Geek Story EP607 : ทำไม Roborock ถึงครองโลกหุ่นยนต์ดูดฝุ่น? เมื่อ “วิศวกรรม” สำคัญกว่า “การตลาด”

ลองจินตนาการดูครับว่า ถ้าวันนี้คุณเป็นผู้บริหารระดับสูง นั่งทำงานอยู่ในบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีน อย่าง Baidu

คุณดูแลโปรเจกต์ระดับชาติ อย่าง Baidu Maps แผนที่ที่คนจีนทั้งประเทศหลายร้อยล้านคนต้องเปิดใช้ทุกวันเพื่อการเดินทาง คุณกำลังทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ระดับ “เมือง” ระดับ “ประเทศ”

แต่วันหนึ่ง คุณกลับเดินไปบอกหัวหน้าว่า “ผมขอลาออก”

และเหตุผลที่คุณลาออก ไม่ใช่เพื่อไปสร้างจรวด หรือทำรถยนต์ไฟฟ้า แต่คุณลาออกเพื่อไปทำ… “หุ่นยนต์ดูดฝุ่น”

ฟังดูแล้วเหมือนคนบ้าใช่ไหมครับ จากการคุมระบบนำทางที่ซับซ้อนที่สุดในโลก ย่อส่วนลงมาเหลือแค่การพาเครื่องจักรกลมๆ วิ่งมุดไปใต้โซฟาเพื่อเก็บฝุ่นผง

หลายคนในเวลานั้นมองว่า นี่คือการตัดสินใจที่ “ลดเกรด” ตัวเองที่สุด และดูไม่มีอนาคตเอาเสียเลย

แต่ใครจะไปรู้ครับว่า ชายคนที่ตัดสินใจทิ้งแผนที่เมืองมาจับไม้กวาดไฮเทคคนนั้น ในอีก 10 ปีต่อมา เขาจะสามารถพาบริษัทที่เริ่มต้นจากศูนย์ ก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์หุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่มียอดขายอันดับ 1 ของโลก แซงหน้าเจ้าตลาดเดิมที่ครองโลกมานาน

บริษัทนั้นมีชื่อว่า Roborock

และชายผู้บ้าบิ่นคนนั้นคือ Chang Jing

วันนี้ผมจะพาไปถอดรหัสความสำเร็จของ Roborock ว่าเขาสร้างอาณาจักรหมื่นล้านจากการ “แก้ปัญหาเรื่องฝุ่น” ด้วย “วิธีคิดแบบคนทำแผนที่” ได้อย่างไร

เรื่องราวนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเครื่องใช้ไฟฟ้าครับ แต่มันคือคัมภีร์ธุรกิจฉบับย่อ ของการเปลี่ยน “จุดอ่อนของตลาด” ให้กลายเป็น “โอกาสระดับโลก”

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/bdza9bbf

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/j5d5m266

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/5xwf24hd

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/vzNcspNWjRI

ความลับใต้ฝาพับ? เรื่องราวของ Toshiba T1100 แล็ปท็อปเครื่องแรกที่โลกยอมรับ

ย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษ 1980 โลกของคอมพิวเตอร์พกพาถูกจำกัดอยู่ในกรอบที่แคบและน่าอึดอัดเป็นอย่างมาก

ถ้าต้องการเครื่องที่ใช้งานได้จริง ก็ต้องยอมแบกน้ำหนักมหาศาลเหมือนแบกข้าวสาร

แต่ถ้าต้องการความเบา ก็จะได้เครื่องที่ทำอะไรแทบไม่ได้เลยนอกจากคิดเลข

ในยุคนั้นตลาดคอมพิวเตอร์พกพาถูกแบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน

ขั้วแรกคือกลุ่มเครื่องขนาดเล็กจิ๋วที่เรียกว่า “Palmtops” ซึ่งมีขนาดพอๆ กับฝ่ามือและทำงานด้วยถ่าน AA เพียงไม่กี่ก้อนเท่านั้น

แม้มันจะดูเท่และล้ำสมัยในสายตาคนทั่วไป แต่มันกลับมีข้อจำกัดที่แก้ไม่ตกสำหรับคนทำงานจริงจัง

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ Epson HX-20 ซึ่งเปิดตัวในเดือนกรกฎาคม 1982 และถูกยกย่องจากสื่อหลายสำนักว่าเป็นคอมพิวเตอร์พกพาเครื่องแรกของโลก

