ตำนาน BitTorrent จุดกำเนิด จุดจบ และทำไมเราถึงเลิก “โหลดบิท”?

ลองนึกย้อนกลับไปในโลกยุคที่อินเทอร์เน็ตยังต้องเชื่อมต่อผ่านสายโทรศัพท์

โลกที่เสียงสัญญาณเชื่อมต่อยังดังก้องอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน และการดาวน์โหลดเพลงสักเพลงต้องใช้เวลานานนับชั่วโมง…

ในยุคนั้นการเข้าถึงสื่อบันเทิงอย่างภาพยนตร์ เพลง หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เป็นเรื่องที่มีราคาแพงและเข้าถึงยากสำหรับวัยรุ่นทั่วไปที่ไม่ได้มีเงินเก็บมากมาย…

จนกระทั่งวันหนึ่งโลกอินเทอร์เน็ตได้ให้กำเนิดเทคโนโลยีที่เปรียบเสมือนเวทมนตร์

เทคโนโลยีที่ทำให้เราสามารถเข้าถึงทุกอย่างบนโลกดิจิทัลได้โดยไม่ต้องเสียเงินแม้แต่บาทเดียว…

แต่นวัตกรรมที่มอบอิสระให้กับผู้ใช้งานนี้ กลับกลายเป็นฝันร้ายที่น่ากลัวที่สุดสำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการบันเทิงทั่วโลก และเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามลิขสิทธิ์ที่ดุเดือดที่สุดในประวัติศาสตร์…

…

ย้อนกลับไปในปี 1999 โลกได้รู้จักกับโปรแกรมแชร์ไฟล์ที่ชื่อว่า Napster สร้างขึ้นโดยเด็กหนุ่มชื่อ Shawn Fanning มันคือปรากฏการณ์ที่ทำให้คนทั้งโลกสามารถแบ่งปันไฟล์เพลงกันได้อย่างง่ายดาย…

แต่ความโด่งดังของ Napster ก็มาพร้อมกับจุดอ่อนที่ร้ายแรงถึงสองประการ ประการแรกคือเรื่องของกฎหมาย เมื่อศิลปินระดับโลกอย่างวงดนตรี Metallica ออกมาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายอย่างหนักจนทำให้แพลตฟอร์มนี้ต้องปิดตัวลง…

ประการที่สองคือปัญหาทางด้านเทคนิค ระบบของ Napster อาศัยการเก็บข้อมูลการเชื่อมต่อไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ส่วนกลางเพียงจุดเดียว ซึ่งเป็นคอขวดที่ทำให้การรับส่งข้อมูลมีปัญหา…

ลองจินตนาการถึงห้องสมุดที่มีหนังสือยอดฮิตอยู่เพียงเล่มเดียว แล้วมีคนนับพันคนมายืนเข้าแถวรอคิวเพื่อถ่ายเอกสาร เครื่องถ่ายเอกสารย่อมทำงานหนักจนพัง และคนที่อยู่ท้ายแถวก็ต้องรอนานจนท้อใจ…

วิธีการนี้เรียกว่าสถาปัตยกรรมแบบรวมศูนย์ ซึ่งมีจุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุดคือเมื่อมีคนเข้ามาใช้งานพร้อมกันจำนวนมาก ระบบก็จะรองรับไม่ไหวและล่มลงในที่สุด…

ในขณะที่โลกกำลังวุ่นวายกับคดีความของ Napster มีโปรแกรมเมอร์อัจฉริยะคนหนึ่งที่มองเห็นปัญหานี้ในมุมมองที่ต่างออกไป เขาชื่อ Bram Cohen เด็กหนุ่มผู้หลงใหลในคณิตศาสตร์จากนิวยอร์ก…

เขาไม่ได้สนใจเรื่องการแจกเพลงฟรีหรือการต่อสู้ทางกฎหมาย

แต่เขามองว่าข้อจำกัดของเซิร์ฟเวอร์ส่วนกลางคือปริศนาทางวิศวกรรมที่รอให้เขาเข้าไปไขคำตอบ…

เขาตั้งคำถามที่ท้าทายกรอบความคิดเดิมว่า ทำไมยิ่งมีคนดาวน์โหลดเยอะระบบถึงต้องยิ่งช้าลง

จะเป็นไปได้ไหมถ้าเราสร้างระบบที่ยิ่งมีคนเข้ามาใช้งานมากเท่าไหร่ การโหลดข้อมูลก็จะยิ่งเร็วขึ้นเท่านั้น…

และนั่นคือประกายความคิดที่นำไปสู่การถือกำเนิดของโปรโตคอล BitTorrent ในปี 2001 ซึ่งเป็นการฉีกกฎเกณฑ์เดิมของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไปอย่างสิ้นเชิง…

เขาเปลี่ยนแนวคิดจากการที่ทุกคนต้องไปรุมดึงข้อมูลจากแหล่งเดียว ให้กลายเป็นระบบที่ผู้ใช้งานทุกคนคือแหล่งข้อมูลของกันและกัน…

หลักการทำงานคือเมื่อเราเริ่มดาวน์โหลดไฟล์ เราจะได้รับชิ้นส่วนข้อมูลเล็กๆ มาทีละชิ้น

ทันทีที่เราได้ชิ้นส่วนนั้นมา คอมพิวเตอร์ของเราก็จะทำหน้าที่ส่งต่อชิ้นส่วนนั้นให้กับคนอื่นที่กำลังต้องการมันอยู่เช่นกัน…

ทุกคนในเครือข่ายจึงเปลี่ยนสถานะจากแค่ผู้รับ กลายเป็นผู้ให้ไปพร้อมกัน

ยิ่งมีคนเข้ามาเชื่อมต่อมากเท่าไหร่ ข้อมูลก็จะยิ่งถูกกระจายและวิ่งสลับกันไปมาได้เร็วขึ้นเท่านั้น…

ระบบนิเวศนี้ถูกเรียกขานว่า “Swarm” หรือฝูงผึ้ง ที่ทุกคนต่างช่วยกันทำงานอย่างเป็นระบบ โดยมีคอมพิวเตอร์ต้นทางที่คอยปล่อยไฟล์สมบูรณ์ซึ่งถูกเรียกว่าเป็นผู้หว่านเมล็ดพันธุ์…

ในขณะที่คนที่กำลังดึงข้อมูลและช่วยส่งต่อในเวลาเดียวกันก็เป็นอีกฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้เครือข่ายนี้มีชีวิต

