Geek Story EP611 : ย้อนรอย 25 ปี Nokia 3310 มือถือปุ่มกดที่โลกไม่มีวันลืม

ถ้าเราย้อนเวลากลับไปในช่วงรอยต่อของสหัสวรรษ หรือช่วงปี ค.ศ. 1999 ถึง 2000 เสียงที่คุณจะได้ยินจนชินหูไม่ใช่เสียงแจ้งเตือนของ Line หรือ Messenger แต่เป็นเสียงริงโทนทำนองคุ้นหูที่ชื่อว่า “Gran Vals” หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “Nokia Tune”

ในยุคนั้น มีบริษัทเทคโนโลยีแห่งหนึ่งที่ยิ่งใหญ่คับฟ้า ยิ่งใหญ่ขนาดที่ว่ามูลค่าบริษัทของพวกเขาเพียงบริษัทเดียว คิดเป็นสัดส่วนถึง 4% ของ GDP ประเทศฟินแลนด์ทั้งประเทศ และสินค้าส่งออกกว่า 20% ของประเทศมาจากบริษัทนี้

บริษัทนั้นคือ Nokia

และท่ามกลางความสำเร็จอันมหาศาลนั้น พวกเขาได้ให้กำเนิด “วัตถุ” ชิ้นหนึ่ง ที่ในเวลาต่อมาไม่ได้เป็นแค่โทรศัพท์มือถือ แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม เป็นมีม (Meme) ที่คนทั่วโลกรู้จัก

วัตถุชิ้นนั้นคือ “Nokia 3310” มือถือปุ่มกดที่โลกไม่มีวันลืม

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://bit.ly/3ZSYpk9

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/4afkQWx

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/2NvciSKCeHQ

ทำไมต้อง QWERTY? กับเหตุผลที่แป้นพิมพ์ไม่เรียงแบบ ABCDEF

เคยสังเกตกันไหมครับว่า ในชีวิตประจำวันของเรามีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายที่ถูกออกแบบมาอย่างประณีตและเน้นประสิทธิภาพสูงสุด

ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟนที่ประมวลผลได้รวดเร็ว หรือรถยนต์ไฟฟ้าที่เงียบกริบและประหยัดพลังงาน

แต่เชื่อหรือไม่ว่า มีสิ่งหนึ่งที่เราทุกคนต้องใช้งานมันอยู่ทุกวัน วันละหลายชั่วโมง

แต่กลับมีดีไซน์ที่ดูขัดแย้งกับหลักการของความง่ายและความรวดเร็วอย่างสิ้นเชิง สิ่งนั้นก็คือ “Keyboard” ที่วางอยู่ตรงหน้าเรา

ลองก้มลงไปมองที่แป้นพิมพ์ แล้วไล่สายตาดูตัวอักษรแถวบนสุดจากซ้ายไปขวา

คุณจะพบกับชุดตัวอักษรที่เรียงกันว่า “QWERTY” ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการสุ่มวางตำแหน่งอย่างไม่มีทิศทาง

ทำไมเราถึงไม่เรียงตัวอักษรเป็น “ABCDEF” ให้เหมือนกับที่เราท่องจำกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาล

หรือทำไมไม่เอาตัวอักษรที่ถูกใช้งานบ่อยที่สุดมาวางไว้ตรงกลาง เพื่อให้นิ้วของเรากดยากน้อยที่สุด

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นจากการออกแบบที่ผิดพลาด

แต่มันคือผลลัพธ์ของการต่อสู้ทางประวัติศาสตร์และเทคโนโลยีที่กินเวลายาวนานกว่า 150 ปี

และที่สำคัญคือ มันเป็นมรดกตกทอดจากยุคที่โลกยังไม่มีไฟฟ้าใช้

เรื่องราวทั้งหมดต้องย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ “1860” ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

ในยุคนั้นการสื่อสารระยะไกลยังต้องพึ่งพาโทรเลข และงานเอกสารทั้งหมดต้องเขียนด้วยลายมือที่อ่านยากบ้างง่ายบ้าง

ท่ามกลางความยุ่งยากนี้ ชายผู้หนึ่งนามว่า “Christopher Scholes” ได้พยายามคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ที่จะเข้ามาปฏิวัติการเขียนของมนุษยชาติ นั่นคือเครื่องจักรที่เราเรียกว่า “Typewriter”

ในโมเดลแรกๆ ที่เขาจดสิทธิบัตรเมื่อปี “1867” หน้าตาของมันไม่ได้เหมือนกับที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน

แต่มันกลับมีลักษณะคล้ายกับคีย์ของเปียโน และมีการเรียงตัวอักษรแบบ “Alphabetical” หรือเรียงตามลำดับ A ถึง Z

เหตุผลของเขานั้นเรียบง่ายมาก นั่นคือการทำให้ผู้ใช้งานสามารถหาตัวอักษรเจอได้ง่ายที่สุด โดยไม่ต้องมานั่งเรียนรู้ตำแหน่งใหม่

แต่ในความปรารถนาดีนั้น กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาทางวิศวกรรมที่คาดไม่ถึง

ต้องเข้าใจก่อนว่า “Typewriter” ในยุคนั้นทำงานด้วยระบบกลไกล้วนๆ

เมื่อเรากดนิ้วลงไปบนแป้น แรงกดจะถูกส่งผ่านคานงัดเพื่อดีดก้านเหล็กที่มีตัวอักษรตอกลงบนแถบผ้าหมึก

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เมื่อพนักงานเริ่มพิมพ์งานจนคล่องแคล่ว ก้านเหล็กที่เรียงตัวกันอยู่อย่างหนาแน่นจะดีดขึ้นไปพร้อมๆ กัน จนเกิดการเบียดเสียดและ “Jamming” หรือขัดกันเองจนค้างอยู่กลางอากาศ

เหตุการณ์นี้ทำให้การทำงานต้องหยุดชะงัก เพราะผู้พิมพ์ต้องเสียเวลาเอามือไปแงะก้านเหล็กที่พันกันอยู่ออกมา

ซึ่งนอกจากจะเสียเวลาแล้ว ยังทำให้เอกสารเปรอะเปื้อนหมึกจนเสียหายอีกด้วย

“Christopher Scholes” จึงตระหนักได้ว่า ศัตรูที่แท้จริงของการพิมพ์ดีดไม่ใช่ความยากในการหาตัวอักษร

แต่เป็นข้อจำกัดทางกายภาพของเครื่องจักรที่ไม่สามารถตอบสนองความเร็วของมนุษย์ได้ทัน

เขาจึงใช้เวลากว่า 5 ปี ในการทดลองสลับตำแหน่งตัวอักษรไปมาแบบ “Trial and Error” เพื่อค้นหาสูตรสำเร็จที่จะทำให้ก้านเหล็กไม่วิ่งมาชนกันเอง

ตำนานที่เล่าขานกันมาอย่างยาวนานมักจะบอกว่า “QWERTY” ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้คนพิมพ์ “ช้าลง”

โดยจงใจวางตัวอักษรที่ใช้บ่อยไว้ในตำแหน่งที่กดยาก เพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องค้าง

แต่ทฤษฎีนี้อาจเป็นเพียงเรื่องเล่าที่ถูกแต่งเติม

เพราะถ้าเราพิจารณาให้ดี จะพบว่าในแป้นพิมพ์แบบนี้มีการวางตัว “E” กับ “R” ไว้ติดกันในแถวบน

ทั้งที่ในความเป็นจริง คู่ตัวอักษร “ER” เป็นหนึ่งในคู่ที่ถูกใช้งานบ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษ

ซึ่งถ้าเป้าหมายคือการชะลอความเร็ว การวางสองตัวนี้ไว้ใกล้กันย่อมขัดแย้งกับตรรกะดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง…

แล้วความจริงคืออะไร? ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่น่าเชื่อถือกว่าชี้เป้าไปที่กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มแรกๆ ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคนั้น นั่นก็คือเหล่า “Telegraph Operators”

คนกลุ่มนี้มีหน้าที่รับฟังรหัส “Morse Code” ที่ถูกส่งมาตามสาย แล้วต้องรีบแปลงสัญญาณเสียงเหล่านั้นให้เป็นตัวอักษรบนกระดาษอย่างรวดเร็วและแม่นยำ

การเรียงแบบ “Alphabetical” เดิมสร้างความสับสนให้กับพวกเขาอย่างมาก

เพราะโครงสร้างของรหัสและการใช้งานจริงมันไม่สอดคล้องกับลำดับตัวอักษร ทำให้เกิดความล่าช้าในการแปลความหมาย

จึงมีความเป็นไปได้สูงมากว่า “Christopher Scholes” ได้รับคำแนะนำและข้อเสนอแนะจากพนักงานส่งโทรเลขเหล่านี้ จนนำไปสู่การปรับปรุงตำแหน่งแป้นพิมพ์ให้เอื้อต่อการทำงานของพวกเขามากที่สุด

และในที่สุด ปี “1873” ก็เป็นปีแห่งจุดเปลี่ยน เมื่อเขาตัดสินใจขายสิทธิบัตรการผลิตให้กับบริษัท “E. Remington and Sons” ยักษ์ใหญ่แห่งวงการอุตสาหกรรม