มันขายได้ถึงสองแสนกว่าเครื่อง แต่ความจริงที่น่าเจ็บปวดคือมันมีหน้าจอขนาดเล็กนิดเดียว และพลังประมวลผลที่น้อยเกินกว่าจะเอาไปทำธุรกิจอะไรได้เป็นชิ้นเป็นอัน

นักธุรกิจในยุค 80 ต่างโหยหาเครื่องมือที่ทรงพลังกว่านั้น พวกเขาต้องการซอฟต์แวร์ตารางคำนวณระดับโลกอย่าง Lotus 1-2-3 มาไว้ในมือเพื่อทำงานนอกสถานที่

แต่เครื่องขนาดเล็กเหล่านี้กลับตอบโจทย์ไม่ได้ จนทำให้เครื่องอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า “Luggables” กลายเป็นทางเลือกที่จำใจต้องใช้

คำว่า Luggable มาจากคำว่า Lug ที่แปลว่าลากหรือหิ้วอย่างทุลักทุเล

มันคือคอมพิวเตอร์ที่มีหูหิ้วแต่หนักถึง 12 กิโลกรัม แถมยังไม่มีแบตเตอรี่ในตัว ต้องเดินสอดส่ายสายตาหาปลั๊กไฟทุกครั้งที่ต้องการใช้งาน

เครื่องที่ดังที่สุดในกลุ่มนี้คือ Osborne 1 และตามมาด้วย Compaq Portable ที่ออกมาในปี 1983

แม้ Compaq จะประสบความสำเร็จอย่างมากเพราะมันทำงานร่วมกับระบบ IBM PC ได้สมบูรณ์แบบ

แต่มันก็ยังไม่ใช่คอมพิวเตอร์ที่จะหยิบมาวางบนตักเพื่อทำงานบนเครื่องบินได้อย่างสะดวกใจเลยแม้แต่นิดเดียว…

นี่คือช่องว่างขนาดใหญ่ที่รอใครสักคนมาเติมเต็ม ใครจะเป็นคนสร้างคอมพิวเตอร์ที่มีทรงฝาพับแบบ “Clamshell” ที่รวมทั้งพลังประมวลผล ความพกพา และแบตเตอรี่ไว้ในเครื่องเดียวได้สำเร็จ

คำตอบไม่ได้มาจากยักษ์ใหญ่ในอเมริกาอย่าง IBM หรือ Apple แต่กลับมาจากบริษัทญี่ปุ่นที่ชื่อว่า Toshiba

ซึ่งในขณะนั้นกำลังตกที่นั่งลำบากจากการล้มเหลวในตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาแล้วหลายครั้งติดต่อกันจนแทบจะถอดใจ

Tetsuya Mizoguchi คือชายร่างใหญ่ที่มีจิตวิญญาณนักสู้ เขาเริ่มงานที่ Toshiba ตั้งแต่ปี 1963 และมีความฝันอันยิ่งใหญ่

หลังจากได้อ่านบทความเรื่อง Personal Dynamic Media ของ Alan Kay นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ระดับตำนาน

ความฝันนั้นคือการสร้าง “Dynabook” คอมพิวเตอร์ในอุดมคติที่ทรงพลังพอจะช่วยให้ทุกคนเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา แต่ความจริงกลับสวนทาง

เพราะเครื่องตระกูล Pasopia ของ Toshiba กลับขายไม่ออกทั้งในญี่ปุ่นและอเมริกา เนื่องจากคู่แข่งอย่าง NEC ครองตลาดไว้อย่างเหนียวแน่น

ความล้มเหลวซ้ำซากทำให้ผู้บริหารระดับสูงของ Toshiba สิ้นหวังและเตรียมที่จะประกาศถอนตัวจากธุรกิจคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอย่างสิ้นเชิง

แต่ทว่าโอกาสสุดท้ายกลับมาถึงในรูปแบบของโปรเจกต์ลับที่มีชื่อรหัสว่า Brighter Blue

ผู้บริหารกลุ่มหนึ่งแอบโยกงบประมาณและทีมวิศวกรจากโครงการทหารมาสร้างทีมเฉพาะกิจเพื่อสร้างคอมพิวเตอร์พกพารุ่นใหม่

พวกเขาต้องทำงานกันอย่างลับๆ ในโรงงานที่เมือง Ome ซึ่งอยู่ไกลจากสำนักงานใหญ่โตเกียวมากพอที่จะหลบสายตาเบื้องบนได้ เพราะถ้าความแตก พวกเขาอาจถูกไล่ออกยกทีม

