Geek Story EP603 : สงคราม Spreadsheet การหักหลัง ฟ้องร้อง และจุดกำเนิดของ Excel

เคยสงสัยไหมว่า ก่อนที่โลกธุรกิจของเราจะมีสิ่งที่เรียกว่า Excel มนุษย์เราจัดการกับตัวเลขกันอย่างไร

ลองจินตนาการถึงห้องทำงานในยุค 70 ที่เต็มไปด้วยกระดาษตารางบัญชีขนาดใหญ่ สมุดบันทึกเล่มหนา และเครื่องคิดเลขที่วางเกลื่อนโต๊ะ หากคุณเป็นนักวิเคราะห์การเงินในยุคนั้น แล้วเจ้านายเดินมาบอกว่า “ช่วยเปลี่ยนตัวเลขอัตราดอกเบี้ยตรงนี้หน่อย แล้วคำนวณกำไรสุทธิใหม่ทั้งหมดทีนะ”

คำสั่งสั้นๆ นี้อาจหมายถึงหายนะ เพราะมันไม่ใช่แค่การแก้ตัวเลขจุดเดียว แต่มันหมายถึงการที่คุณต้องนั่งกดเครื่องคิดเลข ไล่ลบ และเขียนตัวเลขใหม่ลงในตารางกระดาษนั้นใหม่ “ทั้งหมด” ซึ่งอาจกินเวลาเป็นวัน

ความเจ็บปวดจากการทำงานซ้ำซากนี้เอง คือจุดเริ่มต้นของสงครามเทคโนโลยีที่ดุเดือดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ มันคือสงครามของการแย่งชิงบัลลังก์ “ตารางคำนวณ” หรือ Spreadsheet

เรื่องราวนี้มีทั้งมิตรภาพ การหักหลัง การฟ้องร้องมูลค่ามหาศาล และการล่มสลายของยักษ์ใหญ่ เพื่อเปิดทางให้กับราชาองค์ใหม่ที่เราคุ้นเคยกันดี

วันนี้ ผมจะพาไปย้อนดูมหากาพย์สงคราม Spreadsheet ที่เปลี่ยนโลกธุรกิจไปตลอดกาล

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/3j5j7cbm

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/mt2b7sdj

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/2craemts

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/O_wKiC8Uu5Q

เส้นทางสู่ชิป 1 nm ความจริงหลังแผ่นเวเฟอร์เทคโนโลยีที่เป็นไปได้จริงหรือแค่ฝัน?

ในวงการดนตรีร็อก เรามักได้ยินข่าวลือเรื่องการเสียชีวิตของซูเปอร์สตาร์อยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่พวกเขายังคงเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตกันอย่างบ้าคลั่ง

โลกของเทคโนโลยีก็เช่นกัน กฎเหล็กอย่าง “Moore’s Law” ถูกประกาศว่าจะตายไปแล้วไม่ต่ำกว่า 20 ครั้งตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์หลายคนต่างฟันธงว่า มันจบแล้ว เราไม่สามารถย่อส่วนชิปคอมพิวเตอร์ให้เล็กไปกว่านี้ได้อีก ขีดจำกัดทางฟิสิกส์กำลังขวางทางเราอยู่…

แต่วันนี้ที่ “Stanford” ใจกลางของ “Silicon Valley” จุดกำเนิดของนวัตกรรมเปลี่ยนโลก บรรยากาศกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

เพราะที่นี่ “Moore’s Law” ไม่เพียงแต่ยังมีชีวิตอยู่ แต่มันกำลังกลายร่างเป็นสิ่งใหม่ที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม

เรากำลังพูดถึงการเดินทางจากระดับ “2 nm” ไปสู่โลกใหม่ที่เราไม่เคยจินตนาการถึง

ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟนหรือแล็ปท็อปที่พวกเราใช้ทำงาน หรือแม้แต่สมองกลอัจฉริยะอย่าง “Chat GPT”

ทุกสิ่งล้วนถูกขับเคลื่อนด้วยสิ่งประดิษฐ์ขนาดจิ๋วเพียงชิ้นเดียวที่เรียกว่า “Transistor”

สวิตช์ระดับนาโนเหล่านี้ทำหน้าที่เปิดและปิดหลายพันล้านครั้งต่อวินาที เปรียบเสมือนหัวใจเต้นระรัวที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายดิจิทัลของเรา

เคยสังเกตไหมว่า ทำไมยักษ์ใหญ่อย่าง “NVIDIA” “Google” หรือ “Apple” ถึงพยายามสร้างชิปคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเอง

คำตอบนั้นเรียบง่ายแต่ทรงพลัง เพราะสมรภูมิที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ซอฟต์แวร์ แต่มันกำลังเกิดขึ้น “ภายใน” ตัวชิป

ลองดูสิ่งที่ “NVIDIA” กำลังทำ ชิป “Blackwell” รุ่นปัจจุบันของพวกเขาที่อัดแน่นไปด้วย “Transistor” หลายหมื่นล้านตัว

แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือแพลตฟอร์มในอนาคตที่ชื่อว่า “Rubin”

พวกเขากำลังพูดถึงตัวเลขระดับ “1.3 quadrillion transistors” ที่อัดแน่นอยู่ในเซิร์ฟเวอร์เดียว…