เดิมที “Remington” มีชื่อเสียงจากการผลิตปืนและจักรเย็บผ้า

แต่พวกเขามองเห็นโอกาสในนวัตกรรมนี้ และได้นำกลไกของ “Christopher Scholes” มาปรับปรุงต่อยอดจนสมบูรณ์

ในปี “1878” เครื่องพิมพ์ดีดรุ่น “Remington No. 2” ได้ถูกวางจำหน่าย และมันกลายเป็นสินค้าที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย ด้วยฟีเจอร์เด็ดอย่างปุ่ม “Shift” ที่ทำให้พิมพ์ได้ทั้งตัวพิมพ์เล็กและใหญ่

แต่สิ่งที่ “Remington” ทำได้เก่งกว่าการผลิตเครื่องจักร คือการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง พวกเขาไม่ได้แค่ขายของ แต่ขาย “ทักษะ” ให้กับตลาดแรงงาน

บริษัทได้สนับสนุนให้มีการเปิดโรงเรียนสอนพิมพ์ดีดและจัดอบรมพนักงาน โดยใช้แป้นพิมพ์แบบ “QWERTY” เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในการเรียนการสอนทั้งหมด

เมื่อคนรุ่นใหม่ที่จบออกมาล้วนแต่พิมพ์เป็นด้วยระบบนี้ บริษัทห้างร้านต่างๆ จึงจำเป็นต้องซื้อเครื่องพิมพ์ดีดแบบเดียวกันมาไว้ในสำนักงาน เพื่อรองรับทักษะของพนักงานที่มีอยู่

นี่คือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “Network Effect” ยิ่งมีคนใช้ระบบนี้มากเท่าไหร่ มูลค่าและความจำเป็นของมันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ จนคู่แข่งหน้าไหนก็ยากจะเจาะเข้ามาได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าทุกคนจะยอมจำนนต่อมาตรฐานนี้ ในปี “1936” ศาสตราจารย์นามว่า “August Dvorak” ได้ออกมาท้าทายบัลลังก์ของ “QWERTY” ด้วยงานวิจัยที่เข้มข้น

เขามองว่าการออกแบบเดิมนั้นไร้ประสิทธิภาพและสร้างภาระให้กับนิ้วมือมนุษย์เกินความจำเป็น

เขาจึงประดิษฐ์แป้นพิมพ์แบบ “DVORAK” ที่เน้นหลักการสรีรศาสตร์

ในแป้นพิมพ์ของเขา ตัวสระทั้งหมดและพยัญชนะที่ใช้บ่อยที่สุดจะถูกนำมากองรวมกันไว้ที่แถวกลาง หรือ “Home Row” เพื่อให้นิ้วของเราขยับขึ้นลงน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

ผลการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ยืนยันชัดเจนว่า ผู้ที่ใช้แป้นพิมพ์ “DVORAK” สามารถพิมพ์ได้เร็วกว่า ลดความเมื่อยล้าได้มากกว่า และมีโอกาสเกิดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อน้อยกว่า “QWERTY” อย่างเห็นได้ชัด

แต่คำถามสำคัญที่ตามมาคือ ทำไมของที่ดีกว่าถึงไม่สามารถเอาชนะของที่ด้อยกว่าได้

ทำไมวันนี้เราถึงยังไม่เห็นใครใช้ “DVORAK” ในสำนักงานทั่วไป

คำตอบของเรื่องนี้สะท้อนความจริงอันเจ็บปวดของโลกธุรกิจ นั่นคือพลังของ “Habit” และ “Switching Cost” หรือต้นทุนในการเปลี่ยนผ่านที่สูงเกินรับไหว

ลองจินตนาการดูว่า ถ้าบริษัทแห่งหนึ่งอยากจะเปลี่ยนไปใช้แป้นพิมพ์แบบใหม่เพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้น

พวกเขาต้องโละเครื่องเก่าทิ้งทั้งหมด ซึ่งนั่นเป็นเงินลงทุนมหาศาล

แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับ “ต้นทุนมนุษย์” เพราะพนักงานทุกคนที่เคยพิมพ์สัมผัสได้คล่องแคล่ว จะต้องกลายเป็นคนหัดพิมพ์ใหม่ที่จิ้มทีละตัวเหมือนเด็กเพิ่งหัดเล่นคอมพิวเตอร์