หัวหน้าทีมอย่าง Ginzo Yamazaki เริ่มต้นสร้างตัวต้นแบบขึ้นมาท่ามกลางความกดดันมหาศาล

เครื่องรุ่นนี้ต้องใช้ชิป Intel 80C88 และมีหน้าจอ LCD ขาวดำที่สามารถพับเก็บได้ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่ล้ำหน้าและท้าทายวิศวกรรมมากในยุคนั้น

แต่การมีเครื่องที่ดีไม่ได้หมายความว่าจะขายได้ Atsutoshi Nishida ผู้จัดการฝ่ายขายประจำยุโรปคือตัวละครสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนเกม

เขาเล็งเห็นว่านี่คือโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ที่จะสร้างตลาดใหม่ขึ้นมา โดยเสนอไอเดียว่าให้ขายคอมพิวเตอร์เครื่องนี้คู่กับเครื่องตั้งโต๊ะของ IBM

Nishida รู้ดีว่ากุญแจสำคัญไม่ใช่แค่ฮาร์ดแวร์ แต่คือซอฟต์แวร์

เขาจึงบุกไปหาบริษัทซอฟต์แวร์อย่าง Lotus ที่ลอนดอน เพื่อขอให้พอร์ตโปรแกรมลงแผ่นดิสก์ขนาด 3.5 นิ้ว ซึ่งเป็นเรื่องใหม่มาก เพราะโลกในตอนนั้นใช้แผ่นใหญ่ 5.25 นิ้วกันทั้งเมือง

เขาถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ Nishida ไม่ยอมแพ้ เขาเทียวไล้เทียวขื่อจนถึงครั้งที่สี่ จนกระทั่งความดื้อรั้นของเขาเอาชนะใจวิศวกรของ Lotus ได้สำเร็จ

การที่โปรแกรมยอดนิยมอย่าง Lotus 1-2-3 สามารถรันบนแผ่นดิสก์เล็กๆ ได้ คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ Toshiba T1100 พร้อมรบในสนามจริง

เมื่อ Toshiba T1100 เปิดตัวครั้งแรกที่เยอรมนีในปี 1985 โลกก็ต้องตะลึงกับสิ่งที่เห็น

มันคือคอมพิวเตอร์ที่รันระบบ MS-DOS ได้เหมือนเครื่องตั้งโต๊ะ แต่มีน้ำหนักเบาและพกพาได้จริง

นักวิจารณ์ต่างชื่นชมและเรียกมันว่าเป็นนวัตกรรมที่แท้จริง

ความสำเร็จของ T1100 ในยุโรปส่งผลให้ Toshiba กลับมามีความหวังอีกครั้ง

ผู้บริหารที่เคยคิดจะยุบแผนกคอมพิวเตอร์ต้องเปลี่ยนความคิด และเริ่มทุ่มทรัพยากรลงมาสนับสนุนอย่างเต็มที่ จนเกิดเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ที่เน้นตลาดแล็ปท็อปโดยเฉพาะ

แต่สงครามเพิ่งจะเริ่มต้น เมื่อคู่แข่งรายอื่นเห็นความสำเร็จของ Toshiba

ยักษ์ใหญ่อย่าง IBM และบริษัทหน้าใหม่อย่าง Compaq ก็เริ่มกระโจนเข้าสู่ตลาดนี้ด้วยสินค้าของตัวเอง ทำให้ Toshiba ต้องเร่งพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง…

ในปี 1987 Toshiba ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้วยการเปิดตัวรุ่น T1000 ซึ่งเป็นแล็ปท็อปที่สร้างประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง

เรื่องราวเบื้องหลังของรุ่นนี้น่าสนใจยิ่งกว่านิยาย เพราะมันเกิดจาก “กำแพงภาษี” ที่สหรัฐฯ ตั้งขึ้นเพื่อกีดกันสินค้าญี่ปุ่น

สหรัฐฯ สั่งเก็บภาษีนำเข้าคอมพิวเตอร์ 16-บิต จากญี่ปุ่นอย่างหนักหน่วง ทำให้ Toshiba ต้องหาทางเลี่ยง

พวกเขาหัวหมอด้วยการใช้ชิปที่มีการประมวลผลภายใน 16-บิต แต่รับส่งข้อมูลภายนอกแบบ 8-บิต ทำให้ T1000 หลุดรอดจากกฎเกณฑ์ภาษีมาได้