และทั้งหมดนี้ทำงานผ่านตัวกลางที่คอยชี้เป้าว่าใครถือข้อมูลส่วนไหนอยู่บ้าง…

เทคโนโลยีนี้ถูกเปิดตัวออกมาในรูปแบบ Open Source ซึ่งเปิดโอกาสให้ใครก็นำไปพัฒนาต่อยอดได้ และมันก็แก้ปัญหาแบนด์วิดท์ที่มีราคาแพงในยุคนั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ…

แต่นวัตกรรมก็เปรียบเสมือนดาบสองคม ในขณะที่มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการส่งข้อมูลทางวิชาการและระบบโครงข่าย ผู้คนทั่วโลกกลับนำมันไปใช้ในจุดประสงค์ที่ต่างออกไป…

ประตูแห่งยุคทองของโจรสลัดไซเบอร์ได้เปิดออก เว็บไซต์จำนวนมหาศาลผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดเพื่อทำหน้าที่เป็นแหล่งรวบรวมไฟล์ภาพยนตร์ เพลง เกม และซอฟต์แวร์เถื่อน…

ชื่อของแพลตฟอร์มอย่าง The Pirate Bay กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ก่อตั้งโดยกลุ่มคนในสวีเดนที่มีแนวคิดต่อต้านลิขสิทธิ์ และเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าข้อมูลทุกอย่างบนโลกควรเป็นของฟรี…

ช่วงเวลานั้นคือยุคที่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตต่างคุ้นเคยกับความรู้สึกตื่นเต้นเมื่อเห็นแถบดาวน์โหลดสีเขียววิ่งไปจนถึงขีดสุด

ทุกสิ่งที่เคยต้องจ่ายเงินซื้อกลับถูกกองอยู่ตรงหน้าให้หยิบฉวยได้ตามใจชอบ…

แต่ความรื่นเริงของผู้บริโภค กลับแลกมาด้วยหยาดน้ำตาและความพินาศของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

มูลค่าความเสียหายจากการละเมิดลิขสิทธิ์พุ่งสูงถึงหลักหมื่นล้านดอลลาร์ในแต่ละปี…

ค่ายหนังและค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ไม่สามารถทนดูผลกำไรที่หายไปได้อีกต่อไป

พวกเขาเริ่มเปิดฉากตอบโต้ด้วยการใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาด ไล่ฟ้องร้องผู้ใช้งานทั่วไปที่ทำการดาวน์โหลดไฟล์อย่างไม่ปรานี…

มีคดีที่สร้างความตกตะลึงมากมาย เช่นการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหลักล้านดอลลาร์จากผู้สูงอายุหรือเด็กนักเรียนเพียงเพราะพวกเขาดาวน์โหลดเพลงไปไม่กี่เพลง…

แต่การใช้ไม้แข็งกลับไม่ได้ทำให้พฤติกรรมคนเปลี่ยนไป มันกลับยิ่งสุมไฟแห่งความโกรธแค้นและทำให้ผู้คนหันหลังให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้มากขึ้น…

จุดแตกหักที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อกองกำลังตำรวจสวีเดนบุกเข้าทลายห้องเซิร์ฟเวอร์ของ The Pirate Bay พร้อมกับจับกุมกลุ่มผู้ก่อตั้ง ถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของฝั่งเจ้าของลิขสิทธิ์…

แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าในโลกของเทคโนโลยีแบบกระจายศูนย์ การยึดเซิร์ฟเวอร์เพียงแห่งเดียวไม่สามารถหยุดยั้งอะไรได้เลย เพราะไฟล์ที่แท้จริงไม่ได้ถูกเก็บไว้ที่นั่น…

แพลตฟอร์มเหล่านั้นเป็นเพียงแค่สมุดหน้าเหลืองที่คอยบอกทางไปหาไฟล์ที่กระจายอยู่ตามเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วโลก

เพียงไม่กี่วันต่อมาเว็บไซต์โจรสลัดก็กลับมาผงาดอีกครั้งราวกับสัตว์ประหลาดที่ตัดหัวแล้วงอกใหม่ได้…

เมื่อแพลตฟอร์มหนึ่งล่มสลาย แพลตฟอร์มใหม่ก็เกิดขึ้นมาแทนที่นับไม่ถ้วน

กฎหมายในโลกแห่งความเป็นจริงวิ่งไล่ตามเทคโนโลยีบนโลกเสมือนไม่ทันอีกต่อไป…

อย่างไรก็ตาม โลกที่ทุกอย่างดูเหมือนจะฟรีก็มีราคาที่ต้องจ่ายซ่อนอยู่เบื้องหลัง

การดาวน์โหลดไฟล์ที่ไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ ทำให้คอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ต้องเผชิญกับความเสี่ยง…

บ่อยครั้งที่ไฟล์ขนาดใหญ่ซึ่งถูกตั้งชื่อว่าเป็นเกมยอดฮิตหรือภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ กลับซ่อนไวรัส มัลแวร์ หรือโปรแกรมแอบขุดเหรียญดิจิทัลเอาไว้ สร้างความเสียหายให้กับผู้ใช้งานอย่างเงียบๆ…

และที่สำคัญที่สุดคือบาดแผลทางศีลธรรมที่เกิดขึ้นในใจ การเสพสื่อเถื่อนเหล่านี้คือการทำลายวงจรชีวิตของศิลปินและนักพัฒนาโดยตรง ทำให้เกิดคำถามว่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร…

ดูเหมือนว่านี่คือสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น จนกระทั่งมีแนวคิดหนึ่งที่ก้าวเข้ามาเปลี่ยนผ่านวงการนี้ไปตลอดกาล เป็นแนวคิดที่ไม่ได้พึ่งพากำลังตำรวจหรือการขู่กรรโชกทางกฎหมาย…

Gabe Newell ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มจัดจำหน่ายเกมดิจิทัลอย่าง Steam ได้กล่าวประโยคที่สั่นสะเทือนไปทั้งอุตสาหกรรม

เขาชี้ให้เห็นว่าปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ แท้จริงแล้วคือปัญหาของ “การบริการ” ไม่ใช่เรื่องของราคา…

เขาอธิบายว่าหากเครือข่ายโจรสลัดสามารถส่งมอบภาพยนตร์หรือเกมให้ผู้ใช้งานได้ทันทีตลอดเวลา

ในขณะที่ผู้จัดจำหน่ายถูกกฎหมายยังมีข้อจำกัดเรื่องโซนประเทศหรือต้องบังคับให้คนออกไปซื้อแผ่นพลาสติก…

ต่อให้สินค้านั้นมีราคาถูกแค่ไหน ผู้คนก็จะยังคงเลือกใช้บริการของฝ่ายที่มอบความสะดวกสบายให้พวกเขาได้มากกว่าอยู่ดี…