ช่วงเวลาที่เสียไปกับการฝึกฝนใหม่ หมายถึงผลผลิตของบริษัทที่ลดฮวบลง

และไม่มีผู้บริหารคนไหนอยากเสี่ยงให้ธุรกิจสะดุดเพียงเพราะอยากได้ความเร็วเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในระยะยาว

สุดท้าย “DVORAK” จึงพ่ายแพ้ให้กับความเคยชิน และกลายเป็นเพียงทางเลือกเฉพาะกลุ่มสำหรับผู้ที่หลงใหลในประสิทธิภาพขั้นสูงสุดเท่านั้น…

เมื่อโลกหมุนเข้าสู่ยุค “Computer” ในช่วงทศวรรษ “1980” การส่งต่อมรดกทางเทคโนโลยีนี้ก็เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ

บริษัทอย่าง “IBM” และต่อมาคือ “Microsoft” ไม่มีความจำเป็นต้องคิดค้นเลย์เอาต์แป้นพิมพ์ใหม่

พวกเขาเพียงแค่นำมาตรฐานเดิมที่ทุกคนคุ้นมือมาใส่ไว้ในระบบของตัวเอง

แม้ว่าปัญหาเรื่องก้านเหล็กขัดกันจะหมดไปนานแล้ว และระบบคอมพิวเตอร์สามารถรับคำสั่งได้เร็วกว่านิ้วของมนุษย์เป็นล้านเท่า แต่เราก็ยังคงถูกตรึงไว้กับข้อจำกัดในอดีต

เรายังคงต้องกวาดนิ้วไปมาเพื่อหาตัวอักษรที่กระจัดกระจาย ทั้งที่เทคโนโลยีอนุญาตให้เราออกแบบสิ่งที่ฉลาดกว่านี้ได้ตั้งนานแล้ว

เรื่องราวยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีก เมื่อโทรศัพท์มือถือเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน จากปุ่มกดแข็งๆ สู่หน้าจอสัมผัสของ “iPhone” และ “Android”

นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถเนรมิตคีย์บอร์ดแบบไหนก็ได้บนหน้าจอ จะเรียงเป็นวงกลม เป็นตาราง หรือจัดกลุ่มตามความถี่การใช้งาน ก็สามารถทำได้เพียงแค่เขียนโค้ด

แต่สุดท้าย สิ่งที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอสมาร์ตโฟนของคุณตอนนี้ ก็ยังคงเป็นเลย์เอาต์ “QWERTY” จำลอง ที่ถอดแบบมาจากเครื่องพิมพ์ดีดเมื่อ 150 ปีก่อนอย่างไม่ผิดเพี้ยน

ปรากฏการณ์นี้ในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “Path Dependence” หรือภาวะที่การตัดสินใจในอดีตกำหนดทิศทางของปัจจุบันและอนาคต จนยากที่จะเปลี่ยนแปลง

มันสอนให้เรารู้ว่า บางครั้งเทคโนโลยีที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่ผู้ชนะเสมอไป

แต่เทคโนโลยีที่ “มาก่อน” และสามารถสร้างฐานผู้ใช้งานได้จนถึงจุดวิกฤติต่างหาก คือผู้ที่จะกำหนดมาตรฐานของโลก

เราอาจจะรู้สึกหงุดหงิดบ้างที่ต้องพิมพ์ผิดๆ ถูกๆ บนหน้าจอมือถือเล็กๆ ด้วยการจัดวางปุ่มที่ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับนิ้วโป้ง

แต่เราก็ยอมรับมันแต่โดยดี เพราะความคุ้นเคยได้เปลี่ยนความไม่สะดวกสบาย ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสัญชาตญาณเราไปเรียบร้อยแล้ว

เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่คุณพิมพ์ข้อความส่งหาเพื่อน หรือพิมพ์รหัสผ่านเข้าอีเมล ขอให้รู้ไว้ว่า ปลายนิ้วของคุณกำลังสัมผัสกับประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต

ประวัติศาสตร์ที่เริ่มต้นจากโรงงานผลิตปืน ผ่านมือของพนักงานส่งโทรเลข และเอาชนะหลักการวิทยาศาสตร์ด้วยพลังของความเคยชินของมนุษย์

และดูเหมือนว่า ไม่ว่าโลกจะก้าวหน้าไปไกลแค่ไหน เจ้าแป้นพิมพ์ “QWERTY” นี้ ก็จะยังคงอยู่คู่กับเราไปอีกนานแสนนาน…

References: [theatlantic, smithsonianmag, jstor, wikipedia, bbc]

