Geek Daily EP368 : สัญญาณการล่มสลายของ OpenAI? เมื่อ Nvidia “เท” ดีลแสนล้าน หรือนี่คือจุดจบยุคทอง ChatGPT

เคยมั้ยครับ ที่เรารู้สึกว่าข้าวของเครื่องใช้ไฟฟ้า มือถือ คอมพิวเตอร์ ช่วงนี้ราคาแพงขึ้นอย่างไม่สมเหตุสมผล แล้วเคยสงสัยมั้ยครับว่า ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดนี้ อาจจะมาจากบริษัทเดียว บริษัทที่เราเคยยกย่องว่าเป็นผู้นำแห่งอนาคต

วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องของ OpenAI

จากบริษัทที่เป็นความหวังของมนุษยชาติ สู่วันที่พวกเขากลายเป็นจำเลยสังคม และกำลังเผชิญกับวิกฤตทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ธุรกิจสตาร์ทอัป เรื่องราวนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่มันคือเรื่องของเงินเฟ้อ ห่วงโซ่อุปทาน และฟองสบู่ลูกมหึมาที่กำลังจะแตก

เกิดอะไรขึ้นกับดีลแสนล้านระหว่าง Nvidia และ OpenAI? ทำไมตัวเลขทางบัญชีถึงแดงเดือดขนาดนั้น? และถ้าบริษัทนี้ล้ม มันจะดึงเศรษฐกิจโลกพังครืนลงมาด้วยจริงหรือ?

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/yjzxbwzb

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/3ssfzafs

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/3sccvr2h

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/2iaDC1dmRmE

Geek Story EP595 : ย้อนรอย iPhone ยุคแหกคุก เมื่อครั้งหนึ่งเราต้อง Jailbreak เพื่ออิสรภาพ

เคยถามตัวเองไหมครับ… ว่าโทรศัพท์ราคาครึ่งแสนในมือคุณตอนนี้… จริงๆ แล้วคุณเป็น ‘เจ้าของ’ มัน… หรือเป็นแค่ ‘นักโทษ’ ในคุกที่สวยงามที่สุดในโลก?

เรื่องราวในวันนี้ ไม่ใช่นิยายสายลับ แต่มันคือสงครามที่เกิดขึ้นจริง… สงครามระหว่างองค์กรที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกอย่าง Apple… กับกลุ่มแฮกเกอร์อัจฉริยะที่ใช้เพียงแป้นพิมพ์เป็นอาวุธ… เพื่อท้าทายอำนาจที่ใครๆ ก็บอกว่าแตะต้องไม่ได้

จากจุดเริ่มต้นในห้องนอนเล็กๆ สู่การถูกดึงเข้าไปพัวพันกับคดีความมั่นคงระดับชาติของ FBI… จากยุคสมัยแห่งเสรีภาพที่เรียกว่า Jailbreak… สู่การล่มสลายของอาณาจักรสีเทาและการจากไปของชายผู้เป็นตำนานนามว่า saurik

ทำไมยุคทองของการแหกคุกถึงต้องจบลง?… อะไรทำให้แฮกเกอร์ยอมวางมือแล้วหันหลังให้อุดมการณ์?

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/5ea3harm

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/2jmuty8n

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/hdpsfks3

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/xMq9uO-4t_4

เจาะแผน Project Delete America เมื่อ Huawei ตัดสินใจลบอเมริกาออกจากสารบบ

หากเราย้อนกลับไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อของบริษัทเทคโนโลยีที่ถูกพูดถึงในฐานะ “จำเลยสังคม” ของโลกตะวันตกมากที่สุด คงหนีไม่พ้น Huawei

บริษัทที่เกือบจะกลายเป็นตำนานบทเก่าที่ถูกลบทิ้งไปจากหน้าประวัติศาสตร์โลก

หลายคนมองว่านี่คือจุดจบของยักษ์ใหญ่จากจีนที่ไม่มีวันกลับมายืนได้อีกครั้ง…

แต่แล้วในเดือนสิงหาคมปี 2023 โลกเทคโนโลยีก็ต้องตกตะลึง

เมื่อสมาร์ทโฟนรุ่นหนึ่งถูกวางขายบนหน้าเว็บไซต์แบบเงียบๆโดยไม่มีงานเปิดตัวที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีแสงไฟสปอตไลท์ หรือเสียงปรบมือเกรียวกราว