และนี่คือจุดเริ่มต้นของการร่วงหล่นของยุคแห่งการดาวน์โหลดไฟล์เถื่อนอย่างแท้จริง

สาเหตุที่คนเลิกใช้งานเครือข่ายเหล่านี้ ไม่ใช่เพราะพวกเขากลัวกฎหมายหรือมีศีลธรรมสูงส่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน…

แต่เป็นเพราะการปรากฏตัวของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอย่าง Netflix และ Spotify ที่เข้าใจพฤติกรรมมนุษย์อย่างถ่องแท้

พวกเขาสร้างบริการที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นจนไม่มีใครอยากกลับไปลำบากอีก…

ผู้คนยอมจ่ายเงินสมัครสมาชิกรายเดือนเพื่อแลกกับการเข้าถึงคลังเพลงและภาพยนตร์ที่จัดเรียงมาให้อย่างสวยงาม ปลอดภัยจากไวรัส และสามารถกดดูหรือฟังได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคอย…

ความสะดวกสบายคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดที่สามารถปราบพฤติกรรมการละเมิดลิขสิทธิ์ลงได้อย่างราบคาบ

สถิติการใช้งานเครือข่ายแบ่งปันไฟล์แบบเก่าลดฮวบลงอย่างมีนัยสำคัญทั่วโลก…

แล้วปัจจุบันนี้ชะตากรรมของสิ่งประดิษฐ์ที่ Bram Cohen สร้างขึ้นเป็นอย่างไร มันล่มสลายหายไปจากโลกอินเทอร์เน็ตแล้วหรือไม่ คำตอบคือเทคโนโลยีนี้ยังคงอยู่และพัฒนาไปสู่อีกขั้น…

ในปี 2018 Justin Sun ผู้ทรงอิทธิพลในวงการคริปโทเคอร์เรนซีและผู้ก่อตั้งเครือข่าย TRON ได้ทุ่มเงินเข้าซื้อกิจการบริษัท BitTorrent เพื่อนำเทคโนโลยีนี้ไปผสานรวมกับแนวคิดของบล็อกเชน…

ความพยายามนี้คือการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ใช้เหรียญดิจิทัลเป็นแรงจูงใจให้ผู้คนแบ่งปันพื้นที่จัดเก็บข้อมูลและแบนด์วิดท์ของตนเอง เพื่อรักษาเสถียรภาพของเครือข่ายให้ดำรงอยู่ต่อไป…

นอกจากนี้ โครงสร้างสถาปัตยกรรมแบบคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อถึงกันโดยตรง ยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่ขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการยุคใหม่

เกมออนไลน์ที่มีผู้เล่นมหาศาล หรือแม้แต่ระบบฐานข้อมูลขององค์กรขนาดใหญ่…

เรื่องราวการขึ้นลงของเทคโนโลยี BitTorrent มันสอนให้เรารู้ว่ามนุษย์ไม่ได้มีสัญชาตญาณของการเป็นขโมยตั้งแต่กำเนิด…

แต่เมื่อระบบเดิมที่มีอยู่ไม่ตอบสนองต่อความต้องการ หรือกฎเกณฑ์ที่มีอยู่สร้างความลำบากและเอาเปรียบผู้บริโภคจนเกินไป ผู้คนก็จะพยายามหาทางออกให้กับตัวเองเสมอ…

นวัตกรรมตัวนี้ไม่ใช่ทั้งฮีโร่ผู้กอบกู้และวายร้ายทำลายโลก มันเป็นเพียงเครื่องมือทรงพลังที่สะท้อนให้เห็นถึงความปรารถนาในการเข้าถึงข้อมูลอย่างเสรีของคนในยุคนั้น…

ในวันที่อุตสาหกรรมบันเทิงยอมลดอัตตา เลิกยึดติดกับรูปแบบการขายแบบเดิม และหันมาสร้างบริการที่ตอบโจทย์ชีวิตผู้คน

ในวันนั้นปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ก็ค่อยๆ บรรเทาลงด้วยความเต็มใจของผู้ใช้งานเอง…

แต่ในยุคปัจจุบันที่สงครามสตรีมมิ่งกำลังดุเดือด แพลตฟอร์มต่างๆ เริ่มแตกแขนงและดึงลิขสิทธิ์กลับไปเป็นของตัวเอง

ทำให้ผู้บริโภคต้องแบกรับภาระค่าสมัครสมาชิกหลายแพลตฟอร์มรวมกันในราคาสูง…

พฤติกรรมการเสพสื่อที่ถูกบีบคั้นด้วยเรื่องของราคาและความกระจัดกระจายของเนื้อหา อาจกำลังสร้างแรงกดดันรอบใหม่ให้กับผู้บริโภคที่เริ่มรู้สึกไม่คุ้มค่ากับการจ่ายเงิน…

สิ่งนี้ทิ้งคำถามที่น่าสนใจให้เราได้ขบคิดว่า หากจุดสมดุลของการให้บริการและความคุ้มค่าถูกทำลายลงอีกครั้ง

เครือข่ายการแบ่งปันไฟล์ใต้ดินที่เคยหลับใหล จะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาสร้างความสั่นสะเทือนให้กับโลกดิจิทัลอีกหรือไม่…

References : [TechCrunch, TorrentFreak, Wired, TheVerge, Britannica]

Geek Story EP632 : ทำไม “Made in Japan” ถึงไม่ใช่ราชาแห่งโลกเทคโนโลยีอีกต่อไป?

หากย้อนเวลากลับไปเมื่อประมาณสามสิบหรือสี่สิบปีก่อน ลองจินตนาการดูว่าหากเราเดินเข้าไปในบ้านสักหลังหนึ่งแล้วกวาดสายตามองไปรอบห้องนั่งเล่นหรือห้องครัว

สิ่งที่เราจะพบเห็นได้อย่างแน่นอนคือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีโลโก้แบรนด์อย่าง Sony, Panasonic, Toshiba, Sharp, JVC หรือ Pioneer ประทับอยู่บนนั้น ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ เครื่องเล่นวิทยุ เครื่องเล่นเทปคาสเซ็ต ไมโครเวฟ หรือตู้เย็น

ในยุคสมัยนั้น สินค้าเทคโนโลยีจากญี่ปุ่นถือเป็นสัญลักษณ์ของคุณภาพระดับสูงสุด และคำว่า “Made in Japan” ก็เปรียบเสมือนเครื่องการันตีถึงความล้ำสมัยและความน่าเชื่อถือที่ไม่มีใครเทียบได้

