วโลก เรากลับอาจจะได้พบว่า ปริมาณของเนยและขนมปังที่หล่อเลี้ยงชีวิตนั้น มันมีน้อยลงกว่าเดิมเสียอีก…
References : [economist, bloomberg, reuters, ft, foreignaffairs]