Geek Story EP610 : จุดจบ ChatGPT? เมื่อ Google Gemini พลิกเกมยึดครองโลก

หากเราย้อนเข็มนาฬิกากลับไปเมื่อช่วงปลายปี 2022 โลกเทคโนโลยีแทบจะหยุดหมุนด้วยข่าวใหญ่เพียงข่าวเดียว นั่นคือการมาถึงของ ChatGPT

ในเวลานั้น ทุกพาดหัวข่าว ทุกบทวิเคราะห์ และทุกวงสนทนาใน Silicon Valley ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “Google ตายแล้ว” หรือ Google is dead

ทำไมคนถึงเชื่อแบบนั้น เพราะดูเหมือนว่าอัลกอริทึมการค้นหาที่ครองโลกมา 20 ปี กำลังจะถูกแทนที่ด้วย AI ที่ฉลาดกว่า ตอบคำถามได้เหมือนมนุษย์ และรู้ทุกเรื่อง OpenAI กลายเป็นผู้ชนะในชั่วข้ามคืน ส่วน Google กลายเป็นยักษ์ใหญ่ที่เชื่องช้าและกำลังจะพ่ายแพ้

แต่วันนี้… ลูกตุ้มนาฬิกาได้เหวี่ยงกลับมาแล้ว

สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัจจุบัน Google Gemini มียอดผู้ใช้งานแตะระดับ 650 ล้านคนเข้าไปแล้ว ในขณะที่ Mark Benioff ซีอีโอของ Salesforce ยักษ์ใหญ่ด้านซอฟต์แวร์ระดับโลก ได้ประกาศเท ChatGPT อย่างเปิดเผย และย้ายทั้งบริษัทไปใช้ Gemini แทน

เหตุการณ์นี้ทำให้ OpenAI ต้องประกาศสิ่งที่เรียกว่า “Code Red” ภายในบริษัท ซึ่งเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินแบบเดียวกับที่ Google เคยประกาศตอนที่ ChatGPT เปิดตัวใหม่ๆ เรื่องราวกลับตาลปัตร จากผู้ล่า กลายเป็นผู้ถูกล่า

คำถามคือ มันเกิดอะไรขึ้น OpenAI เปลี่ยนจากบริษัทที่จะมาเปลี่ยนแปลงโลก กลายมาเป็นบริษัทที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในเชิงธุรกิจได้อย่างไร

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://bit.ly/4ay1rz6

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://bit.ly/4acQnIG

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/4av99Ko

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/8Mh3SjSVNwc

เมื่อศิษย์ล้างครู! เบื้องหลัง Hisense ซื้อกิจการ Toshiba ที่คนญี่ปุ่นเจ็บใจที่สุด

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 ถึง 30 ปีก่อน

หากเรามีโอกาสได้เดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นของครอบครัวที่มีฐานะ

ไม่ว่าจะในประเทศไทย หรือมุมไหนของโลก

สิ่งหนึ่งที่มักจะตั้งตระหง่านอยู่กลางบ้าน เปรียบเสมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเอกที่บ่งบอกรสนิยมของเจ้าของบ้าน

นั่นคือ โทรทัศน์

และถ้าจะให้สมบูรณ์แบบ เครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นนั้นจะต้องแปะตราสัญลักษณ์แบรนด์อย่าง Sony Panasonic หรือ Sharp

ในยุคนั้น คำว่า Made in Japan ไม่ใช่แค่ป้ายบอกแหล่งผลิต

แต่มันคือตราประทับของความสมบูรณ์แบบ

มันคือเครื่องการันตีว่า นี่คือนวัตกรรมที่ดีที่สุด ทนทานที่สุด และล้ำสมัยที่สุดเท่าที่มนุษย์จะสร้างขึ้นมาได้

แบรนด์ญี่ปุ่นเหล่านี้เปรียบเสมือนราชาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ทองคำ

ดูมั่นคง แข็งแกร่ง และไม่มีทางเลยที่ใครจะมาโค่นลงได้

แต่ใครจะไปเชื่อว่า เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ทศวรรษ ภาพที่เคยเห็นจนชินตากลับตาลปัตรไปจนหมดสิ้น

แม้กระทั่งในบ้านของคนญี่ปุ่นเอง

ทีวีที่ขายดีที่สุด กลับไม่ใช่แบรนด์ญี่ปุ่นระดับตำนานเหล่านั้นอีกต่อไป

แต่กลายเป็นแบรนด์จากจีนที่ชื่อว่า Hisense

บริษัทที่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อปี 1969 พวกเขาเป็นแค่โรงงานเล็กๆ ในเมืองชิงเต่า