ในเวลานั้น บริษัทเทคโนโลยีของญี่ปุ่นดูเหมือนจะก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วจนไม่มีใครสามารถหยุดยั้งได้ ผู้คนทั่วโลกต่างแห่กันไปซื้อสินค้าเหล่านี้ แม้ว่าป้ายราคาจะสูงกว่าคู่แข่ง แต่ผู้บริโภคก็เต็มใจจ่ายเพื่อแลกกับภาพลักษณ์ของความเหนือระดับ แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงปัจจุบัน หากเรามองดูสมาร์ตโฟนที่อยู่ในมือของเรา หรือมองดูโทรทัศน์จอแบนที่ตั้งอยู่ในห้องนั่งเล่น ชื่อแบรนด์เหล่านั้นกลับถูกแทนที่ด้วยบริษัทจากจีน อเมริกา หรือเกาหลีใต้

คำถามที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของ ญี่ปุ่นที่เคยครองโลก ตกต่ำลงถึงเพียงนี้ได้อย่างไร บริษัทอย่าง Sony และ Sharp หลงทางไปตอนไหน และพวกเขาจะมีโอกาสกลับมาทวงบัลลังก์ความยิ่งใหญ่ในทศวรรษนี้ได้อีกหรือไม่

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://is.gd/TtYpwk

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://is.gd/M7j6An

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://is.gd/DmzRK2

🎧 ฟังผ่าน Youtube : 
https://youtu.be/Zw0Cnw_34nM

ทำไมรถ EV ถึงชนะ รถไฮโดรเจน ขาดลอย? เทคโนโลยีที่มาก่อนกาลแต่ไปไม่รอด

ลองจินตนาการถึงโลกที่เราสามารถขับรถไปได้ทุกที่ โดยไม่มีควันดำหรือก๊าซพิษพ่นออกมาจากท่อไอเสีย

สิ่งเดียวที่รถคันนั้นปล่อยออกมาคือหยดน้ำบริสุทธิ์ที่สะอาดจนแทบจะใช้ดื่มได้

และเมื่อเชื้อเพลิงหมดลง เราก็แค่แวะเข้าสถานีบริการ ใช้เวลาเติมพลังงานเพียงไม่กี่นาทีเหมือนกับการเติมน้ำมันปกติ ก็พร้อมออกเดินทางต่อได้ทันที โดยไม่ต้องจอดรถทิ้งไว้เพื่อรอชาร์จไฟฟ้านานเป็นชั่วโมง

ฟังดูเหมือนเรื่องราวอุดมคติในหนังไซไฟ แต่นี่คือภาพวาดแห่งอนาคตที่ครั้งหนึ่งเคยถูกยกย่องให้เป็นความหวังสูงสุดของวงการยานยนต์โลก

…

ย้อนกลับไปในปี 1966 โลกในยุคนั้นกำลังตื่นเต้นกับยุคทองของยานยนต์ รถสปอร์ตระดับตำนานและเครื่องยนต์ขนาดใหญ่กำลังเป็นที่นิยม

ไม่ว่าจะเป็น Porsche 911 S, Lamborghini Miura หรือยอดกระบะกล้ามโตอย่าง Pontiac GTO

แต่ในมุมเล็กๆ ของปีเดียวกันนั้นเอง นวัตกรรมที่จะมาเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ก็ถือกำเนิดขึ้นอย่างเงียบๆ นั่นคือรถยนต์พลังงานเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนคันแรกของโลก

แม้มันจะไม่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนในทันที เพราะยุคนั้นน้ำมันยังราคาถูกและผู้คนยังไม่ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม

แต่มันคือเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังที่รอวันเติบโต จนกระทั่งโลกก้าวเข้าสู่ยุคที่วิกฤตพลังงานเริ่มก่อตัว

ความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีนี้รุนแรงและขยายวงกว้างไปถึงระดับชาติ

ผู้นำระดับโลกอย่างอดีตประธานาธิบดี George W. Bush เคยมองว่านี่คือทางรอดสำคัญที่จะพาอเมริกาหลุดพ้นจากการพึ่งพาน้ำมันจากต่างชาติ

ถึงขั้นมีการอนุมัติเม็ดเงินสนับสนุนมหาศาลกว่า 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อผลักดันให้รถยนต์พลังงานสะอาดเหล่านี้หลุดออกจากกระดาษออกแบบและออกมาวิ่งอยู่บนถนนจริงๆ

หลักการทำงานของเทคโนโลยีนี้เต็มไปด้วยความน่าทึ่งและฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ

แทนที่จะใช้วิธีเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิง มันกลับใช้เซลล์เชื้อเพลิงเพื่อสร้างปฏิกิริยาเคมีระหว่างไฮโดรเจนความดันสูงและออกซิเจนในอากาศ…

ผลลัพธ์ที่ได้จากกระบวนการทางเคมีนั้นคือกำลังไฟฟ้าที่ส่งตรงไปยังมอเตอร์เพื่อขับเคลื่อนล้อ

และผลพลอยได้เพียงอย่างเดียวที่ถูกปล่อยออกมาคือสสารที่หล่อเลี้ยงโลกใบนี้ นั่นก็คือน้ำ

มันคือเทคโนโลยีที่สมบูรณ์แบบ เป็นนวัตกรรมที่ถูกคาดหวังว่าจะเข้ามาสวมมงกุฎแทนที่เครื่องยนต์สันดาบภายในและพลิกโฉมการเดินทางของมนุษยชาติไปตลอดกาล

แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงปัจจุบัน เรื่องราวบนหน้ากระดาษกลับไม่เป็นไปตามบทที่ถูกเขียนไว้

ลองมองไปรอบตัวบนท้องถนนทุกวันนี้ เราแทบจะไม่เห็นร่องรอยของรถยนต์ไฮโดรเจนเลย

เทคโนโลยีที่เคยถูกหมายมั่นปั้นมือว่าจะกลายเป็นราชาองค์ใหม่ กลับค่อยๆ เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ยานยนต์

เกิดอะไรขึ้นกับความฝันอันยิ่งใหญ่นี้ ทำไมมันถึงไปไม่ถึงฝั่งฝัน…

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวแนวคิดหรือหลักการทางวิทยาศาสตร์ แต่อยู่ที่กำแพงแห่งความเป็นจริงที่เทคโนโลยีนี้ต้องเผชิญเมื่อก้าวเข้าสู่โลกของธุรกิจและการตัดสินใจของผู้บริโภคทั่วไป

กำแพงด่านแรกและอาจเป็นด่านที่สูงที่สุดคือเรื่องของราคา การจะทำให้คนส่วนใหญ่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรม

สินค้าใหม่ต้องเข้าถึงได้ง่าย แต่รถยนต์ไฮโดรเจนกลับสอบตกในข้อนี้

ปัจจุบันมีรถยนต์ประเภทนี้วางขายในตลาดเพียงไม่กี่รุ่นเท่านั้น

แบรนด์ที่พยายามผลักดันอย่างหนักก็มีเพียง Toyota Mirai, Hyundai Nexo และ Honda Clarity ซึ่งรุ่นที่จับต้องได้มากที่สุดก็ยังมีราคาสูงปรี๊ด

อย่าง Toyota Mirai มีราคาป้ายสูงถึงราว 50,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1,700,000 บาท แม้จะมีส่วนลดและมาตรการจูงใจจากรัฐบาลมาช่วยอุดหนุนให้ราคาลดลงมาได้บ้าง แต่ก็ยังถือว่าเป็นตัวเลขที่ทำให้หลายคนต้องคิดหนัก

และราคาตัวรถเป็นเพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง เพราะฝันร้ายที่แท้จริงซึ่งซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำคือค่าใช้จ่ายในการเติมเชื้อเพลิงที่ผู้ใช้งานต้องแบกรับในระยะยาว

ราคาเฉลี่ยของไฮโดรเจนในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 16.5 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม รถคันหนึ่งมีความจุถังราว 5-6 กิโลกรัม วิ่งได้ระยะทางประมาณ 400 ไมล์ หรือราว 640 กิโลเมตร

เมื่อคำนวณเบ็ดเสร็จ การเติมเชื้อเพลิงเต็มถังหนึ่งครั้งต้องจ่ายเงินสูงถึง 80 ดอลลาร์ หรือเกือบ 2,800 บาท

มันเป็นต้นทุนการเดินทางที่แพงกว่าการเติมน้ำมันหรือการชาร์จไฟฟ้าอย่างเห็นได้ชัด…

กำแพงด่านต่อมาคือความสะดวกสบายในการใช้งาน สมมติว่ามีคนยอมจ่ายเงินก้อนโตซื้อรถและรับได้กับค่าเชื้อเพลิงที่แสนแพง

คำถามที่ตามมาทันทีคือ พวกเขาจะขับไปเติมพลังงานที่ไหน

ในประเทศที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอย่างสหรัฐอเมริกา กลับมีสถานีเติมไฮโดรเจนเพียงหลักสิบแห่งเท่านั้น และเกือบทั้งหมดกระจุกตัวอยู่แค่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย

ลองเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ร้านอาหารแฟรนไชส์อย่าง Red Lobster ในอเมริกายังมีจำนวนสาขามากกว่าสถานีเติมไฮโดรเจนถึง 16 เท่า

นั่นหมายความว่าผู้ใช้งานจะถูกจำกัดกรอบการเดินทางอย่างรุนแรง

ทุกครั้งที่สตาร์ทรถต้องมานั่งกางแผนที่วางเส้นทางอย่างรัดกุมรอบๆ สถานีเติมเชื้อเพลิง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์รถไปดับกลางทาง

สาเหตุสำคัญที่ทำให้จุดให้บริการมีน้อยก็เพราะต้นทุนการก่อสร้างที่สูงลิบลิ่ว

การสร้างสถานีเติมไฮโดรเจนหนึ่งแห่งต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 2 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 70 ล้านบาท

เมื่อต้นทุนสูงลิ่วบวกกับเทคโนโลยีที่ซับซ้อน แต่ฐานลูกค้ามีเพียงหยิบมือ จึงไม่มีผู้ประกอบการคนไหนกล้าเสี่ยงนำเงินมาละลายแม่น้ำเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ มันจึงกลายเป็นปัญหาไก่กับไข่ที่หาทางออกไม่ได้…

ในขณะเดียวกัน เมื่อพูดถึงเรื่องของสมรรถนะ รถยนต์พลังงานทางเลือกมักถูกคาดหวังว่าจะต้องเปิดประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่ที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิม

แต่ความเป็นจริงกลับสวนทาง Toyota Mirai ทำอัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลา 9.1 วินาที

ซึ่งความเร็วมิตินี้ถือว่าอยู่ในระดับมาตรฐานทั่วไป ไม่ได้สร้างความตื่นเต้นใดๆ

เมื่อนำไปจอดเทียบกับคู่แข่งสายตรงในสมรภูมิยานยนต์พลังงานทางเลือกอย่าง Tesla Model 3 ที่เหยียบมิดทำเวลาได้ใน 3.1 วินาที

ความแตกต่างนี้ยิ่งทำให้ตัวเลือกไฮโดรเจนดูจืดชืดลงไปอีกระดับ

แม้จะมีความพยายามสร้างโปรเจกต์รถไฮโดรเจนสมรรถนะสูงอย่าง Hyperion XP-1 ที่เคลมความแรงระดับพันม้า ทำความเร็วได้ดั่งใจนึก

แต่มันก็ยังเป็นเพียงรถต้นแบบที่ไกลเกินเอื้อมสำหรับคนทั่วไป

แต่สิ่งที่น่าจะเป็นหมัดน็อกที่รุนแรงที่สุด คือภาพลักษณ์ของการเป็น “พลังงานสะอาด” ที่เมื่อนักวิเคราะห์เจาะลึกลงไปแล้วกลับพบกับความจริงที่ย้อนแย้งจนน่าตกใจ

หลายคนเข้าใจผิดว่าไฮโดรเจนคือพลังงานที่สามารถสูบขึ้นมาแล้วใช้ได้เลยเหมือนน้ำมัน

แต่ความจริงคือมันต้องผ่านกระบวนการสกัดแยกออกจากโมเลกุลอื่น ซึ่งวิธีที่นิยมคือกระบวนการ Electrolysis

กระบวนการนี้ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมหาศาลในการแยกน้ำออกเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจน

จากนั้นยังต้องนำไปผ่านการบีบอัดด้วยความดันสูง ทำความเย็นจัด และระบบขนส่งที่ซับซ้อน

ในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทานนี้ ล้วนมีการสูญเสียพลังงานเกิดขึ้นตลอดทาง

เมื่อไฮโดรเจนเดินทางไปถึงตัวรถและถูกเซลล์เชื้อเพลิงเปลี่ยนกลับเป็นไฟฟ้าอีกครั้ง พลังงานตั้งต้นก็หดหายไปเกินครึ่ง

เมื่อนำมาคำนวณประสิทธิภาพพลังงานทั้งระบบ หรือที่วงการเรียกว่า Well-to-Wheel จากพลังงานตั้งต้น 100 ส่วน จะเหลือมาถึงล้อรถเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนจริงเพียงแค่ 38 ส่วนเท่านั้น