เพื่อให้เห็นภาพ 1 quadrillion คือเลข 1 ตามด้วยศูนย์ 15 ตัว

ตัวเลขนี้มันมหาศาลจนแทบจะจินตนาการไม่ออก และนี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงในขณะนี้

แต่มีความจริงข้อหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามไป

ในขณะที่ความสามารถของ AI เพิ่มขึ้นสองเท่าในทุกๆ 7 เดือน แต่ประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์พื้นฐานกลับโตตามไม่ทัน

ช่องว่างตรงนี้คือกุญแจสำคัญ หากเราแก้โจทย์นี้ไม่ได้ การปฏิวัติ AI ที่เราฝันถึงอาจจะต้องสะดุดลง

เพื่อให้เข้าใจว่าเราจะไปต่อได้อย่างไร เราต้องย้อนกลับไปมองรากฐานของมัน นั่นคือการออกแบบ “Transistor”

ในอดีตการออกแบบชิปนั้นเปรียบเสมือนการสร้างบ้านชั้นเดียวบนที่ดินกว้างๆ

เราเรียกเทคโนโลยีสมัยนั้นว่า “Planar Transistor” โครงสร้างมันเรียบง่าย เป็นแบบ 2 มิติแบนราบวางอยู่บนแผ่นซิลิคอน

หลักการทำงานก็เหมือนก๊อกน้ำ เรามีประตูที่เรียกว่า “Gate” คอยเปิดปิดยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่าน

หน้าที่ของวิศวกรในยุคนั้นคือการย่อส่วน ทำให้ก๊อกน้ำนี้เล็กลง วางเรียงกันให้ชิดขึ้น

แต่แล้ววันหนึ่ง เทคโนโลยีนี้ก็วิ่งไปชนกำแพง…

เมื่อเราย่อก๊อกน้ำให้เล็กลงจนถึงจุดหนึ่ง เราพบว่าวาล์วเริ่มปิดน้ำไม่สนิท กระแสไฟฟ้าเกิดการรั่วไหล

แม้เราจะสั่งปิดสวิตช์แล้ว แต่ไฟฟ้าก็ยังไหลผ่านไปได้ เปรียบเหมือนก๊อกน้ำที่หยดติ๋งๆ ตลอดเวลา

นั่นหมายถึงความร้อนจี๋และการกินพลังงานมหาศาล “Planar Transistor” มาถึงทางตัน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

วิศวกรต้องคิดใหม่ทำใหม่ ในเมื่อวางราบกับพื้นแล้วมันคุมไม่อยู่ พวกเขาจึงจับช่องทางเดินกระแสไฟ “ตั้งขึ้น”

จินตนาการเหมือนครีบฉลามที่โผล่พ้นน้ำ หรือครีบปลาที่ตั้งตระหง่านอยู่บนแผ่นซิลิคอน

เทคโนโลยีนี้จึงถูกเรียกว่า “FinFET”

การที่มีตัวคุม 3 ด้าน ทำให้เรากลับมาควบคุมการเปิดปิดไฟได้แม่นยำอีกครั้ง และนี่คือเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนโลกเรามาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา

ชิปในมือถือที่พวกเราใช้อยู่ทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ก็ยังสร้างบนพื้นฐานของ “FinFET”

แต่กฎของฟิสิกส์นั้นโหดร้ายและไม่เคยปรานีใคร

เหมือนนักวิ่งมาราธอนที่วิ่งมาไกลจนหมดแรง “FinFET” เองก็เริ่มเข้าสู่ขีดจำกัดเมื่อเราพยายามย่อมันให้เล็กกว่า “3 nm”

ปัญหาเดิมเริ่มกลับมาหลอกหลอน การควบคุมกระแสไฟเริ่มทำได้ยากขึ้น และพื้นที่เริ่มไม่เพียงพอ

ถึงเวลาที่ต้องปฏิวัติรูปทรงกันอีกครั้ง และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา

แทนที่จะเป็นครีบตั้ง เราจับมัน “นอนตะแคง” แล้วซ้อนกันเป็นชั้นๆ เหมือนแผ่นกระดาษ

เทคโนโลยีนี้คือ “Gate-all-around” หรือ “Nanosheet”

ความอัจฉริยะของมันคือ เมื่อเราจับแผ่นตัวนำนอนลง เราสามารถเอาตัว “Gate” เข้าไปหุ้มมันได้รอบทิศทางทั้ง 4 ด้าน

การสัมผัสที่มากขึ้นหมายถึงการควบคุมที่เด็ดขาดที่สุดเท่าที่เคยมีมา

นี่คือไม้ตายที่ “TSMC” กำลังเร่งผลิตให้กับลูกค้ารายใหญ่อย่าง “Apple” และ “AMD”

แต่เมื่ออัด “Transistor” ลงไป 300 ล้านตัวในพื้นที่เพียง 1 ตารางมิลลิเมตร ความวุ่นวายไม่ได้อยู่ที่ตัวชิปเพียงอย่างเดียว

แต่อยู่ที่การเดินสายไฟ…

ลองนึกภาพตึกระฟ้าที่มีคนอยู่มหาศาล แต่ท่อน้ำและสายไฟทั้งหมดต้องเดินลอยอยู่บนฝ้าเพดานชั้นบนสุด

มันยุ่งเหยิงและกินพื้นที่มหาศาล จนแทบไม่มีที่ว่างให้สัญญาณข้อมูลวิ่ง

วิศวกรจึงเกิดไอเดียที่บ้าบิ่นที่สุด นั่นคือ “Backside Power Delivery”

