Geek Monday EP311 : Tesla หนีเสือปะจระเข้! ทิ้ง Model S/X ไปหา Optimus จะรอดหรือร่วง?

ลองจินตนาการว่าโลกธุรกิจเป็นเหมือนกระดานหมากรุกที่ต้องเดินเกมอย่างชาญฉลาด การที่ Elon Musk ตัดสินใจรื้อสายการผลิต Model S และ Model Xทิ้งไป เพื่อทุ่มสุดตัวให้กับหุ่นยนต์ Optimus อาจจะดูเป็นการเดินหมากที่ฉลาดมาก เพื่อหนีจากสมรภูมิ Red Ocean ของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเดือดระอุ

เราต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่าสงครามราคาที่นำโดย BYD \และค่ายรถจากจีน ได้สร้างบาดแผลลึกให้กับกำไรของ Tesla อย่างหนัก จนถึงขั้นที่ต้องดิ้นรนหาทางออกใหม่กันเลยทีเดียว แต่คำถามที่น่าขนลุกก็คือ “ทางออก” ที่เขาเลือกเดินไปนั้น มันปลอดภัยจริงหรือ? หรือจริงๆ แล้วเขากำลังเดินเข้าสู่กับดักที่ใหญ่กว่าเดิมกันแน่

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/2bfrp4cb

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/nrfswf9t

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/bdcnxzax

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/bkO6ro2RkEo

Geek Story EP594 : Bumpgate หายนะชิปกราฟิกที่ทำให้ Apple เลิกคบ Nvidia ตลอดกาล

เคยจินตนาการไหมครับ… ว่าโลกไอทีจะเป็นอย่างไร? ถ้า ‘เจ้าพ่อแห่งความสมบูรณ์แบบ’ อย่าง Apple ยอมจับมือกับ ‘ราชาแห่งความเร็ว’ อย่าง Nvidia เพื่อครองโลกไปด้วยกัน…

ในทางทฤษฎี… พวกเขาคือ ‘เนื้อคู่’ ที่ฟ้าส่งมา แต่ในความเป็นจริง… สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็น ‘โศกนาฏกรรม’ ของความสัมพันธ์ที่ร้าวลึกที่สุดในประวัติศาสตร์ Silicon Valley

จากพันธมิตรที่เคยหวานชื่น… กลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่ ‘ไม่เผาผี’ กันนานกว่า 10 ปี

อะไรคือฟางเส้นสุดท้าย… ที่ทำให้ Steve Jobs โกรธแค้นจนแทบจะขุดหลุมฝังชื่อ Nvidia ออกจากสารบบ? และอะไร… ที่ทำให้ Jensen Huang กล้าเมินเฉยต่อบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก?

เรื่องนี้… ไม่ใช่แค่ความผิดพลาดทางธุรกิจ แต่มันคือสงครามของ ‘ศักดิ์ศรี’ และ ‘อีโก้’ ที่ไม่มีใครยอมใคร

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/44c9ma5w

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/mnt4nvv5

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/2yk6wh94

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/GzaTTEgPRxE

จากขายรถสู่ขายหุ่นยนต์? ก้าวต่อไปที่เสี่ยงที่สุดของ Tesla เมื่อสายการผลิตรถหรูถูกรื้อทิ้ง!

หากเราย้อนกลับไปในช่วงสิบกว่าปีก่อน ภาพของรถยนต์ไฟฟ้าในสายตาคนส่วนใหญ่ คือรถคันเล็กๆ ที่วิ่งได้ไม่ไกล และดูเหมือนของเล่นมากกว่าที่จะนำมาใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

จนกระทั่งชายที่ชื่อว่า Elon Musk ตัดสินใจเปิดตัวรถยนต์รุ่นหนึ่งที่เปลี่ยนความคิดของคนทั้งโลกไปตลอดกาล…