ในขณะที่คู่แข่งอย่างรถยนต์ไฟฟ้าแบบใช้แบตเตอรี่ สามารถใช้พลังงานได้มีประสิทธิภาพสูงถึง 80 ส่วน

ความสูญเปล่าที่แตกต่างกันกว่าเท่าตัวนี้คือข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่กลบจุดเด่นเรื่องความสะอาดไปจนหมด…

มิหนำซ้ำ ไฮโดรเจนที่ใช้กันในโลกอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังเป็นไฮโดรเจนสีเทาที่สกัดมาจากก๊าซธรรมชาติ

ซึ่งระหว่างทางก็ยังคงปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศอยู่ดี

เว้นเสียแต่ว่าจะยอมจ่ายต้นทุนที่แพงทะลุเพดานเพื่อผลิตไฮโดรเจนสีเขียวจากพลังงานหมุนเวียนร้อยเปอร์เซ็นต์

ภาพลักษณ์ที่เคยโปร่งใสไร้มลพิษจึงเริ่มมีรอยด่างพร้อยเมื่อมองในภาพรวม

และในจังหวะที่เทคโนโลยีไฮโดรเจนกำลังดิ้นรนแก้ปัญหาสารพัดของตัวเองอยู่นั้น

คลื่นสึนามิลูกใหญ่ที่ชื่อว่ารถยนต์ไฟฟ้าก็ซัดเข้ามาโถมใส่ตลาดอย่างรวดเร็วและรุนแรง

บริษัทหน้าใหม่อย่าง Tesla เข้ามาพลิกโฉมวงการด้วยการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จที่ครอบคลุม พร้อมกับพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ให้มีราคาถูกลงและวิ่งได้ระยะทางไกลขึ้น

เมื่อตลาดยานยนต์มีทางเลือกที่สมเหตุสมผลกว่า คุ้มค่ากว่า และตอบโจทย์การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

เม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากทั่วโลกจึงหลั่งไหลไปที่การพัฒนาแบตเตอรี่ ทิ้งเทคโนโลยีไฮโดรเจนไว้เบื้องหลัง

มันเป็นสัจธรรมอันโหดร้ายของโลกนวัตกรรม เทคโนโลยีที่มีแนวคิดล้ำหน้าที่สุดไม่ได้การันตีว่าจะต้องเป็นผู้ชนะเสมอไป หากมันมาพร้อมกับต้นทุนและความยุ่งยากที่มากเกินความจำเป็น…

เทคโนโลยีไฮโดรเจนพยายามเสนอทางออกที่สวยหรูให้กับโลก

แต่ในทางปฏิบัติมันกลับกลายเป็นทางออกที่สร้างโจทย์ปัญหาข้อใหม่ที่ซับซ้อนและราคาแพงยิ่งกว่าเดิมให้กับผู้บริโภค

แต่ไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยีนี้คือความล้มเหลวที่สูญเปล่าโดยสิ้นเชิง

เพราะในขณะที่มันพ่ายแพ้ในสมรภูมิรถยนต์นั่งส่วนบุคคล แต่มันกลับถอยทัพไปเจิดจรัสอยู่ในอุตสาหกรรมอื่นที่เหมาะสมกับศักยภาพและข้อจำกัดของมันมากกว่า

องค์กรระดับโลกอย่าง Amazon นำเทคโนโลยีนี้ไปปรับใช้กับรถยกในคลังสินค้าขนาดใหญ่ เพราะจุดเด่นเรื่องการเติมพลังงานที่ฉับไวและไม่มีก๊าซไอเสียมารบกวนพนักงานในอาคารปิด ถือเป็นประโยชน์มหาศาล

องค์การ NASA เองก็ใช้งานเทคโนโลยีนี้เป็นแหล่งพลังงานสำหรับยานอวกาศมาอย่างยาวนาน

พิสูจน์ให้เห็นถึงความเสถียรและประสิทธิภาพเมื่อนำไปใช้งานในสภาวะที่เฉพาะเจาะจง

และพื้นที่ที่น่าจับตามองที่สุดคืออุตสาหกรรมรถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์

รถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ต้องวิ่งระยะทางไกลข้ามรัฐและแบกน้ำหนักมหาศาล หากหันไปใช้แบตเตอรี่ไฟฟ้า ตัวรถจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจนสูญเสียพื้นที่บรรทุกสินค้า

ไฮโดรเจนจึงกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างในภาคการขนส่งเชิงพาณิชย์ได้อย่างลงตัว เพราะระบบเซลล์เชื้อเพลิงมีน้ำหนักเบากว่าแบตเตอรี่ก้อนยักษ์ และทำเวลาในการเติมเชื้อเพลิงเพื่อทำรอบวิ่งได้ดีกว่า…

เรื่องราวการขึ้นสู่จุดสูงสุดและร่วงหล่นลงมาของรถยนต์พลังงานไฮโดรเจน เปรียบเสมือนบทเรียนชิ้นเอกของโลกธุรกิจ นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย

ความหวังอันยิ่งใหญ่และจุดประสงค์ที่ตั้งต้นมาอย่างดีเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถผลักดันให้สินค้าประสบความสำเร็จในสเกลระดับโลกได้

หากปราศจากความเข้าใจในกลไกของราคา โครงสร้างพื้นฐาน และความต้องการที่แท้จริงของตลาด

บางครั้งการยอมถอยออกจากแสงสปอตไลต์ของตลาดยานยนต์กระแสหลัก อาจไม่ใช่การยอมจำนนต่อความพ่ายแพ้

แต่เป็นการล่าถอยเพื่อไปค้นหาพื้นที่ใหม่ที่เทคโนโลยีนี้จะได้แสดงศักยภาพอย่างคุ้มค่าที่สุด

ไม่มีใครสามารถคาดเดาอนาคตได้ว่า หากวันหนึ่งนักวิทยาศาสตร์สามารถค้นพบวิธีผลิต บีบอัด และจัดเก็บไฮโดรเจนที่ง่าย ถูก และมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ กระดานหมากรุกนี้ก็อาจถูกพลิกกลับมาอีกครั้ง

แต่จนกว่าจะถึงวันนั้น โลกของการเดินทางส่วนบุคคลก็คงต้องปล่อยให้เวทีนี้เป็นพื้นที่ของรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์เครื่องยนต์สันดาบต่อไป

เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ผู้คนไม่ได้ตัดสินใจควักเงินจ่ายเพียงเพื่อเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด

แต่มองหาสิ่งที่ทำให้ชีวิตของพวกเขาสะดวกสบายขึ้น คุ้มค่าเงินทุกบาท และเป็นไปได้จริงในทุกๆ การออกเดินทาง