ผลพลอยได้จากความพยายามลดต้นทุนและขนาด ทำให้ T1000 กลายเป็นคอมพิวเตอร์ที่เล็กและเบาที่สุดในยุคนั้น

มันมีน้ำหนักเพียง 2.9 กิโลกรัม และราคาถูกจนใครๆ ก็จับต้องได้ เปรียบเสมือน MacBook Air แห่งยุค 80 ที่ใครๆ ก็อยากมีไว้ครอบครอง

จากความสำเร็จเหล่านี้ Tetsuya Mizoguchi ไม่เคยลืมความฝันแรกของเขา เขายังคงมุ่งมั่นที่จะสร้าง “Dynabook” ที่แท้จริงให้ได้

เขาผลักดันทีมวิศวกรให้รีดไขมันส่วนเกินของเครื่องออกทุกมิลลิเมตร จนเกิดเป็นตำนานเล่าขานในวงการ

มีเรื่องเล่าว่าเมื่อวิศวกรนำเครื่องต้นแบบที่หนา 50 มิลลิเมตรมาเสนอ และบอกว่า “นี่บางที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว”

หัวหน้าทีมกลับนำเครื่องนั้นไปจุ่มลงในถังน้ำ เมื่อมีฟองอากาศลอยขึ้นมา เขาจึงชี้ให้เห็นว่า “ยังมีที่ว่างเหลืออยู่ ไปทำให้บางลงกว่านี้”

ความมุ่งมั่นแบบกัดไม่ปล่อยทำให้ Toshiba ครองบัลลังก์เจ้าตลาดแล็ปท็อปโลกได้ยาวนานตลอดทศวรรษ 1990

พวกเขาสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งหน้าจอสี แบตเตอรี่ที่อึดขึ้น และฮาร์ดดิสก์ที่มีความจุสูงขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม ในโลกธุรกิจไม่มีใครเป็นผู้ชนะได้ตลอดกาล

เมื่อเข้าสู่ยุค 2000 การแข่งขันเริ่มเปลี่ยนรูปแบบไป คู่แข่งอย่าง Dell และ HP เริ่มใช้วิธีการบริหารจัดการ supplychain ที่ทันสมัยกว่า ทำให้ทำราคาได้ถูกกว่ามาก

Toshiba ที่เคยภูมิใจในคุณภาพการผลิตและความประณีตแบบญี่ปุ่น เริ่มสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับคู่แข่งที่เน้นความเร็วและราคาถูก

ประกอบกับตลาดองค์กรที่ IBM (และต่อมาคือ Lenovo) ทำได้ดีกว่ามาก ทำให้สถานการณ์เริ่มกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง

ท้ายที่สุด Toshiba ก็ได้ขายธุรกิจคอมพิวเตอร์ให้กับ Sharp และถอนตัวออกจากตลาดไปในปี 2020 ปิดฉากตำนานผู้บุกเบิกที่ยาวนานกว่า 35 ปี แต่สิ่งที่พวกเขาทิ้งไว้คือมรดกทางเทคโนโลยีที่ประเมินค่าไม่ได้

ทุกครั้งที่เรากางหน้าจอแล็ปท็อปขึ้นมาทำงานที่ร้านกาแฟ หรือพับเก็บใส่กระเป๋าเป้ได้อย่างง่ายดาย

ให้รู้ไว้ว่าความสะดวกสบายเหล่านี้มีจุดเริ่มต้นมาจากความดื้อรั้นของกลุ่มคนเล็กๆ ในโรงงานที่ห่างไกลความเจริญ

เรื่องราวของ Toshiba T1100 บอกเราว่า นวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกอาจไม่ได้เกิดจากความพร้อมที่สมบูรณ์แบบ

แต่มักเกิดจากข้อจำกัด ความกดดัน และความกล้าที่จะทำในสิ่งที่คนอื่นบอกว่าเป็นไปไม่ได้

Toshiba T1100 อาจเป็นแค่เศษเหล็กและพลาสติกเก่าๆ ในพิพิธภัณฑ์วันนี้ แต่มันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันว่า ความพยายามของมนุษย์ที่จะเอาชนะข้อจำกัดนั้น ไม่มีที่สิ้นสุด…

References: [spectrum .ieee, dynabook, computerworld, nikkei, pcmag]