รถคันนั้นคือ Model S รถซีดานไฟฟ้าที่พิสูจน์ให้เห็นว่า รถที่ใช้พลังงานสะอาดก็สามารถหรูหรา ทรงพลัง และขับเคลื่อนได้เร็วแรงไม่แพ้รถซูเปอร์คาร์เครื่องยนต์สันดาป

และรถยนต์รุ่นนี้ก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้จักรวรรดิ Tesla ยิ่งใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้

แต่โลกของธุรกิจที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีสิ่งใดที่เป็นอมตะ

แม้แต่รถรุ่นที่เคยเป็น “ฮีโร่” ของบริษัทเองก็ตาม ล่าสุดมีข่าวที่ช็อกแฟนคลับทั่วโลก เมื่อ Elon Musk ออกมาประกาศสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด

เขากำลังจะสั่งยุติการผลิตทั้ง Model S และรถ SUV ประตูปีกนกสุดล้ำอย่าง Model X เพื่อเปลี่ยนทิศทางของบริษัทครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนรุ่นรถธรรมดา แต่มันคือการ “ทุบหม้อข้าว” ใบเก่าทิ้งอย่างสิ้นเชิง

ลองจินตนาการดูว่า อะไรจะเกิดขึ้นถ้าบริษัทที่ขายรถยนต์มาเกือบยี่สิบปี

อยู่ๆ วันหนึ่งเดินมาบอกเราว่า เขาจะไม่ทำรถรุ่นที่แพงที่สุดและดีที่สุดอีกต่อไปแล้ว แต่จะเอาพื้นที่โรงงานทั้งหมดไปผลิต “หุ่นยนต์” แทน

คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไม Elon Musk ถึงกล้าทิ้งอดีตที่หอมหวาน เพื่อไปเดิมพันกับอนาคตที่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะหมู่หรือจ่า? หรือว่าเขามองเห็นบางอย่างที่พวกเรามองไม่เห็นกันแน่…

ย้อนกลับไปในปี 2012 วันที่ Model S คันแรกส่งมอบถึงมือลูกค้า

มันสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ จนค่ายรถยักษ์ใหญ่ในเยอรมนีและญี่ปุ่นต้องกลับไปรื้อแผนการผลิตของตัวเองใหม่หมด เพราะ Tesla ได้สร้างมาตรฐานใหม่ขึ้นมาแล้ว

ต่อมาในปี 2015 เขาก็ส่ง Model X ออกมาตอกย้ำความเหนือชั้น ด้วยนวัตกรรมประตู Falcon Wing ที่เปิดในที่แคบได้และดูเท่เหมือนหลุดออกมาจากหนังไซไฟ

ทั้งสองรุ่นนี้คือสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและรสนิยมในยุคนั้น

แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิบกว่าปีในอุตสาหกรรมรถยนต์ถือเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานมาก

แม้จะมีการอัปเกรดซอฟต์แวร์อยู่ตลอด แต่โครงสร้างพื้นฐานของทั้งสองรุ่นก็เริ่มเข้าสู่ช่วงปลายของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในขณะเดียวกัน Tesla ก็ได้ให้กำเนิดน้องเล็กอย่าง Model 3 และ Model Y ซึ่งกลายเป็นสินค้าที่ขายดีถล่มทลาย

จนสามารถทำยอดส่งมอบได้ถึง 97% ของยอดขายทั้งหมดในปีที่ผ่านมา ทิ้งให้รุ่นพี่ทั้งสองรุ่นเหลือพื้นที่ยืนเพียงน้อยนิด

เมื่อเรามาดูตัวเลขผลประกอบการล่าสุด สถานการณ์ของ Tesla ก็ไม่ได้สวยหรูเหมือนเก่า รายได้ต่อปีเริ่มลดลงเป็นครั้งแรก และยอดขายก็ตกลงอย่างต่อเนื่องในหลายไตรมาสที่ผ่านมา

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า “สงครามรถไฟฟ้า” กำลังเข้าสู่ยุคที่การแข่งขันรุนแรงขึ้น

โดยเฉพาะการบุกตลาดของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนที่ทำราคาได้ถูกจนน่าตกใจ

ทำให้ส่วนต่างกำไรของ Tesla เริ่มถูกบีบจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้หายใจ Elon Musk จึงรู้ดีว่าการจะนั่งอยู่บนบัลลังก์เดิมต่อไปอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดนัก

เขาจึงตัดสินใจใช้คำว่า Honorable Discharge หรือการให้รถทั้งสองรุ่นปลดประจำการอย่างสมเกียรติ

เพื่อทำการย้ายทรัพยากรทั้งหมดในโรงงานที่เมือง Fremont รัฐ California ไปมุ่งเน้นที่โปรเจกต์ใหม่ที่เขาเชื่อมั่นสุดตัว

โปรเจกต์นั้นคือหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่มีชื่อว่า Optimus ซึ่ง Elon Musk ไม่ได้มองว่ามันเป็นแค่ของเล่นหรือหุ่นยนต์โชว์ตัวตามงานอีเวนต์

แต่มันคือผลิตภัณฑ์ที่จะมาเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจของมนุษยชาติ

เป้าหมายของเขาคือการสร้างสายการผลิตที่สามารถปั๊มหุ่นยนต์ตัวนี้ออกมาได้ถึงปีละ 1 ล้านตัว ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่มหาศาลมากสำหรับการผลิตเทคโนโลยีที่ซับซ้อนระดับนี้…

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า หุ่นยนต์ที่เดินสองขาและขยับนิ้วมือได้เหมือนคน มันจะไปเทียบกับรถยนต์ที่เป็นพาหนะสำคัญได้อย่างไร?

แต่สำหรับชายคนนี้ เขาไม่ได้มองแค่ว่ามันคือเครื่องจักร แต่มันคือ “แรงงานอัจฉริยะ” ที่ไม่มีวันเหนื่อย

เขาตั้งใจให้ Optimus สามารถทำงานได้สารพัดประโยชน์ ตั้งแต่การทำงานหนักในโรงงานแทนมนุษย์ ไปจนถึงการช่วยทำงานบ้านหรือแม้แต่ดูแลเด็กและผู้สูงอายุในอนาคต ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่าใหญ่กว่าตลาดรถยนต์หลายเท่าตัว

ที่สำคัญคือหุ่นยนต์รุ่นที่สามที่กำลังจะเปิดตัวในไตรมาสนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อการผลิตในปริมาณมากโดยเฉพาะ

นั่นหมายความว่า Tesla กำลังก้าวเข้าสู่สถานะบริษัทหุ่นยนต์เต็มตัวอย่างที่เขาเคยประกาศไว้

ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ Supply Chain ของหุ่นยนต์นั้นแตกต่างจากรถยนต์เกือบทั้งหมด

ชิ้นส่วนส่วนใหญ่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ไม่สามารถหยิบยืมมาจากสายการผลิตรถยนต์เดิมได้เลย นี่คือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงต้องรื้อถอนสายการผลิตเดิมทิ้ง…

การตัดสินใจครั้งนี้จึงถือเป็นการเดิมพันแบบ “หมดตัว” อีกครั้งของ Elon Musk คล้ายกับตอนที่เขาเคยเกือบหมดตัวในการสร้าง Model 3 ให้สำเร็จ

แต่รอบนี้เดิมพันมันสูงกว่าเดิมเพราะมันคือศักดิ์ศรีของบริษัทที่โลกยอมรับว่าเป็นผู้นำเทคโนโลยี

ถ้าหากแผนการผลิต Optimus ล้มเหลว หรือไม่สามารถทำได้ตามที่วาดฝันไว้

Tesla อาจจะสูญเสียทั้งรายได้จากรถหรูรุ่นเดิม และเสียโอกาสในตลาดใหม่ที่เขากำลังพยายามสร้างขึ้น

แต่มองในอีกมุมหนึ่ง ถ้าเขาสามารถทำให้หุ่นยนต์ราคาถูกลงจนเข้าถึงได้ทุกบ้านเหมือนที่เขาเคยทำได้กับรถยนต์ไฟฟ้า โลกใบนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไร?