เครื่องนั้นคือ Huawei Mate 60 Pro ที่ซ่อนความลับบางอย่างเอาไว้ภายใต้หน้าจอที่สวยงาม…

สิ่งที่ทำให้นักวิเคราะห์จากทั่วโลกต้องรีบสั่งซื้อเครื่องมาแกะดูไส้ใน ไม่ใช่เพราะดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว หรือกล้องถ่ายรูปที่คมชัด

แต่มันคือชิปประมวลผลขนาดจิ๋วที่ฝังอยู่ภายใน ซึ่งมีชื่อรหัสว่า Kirin 9000s…

ความน่าสนใจมันอยู่ที่ว่า เจ้าชิปตัวนี้ไม่ใช่แค่สมองกลธรรมดา แต่มันคือสัญลักษณ์ของการ “แหกคุก” ทางเทคโนโลยีครั้งสำคัญที่สุดในทศวรรษ

เพราะตามทฤษฎีแล้ว Huawei ไม่ควรจะมีเทคโนโลยีการผลิตชิปในระดับ 7 นาโนเมตรอยู่ในมือ หลังจากถูกมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาปิดกั้นทุกวิถีทาง…

เรื่องราวนี้เริ่มเข้มข้นขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2019 เมื่อรัฐบาลสหรัฐตัดสินใจใส่ชื่อ Huawei เข้าไปใน Entity List ซึ่งเปรียบเสมือนบัญชีดำที่สั่งห้ามไม่ให้บริษัทอเมริกันทำธุรกิจด้วย…

ผลลัพธ์ของการกระทำนั้นรุนแรงยิ่งกว่าการถูกปรับเงินมหาศาล

เพราะมันคือการตัด “ท่อน้ำเลี้ยง” สำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตของสมาร์ทโฟน นั่นคือระบบปฏิบัติการ Android ที่มาพร้อมกับ Google Mobile Services

และที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือการถูกตัดขาดจากโรงงานผลิตชิปอันดับหนึ่งของโลกอย่าง TSMC…

ในวินาทีนั้น เป้าหมายของมหาอำนาจโลกตะวันตกชัดเจนมาก คือการสกัดกั้นไม่ให้ Huawei ก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลกในโลกเทคโนโลยี

และดูเหมือนว่ามันจะทำได้สำเร็จจริง ๆ เพราะยอดขายสมาร์ทโฟนของ Huawei ในตลาดต่างประเทศร่วงลงเหวแทบจะทันที…

จากบริษัทที่กำลังท้าชิงบัลลังก์กับ Samsung และ Apple กลายเป็นบริษัทที่ต้องดิ้นรนแค่เพื่อความอยู่รอด

หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่าอาณาจักรที่สร้างมานานกว่า 3 ทศวรรษ กำลังจะล่มสลายลงตรงนี้เลยหรือไม่

ซึ่งหากเราอยากรู้คำตอบ เราต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจถึง “จิตวิญญาณ” ของผู้ที่สร้างมันขึ้นมา…

ชายผู้นั้นมีชื่อว่า Ren Zhengfei เขาเกิดในปี 1944 ท่ามกลางยุคสมัยที่ประเทศจีนเต็มไปด้วยความอดอยากและความยากจนข้นแค้น

ชีวิตวัยเด็กของเขาต้องเผชิญกับสภาวะที่เรียกว่า Chiku หรือการ “กินความขมขื่น” ซึ่งเป็นคำเปรียบเปรยของคนจีนถึงการอดทนต่อความลำบากอย่างแสนสาหัส…

Ren Zhengfei ไม่ได้เติบโตมาในห้องแอร์เย็นฉ่ำแบบผู้บริหารใน Silicon Valley แต่เขาเคยเป็นทหารในหน่วยวิศวกรรมของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน

ประสบการณ์จากการสร้างโรงงานและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ทุรกันดาร ได้หล่อหลอมระเบียบวินัยและการมองโลกแบบนักยุทธศาสตร์ให้กับเขา…

เมื่อเขาตัดสินใจก่อตั้ง Huawei ในปี 1987 ที่เมือง Shenzhen ด้วยเงินทุนเพียงน้อยนิด