Geek Story EP606 : ใครฆ่าแผ่น Vampire? จุดเริ่มต้นและจุดจบของยุคพันธุ์ทิพย์

วันนี้ผมอยากชวนทุกคนย้อนเวลากลับไปในช่วงรอยต่อของยุค Analog สู่ Digital ยุคที่การฟังเพลงไม่ได้ง่ายแค่ปลายนิ้วสัมผัสแบบทุกวันนี้ ยุคที่เรายังต้องพกเครื่องเล่นหน้าตาแปลก ๆ ใส่ถ่านก้อนโต ๆ และยุคที่แผ่นพลาสติกกลม ๆ แผ่นหนึ่ง สามารถบรรจุความสุขของเราได้เป็นร้อย ๆ เพลง

ถ้าใครเติบโตมาในช่วงปี 1998 ถึง 2005 ผมเชื่อว่าต้องเคยเห็น หรืออาจจะเคยเป็นเจ้าของสิ่งนี้ แผ่นซีดีที่มีหน้าปกเป็นรูปกราฟิกสีสันฉูดฉาด บางครั้งก็เป็นรูปนางแบบสาวสวยเซ็กซี่ที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเนื้อหาข้างในเลย และมีโลโก้ตัวอักษรภาษาอังกฤษเขียนว่า “Vampire” หรือบางทีก็เป็นชื่ออื่นอย่าง “ประเทือง”

แต่วันนี้เราจะโฟกัสที่แบรนด์ที่แข็งแกร่งที่สุดอย่าง Vampire

นี่ไม่ใช่เรื่องราวของการละเมิดลิขสิทธิ์เพียงอย่างเดียว แต่มันคือกรณีศึกษาทางธุรกิจที่น่าสนใจมาก ว่าด้วยเรื่องของ Technology Disruption ที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการเพลงไทย

มันคือเรื่องราวของสงครามระหว่าง “ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่” กับ “กองโจร MP3” ที่สุดท้ายแล้ว คนที่ชนะไม่ใช่ทั้งคู่ แต่เป็นพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตลอดกาล

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/2cytjkv9

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/2ap4wbnx

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/bdfb6uaj

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/sgkDJ3bOMgY

ศึกชิงบัลลังก์ Presentation ทำไม PowerPoint ถึงฆ่า Harvard Graphics ได้ราบคาบ?

รู้หรือไม่ว่า ทุกวันนี้มีผู้นำเสนอผลงานผ่านโปรแกรม PowerPoint มากกว่า 30 ล้านครั้งต่อวัน…

แต่เชื่อไหมว่า หนึ่งในซอฟต์แวร์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์โลกธุรกิจตัวนี้ เกือบจะไม่ได้เกิดขึ้นมาบนโลก

และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ เจ้าของเดิมของมันไม่ใช่ Microsoft

ย้อนกลับไปในปี 1984 โลกกำลังตื่นเต้นกับการเปิดตัว Macintosh ของ Apple

คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลกำลังเริ่มเข้ามามีบทบาทในบ้านและสำนักงาน

แต่ในมุมมืดของห้องประชุมบริษัทใหญ่ๆ ทั่วอเมริกา พนักงานยังคงต้องทำงานด้วยความยากลำบาก…

ในยุคนั้น การเตรียมข้อมูลเพื่อนำเสนอในที่ประชุม ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนการคลิกเมาส์ไม่กี่ที

หากคุณเป็นผู้บริหารในยุค 80 การจะทำสไลด์สักชุดเพื่อเสนอลูกค้า คุณต้องพึ่งพาแผนกศิลปกรรม หรือ Art Department

กระบวนการทั้งหมดคือการวาด เขียน ตัด และแปะ ลงบนกระดาษหรือแผ่นใส

ถ้ามีตัวเลขผิดแม้แต่จุดเดียว นั่นหมายความว่าต้องเริ่มวาดใหม่ทั้งหมด หรือต้องใช้มีดโกนขูดตัวเลขเดิมออกอย่างระมัดระวัง

ความวุ่นวายนี้กินเวลาและทรัพยากรของบริษัทไปมหาศาล…

ศาสตราจารย์ Humin Tong จาก MIT Sloan School ได้สังเกตเห็นปัญหานี้

เขาพบความจริงที่น่าตกใจว่า ผู้บริหารระดับสูงใช้เวลาทำงานกว่า 80% ไปกับการเตรียมข้อมูลเพื่อการประชุม