จากเดิมที่สายไฟและสายสัญญาณแย่งที่กันอยู่ด้านบน พวกเขาย้ายสายจ่ายไฟทั้งหมดลงไปไว้ใต้ดิน หรือด้านหลังของชิป

แล้วปล่อยให้ด้านบนเป็นที่วิ่งของสัญญาณข้อมูลล้วนๆ

การแยกถนนกันเดินแบบนี้ ทำให้การจ่ายไฟเสถียรขึ้น และสัญญาณวิ่งได้เร็วขึ้น นี่คือเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโลก AI ในปีหน้า

แน่นอนว่าการจะสร้างโครงสร้างที่ซับซ้อนขนาดนี้ เราต้องการเครื่องมือที่แม่นยำระดับพระเจ้า

นี่คือบทบาทของเครื่องจักรจาก “ASML” ที่เรียกว่า “High NA EUV”

มันเปรียบเสมือนการเปลี่ยนจากพู่กันหัวใหญ่ มาเป็นปากกาเข็มที่มีความละเอียดระดับอะตอม

ทำให้เราวาดเส้นสายที่เล็กระดับนาโนเมตรลงไปได้

ทว่า… แม้จะมีเครื่องมือที่แพงระยับและดีไซน์ใหม่ล่าสุด แต่ “Silicon” เพื่อนยากที่อยู่กับเรามา 50 ปี กำลังจะบอกเลิกเรา

เมื่อเราย่อสเกลลงไปจนถึงระดับ “1 nm” หรือ “10 Angstroms”

คุณสมบัติของ “Silicon” จะเริ่มพังทลาย มันบางเกินไปจนไม่สามารถกักเก็บอิเล็กตรอนได้

เราจึงต้องเดินทางเข้าสู่บทใหม่ของเรื่องนี้ นั่นคือโลกยุค “Post-Silicon”

ในอนาคตอันใกล้ ตามแผนที่นำทางของ “imec” เราจะได้เห็นสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า “CFET”

จำ “Nanosheet” ที่เราเอาแผ่นมาวางซ้อนกันได้ไหมครับ…

“CFET” คือการเอากองแผ่นเหล่านั้น มาวางซ้อนบนกองแผ่นอีกชุดหนึ่ง

เหมือนเรากำลังสร้างคอนโดมิเนียมซ้อนบนคอนโดมิเนียม เรากำลังขยายเมืองในแนวตั้งอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อประหยัดที่ดิน

และความท้าทายที่สุดคือการเปลี่ยนวัสดุ

ในทศวรรษหน้า เราอาจต้องบอกลา “Silicon” ในบางเลเยอร์ แล้วหันไปใช้วัสดุ 2 มิติ หรือ “2D Materials”

เช่น “Molybdenum disulfide” หรือ “Tungsten disulfide”

ความพิเศษของวัสดุพวกนี้คือ มันมีความหนาเพียง “หนึ่งอะตอม” เท่านั้น

แต่กลับนำไฟฟ้าได้ดีเยี่ยมและควบคุมการรั่วไหลได้ดีกว่า “Silicon” มหาศาล

มันคือวัสดุในฝันสำหรับการสร้างชิปในระดับอะตอม

แต่การทำงานกับวัสดุที่บางเท่าอะตอม เปรียบเสมือนการสร้างปราสาทจากแผ่นกระดาษทิชชูที่เปียกน้ำ

มันเปราะบางและยากต่อการผลิตอย่างเหลือเชื่อ

วิศวกรต้องเรียงมันให้ตรงเป๊ะในระดับ “Angstrom” ห้ามพลาดแม้แต่นิดเดียว เพราะนั่นหมายถึงชิปทั้งตัวจะใช้การไม่ได้

นอกจากตัวประมวลผลแล้ว อีกหนึ่งคอขวดที่สำคัญคือหน่วยความจำ

ปัจจุบัน คอมพิวเตอร์เราเร็วมาก แต่สมองส่วนความจำกลับตามไม่ทัน

เราเรียกภาวะนี้ว่า “Memory Wall” หรือกำแพงแห่งหน่วยความจำ

ต่อให้ “NVIDIA” สร้างชิปที่คำนวณเร็วแค่ไหน แต่ถ้าส่งข้อมูลไปให้มันไม่ทัน ความเร็วนั้นก็ไร้ความหมาย

แนวคิด “CMOS 2.0” จึงเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหานี้

มันคือการเลิกยัดทุกอย่างลงบนแผ่นเดียวกัน แต่ใช้วิธีแยกชิ้นส่วนสร้าง แล้วนำมาประกอบกันแบบ 3 มิติ

เหมือนแซนด์วิช ชั้นหนึ่งเป็นสมองคำนวณ อีกชั้นเป็นความจำ อีกชั้นเป็นตัวจ่ายไฟ

การทำแบบนี้ทำให้เราสามารถใช้วัสดุที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละหน้าที่ได้ ไม่ต้องฝืนใช้ “Silicon” ทำทุกอย่างอีกต่อไป

แล้วทั้งหมดนี้… มันมีความหมายอย่างไรกับโลกการลงทุนและตัวเรา

ความซับซ้อนมหาศาลในการผลิตชิปจากระดับ “FinFET” สู่ “CFET” หมายความว่าต้นทุนในการผลิตชิปจะพุ่งสูงขึ้น