ความต้องการแรงงานคนในบางสาขาอาจจะหมดไป และต้นทุนการผลิตสินค้าทุกอย่างบนโลกจะลดลงอย่างมหาศาล

นี่คือเสน่ห์ของการคิดแบบ Elon Musk ที่มักจะมองข้ามช็อตไปไกลกว่าที่คนทั่วไปจะจินตนาการถึง

เขาไม่สนใจที่จะรักษาความสำเร็จในอดีตถ้าเขารู้สึกว่ามันกำลังจะกลายเป็นสิ่งที่ฉุดรั้งอนาคต

สำหรับแฟนคลับของ Model S และ Model X ข่าวนี้คงสร้างความใจหายไม่น้อย เพราะเรากำลังจะได้เห็นหน้าสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ถูกปิดลง เพื่อที่จะเริ่มต้นเขียนหนังสือเล่มใหม่ที่ชื่อว่ายุคสมัยของหุ่นยนต์

ใครที่อยากเป็นเจ้าของรถรุ่นในตำนานทั้งสองรุ่นนี้ ตอนนี้อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายก่อนที่มันจะกลายเป็นของสะสมที่หาซื้อไม่ได้อีกต่อไปจากโรงงานโดยตรง…

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวของ Tesla ในครั้งนี้บอกเราว่า แม้แต่บริษัทที่ล้ำสมัยที่สุดในโลก ก็ยังต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่เสมอ

การกอดความสำเร็จเดิมไว้อาจจะปลอดภัยในวันนี้ แต่อาจจะเป็นความเสี่ยงที่สุดในวันหน้า

โลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราอาจจะไม่ได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทที่ชื่อว่า Tesla อีกต่อไป

แต่เราอาจจะเห็นหุ่นยนต์เดินเต็มถนนและทำงานอยู่ในบ้านของเราแทน

ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือการเดินทางครั้งใหม่นี้จะน่าตื่นเต้นไม่แพ้วันแรกที่ Model S วิ่งออกสู่ท้องถนนอย่างแน่นอน

เพราะสำหรับชายที่ชื่อ Elon Musk คำว่า “เป็นไปไม่ได้” ดูเหมือนจะเป็นเพียงแค่คำท้าทายที่รอให้เขาไปพิสูจน์เพียงเท่านั้นเอง…

References: [tesla, reuters, bloomberg, techcrunch, theverge]

ชายลึกลับเบื้องหลัง Oppo และ Vivo ผู้เปลี่ยนโรงงานใกล้เจ๊ง ให้กลายเป็นกองทัพสมาร์ทโฟนครองโลก

ถ้าจะให้ท่านผู้อ่านลองลองทายชื่อแบรนด์สมาร์ทโฟนที่มียอดขายสูงที่สุดในโลก เชื่อว่าคำตอบแรกที่แวบเข้ามาในหัวของใครหลายคนคงหนีไม่พ้น Apple หรือไม่ก็ Samsung

แต่ความจริงที่น่าตกใจก็คือ หากเรานำยอดขายของแบรนด์อย่าง Oppo, Vivo และน้องใหม่อย่าง Realme มารวมกัน

ตัวเลขที่ได้กลับพุ่งทยานแซงหน้ายักษ์ใหญ่เหล่านั้น จนกลายเป็นผู้ครองตลาดอันดับหนึ่งของโลกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าคือ อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้กลับซ่อนตัวอยู่ภายใต้ชื่อกลุ่มบริษัท BBK Electronics และมีผู้ก่อตั้งที่ทำตัวลึกลับประหนึ่งเงา ซึ่งแทบไม่มีใครเคยเห็นหน้าหรือได้ยินเสียงของเขาเลยในรอบสิบปีที่ผ่านมา