แทนที่จะเอาสมองไปคิดกลยุทธ์บริหาร พวกเขากลับต้องมาเสียเวลากับการจัดการกระดาษและแผ่นใส

Humin Tong จึงเกิดไอเดียว่า ทำไมเราไม่ใช้คอมพิวเตอร์มาช่วยแก้ปัญหานี้

เขาจึงสร้างซอฟต์แวร์ที่ชื่อว่า ExecuVision ขึ้นมา

นี่คือบรรพบุรุษของโปรแกรมนำเสนอผลงาน ที่ทำให้คนเพียงคนเดียวสามารถสร้างกราฟิกและสไลด์ได้โดยไม่ต้องง้อฝ่ายศิลป์…

แม้ว่า ExecuVision จะดูเหมือนนวัตกรรมเปลี่ยนโลก แต่ราคามันสูงถึง 400 ดอลลาร์สหรัฐ

แถมถ้าอยากได้รูปภาพประกอบสวยๆ ก็ต้องจ่ายเพิ่มอีก 90 ดอลลาร์ เพื่อซื้อแผ่นดิสก์แยกต่างหาก

ด้วยราคาที่สูงและเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ที่ยังตามไม่ทัน ทำให้ ExecuVision ล้มหายตายจากไปในเวลาไม่นาน

ทิ้งให้บัลลังก์แห่งวงการซอฟต์แวร์นำเสนอว่างลง…

เมื่อผู้บุกเบิกล้มลง ก็ถึงเวลาของผู้ท้าชิงรายใหม่

ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ตลาดนี้ถูกยึดครองโดยยักษ์ใหญ่สองราย

รายแรกคือ Harvard Graphics ซอฟต์แวร์ที่ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่ง

ด้วยชื่อที่ฟังดูน่าเชื่อถือและฟังก์ชันที่ตอบโจทย์นักธุรกิจ มันจึงกลายเป็นมาตรฐานของวงการ

รายที่สองคือ Lotus Freelance Graphics จากค่าย Lotus Development

ซึ่งโด่งดังมาจากการเป็นคู่บุญของโปรแกรมตารางคำนวณยอดฮิตอย่าง Lotus 1-2-3…

ดูเหมือนว่าสงครามนี้จะเป็นเรื่องของสองยักษ์ใหญ่ที่ผลัดกันรุกผลัดกันรับ

แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า ภัยคุกคามที่แท้จริงกำลังก่อตัวขึ้นเงียบๆ ในบริษัทสตาร์ทอัพเล็กๆ แห่งหนึ่ง

เรื่องราวที่น่าสนใจคือ จุดเริ่มต้นของภัยคุกคามนี้ ไม่ได้มาจาก Microsoft แต่มาจากคนของ Apple

ย้อนกลับไปช่วงต้นยุค 80 หลังจากความสำเร็จของ Apple II

Steve Jobs ได้หันไปทุ่มเทความสนใจทั้งหมดให้กับโปรเจกต์ใหม่อย่าง Macintosh

เขาเชื่อมั่นในระบบกราฟิกที่สวยงามและการใช้เมาส์ จนละเลยทีมงานเก่าที่ดูแล Apple II และ Apple III…

การถูกเจ้านายมองข้าม ทำให้ Tyler Pohlman และ Rob Campbell สองผู้บริหารของ Apple รู้สึกอึดอัด

พวกเขามองว่าอยู่ต่อไปก็ไร้อนาคต จึงตัดสินใจลาออกมาก่อตั้งบริษัทของตัวเองชื่อว่า Forethought

เป้าหมายของ Forethought คือการนำระบบกราฟิกที่สวยงามแบบ Apple มาสู่เครื่อง PC ทั่วไป

พวกเขาได้จ้าง Robert Gaskins อัจฉริยะด้านภาษาศาสตร์และคอมพิวเตอร์เข้ามาร่วมทีม

Robert Gaskins มองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองข้าม…

เขาตั้งคำถามว่า ทำไมเราต้องพิมพ์สไลด์ออกมาบนแผ่นใส ทำไมเราไม่จัดเรียงและนำเสนอมันบนหน้าจอคอมพิวเตอร์เลย

เขาเรียกโปรเจกต์นี้ว่า Presenter

แต่เส้นทางของสตาร์ทอัพไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ

Forethought ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก เพราะรอให้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์พัฒนาตามทันซอฟต์แวร์ของพวกเขา