หมดยุคแล้วที่เทคโนโลยีจะถูกลงเรื่อยๆ ในอนาคต “Wafer” หนึ่งแผ่นจะมีราคาสูงลิ่ว

บริษัทที่จะอยู่รอดในเกมนี้ได้ ต้องเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีสายป่านยาวพอที่จะลงทุนในวิจัยและพัฒนา

เราจะเห็นการแบ่งขั้วที่ชัดเจนขึ้น ผู้เล่นอย่าง “TSMC” “Samsung” และ “Intel” จะต้องต่อสู้กันอย่างดุเดือด

เพราะใครที่ก้าวพลาดในเทคโนโลยีระดับ “Angstrom” อาจหมายถึงการหลุดจากวงโคจรไปตลอดกาล

สำหรับนักลงทุน นี่คือสัญญาณที่บอกว่าอุตสาหกรรม “Semiconductor” ยังเป็นเครื่องจักรการเติบโตของโลก

แต่อาจจะกระจุกตัวอยู่แค่ผู้ชนะไม่กี่ราย

เครื่องมืออย่าง “ASML” หรือ “Applied Materials” จะกลายเป็นผู้กุมชะตาชีวิตของห่วงโซ่อุปทานนี้

และสำหรับพวกเราในฐานะผู้ใช้งาน

การที่ “Moore’s Law” ยังไม่ตาย และกำลังกลายร่างไปสู่รูปแบบสามมิติที่ซับซ้อนขึ้น

หมายความว่าความฝันที่เราจะมี AI ที่ฉลาดล้ำเลิศ การแพทย์ที่แม่นยำ หรือโลกเสมือนจริงที่สมบูรณ์แบบ ยังคงมีความเป็นไปได้

เพียงแต่เส้นทางจากนี้ไป มันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

แต่โรยด้วยอะตอมของวัสดุใหม่ๆ และความท้าทายทางวิศวกรรมที่ยากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

สิ่งที่เราเรียนรู้จาก “Stanford” ในวันนี้คือ มนุษย์ไม่เคยยอมจำนนต่อขีดจำกัด

เมื่อเราชนกำแพง เราไม่ได้หยุดเดิน แต่เราเลือกที่จะสร้างบันไดเพื่อปีนข้ามมันไป

และบันไดขั้นต่อไปที่ชื่อว่า “CFET” และชิปที่มี “Transistor” หลัก quadrillion ตัว ก็กำลังถูกสร้างขึ้นแล้ว

ในห้องแล็บที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้…

References : [imec-int, asml, nvidia, tsmc, ieee]

i-mode บิดาแห่ง Mobile Internet ที่โลกลืม (แต่ iPhone ไม่ลืม)

เคยสงสัยกันไหมครับว่าโลกใบนี้จะเป็นยังไงหากไม่มีการถือกำเนิดของ iPhone

หลายคนอาจจะจินตนาการถึงภาพของยุคที่เรายังต้องกดปุ่มทีละตัวเพื่อส่งข้อความ หรือต้องรีบวิ่งกลับบ้านไปเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อเช็กอีเมล

แต่ความจริงแล้ว มีดินแดนแห่งหนึ่งที่ผู้คนใช้ชีวิตล้ำหน้าโลกใบนี้ไปไกลเกือบหนึ่งทศวรรษ

ในขณะที่คนทั้งโลกยังตื่นเต้นกับการส่ง SMS หากัน แต่ที่ญี่ปุ่น วัยรุ่นในย่าน Shibuya กำลังกดโทรศัพท์มือถือเพื่อจองตั๋วคอนเสิร์ต เช็กพยากรณ์อากาศ และโอนเงินผ่านธนาคาร

เรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในปี 1999 ก่อนที่ Steve Jobs จะยืนบนเวทีเพื่อเปิดตัว iPhone ถึง 8 ปีเต็ม

และสิ่งมหัศจรรย์ที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นไปตลอดกาลนั้นมีชื่อว่า “i-mode”

ย้อนกลับไปในเดือนมกราคม ปี 1999 ณ กรุง Tokyo

ในห้องแถลงข่าวเล็ก ๆ ที่มีผู้คนเข้าร่วมเพียงหยิบมือเดียว ทีมงานจากบริษัท DoCoMo ได้เปิดฉากฉายวิดีโอตัวอย่างเพื่อเปิดตัวบริการใหม่

ภาพบนจอเต็มไปด้วยสีสันฉูดฉาด กราฟิกสไตล์อิเล็กทรอนิกาไหลผ่านหน้าจอ พร้อมกับคำศัพท์ที่ดูเรียบง่ายอย่าง Travel หรือ Mail

ในตอนท้ายของวิดีโอ พวกเขาเปิดเผยชื่อของบริการนี้ว่า “i-mode”

ในญี่ปุ่นยุคนั้น ประชากรส่วนใหญ่ไม่ได้เริ่มสัมผัสโลกอินเทอร์เน็ตผ่านคอมพิวเตอร์เหมือนกับพวกเรา แต่พวกเขาเริ่มรู้จักโลกออนไลน์ครั้งแรกผ่านโทรศัพท์มือถือ

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?…

ต้องเข้าใจก่อนว่าในช่วงปลายทศวรรษ 1980 การแพร่หลายของเว็บไซต์ในญี่ปุ่นเป็นไปอย่างล่าช้าและเต็มไปด้วยอุปสรรค

โครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคมถูกผูกขาดโดยยักษ์ใหญ่อย่าง NTT และกฎระเบียบที่เข้มงวดของรัฐบาลก็ได้กีดกันการขยายตัวของเครือข่ายใหม่ๆ

แต่แน่นอนว่าในทุกวิกฤตย่อมมีผู้ที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้

ผู้บุกเบิกอินเทอร์เน็ตชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงที่สุดคงหนีไม่พ้น Jun Murai ชายผู้ได้รับสมญานามว่าเป็นบิดาแห่งอินเทอร์เน็ตในญี่ปุ่น

เขาต่อสู้อย่างหนักเพื่อให้ผู้คนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่ายขึ้น โดยเชื่อมั่นว่าคนญี่ปุ่นพร้อมแล้วที่จะก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์

ความพยายามของเขาเริ่มส่งผลเมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มเปลี่ยนท่าทีในปี 1997 และหันมาสนับสนุนธุรกิจอินเทอร์เน็ตใหม่อย่างจริงจัง

ทางฝั่ง NTT เอง แม้จะเป็นองค์กรยักษ์ใหญ่ที่ดูเชื่องช้า แต่พวกเขาก็รู้ตัวว่าต้องขยับตัวทำอะไรสักอย่างเพื่อไม่ให้ตกขบวน

พวกเขาจึงรวบรวมกลุ่มผู้บริหารเพื่อเริ่มทำงานเกี่ยวกับฟีเจอร์ใหม่ๆ สำหรับอุปกรณ์พกพา ซึ่งในขณะนั้นยังถือเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่

กลุ่มนี้ถูกเรียกว่า DoCoMo

สิ่งที่น่าสนใจคือทีมงานที่ DoCoMo ถูกประกอบขึ้นจากกลุ่มคนที่แตกต่าง หรือที่เราเรียกกันว่า Outliers

พวกเขาคือคนที่ไม่เข้ากับกรอบเดิมๆ ขององค์กร แต่มีความเต็มใจที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดและทดลองสิ่งใหม่ๆ

ไม่ใช่ทุกคนในบริษัทที่อยากจะเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจนี้ เพราะมันดูเสี่ยงและไม่มีอนาคตที่ชัดเจน

แต่มีผู้บริหารคนหนึ่งที่มีความกระตือรือร้นอย่างมากที่จะเข้าร่วมโปรเจกต์นี้ เขาชื่อว่า Keiichi Enoki และเขามีไอเดียบางอย่างที่กำลังจะเปลี่ยนโลก

เป็นเรื่องตลกร้ายที่นโยบายการเติบโตของรัฐบาลส่งผลให้เครือข่ายโทรคมนาคมของ NTT เริ่มแออัดและติดขัดอย่างหนัก

บริษัทกำลังเผชิญกับปัญหาที่คนญี่ปุ่นโทรคุยกันเยอะมากจนช่องสัญญาณเสียงไม่พอรองรับ

DoCoMo จึงได้รับโจทย์หินว่า ต้องหาวิธีลดปริมาณการโทรของผู้ใช้งานลง แต่ต้องทำให้รายได้ไม่ลดลงด้วย…

Keiichi Enoki จึงปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า ถ้าเราไม่อยากให้คนใช้ช่องสัญญาณเสียงเพื่อโทรคุยกัน เราก็ต้องหาอะไรให้เขาทำบนมือถือแทนการโทร

คำตอบนั้นคือการนำโทรศัพท์มือถือมาเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต

แน่นอนว่าสิ่งนี้จำเป็นต้องใช้เครือข่ายที่เชื่อมต่ออยู่ตลอดเวลา ซึ่งเครือข่ายนั้นจะต้องเป็นสิ่งใหม่ที่สร้างขึ้นมาทั้งหมด

Keiichi Enoki ได้รวบรวมกลุ่มวิศวกรหัวกะทิ ระดมสมองหาทางแก้ปัญหา และภายในเวลาเพียง 2 ปี พวกเขาก็สร้าง i-mode ขึ้นมาได้สำเร็จ

i-mode คือการนำโทรศัพท์มือถือที่มีใช้อย่างแพร่หลายอยู่แล้ว มาผนวกเข้ากับบริการอินเทอร์เน็ตต่างๆ เช่น GPS ธุรกรรมการธนาคาร และที่สำคัญที่สุดคืออีเมล

ผู้ใช้สามารถสลับการใช้งานระหว่างฟีเจอร์การโทรและฟีเจอร์อินเทอร์เน็ตบนมือถือได้ด้วยการกดปุ่มเพียงปุ่มเดียว

ทันทีที่เปิดตัว i-mode ได้แพร่กระจายไปทั่วญี่ปุ่นในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน

ภายในเดือนสิงหาคม ปี 1999 หรือเพียงแค่ 6 เดือนหลังการเปิดตัว i-mode มีผู้ลงทะเบียนใช้งานถึงหนึ่งล้านคน

อีกสามเดือนต่อมาตัวเลขนั้นพุ่งแตะสามล้านคน และภายในปี 2001 บริษัทมีผู้ใช้ใหม่ลงทะเบียนถึงหนึ่งล้านคนในทุกๆ สามสัปดาห์

ตัวโทรศัพท์เองเริ่มเป็นที่รู้จักในชื่อ “Keitai”