References : [energy, epa, cfcp, toyota, insideevs]

Geek Story EP631 : ไขความลับกระจก EUV สุดยอดงานวิศวกรรมที่ยากที่สุดบนโลกใบนี้

ลองจินตนาการถึงกระจกบานหนึ่ง… กระจกที่ไม่ได้มีไว้ส่องความสวยงาม แต่มันคือกระจกที่กุมชะตากรรมของโลกเทคโนโลยีเอาไว้ทั้งใบ

ในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรม Semiconductor กำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ กฎของมัวร์ หรือ Moore’s Law ที่เคยขับเคลื่อนความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์กำลังจะพังทลายลง โลกแห่งเทคโนโลยีกำลังเดินมาถึงทางตัน และความเสี่ยงนี้มีมูลค่ามหาศาลชนิดที่ประเมินค่าไม่ได้

เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดนี้ มนุษยชาติจำเป็นต้องสร้างเครื่องจักรที่ฝืนกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ และหัวใจสำคัญของความสำเร็จนี้ ไม่ใช่กลไกเครื่องยนต์ที่ซับซ้อน แต่คือ “กระจก”

แต่นี่ไม่ใช่กระจกธรรมดาทั่วไป มันคือกระจกที่ต้องอาศัยความสมบูรณ์แบบในระดับที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนเคยหัวเราะเยาะและบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ ความขรุขระบนพื้นผิวของมันต้องถูกกำจัดให้หายไปจนเหลือน้อยกว่าขนาดของอะตอม… เล็กยิ่งกว่าโมเลกุลของน้ำเสียอีก

ลองนึกภาพตามสิครับว่า หากเราขยายกระจกบานนี้ให้มีขนาดใหญ่เท่ากับประเทศสักประเทศหนึ่ง ยอดเขาที่สูงที่สุดบนพื้นผิวของมัน จะต้องมีความสูงไม่ถึง 0.1 มิลลิเมตร

ความผิดพลาดเพียงแค่เสี้ยวของเสี้ยวเปอร์เซ็นต์ หมายถึงเงินลงทุนนับพันล้านดอลลาร์ที่ต้องสูญเปล่า และอาจหมายถึงความล้มเหลวของการพัฒนาสมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ และปัญญาประดิษฐ์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้

เส้นทางกว่าที่มนุษย์จะฝ่าฟันอุปสรรคและฝืนขีดจำกัดของฟิสิกส์มาได้นั้น เต็มไปด้วยความกดดัน ความสิ้นหวัง และการลุกขึ้นสู้ครั้งแล้วครั้งเล่าของเหล่าวิศวกรชั้นหัวกะทิ

ในเอพพิโซดนี้ เราจะพาคุณย้อนรอยไปสัมผัสกับเรื่องราวแห่งความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของวงการวิศวกรรม มาไขความลับกระจก EUV ที่ผลักดันขีดจำกัดของโลก Semiconductor สู่ความสำเร็จที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์มนุษยชาติไปตลอดกาล…

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://is.gd/FcX3Nd

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://is.gd/6lR1FA

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://is.gd/zgs93z

🎧 ฟังผ่าน Youtube : 
https://youtu.be/ZjYf_3SVM-w

สหรัฐฯ อาจแพ้ราบคาบ? ไม่ต้องล้ำก็ครองโลกได้ เมื่อจีนเดินเกมยึด “ชิปตกยุค” ทั้งโลก

ถ้าเราลองเปิดอ่านข่าวเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยีในช่วงปีที่ผ่านมา เรื่องที่ยึดพื้นที่สื่อได้มากที่สุดคงหนีไม่พ้นสงคราม AI

ผู้นำใน Washington ต่างพากันพูดถึงสมรภูมิแห่งโลกอนาคตนี้ ทุกคนกำลังจับตามองไปที่ชิปประมวลผลขั้นสูงและโมเดล AI ที่ฉลาดล้ำหน้า

เม็ดเงินมหาศาลกำลังถูกทุ่มลงไปเพื่อตอบคำถามเดียว ใครจะเป็นผู้สร้างไมโครชิปที่เล็กที่สุดและทรงพลังที่สุดในโลกได้

เรากำลังพูดถึงสถาปัตยกรรมระดับ 3 nanometer หรือเล็กกว่านั้น มันคือจุดสูงสุดของวิศวกรรมที่มนุษย์เคยสร้างมาเลยทีเดียว

สหรัฐอเมริกาถึงกับต้องออกกฎหมาย CHIPS Act และควักเงินกว่าห้าหมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อดึงโรงงานผลิตชิปสุดล้ำเหล่านี้กลับมาตั้งบนแผ่นดินของตัวเอง

เป้าหมายคือการรักษาตำแหน่งผู้นำในสงครามเทคโนโลยีนี้ไว้ให้ได้

แต่รู้หรือไม่ว่า ภายใต้แสงไฟที่สาดส่องไปที่ความล้ำสมัย มันมีจุดบอดขนาดใหญ่ซ่อนอยู่…

ชิปที่ล้ำหน้าที่สุดพวกนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวของความต้องการซิลิคอนทั้งหมดบนโลกใบนี้

ความจริงที่หลายคนมองข้ามคือ อุปกรณ์ส่วนใหญ่ที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวัน ไม่ได้ต้องการชิปที่ฉลาดที่สุด แต่มันต้องการสิ่งที่เรียกว่า “Legacy chips”

มันคือชิปเทคโนโลยีรุ่นเก่าที่มีอายุหลายสิบปี ต้นทุนการผลิตถูกแสนถูก และไม่ได้ผลิตในโรงงานสุดหรูในรัฐ Arizona

ในวงการเซมิคอนดักเตอร์ชิปกลุ่มนี้คือสถาปัตยกรรมระดับ 28 nanometer หรือเก่ากว่านั้น ซึ่งเริ่มใช้เชิงพาณิชย์มาตั้งแต่ปี 2011 ถือว่าเป็นของโบราณในโลกเทคโนโลยี

แน่นอนว่าเราคงไม่อยากได้ชิปโบราณแบบนี้ไปใส่ในสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ หรือเอาไปใช้ในเซิร์ฟเวอร์ AI ของ NVIDIA

แต่ถ้าเรากำลังสร้างรถยนต์ไฟฟ้า ตู้เย็นอัจฉริยะ แขนหุ่นยนต์ในโรงงาน หรือแม้กระทั่งกระสุนปืนใหญ่ ชิปที่เราต้องการคือรุ่นเก่าพวกนี้เท่านั้น…