จนสุดท้าย พวกเขาต้องยอมกลืนน้ำลายตัวเอง กลับไปพัฒนาโปรแกรมนี้ลงบนเครื่อง Macintosh ของ Apple แทน

เพราะในเวลานั้น มีเพียง Mac เท่านั้นที่มีระบบกราฟิกดีพอที่จะรันโปรแกรมของพวกเขาได้…

ในเดือนเมษายน ปี 1987 ซอฟต์แวร์ที่ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น PowerPoint 1.0 ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น

ทันทีที่เปิดตัว มันสร้างปรากฏการณ์ยอดขายถล่มทลายในหมู่ผู้ใช้ Mac

ข่าวความสำเร็จนี้ลอยไปเข้าหูของ Bill Gates ผู้ก่อตั้ง Microsoft

ในตอนแรก Bill Gates ไม่ได้สนใจซอฟต์แวร์ตัวนี้เลยแม้แต่น้อย

เขามองว่า PowerPoint ก็แค่ฟีเจอร์เล็กๆ ที่ควรจะยัดรวมไว้ใน Microsoft Word เท่านั้น

ไม่มีความจำเป็นต้องแยกออกมาขายเป็นโปรแกรมเดี่ยวๆ…

แต่เมื่อเห็นตัวเลขยอดขายและความเป็นไปได้ทางธุรกิจ Bill Gates ก็เปลี่ยนความคิดทันที

ทีมงาน Microsoft รีบบินไปเจรจาขอซื้อกิจการ Forethought

การเจรจาเป็นไปอย่างดุเดือด Forethought ปฏิเสธข้อเสนอแล้วข้อเสนอเล่า

จนกระทั่ง Microsoft ยอมทุ่มเงินก้อนโตถึง 14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อปิดดีลนี้

นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ Microsoft ยอมควักเงินมหาศาลขนาดนี้เพื่อซื้อบริษัทอื่น

แต่การซื้อกิจการเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสงครามครั้งใหม่…

เพราะในเวลานั้น PowerPoint ยังเป็นเพียงมดตัวเล็กๆ เมื่อเทียบกับช้างสารอย่าง Harvard Graphics

Microsoft ใช้เวลาถึง 3 ปีในการซุ่มพัฒนา PowerPoint เวอร์ชันสำหรับ Windows

ในช่วงเวลานั้น ยอดขายของ PowerPoint ก็ลุ่มๆ ดอนๆ ไม่ได้หวือหวา

เพราะฐานลูกค้าส่วนใหญ่ยังคงใช้คอมพิวเตอร์ระบบ DOS ที่เป็นจอสีดำตัวหนังสือสีเขียว

ซึ่ง Harvard Graphics ครองตลาดส่วนนี้อยู่อย่างเหนียวแน่น…

จุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์บทนี้ เกิดขึ้นในปี 1990

เมื่อ Microsoft ตัดสินใจงัดกลยุทธ์ไม้ตายออกมาใช้ นั่นคือ “Bundling Strategy”

หรือที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่า “การขายพ่วง”

Bill Gates และทีมงานตัดสินใจสร้างชุดซอฟต์แวร์ที่ชื่อว่า Microsoft Office ขึ้นมา

โดยจับเอา Word, Excel และ PowerPoint มามัดรวมขายในกล่องเดียว

ด้วยราคาเพียง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ…

ฟังดูเหมือนแพง แต่ถ้าเทียบกับสมัยก่อนที่ต้องซื้อโปรแกรมแยกทีละตัว ตัวละ 500 ดอลลาร์

การซื้อ Microsoft Office จึงคุ้มค่ากว่ามาก

กลยุทธ์นี้เหมือนการแจก PowerPoint ให้ลูกค้าใช้ฟรีๆ ไปพร้อมกับ Word และ Excel

คู่แข่งอย่าง Harvard Graphics และ Lotus Freelance ถึงกับไปไม่เป็น

พวกเขาเป็นซอฟต์แวร์แบบ Standalone ที่ขายแยกเดี่ยวๆ จึงไม่สามารถสู้เรื่องราคากับ Microsoft ได้

หนำซ้ำ Harvard Graphics ยังปรับตัวช้าเกินไปในการย้ายมาสู่แพลตฟอร์ม Windows

พวกเขายังคงยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ บนระบบ DOS นานเกินไป…

ในขณะที่โลกธุรกิจกำลังหมุนเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคของ Windows ที่มีหน้าต่างและไอคอนสวยงาม