ผู้ผลิต Keitai ตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าตลาดที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขาคือคนรุ่นใหม่ จึงมุ่งเป้าสินค้าไปที่กลุ่มเยาวชน โดยเฉพาะวัยรุ่น

วัยรุ่นเหล่านี้รับ Keitai ไปสานต่อในแบบของตัวเอง พวกเขาตกแต่งโทรศัพท์ด้วยสติกเกอร์ที่โฉบเฉี่ยว และเลือกซื้อเครื่องที่มีสีสันหลากหลาย

พวกเขาเพิ่มกราฟิก เสียงเรียกเข้า และเกมลงใน Keitai ของตน ผสมผสานจนกลายเป็นบุคลิกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

สำหรับผู้บริโภคกลุ่มใหม่นี้ Keitai เป็นตัวแทนส่วนหนึ่งของตัวตนพวกเขา

ผู้ใช้จะแนบตัวละครโปรดลงในอีเมลและข้อความ ซึ่งเต็มไปด้วยภาษาถิ่นที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นใหม่ เต็มไปด้วยตัวย่อและการใช้คำสแลง

อุปกรณ์พกพาเหล่านี้ได้นำพาวัฒนธรรมรูปแบบใหม่มาสู่ญี่ปุ่น และนี่คือคนรุ่นใหม่ทั้งรุ่นที่กำลังถูกแนะนำให้รู้จักกับอินเทอร์เน็ต

สำหรับพวกเขาส่วนใหญ่ นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็น World Wide Web

เว็บไซต์บนอุปกรณ์ Keitai นั้นเป็นเพียงส่วนย่อยของเว็บไซต์ทั้งหมด เปรียบเสมือนประตูทางผ่านที่คัดสรรมาแล้ว

เมื่อ i-mode เปิดตัวครั้งแรก มีพันธมิตรอย่างเป็นทางการ 70 ราย ผู้ใช้สามารถกดเข้าไปยังเว็บไซต์เหล่านี้ได้ทันทีจากหน้าจอหลัก

นอกจากนี้ยังมีเว็บไซต์อิสระอีกนับพันที่สามารถเข้าถึงได้ แต่จะต้องใช้วิธีพิมพ์ที่อยู่เว็บไซต์ลงในแถบที่อยู่ทีละตัวอักษรโดยใช้แป้นกดโทรศัพท์

หน้าจอของ Keitai ในยุคนั้นค่อนข้างจำกัด จอภาพไม่ได้มีขนาดใหญ่และไม่มีสีสัน

เพื่อตอบสนองความต้องการของอุปกรณ์เหล่านี้ ผู้ผลิตโทรศัพท์ญี่ปุ่นจึงสร้างภาษาคอมพิวเตอร์แบบดัดแปลงที่เรียกว่า cHTML ขึ้นมา

cHTML เป็นส่วนย่อยของ HTML และมีคำสั่งบางอย่างที่เหมือนกัน แต่เพื่อปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับ Keitai คำสั่งจำนวนมากจึงถูกตัดออกไป

มันไม่รองรับรูปภาพขนาดใหญ่ ตาราง หรือเฟรมที่ซับซ้อน

เว็บไซต์ที่ปรับแต่งสำหรับ Keitai มักจะนำข้อมูลที่สำคัญที่สุดไว้ด้านบนสุดของหน้า และทิ้งข้อมูลส่วนเกินหรือเมนูนำทางไว้ด้านล่าง

แต่ข้อจำกัดของเครือข่ายโทรศัพท์ก็นำมาซึ่งข้อได้เปรียบทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่ง

นั่นคือระบบ “Micropayments”

ทุกครั้งที่ผู้ใช้ทำการซื้อสินค้าหรือบริการบนอุปกรณ์ Keitai ค่าใช้จ่ายจะถูกเพิ่มเข้าไปในบิลค่าโทรศัพท์โดยอัตโนมัติ

ระบบนี้ได้รับความนิยมอย่างเหลือเชื่อและทำให้การชำระเงินเป็นเรื่องง่ายมาก โดยเฉพาะสำหรับการซื้อของเล็กๆ น้อยๆ เช่น สติกเกอร์ดิจิทัล หรือไอเทมในเกม

DoCoMo สร้างโมเดลธุรกิจที่ชาญฉลาด โดยหักส่วนแบ่งรายได้เพียงแค่ 9% และส่งมอบรายได้ถึง 91% ให้กับเจ้าของคอนเทนต์

ตัวเลขนี้ดึงดูดนักพัฒนาและบริษัทต่างๆ ให้กระโจนเข้ามาสร้างบริการใน i-mode กันอย่างล้นหลาม

ไม่กี่ปีหลังจาก i-mode เปิดตัว ยักษ์ใหญ่อย่าง Google ก็ได้กระโดดเข้ามาร่วมวง

Google สร้างเสิร์ชเอนจินเวอร์ชันพิเศษสำหรับเครือข่าย Keitai โดยเฉพาะ

เมื่อเข้าถึงผลการค้นหาบน Google เว็บไซต์จะถูกแปลงสภาพโดยอัตโนมัติให้เหมาะกับมือถือ เป็นเว็บไซต์แบบ cHTML และตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป

เพียงแค่นั้น โลกเว็บทั้งใบก็ได้เปิดออกสู่สายตาผู้ใช้ชาวญี่ปุ่น…

ผลลัพธ์จากความบังเอิญ ข้อจำกัดของเครือข่าย และความคิดสร้างสรรค์อันยอดเยี่ยม ทำให้โทรศัพท์กลายเป็นประตูสู่อินเทอร์เน็ตสำหรับคนญี่ปุ่น

เพียงไม่กี่ปีหลังการเปิดตัว ประชากรถึง 80% ก็มีอุปกรณ์ Keitai ไว้ในครอบครอง

แต่กลุ่มผู้บริโภคที่อายุน้อยที่สุดนี่เองที่เป็นผู้นำเทรนด์ พวกเขาได้ขยายขอบเขตของสิ่งที่โทรศัพท์เครื่องหนึ่งจะเป็นได้

และให้กำเนิดหนึ่งในวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ที่สุดเท่าที่โลกอินเทอร์เน็ตเคยมีมา นั่นคือวัฒนธรรม Keitai

แต่คำถามที่น่าสนใจคือ ในเมื่อญี่ปุ่นก้าวไปไกลขนาดนั้น ทำไมวันนี้เราถึงไม่ได้ใช้ i-mode กันทั่วโลก

ทำไมโทรศัพท์ในมือเราถึงเป็น iPhone หรือ Android แทนที่จะเป็น Keitai จากญี่ปุ่น

คำตอบของเรื่องนี้ซ่อนอยู่ในสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “Galapagos Syndrome”

หมู่เกาะ Galapagos เป็นเกาะที่แยกตัวโดดเดี่ยวจากแผ่นดินใหญ่ ทำให้สัตว์ต่างๆ ที่นั่นมีวิวัฒนาการที่แปลกประหลาดและเป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนที่ไหนในโลก

เทคโนโลยีของญี่ปุ่นก็เช่นกัน

ระบบ i-mode และโทรศัพท์ Keitai นั้นล้ำหน้าเกินไปและเฉพาะตัวเกินไป มันถูกออกแบบมาเพื่อคนญี่ปุ่น ภาษาญี่ปุ่น และโครงสร้างพื้นฐานของญี่ปุ่นโดยเฉพาะ

ในขณะที่โลกภายนอกกำลังพยายามสร้างมาตรฐานกลาง แต่ญี่ปุ่นกลับใช้มาตรฐานของตัวเองที่ดีกว่า เร็วกว่า แต่เข้ากันไม่ได้กับใครเลย

ผู้ผลิตมือถือญี่ปุ่นแข่งกันเองในประเทศ พัฒนาฟีเจอร์ที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เช่น ดูทีวีบนมือถือ จ่ายตั๋วรถไฟ หรือสแกนบาร์โค้ด

แต่ความล้ำหน้านั้น ไม่ได้นำไปสู่การใช้งานจริงในระดับโลก

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2007 และ 2008 เมื่อ Apple เปิดตัว iPhone

ในตอนแรก ผู้บริหารและนักวิเคราะห์ในญี่ปุ่นหลายคนมองข้าม iPhone

พวกเขามองว่ามันเป็นโทรศัพท์ที่ถอยหลังลงคลอง แบตเตอรี่ก็ถอดไม่ได้ ทีวีก็ดูไม่ได้ กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ก็ไม่มี แถมยังพิมพ์ยากเพราะไม่มีปุ่มกดจริง

แต่สิ่งที่ Steve Jobs นำเสนอ ไม่ใช่ Mobile Internet แบบที่ i-mode เป็น

i-mode คือการย่อโลกอินเทอร์เน็ตให้เล็กลงเพื่อมาอยู่ในมือถือ เป็นสวนที่สวยงามแต่มีกำแพงล้อมรอบ

แต่ iPhone คือการยกอินเทอร์เน็ตทั้งใบจากคอมพิวเตอร์มาไว้ในมือของคุณ

เมื่อสมาร์ตโฟนเริ่มแพร่หลาย ผู้บริโภคเริ่มต้องการประสบการณ์ที่อิสระมากกว่าเดิม

พวกเขาต้องการแอปพลิเคชันที่หลากหลายจากทั่วโลก ไม่ใช่แค่จากพาร์ตเนอร์ของ DoCoMo

กำแพงของ i-mode ที่เคยแข็งแกร่ง จึงเริ่มพังทลายลง

ผู้ผลิตมือถือญี่ปุ่นที่ปรับตัวไม่ทันและมัวแต่ภูมิใจกับเทคโนโลยีเฉพาะตัวของตนเอง เริ่มสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับผู้เล่นหน้าใหม่

จนในที่สุด คำว่า Keitai ก็เริ่มกลายเป็นสัญลักษณ์ของเทคโนโลยีที่หลงยุค

ถึงแม้ว่าวันนี้ i-mode จะกลายเป็นเพียงตำนานและบริการอย่างเป็นทางการจะทยอยปิดตัวลงไปแล้ว

แต่เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า รากฐานที่ DoCoMo และวัฒนธรรม Keitai สร้างไว้ ยังคงแทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา

การสแกน QR Code การใช้ Mobile Banking การซื้อของในเกม หรือแม้แต่ Emoji ที่คุณส่งให้เพื่อนเมื่อสักครู่นี้ ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากเกาะญี่ปุ่นแห่งนี้

เรื่องราวของ i-mode บอกเราอีกครั้งว่า การเป็นผู้มาก่อนกาลนั้น เป็นได้ทั้งความได้เปรียบและความเสี่ยง