มีพนักงานเริ่มต้นแค่ไม่กี่สิบคน ทำวิทยุคุณภาพต่ำขายในชุมชน

แต่ทำไมวันนี้ พวกเขาถึงกลายมาเป็นผู้ท้าชิงเบอร์ 2 ของโลก

และบุกไปยึดครองห้องนั่งเล่นของคนญี่ปุ่นได้สำเร็จ

เรื่องราวการโค่นล้มยักษ์ใหญ่ที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษที่ 1980

ยุคนั้นคือยุคทองของญี่ปุ่น หรือที่เรียกว่า Golden Age อย่างแท้จริง

ญี่ปุ่นฟื้นตัวจากสงครามโลกและก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจด้วยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

Sony เปิดตัวทีวีรุ่น Trinitron ที่ให้ภาพคมชัด สีสันสดใส จนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลก

Sharp ประกาศศักดาเป็นผู้ผลิตทีวีสีรายแรกๆ ของญี่ปุ่น

ส่วน Panasonic ภายใต้การนำของเทพเจ้าแห่งการบริหารอย่าง Konosuke Matsushita ก็กำลังขยายอาณาจักรไปทั่วโลก

การมีทีวีญี่ปุ่นตั้งอยู่ในบ้าน มันคือการประกาศศักดาว่า บ้านข้านี้ทันสมัย

แต่ในขณะที่ญี่ปุ่นกำลังเฉิดฉาย อีกฝากฝั่งหนึ่งของทะเล ในเมืองชิงเต่า ประเทศจีน

โรงงานชื่อยาวเหยียดอย่าง Qingdao No.2 Radio Factory ได้ถือกำเนิดขึ้น

สภาพโรงงานตอนนั้นแทบจะเรียกว่าเป็นเพิงเล็กๆ ก็ว่าได้

สินค้าตัวแรกของพวกเขาไม่ใช่ทีวีจอแบนสุดหรู

แต่เป็นวิทยุหน้าตาบ้านๆ ที่ชื่อว่า Red Lantern หรือโคมแดง

ซึ่งทำมาเพื่อขายให้คนในท้องถิ่นฟังข่าวสารบ้านเมืองเท่านั้น

ในตอนนั้น โรงงานแห่งนี้ ซึ่งต่อมาคือ Hisense ไม่ได้มีเป้าหมายจะไปแข่งกับใครในระดับโลก

แค่ผลิตของให้ใช้งานได้ ไม่พังคามือ ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว

มันเหมือนดาวคนละดวง ฟ้ากับเหว ที่ไม่น่าจะมาบรรจบกันได้

จุดเปลี่ยนสำคัญแรก เริ่มต้นขึ้นเมื่อจีนเริ่มเปิดประเทศ รัฐบาลจีนต้องการให้มีอุตสาหกรรมทีวีเป็นของตัวเอง

แต่โรงงานในจีนตอนนั้นไม่มีทั้งเงินทุนและเทคโนโลยี

Hisense ในเวลานั้น จึงเลือกใช้กลยุทธ์ที่ฉลาดที่สุด

นั่นคือ ถ้าทำเองไม่เป็น ก็ไปเรียนจากคนที่เก่งที่สุด

ผู้นำจีนในยุคนั้นได้ไปเยือนโรงงาน Panasonic ที่ญี่ปุ่น และขอให้ช่วยสอนคนจีนทำเครื่องใช้ไฟฟ้า

ซึ่งทาง Panasonic ก็ตอบตกลงด้วยความเต็มใจที่จะช่วยพัฒนาเพื่อนบ้าน

นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ Hisense ได้จับมือเป็นพันธมิตรกับ Panasonic

พวกเขาส่งทีมงานไปดูงาน ไปเรียนรู้วิธีการผลิตทีวีสีถึงประเทศญี่ปุ่น

แต่สิ่งที่ Hisense ทำ ไม่ใช่แค่การก้มหน้าก้มตาเรียนตามตำรา

พวกเขาใช้วิธีที่เรียกว่า Reverse Engineering

พูดภาษาชาวบ้านก็คือ การไปซื้อทีวีญี่ปุ่นมา แล้วจัดการชำแหละมันออกมาเป็นชิ้นๆ ถอดดูทุกน็อต ทุกแผงวงจร