PowerPoint ที่ถูกพัฒนามาเพื่อ Windows โดยเฉพาะ จึงมีความได้เปรียบมหาศาล

หน้าตาที่ใช้งานง่าย และเข้ากันได้ดีกับ Excel ทำให้ผู้คนเริ่มเทใจมาใช้ PowerPoint

จากส่วนแบ่งตลาดที่เป็นรอง ในปี 1992 PowerPoint สามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดมาได้ถึง 63%

และในปี 1993 ตัวเลขนั้นก็พุ่งขึ้นไปเป็น 78%…

Harvard Graphics และ Lotus ค่อยๆ หมดลมหายใจและตายจากไปจากความทรงจำของผู้คน

ส่วน Microsoft ก็ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าตลาดแบบผูกขาดแต่เพียงผู้เดียว

จนถึงปัจจุบัน ส่วนแบ่งตลาดของ PowerPoint ทั่วโลกยังคงสูงกว่า 95%

สุดท้ายเรื่องราวนี้มันบอกอะไรเรา?

ข้อแรกคือ นวัตกรรมที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่ผู้ชนะเสมอไป หากขาดกลยุทธ์ทางธุรกิจที่เฉียบคม

PowerPoint อาจไม่ใช่ซอฟต์แวร์ที่ดีที่สุดในวันแรก แต่การมัดรวมขายใน Microsoft Office คืออาวุธที่ใช้ฆ่าคู่แข่ง

ข้อสองคือ จังหวะเวลา หรือ Timing เป็นเรื่องสำคัญที่สุด

หาก Forethought ไม่ตัดสินใจขายบริษัทในวันนั้น หรือถ้า Bill Gates ยังคงดื้อดึงไม่ยอมซื้อ

วันนี้เราอาจจะไม่ได้ใช้ PowerPoint ในการนำเสนองานก็เป็นได้…

และข้อสุดท้ายคือ การยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ คือหายนะ

Harvard Graphics ที่เคยยิ่งใหญ่ ต้องล่มสลายเพราะปรับตัวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของแพลตฟอร์ม

จากยุคของกระดาษและกาว สู่ยุคของสไลด์ดิจิทัล

PowerPoint ได้พิสูจน์แล้วว่า มันไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือวัฒนธรรมการสื่อสารของคนทำงานทั่วโลก

และแม้ว่าวันนี้จะมีเครื่องมือใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย

แต่ตำนานการต่อสู้เพื่อแย่งชิงพื้นที่บนหน้าจอห้องประชุมครั้งนี้

จะยังคงเป็นกรณีศึกษาคลาสสิกของโลกธุรกิจตลอดไป…

References : [robertgaskins, computerhistory, nytimes, wired, medium]

Geek Story EP605 : ทำไมต้อง QWERTY? กับเหตุผลที่แป้นพิมพ์ไม่เรียงแบบ ABCDEF

เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมของที่ดูไม่มีประสิทธิภาพที่สุดอย่างแป้นพิมพ์ที่เราจิ้มกันอยู่ทุกวันนี้ ถึงกลายเป็นสิ่งที่ครองโลกได้?

ถ้าวันนี้เราลองลากเส้นตัวอักษรแถวบนสุดจากซ้ายไปขวา เราจะได้คำว่า QWERTY คำถามคือ ทำไมต้องเป็นตัวอักษรพวกนี้? ทำไมไม่เรียงเป็น ABCDEF ให้มันจบเรื่องไป หรือทำไมไม่เอาตัวอักษรที่ใช้บ่อยที่สุดมาไว้ตรงกลางนิ้วเราตั้งแต่แรก

เชื่อไหมว่า สิ่งที่เราใช้พิมพ์งาน ส่งอีเมล หรือแชทคุยกับแฟนในตอนนี้ คือผลผลิตของเทคโนโลยีเมื่อ 150 ปีก่อนที่ “จงใจ” ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาที่ไม่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน แต่มันกลับหยั่งรากลึกจนไม่มีใครถอนมันออกได้ นี่คือเรื่องราวของชัยชนะที่เหนือความคาดหมาย และเป็นบทเรียนชั้นดีเรื่อง “ความคุ้นชิน” ที่มีมูลค่ามหาศาลกว่าประสิทธิภาพ

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/2suuhw4p

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/4dxn4eyc

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/3m97j9jk

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/Saaoaf-bcYM