ธุรกิจเริ่มต้นของเขาไม่ใช่การสร้างนวัตกรรมล้ำโลก แต่เป็นเพียงการเป็นนายหน้าซื้อมาขายไป นำเข้าตู้สาขาโทรศัพท์จากฮ่องกงมาขายต่อในจีนแผ่นดินใหญ่…

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญก็มาถึง เมื่อบริษัทคู่ค้าตัดสินใจตัดสัญญาอย่างกะทันหัน ทำให้ Huawei ไม่มีสินค้าจะขาย

วิกฤตในวันนั้นบีบให้ Ren Zhengfei ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต

นั่นคือการเลิกยืมจมูกคนอื่นหายใจ และหันมาทุ่มเงินทั้งหมดที่มีเพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง…

ปรัชญา “การพึ่งพาตนเอง” จึงถูกฝังลงใน DNA ขององค์กรตั้งแต่วันนั้น

การเติบโตของ Huawei ในช่วงแรก พวกเขาเลือกใช้กลยุทธ์แบบ “ป่าล้อมเมือง” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำราพิชัยสงคราม โดยเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการปะทะกับยักษ์ใหญ่ในเมืองหลวง…

พวกเขาเลือกบุกตลาดที่บริษัทตะวันตกมองข้าม ทั้งในชนบทของจีน รัสเซีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา

โดยใช้อาวุธสำคัญสองอย่างคือ “ราคาที่จับต้องได้” และ “การบริการที่ยอมตายถวายชีวิต” ซึ่งต่อมาถูกขนานนามว่าเป็น Wolf Culture หรือวัฒนธรรมหมาป่า…

เรื่องเล่าขานถึงความทุ่มเทของพนักงาน Huawei มีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการที่วิศวกรแบกอุปกรณ์ปีนขึ้นไปติดตั้งสถานีฐานบนยอดเขาสูงระดับ 6,500 เมตร

หรือการเป็นทีมแรกที่ลงพื้นที่กู้ระบบสื่อสารท่ามกลางซากปรักหักพังหลังเหตุการณ์สึนามิ…

ความดุดันและกัดไม่ปล่อยนี้เอง ที่ทำให้พวกเขาสามารถค่อย ๆ รุกคืบจากชายขอบ เข้าสู่ใจกลางเมือง

และในที่สุดก็สามารถเจาะตลาดที่หินที่สุดอย่างยุโรปได้สำเร็จ โดยการเข้าไปจับมือเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการเครือข่ายยักษ์ใหญ่ และกลายเป็นกระดูกสันหลังของระบบโทรคมนาคมโลก…

เมื่อรากฐานโครงข่ายแข็งแกร่ง Huawei ก็เริ่มรุกคืบเข้าสู่สมรภูมิสมาร์ทโฟน

จนกระทั่งในปี 2018 พวกเขาสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอันดับ 2 ของโลก แซงหน้า Apple ได้สำเร็จ และกำลังจ่อคอหอย Samsung แบบหายใจรดต้นคอ…

แต่ความสำเร็จที่รวดเร็วเกินไป มักนำมาซึ่งภัยคุกคาม

รัฐบาลสหรัฐเริ่มมองว่าการขยายตัวของ Huawei ไม่ใช่เรื่องของการค้าเสรีอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของ “ความมั่นคงของชาติ”

ข้อกล่าวหาเรื่องการสอดแนมและ Backdoor ในอุปกรณ์ถูกหยิบยกขึ้นมาโจมตีอย่างต่อเนื่อง…

จนกระทั่ง “พายุ” ลูกใหญ่ที่สุดพัดถล่มในปี 2019 เมื่อมาตรการคว่ำบาตรถูกงัดออกมาใช้แบบเต็มพิกัด

การห้ามใช้ Google Mobile Services เปรียบเสมือนการทำให้สมาร์ทโฟน Huawei กลายเป็นคนตาบอดในโลกอินเทอร์เน็ตสากล…

แต่สิ่งที่เจ็บปวดยิ่งกว่าคือการห้ามโรงงานผลิตชิปที่ใช้เทคโนโลยีสหรัฐ รับจ้างผลิตชิปให้กับ Huawei

ซึ่งนี่คือการตัด “หัวใจ” ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ออกไปดื้อ ๆ เพราะแม้ Huawei จะออกแบบชิป Kirin ได้เก่งแค่ไหน แต่พวกเขาก็ไม่มีโรงงานผลิตเป็นของตัวเอง…

ความตึงเครียดไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องธุรกิจ แต่มันลามไปถึงเรื่องส่วนตัวเมื่อ Meng Wanzhou บุตรสาวของ Ren Zhengfei และผู้บริหารระดับสูง ถูกจับกุมตัวที่ประเทศแคนาดาตามคำขอของสหรัฐ

เหตุการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งองค์กร และกลายเป็นสัญลักษณ์ของการถูกรังแกในสายตาชาวจีน…

แทนที่จะยอมจำนน Ren Zhengfei ประกาศก้องกับพนักงานนับแสนคนว่า เป้าหมายของบริษัทในตอนนี้ไม่ใช่การครองโลก แต่คือการ “มีชีวิตรอด”

และนั่นคือกำเนิดของโครงการลับที่ถูกเรียกขานกันภายในว่า Project Delete America…

ภารกิจของโครงการนี้ชัดเจนและบ้าบิ่น คือการกำจัดชิ้นส่วนและเทคโนโลยีของอเมริกันออกจากผลิตภัณฑ์ของ Huawei ให้หมดสิ้น

แล้วสร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่ด้วยสองมือของตัวเอง เริ่มตั้งแต่ซอฟต์แวร์ที่พวกเขาสร้าง HarmonyOS ขึ้นมาเพื่อทดแทน Android…

ในช่วงแรก หลายคนปรามาสว่าระบบปฏิบัติการใหม่นี้คงไปไม่รอด

แต่ด้วยพลังชาตินิยมและการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน ทำให้ HarmonyOS เติบโตอย่างก้าวกระโดด จนสามารถแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดในจีนแซงหน้า iOS ของ Apple ได้เป็นครั้งแรกในปี 2024…

แต่โจทย์ที่ยากกว่านั้นคือ “ฮาร์ดแวร์” โดยเฉพาะชิปประมวลผล การที่ Mate 60 Pro ปรากฏตัวพร้อมกับชิป Kirin 9000s ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี 7 นาโนเมตร จึงเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายของทุกคน

เพราะจีนถูกกีดกันไม่ให้เข้าถึงเครื่องจักร EUV จากบริษัท ASML…

เครื่องจักร EUV เปรียบเสมือนพู่กันเบอร์เล็กที่สุดในโลกที่ใช้ตวาดลายเส้นวงจรระดับนาโน

แต่เมื่อไม่มีมัน บริษัทผลิตชิปของจีนอย่าง SMIC จึงต้องแก้เกมด้วยการใช้เครื่องจักรรุ่นเก่าอย่าง DUV มาดัดแปลงกระบวนการผลิต…

ลองจินตนาการว่าคุณต้องวาดภาพที่มีรายละเอียดซับซ้อนยิบย่อย แต่คุณมีแค่พู่กันเบอร์ใหญ่

สิ่งที่คุณต้องทำคือการวาดซ้ำแล้วซ้ำอีก ทับซ้อนกันหลายรอบ เพื่อให้ได้ความละเอียดที่ต้องการ

วิธีนี้ในทางเทคนิคทำได้ยากมาก มีต้นทุนสูง และมีโอกาสเสียมากกว่าดี…

แต่พวกเขาก็ทำสำเร็จ การกำเนิดของชิปตัวนี้คือการส่งสัญญาณว่า “กำแพง” ที่สหรัฐสร้างขึ้น แม้จะสูงชันแค่ไหน แต่ก็ยังมีช่องโหว่ให้ปีนข้ามไปได้เสมอ

และ Huawei ก็พร้อมจะจ่ายทุกราคาเพื่อแลกกับการยืนหยัดด้วยขาของตัวเอง…

นอกจากการแก้ปัญหาเรื่องชิปแล้ว Huawei ยังกระจายความเสี่ยงด้วยการแตกไลน์ธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากสมาร์ทโฟนเพียงอย่างเดียว

หนึ่งในนั้นคือธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ที่กำลังเติบโตอย่างร้อนแรงในจีน…

Huawei เลือกวางตำแหน่งตัวเองเป็น Tier 1 Supplier หรือผู้ผลิตชิ้นส่วนและระบบอัจฉริยะส่งให้กับค่ายรถยนต์ต่าง ๆ