เพื่อทำความเข้าใจว่า หัวใจสำคัญที่ทำให้ภาพสวยคืออะไร

และที่สำคัญที่สุดคือ ชิ้นส่วนไหนที่ไม่จำเป็น ตัดทิ้งได้ไหม เพื่อให้ราคาถูกลง…

ในขณะที่ Hisense กำลังซุ่มเรียนวิชาอย่างหนัก

ฝั่งญี่ปุ่นกลับต้องเจอกับฝันร้ายที่ชื่อว่า Plaza Accord ในปี 1985

ข้อตกลงนี้ทำให้ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นแบบช็อกโลก

จากเดิมที่เคยแลกเปลี่ยนกันที่เรทหนึ่ง พอข้ามคืนกลับแข็งค่าขึ้นมามหาศาล

ลองจินตนาการดูว่า อยู่ดีๆ ของที่ญี่ปุ่นผลิตส่งออก ก็มีราคาแพงขึ้นเกือบ 2 เท่าในสายตาชาวโลก

เมื่อทีวีญี่ปุ่นแพงขึ้น บริษัทญี่ปุ่นจึงตัดสินใจแก้เกมด้วยวิธีที่ดูเหมือนจะดี แต่กลายเป็นกับดักในภายหลัง

นั่นคือการหนีไปจับตลาด Premium หรือตลาดบน

พวกเขาคิดว่า ถ้าของมันต้องแพง ก็ทำให้มันดีที่สุดไปเลย

ขายคนรวยที่ยอมจ่าย เพื่อแลกกับคุณภาพระดับเทพ

Sony ทุ่มเงินวิจัยมหาศาลเพื่อทำให้ภาพคมชัดขึ้นอีก 5-10% ใส่เทคโนโลยีที่ซับซ้อนเข้าไป เพื่อรักษาภาพลักษณ์แบรนด์หรู

แต่หารู้ไม่ว่า การทำแบบนั้น ทำให้พวกเขาทิ้งพื้นที่ว่างขนาดมหึมาไว้ข้างหลัง

นั่นคือตลาดของ “คนทั่วไป”

Hisense มองเห็นช่องว่างนี้ทันที

ในขณะที่ Sony พยายามขายทีวีเครื่องละหลายหมื่นบาท

Hisense บอกว่า ฉันจะทำทีวีที่คุณภาพแค่ 70-80% ของญี่ปุ่น แต่ราคาถูกกว่าเกินครึ่ง

มีเรื่องเล่าที่น่าสนใจมาก ตอนที่ Hisense บุกตลาดแอฟริกา

พวกเขาพบว่าที่นั่นไฟตก ไฟกระชากบ่อยมาก

ถ้าเอาทีวีไฮเทคของญี่ปุ่นไปใช้ แผงวงจรละเอียดอ่อนพวกนั้นจะพังทันที

แต่ Hisense เลือกที่จะไม่อัดเทคโนโลยีภาพสวยจนเวอร์

แต่เลือกใส่ ตัวป้องกันไฟกระชาก เข้าไปแทน และออกแบบให้ทนทาน ซ่อมง่าย

ผลคือ ทีวี Hisense กลายเป็นขวัญใจคนท้องถิ่น เพราะมัน เปิดติด และ ราคาถูก

ในขณะที่แบรนด์ญี่ปุ่นกลายเป็นของหรูที่ใช้งานจริงไม่ได้

นี่คือการชนะใจด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำเลิศที่สุด…

เวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงปี 2008 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ได้สั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง

ผู้คนเริ่มรัดเข็มขัด ทีวีราคาแพงของญี่ปุ่นกลายเป็นของฟุ่มเฟือยที่ขายไม่ออก

ซ้ำร้าย โลกยังหมุนเข้าสู่ยุค Smart TV ที่ทีวีต้องต่ออินเทอร์เน็ตได้ ต้องมีแอปพลิเคชัน

ซึ่งจุดนี้แหละ ที่เป็นจุดตายของญี่ปุ่น

บริษัทญี่ปุ่นเก่งเรื่อง Hardware การสร้างจอภาพที่สวยคมกริบ

แต่พวกเขากลับเชื่องช้ามากในเรื่อง Software

ระบบปฏิบัติการทีวีญี่ปุ่นในยุคนั้นใช้งานยาก เชื่อมต่ออะไรก็วุ่นวาย

ในขณะที่ Hisense ซึ่งคุ้นเคยกับการปรับตัวเร็วๆ จับมือกับผู้พัฒนาแอปพลิเคชันต่างๆ สร้างทีวีที่ใช้ง่าย และราคาถูกกว่ามาก

และแล้ว วันที่โลกต้องจารึกก็มาถึง

บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Toshiba ที่ประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนักจากการลงทุนที่ผิดพลาดในธุรกิจอื่น

จนสถานะการเงินง่อนแง่น จำเป็นต้องขายสมบัติกินเพื่อความอยู่รอด

ในปี 2017 ข่าวใหญ่ที่ช็อกความรู้สึกคนญี่ปุ่นก็เกิดขึ้น เมื่อ Hisense ประกาศเข้าซื้อกิจการ Toshiba Visual Solutions