มันคือความสำเร็จที่เกิดจากการกล้าที่จะแตกต่าง ของกลุ่มคนที่เป็น Outliers

แต่มันก็เป็นบทเรียนราคาแพงว่า ในโลกเทคโนโลยี การสร้างสิ่งที่ “ดีที่สุด” อาจไม่สำคัญเท่ากับการสร้างสิ่งที่ “เข้ากับคนทั้งโลกได้มากที่สุด”

บางที หากญี่ปุ่นเลือกที่จะเปิดกว้างมาตรฐานของตนเองเร็วกว่านี้

หรือหากโลกอินเทอร์เน็ตในตอนนั้นพร้อมรับนวัตกรรมจากเอเชียมากกว่านี้

โทรศัพท์ในมือของคุณตอนนี้ อาจจะมีโลโก้เป็นตัวอักษรญี่ปุ่น แทนที่จะเป็นรูปผลไม้แหว่ง ก็เป็นได้…

References : [wired, theverge, japantimes, medium, cnn]

Geek Story EP602 : สงคราม Word Processor ศึกชิงแชมป์หมื่นล้าน ที่จบด้วยน้ำตาของ WordPerfect

เคยจินตนาการถึงโลกที่ไม่มี Google Docs หรือ Microsoft Word ไหมครับ?

โลกที่การพิมพ์ผิดเพียงตัวอักษรเดียว หมายถึงคุณต้องดึงกระดาษออกจากเครื่องพิมพ์ดีด ขยำมันทิ้งลงถังขยะ แล้วเริ่มต้นพิมพ์ใหม่ตั้งแต่บรรทัดแรก… เสียง ต๊อกแต๊ก ต๊อกแต๊ก ของแป้นพิมพ์ดีดอาจจะดูคลาสสิกในหนัง แต่มันคือฝันร้ายของคนทำงานเอกสารในยุคนั้น

แต่แล้ว… การมาถึงของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือ PC ก็เข้ามาเปลี่ยนทุกอย่าง

ทุกคนรู้ว่า PC จะมาปฏิวัติโลก แต่คำถามคือ “มันจะทำได้ยังไง?”

ในช่วงแรก หลายคนคิดว่า Spreadsheet หรือตารางคำนวณ คือ “Killer App” ที่ทำให้ธุรกิจยอมจ่ายเงินซื้อคอมพิวเตอร์ จนเกิดสงครามชิงเจ้าตลาดที่จบลงด้วยชัยชนะของ Excel

แต่ในขณะที่นักบัญชีต้องการตารางคำนวณ… “มนุษย์ทุกคน” บนโลกใบนี้ ต้องการสิ่งที่เรียกว่า “Word Processor” หรือ “โปรแกรมประมวลผลคำ” ครับ

นี่คือตลาดที่ใหญ่กว่า Mass กว่า และเดิมพันสูงกว่ามหาศาล

และเมื่อเค้กก้อนนี้มันหอมหวาน สงครามอันดุเดือดเลือดพล่านจึงปะทุขึ้น สงครามที่มีทั้งผู้บุกเบิกอัจฉริยะ… ยักษ์ใหญ่ที่ล้มดังสนั่นเพราะสะดุดขาตัวเอง… และจอมมารที่เข้ามาเก็บกินรวบทุกอย่างด้วยกลยุทธ์ที่โหดเหี้ยม

เรื่องราวนี้มีมูลค่าความเสียหายระดับพันล้านเหรียญ และเป็นบทเรียนทางธุรกิจระดับตำนานที่สอนให้เรารู้ว่า “เทคโนโลยีที่ดีที่สุด ไม่ใช่ผู้ชนะเสมอไป”

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/4zc5t9ev

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/a5jzskhy

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/4ajd5t6t

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/3dsIuDzAd7A

Geek Story EP601 : ทำไม PCT ถึงหายไป? โทรศัพท์บ้านพกพา ที่วัยรุ่นยุค 90s ไม่เคยลืม

เคยมีคนบอกว่า เทคโนโลยีบางอย่าง เกิดมาเพื่อเป็น “สะพาน” ให้เราเดินข้ามไปสู่อนาคต และเมื่อเราข้ามพ้นไปแล้ว สะพานนั้นก็จะถูกรื้อทิ้ง เหลือไว้เพียงแค่ความทรงจำ

เรื่องราวของ PCT โทรศัพท์บ้านไร้สายพกพา นวัตกรรมที่เข้ามาเขย่าวงการโทรคมนาคมไทย เปลี่ยนพฤติกรรมคนทั้งประเทศ และเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทำให้กลุ่มซีพี หรือ TelecomAsia ในเวลานั้น รอดพ้นวิกฤตต้มยำกุ้ง จนกลายร่างมาเป็นทรู คอร์ปอเรชั่น อาณาจักรแสนล้านในปัจจุบัน

ทำไมเทคโนโลยีที่ดูเหมือนจะไม่สมบูรณ์แบบ เดินคุยก็ไม่ได้ สัญญาณก็ขาดๆ หายๆ ถึงกลายเป็นสินค้ายอดฮิตที่วัยรุ่นทุกคนต้องมี และทำไมสุดท้ายมันถึงหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/ybukfb

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/pn9x4yth

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/5vc83cvf

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/aIrl9lVHCUE