ภายใต้โมเดล Huawei Inside พวกเขาไม่ได้ทำรถเอง แต่เป็นคนใส่ “สมอง” และ “ระบบประสาท” ให้กับรถยนต์ เพื่อให้มันขับเคลื่อนได้เองและฉลาดล้ำ…

การปรับตัวทั้งหมดนี้ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด พวกเขาจำใจต้องขายแบรนด์ลูกอย่าง Honor ออกไป เพื่อแลกกับเงินสดก้อนโตมาหมุนเวียน

และเพื่อให้ Honor รอดพ้นจากโดนร่างแหการคว่ำบาตรไปด้วย ซึ่งเป็นกลยุทธ์ยอมตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต…

แม้ในวันนี้ รายได้ของ Huawei จะเริ่มกลับมาเติบโตอีกครั้ง แต่ตัวเลขกำไรสุทธิกลับไม่ได้สวยหรูเหมือนในอดีต เพราะกำไรส่วนใหญ่ถูกนำกลับไปลงทุนในการวิจัยและพัฒนาอย่างบ้าคลั่ง เพื่ออุดรอยรั่วทางเทคโนโลยีที่ยังขาดหายไป…

เราต้องยอมรับความจริงว่า ช่องว่างทางเทคโนโลยียังคงมีอยู่

ในขณะที่ Huawei ภูมิใจกับชิป 7 นาโนเมตร แต่โลกภายนอกนำโดย TSMC กำลังก้าวไปสู่เทคโนโลยีระดับ 2 นาโนเมตร ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าและประหยัดพลังงานมากกว่าหลายเท่าตัว…

การจะไล่ตามให้ทันโดยปราศจากเครื่องมือที่ทันสมัยที่สุด เป็นโจทย์ที่ยากยิ่งกว่าการเข็นครกขึ้นภูเขา

และตราบใดที่กำแพงการกีดกันยังคงตั้งตระหง่าน อนาคตของ Huawei ในตลาดโลกก็ยังคงเต็มไปด้วยขวากหนามและความไม่แน่นอน…

ปัญหาเรื่องความไว้วางใจจากนานาชาติยังคงเป็นแผลเป็นที่รักษาไม่หาย

ข่าวคราวเรื่องการสอบสวนความไม่โปร่งใสในสำนักงานยุโรปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ยิ่งตอกย้ำว่าเส้นทางการกลับคืนสู่เวทีโลกของพวกเขานั้น ยังอีกยาวไกลและมืดมน…

เรื่องราวของ Huawei ในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของบริษัทมือถือที่ขายดีหรือไม่ดี

แต่มันคือกรณีศึกษาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบทหนึ่งของโลกธุรกิจ ที่สอนให้เราเห็นว่า ความแข็งแกร่งที่แท้จริงไม่ได้วัดกันในวันที่เราอยู่บนจุดสูงสุด…

แต่วัดกันในวันที่เราถูกผลักตกลงมาจนถึงจุดต่ำสุดต่างหาก ว่าเราจะมีแรงใจและปัญญามากพอที่จะปีนกลับขึ้นไปได้หรือไม่

การต่อสู้ของ Huawei คือเครื่องพิสูจน์ว่า แม้โลกทั้งใบจะหันหลังให้ แต่ตราบใดที่ยังเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง ก็ไม่มีใครสามารถตัดเส้นทางเดินของเราได้…

สงครามเทคโนโลยีครั้งนี้ยังไม่จบ และดูเหมือนว่าจะเพิ่งเริ่มต้นยกใหม่เท่านั้น

ชัยชนะในบ้านอาจทำให้ Huawei รอดตายมาได้ แต่โจทย์ต่อไปคือการพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า นวัตกรรมที่เกิดจากความกดดันนั้น จะยั่งยืนและแข็งแกร่งพอที่จะเปลี่ยนโลกได้จริงหรือไม่…

นี่คือเดิมพันที่สูงที่สุดของ Ren Zhengfei และพลพรรคหมาป่าของเขา เพราะหากพลาดพลั้งอีกครั้ง พวกเขาอาจไม่มีโอกาสที่สองในการฟื้นคืนชีพ และนั่นอาจเป็นบทสรุปที่โลกต้องจารึกไว้ตลอดไป…

References : [Reuters, Bloomberg, Wall Street Journal, Financial Times, Behind Asia]