ชายคนนี้มีชื่อว่า ต้วน หยงผิง เขาคือบุคคลปริศนาที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในโลกเทคโนโลยี

ข้อมูลของเขาบนโลกออนไลน์มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ทั้งที่เขาคือชายผู้สร้างอาณาจักรหมื่นล้านและเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ Apple

ทำไมมหาเศรษฐีที่กุมชะตาของวงการสมาร์ทโฟนโลกถึงเลือกที่จะหายตัวไปใช้ชีวิตเงียบๆ ใน California

และเขาเปลี่ยนโรงงานซอมซ่อในจีนให้กลายเป็นกองทัพเทคโนโลยีที่สั่นสะเทือนโลกได้อย่างไร?

ย้อนกลับไปในช่วงยุค 80 หลังจากที่ ต้วน หยงผิง เรียนจบด้านวิศวกรรมวิทยุและเศรษฐศาสตร์

เขาเริ่มต้นอาชีพด้วยการรับตำแหน่งผู้จัดการโรงงานอิเล็กทรอนิกส์เล็กๆ แห่งหนึ่งในเมืองจงชาน

สภาพของโรงงานในตอนนั้นเรียกได้ว่ากำลัง “โคม่า” ขาดทุนย่อยยับและมีพนักงานเหลืออยู่เพียงหยิบมือที่รอคอยความหวัง

แต่แทนที่เขาจะถอดใจ เขากลับมองเห็นช่องว่างทางการตลาดที่น่าสนใจบางอย่าง

ในเวลานั้น เครื่องเล่นเกม Famicom ของ Nintendo กำลังระเบิดความนิยมไปทั่วโลก

แต่สำหรับครอบครัวชาวจีนทั่วไปแล้ว มันคือสินค้าราคาแพงระยับที่หาซื้อได้ยากยิ่งกว่าทองคำ

ต้วน หยงผิง จึงตัดสินใจทำในสิ่งที่เรียกว่า “Shanzhai” หรือการสร้างสินค้าเลียนแบบขึ้นมา

โดยร่วมมือกับ MediaTek ผลิตเครื่องเล่นเกมราคาประหยัดภายใต้แบรนด์ที่ชื่อว่า Xiaobawang

ความอัจฉริยะของเขาไม่ได้อยู่ที่การทำของก๊อปปี้ แต่อยู่ที่การ “บิด” มุมมองของสินค้า

เขาเติมคีย์บอร์ดและใส่โปรแกรมพจนานุกรมเข้าไป แล้วเรียกมันใหม่ว่า “Learning Machine” หรือเครื่องเพื่อการเรียนรู้…

กลยุทธ์นี้เปรียบเสมือนกุญแจผีที่ไขเข้าสู่กระเป๋าสตางค์ของพ่อแม่ชาวจีน ผู้ซึ่งให้ความสำคัญกับการศึกษาของลูกเป็นชีวิตจิตใจ

เด็กๆ ต่างได้เครื่องเล่นเกมสมใจโดยอ้างเหตุผลเรื่องการเรียน และนั่นทำให้ Xiaobawang ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

แต่เขาไม่หยุดแค่นั้น เขาเข้าใจดีว่าลำพังแค่ตัวสินค้าอาจไม่เพียงพอ

เขาจึงทุ่มงบจ้าง Jackie Chan ดาราที่ดังที่สุดในยุคนั้นมาเป็นพรีเซนเตอร์ พร้อมสโลแกนที่เล่นกับความคาดหวังของพ่อแม่ที่อยากให้ลูก “เป็นมังกร”

ความสำเร็จของ Xiaobawang สร้างรายได้มหาศาลจนน่าตกใจ

แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ต้วน หยงผิง กลับรู้สึกว่าทิศทางของบริษัทเดิมไม่ตอบโจทย์วิสัยทัศน์ของเขา โดยเฉพาะเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ให้กับพนักงานที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา

ในปี 1995 เขาจึงตัดสินใจทำเรื่องช็อกวงการด้วยการ “ลาออก” จากบริษัทที่เขาสร้างมากับมือ