หรือธุรกิจผลิตทีวีของ Toshiba ด้วยมูลค่าประมาณ 113 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ลองนึกภาพตามว่า แบรนด์ Toshiba ที่เคยเป็นศักดิ์ศรีของญี่ปุ่น เคยเป็นครูบาอาจารย์ในวงการ

วันนี้ต้องถูกขายให้กับบริษัทจีนที่เคยเป็นเพียงโรงงานวิทยุเล็กๆ

การซื้อครั้งนี้ Hisense ไม่ได้แค่ได้โรงงาน

แต่ได้สิทธิ์ในการใช้แบรนด์ Toshiba ไปทั่วโลกเป็นเวลาถึง 40 ปี

ได้ทีมวิจัยและพัฒนา และที่สำคัญคือได้ฐานลูกค้าเก่าของญี่ปุ่นมาอยู่ในมือทันที

มันคือทางลัดที่ทำให้ Hisense ก้าวกระโดดจากการเป็นแบรนด์ราคาถูก สู่การเป็นเจ้าของเทคโนโลยีระดับโลก

Hisense ใช้กลยุทธ์ ร่างทรง คือยังขายทีวีในชื่อ Toshiba หรือชื่อ REGZA ในญี่ปุ่น เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของคนท้องถิ่น

แต่ไส้ใน การบริหาร และต้นทุนการผลิต เป็นแบบ Hisense

ผลลัพธ์ที่ออกมามันน่าทึ่ง

จากข้อมูลล่าสุด หากนับรวมแบรนด์ Toshiba แล้ว

กลุ่ม Hisense สามารถครองส่วนแบ่งตลาดทีวีในญี่ปุ่นได้เป็นอันดับ 1

แซงหน้าเจ้าถิ่นอย่าง Sony และ Panasonic ไปเรียบร้อยแล้ว

ส่วนในระดับโลก พวกเขาก็ยืนตระหง่านเป็นเบอร์ 2 รองจาก Samsung เท่านั้น

นอกจากนี้ Hisense ยังทุ่มงบการตลาดมหาศาล เพื่อลบภาพของจีนเกรดต่ำ ด้วยการไปเป็นสปอนเซอร์ฟุตบอลโลก และฟุตบอลยูโร

เพื่อประกาศให้คนทั้งโลกรู้ว่า ฉันคือแบรนด์ระดับโลกแล้วนะ

เรื่องราวของ Hisense บอกอะไรเราบ้าง

บทเรียนแรก นวัตกรรม ไม่ได้แปลว่าต้องล้ำที่สุดเสมอไป

ในขณะที่ญี่ปุ่นพยายามทำทีวีที่ ดีที่สุด

Hisense เลือกทำทีวีที่ เหมาะสมที่สุด สำหรับลูกค้าส่วนใหญ่

การเข้าใจปัญหาหน้างาน อย่างเรื่องไฟตกในแอฟริกา

มีค่ามากกว่าความละเอียดหน้าจอที่เพิ่มขึ้นแต่ตาเปล่ามองไม่เห็น

บทเรียนที่สอง อย่าประมาทคู่แข่งตัวเล็ก

วันที่ Panasonic สอนงานให้ Hisense หรือวันที่ Sony มองข้ามตลาดล่าง

พวกเขาคงไม่คิดว่ามดตัวเล็กๆ เหล่านี้จะกัดเจ็บจนล้มช้างได้

การยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ และมองข้ามการเปลี่ยนแปลงของตลาด คือกับดักที่อันตรายที่สุด

และบทเรียนสุดท้าย วิกฤตของคนหนึ่ง คือโอกาสของอีกคน

Hisense ใช้จังหวะที่เศรษฐกิจโลกย่ำแย่ และคู่แข่งอ่อนแอ เข้าโจมตีและยึดครองตลาด

การเตรียมพร้อมอยู่เสมอทำให้เมื่อโอกาสมาถึง พวกเขาก็พร้อมที่จะคว้ามันไว้ทันที

จากโรงงานเพิงสังกะสีที่มีพนักงาน 10 คน

สู่เจ้าของแบรนด์ทีวีที่คนญี่ปุ่นต้องเปิดดูทุกวัน

นี่คือตำนานบทใหม่ที่พิสูจน์แล้วว่า

ในโลกธุรกิจ ไม่มีใครยิ่งใหญ่ค้ำฟ้า

และไม่มีใครต่ำต้อยเกินกว่าจะคว้าดาว…

References : [reuters, nikkei, bbc, hisense-usa, panasonic]