โดยมีพนักงานระดับหัวกะทิเพียง 6 คนที่ยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อเดินตามเขาออกมาตายเอาดาบหน้า

การเริ่มต้นใหม่ครั้งนี้คือจุดกำเนิดของ BBK Electronics โดยเขาเริ่มจากการผลิตเครื่องเล่น VCD ซึ่งกำลังเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกในยุคนั้น

และแน่นอนว่าสูตรสำเร็จเดิมถูกนำมาใช้อีกครั้ง นั่นคือการ “อัดงบการตลาด” แบบบ้าคลั่ง

เขาจ้าง Jet Li มาเป็นพรีเซนเตอร์ และยิงโฆษณาถล่มทลายไปทั่วประเทศจีน จนชื่อของ BBK กลายเป็นแบรนด์ที่คนจีนทุกคนร้องเพลงโฆษณาตามได้

แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จที่แท้จริงกลับไม่ใช่แค่เรื่องการตลาด

ต้วน หยงผิง มีปรัชญาการทำธุรกิจที่เรียกว่า “Benfen” ซึ่งหมายถึงการทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด และรักษาคำมั่นสัญญาอย่างเคร่งครัด

เขาดูแลซัพพลายเออร์และตัวแทนจำหน่ายดีมากจนทุกคนพร้อมจะช่วยเหลือเขายามลำบาก

มีเรื่องเล่าว่าเขาใจป้ำถึงขนาดแจกโบนัสให้พนักงานเป็นเงินสดกองโต จนบางคนสามารถนำเงินนั้นไปซื้ออพาร์ตเมนต์ได้ทันที

นี่คือสาเหตุที่ทำไมคนเก่งๆ ถึงยอมถวายหัวทำงานให้เขาจนตัวตาย…

เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น BBK เริ่มขยายไลน์สินค้าไปสู่โทรศัพท์มือถือและเครื่องเสียง

แต่ ต้วน หยงผิง มองเห็นอนาคตว่าการรวมศูนย์อำนาจไว้อาจทำให้บริษัทอุ้ยอ้ายเกินไป

เขาจึงตัดสินใจผ่าตัดองค์กรครั้งใหญ่ แบ่งธุรกิจออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ธุรกิจการศึกษา ธุรกิจภาพและเสียงซึ่งกลายมาเป็น Oppo และธุรกิจโทรศัพท์มือถือซึ่งต่อมาคือ Vivo

การแตกแบรนด์ครั้งนี้เปิดโอกาสให้ศิษย์เอกที่เขาฟูมฟักมากับมือได้ขึ้นมาฉายแสง

Tony Chen อดีตเด็กฝึกงานได้ก้าวขึ้นมาดูแล Oppo ในขณะที่ Shen Wei รับหน้าที่ดูแล Vivo โดยมี ต้วน หยงผิง คอยดูอยู่ห่างๆ

และแล้วในปี 2001 ในขณะที่อาณาจักรกำลังรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด ต้วน หยงผิง ในวัยเพียง 39 ปี ก็ประกาศ “เกษียณ” ตัวเองอย่างกะทันหัน เพื่อย้ายไปใช้ชีวิตสงบๆ กับครอบครัวที่สหรัฐอเมริกา

การหายตัวไปของเขาไม่ได้ทำให้บริษัทสะดุด แต่กลับกลายเป็นการปล่อยเสือเข้าป่า

บรรดาลูกศิษย์ของเขาที่ได้รับอิสระในการบริหาร ต่างพากันพาแบรนด์ของตัวเองทะยานไปข้างหน้าอย่างดุดัน

Oppo และ Vivo เริ่มเข้าสู่ยุคสมาร์ทโฟนด้วยกลยุทธ์ที่แปลกประหลาด

พวกเขาไม่รีบกระโดดเข้าใส่เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด แต่เลือกที่จะรอให้ตลาดนิ่งและมั่นใจก่อน ซึ่งเป็นแนวคิดที่ ต้วน หยงผิง เรียกว่า “Dare to be last”

“กล้าที่จะเป็นคนสุดท้าย” คือการปล่อยให้คู่แข่งอย่าง Apple หรือ Samsung ลองผิดลองถูกไปก่อน

เมื่อเทคโนโลยีนั้นเสถียรและพิสูจน์แล้วว่าคนต้องการจริงๆ พวกเขาถึงจะผลิตมันออกมาในเวอร์ชันที่สมบูรณ์กว่าและราคาคุ้มค่ากว่า…

นอกจากเรื่องผลิตภัณฑ์ กลยุทธ์ “ป่าล้อมเมือง” ก็ถูกนำมาใช้ถล่มคู่แข่ง

หากเราสังเกตดูร้านขายมือถือตามต่างจังหวัดทั่วโลกรวมถึงไทย เราจะเห็นป้ายสีเขียวของ Oppo และสีฟ้าของ Vivo ยึดครองพื้นที่แทบทุกตารางนิ้ว

นั่นเพราะพวกเขาดูแลร้านค้าตู้กระจกเล็กๆ เหล่านี้ดีกว่าใคร ให้ผลตอบแทนสูง และช่วยเหลือเรื่องการตกแต่งร้าน จนกลายเป็นกำแพงมนุษย์ที่แบรนด์อื่นยากจะเจาะเข้ามาได้

แม้ตัวจะอยู่อเมริกา แต่จิตวิญญาณของ ต้วน หยงผิง ยังคงสิงสถิตอยู่ในทุกการตัดสินใจของบริษัท

เขาผันตัวไปเป็นนักลงทุนแบบ Value Investor และประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลไม่แพ้ตอนทำธุรกิจ

เขาเคยสร้างความฮือฮาด้วยการประมูลมื้อเที่ยงเพื่อทานข้าวกับ Warren Buffett ในราคาสูงลิบลิ่ว และเป็นคนแรกๆ ที่มองขาดว่า Apple จะกลายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

เป็นเรื่องตลกร้ายที่ในขณะที่ Oppo และ Vivo กำลังแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดจาก iPhone อย่างดุเดือด

แต่เจ้าของที่แท้จริงของพวกเขากลับถือหุ้น Apple จำนวนมหาศาลและชื่นชม Tim Cook อย่างออกนอกหน้า

ทุกวันนี้แม้ว่า Oppo, Vivo, Realme และ OnePlus จะดูเหมือนแข่งขันกันเองในทีวี

แต่ลึกๆ แล้วพวกเขามีรากเหง้าเดียวกัน และมีการแบ่งปันทรัพยากรบางอย่างร่วมกันอย่างแนบเนียนภายใต้เงาของ BBK

ความสำเร็จของกลุ่ม BBK พิสูจน์ให้เห็นว่า การเป็นที่หนึ่งไม่จำเป็นต้องทำตัวให้โด่งดัง หรือต้องเป็นคนแรกที่คิดค้นนวัตกรรมเสมอไป แต่คือการเข้าใจจังหวะเวลาและการสร้างคน

ชื่อ BBK ย่อมาจากภาษาจีนว่า “Bu Bu Gao” ซึ่งแปลว่าการก้าวขึ้นไปทีละขั้นอย่างมั่นคง มันสะท้อนตัวตนของ ต้วน หยงผิง ได้อย่างดีที่สุด ช้าแต่ชัวร์ เงียบแต่ทรงพลัง

จากโรงงานใกล้เจ๊งในวันวาน สู่อาณาจักรที่มียอดขายแซงหน้ายักษ์ใหญ่ระดับโลกในวันนี้

เรื่องราวของเขาคือบทพิสูจน์ว่า “มังกร” ที่แท้จริงนั้น มักจะซ่อนกายอยู่ในเมฆหมอกและไม่จำเป็นต้องคำรามให้ใครได้ยิน…

References: [scmp, bloomberg, ft, pandaily, forbes]