เหตุผลก็คือชิปกลุ่มนี้มีขนาดใหญ่กว่า ทำให้มันมีความทนทานสูงมาก ทนต่อความร้อนจัดในห้องเครื่องยนต์และรังสีรุนแรงได้ดี

ในขณะที่ชิปขนาดจิ๋วสุดล้ำนั้นเปราะบางและอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมมากกว่า ชิปรุ่นเก่าจึงเปรียบเสมือนชนชั้นแรงงานที่คอยขับเคลื่อนโลกดิจิทัลอยู่เบื้องหลัง

การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV ทำให้ความต้องการชิปกลุ่มนี้ระเบิดขึ้นอย่างมหาศาล รถยนต์หนึ่งคันต้องใช้ชิปเหล่านี้มากถึงสามพันตัว

ถ้ารถยนต์คันละหลายล้านบาทขาดชิปควบคุมกระจกหน้ารถราคาไม่กี่สิบเรนต์ไปเพียงตัวเดียว รถคันนั้นก็ไม่สามารถขายออกจากโรงงานได้เลย…

และเมื่อสหรัฐอเมริกาสั่งแบนไม่ให้จีนเข้าถึงเทคโนโลยีและเครื่องจักรผลิตชิปขั้นสูง

เมื่อรู้ตัวว่าถูกต้อนให้จนมุมและไม่สามารถปีนขึ้นไปสู่เทคโนโลยีระดับบนสุดได้

รัฐบาลปักกิ่ง จึงตัดสินใจเดินหมากที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลก

พวกเขาเปลี่ยนกลยุทธ์อย่างรุนแรง หันมาทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดเพื่อยึดครองฐานรากของอุตสาหกรรม นั่นก็คือตลาดชิปรุ่นเก่านั่นเอง

อาวุธที่พวกเขาใช้คือสิ่งที่โลกทุนนิยมตะวันตกไม่มีทางต่อกรได้ มันคือเงินอุดหนุนแบบไร้ขีดจำกัดจากภาครัฐ…

เรื่องราวการรุ่งเรืองและล่มสลายแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีตโลกของเราเคยเห็นภาพยนตร์ม้วนนี้ฉายซ้ำมาแล้วในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด

ย้อนกลับไปช่วงต้นยุค 2000 ยุโรปและอเมริกาคือผู้บุกเบิกเทคโนโลยีแผงโซลาร์เซลล์ เยอรมนีเป็นผู้นำตลาดที่ดูเหมือนจะครองอุตสาหกรรมนี้ไปอีกแสนนาน

แต่เมื่อรัฐบาลจีนมองเห็นว่านี่คือยุทธศาสตร์สำคัญ พวกเขาก็เปิดฉากทุ่มเงินอุดหนุนโรงงานในประเทศอย่างบ้าคลั่ง

แจกที่ดินฟรี ให้เงินกู้ดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์ และคืนภาษีมหาศาล ผลลัพธ์ที่ตามมาคือหายนะของบริษัทฝั่งตะวันตก…

ตลาดโลกถูกท่วมท้นไปด้วยแผงโซลาร์เซลล์ราคาถูกจากจีน ราคาร่วงหล่นลงมาต่ำกว่าต้นทุนการผลิตจริงเสียอีก

บริษัทตะวันตกที่ต้องแข่งขันในระบบทุนนิยมเสรี ไม่สามารถแบกรับการขาดทุนได้ สุดท้ายบริษัทยักษ์ใหญ่ของเยอรมันอย่าง Solar World ก็ต้องยื่นล้มละลาย

มันคือการล่มสลายของอุตสาหกรรมตะวันตกที่ถูกแทนที่ด้วยมหาอำนาจใหม่ ปัจจุบันจีนควบคุมการผลิตแผงโซลาร์เซลล์กว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของโลก

และวันนี้พวกเขากำลังใช้ Playbook เล่มเดิม เพื่อสร้างเรื่องราวการล่มสลายครั้งใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ตะวันตก…

ทำไมตะวันตกถึงสู้เรื่องราคาไม่ได้เลย คำตอบซ่อนอยู่ในโครงสร้างเศรษฐศาสตร์อันโหดร้ายของการสร้างโรงงานผลิตชิป

ต้นทุนที่แพงที่สุดของการทำโรงงานไม่ใช่ค่าแรงคนงานหรือวัตถุดิบ แต่มันคือค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรและสิ่งก่อสร้างที่สูงลิบลิ่ว

การสร้างโรงงานใหม่ต้องใช้เงินลงทุนระดับสองหมื่นล้านดอลลาร์ และตามหลักการบัญชีเงินก้อนนี้ต้องถูกทยอยหักเป็นค่าใช้จ่ายทุกปี

นั่นหมายความว่าชิปทุกตัวที่ผลิตออกมา จะต้องแบกรับภาระค่าผ่อนโรงงานมหาศาลนี้เอาไว้ ทำให้ราคาขั้นต่ำไม่สามารถลดลงไปได้มากกว่านี้แล้ว

แต่สำหรับโรงงานในจีน รัฐบาลเข้ามาช่วยลบต้นทุนส่วนนี้ทิ้งไปจนแทบจะเหลือศูนย์ผ่านการอุดหนุนสารพัดรูปแบบ

ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน เงินกู้ หรือกองทุน Big Fund Phase 3 มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อหนุนหลังโดยเฉพาะ…

บริษัทอย่าง SMIC จึงไม่ต้องตั้งราคาชิปเพื่อเอาไปผ่อนโรงงาน พวกเขาแค่ขายให้ครอบคลุมค่าไฟและค่าน้ำที่รัฐอุดหนุนให้อีกทอดก็พอ

นอกจากนี้จีนยังครองตลาดวัตถุดิบต้นน้ำอย่างซิลิคอนดิบ ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนได้เบ็ดเสร็จตั้งแต่ต้นจนจบ

ความตลกร้ายของเรื่องนี้คือ นโยบายกีดกันของสหรัฐอเมริกาเองนั่นแหละ ที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้จีนต้องเดินเกมนี้

การห้ามไม่ให้จีนซื้อเครื่องจักร EUV จากบริษัท ASML ทำให้จีนเอาเงินทุนมหาศาลไปซื้อเครื่องจักรรุ่นเก่าอย่าง DUV แทน

เมื่อปีนขึ้นข้างบนไม่ได้ จีนจึงหันมาขยายฐานรากออกด้านข้างจนกว้างใหญ่ไพศาล กลายเป็นการยิงปืนใส่เท้าตัวเองของฝั่งตะวันตก

บริษัทอย่าง Texas Instruments หรือ Global Foundries กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เพราะต้องตอบคำถามผู้ถือหุ้นเรื่องกำไร…

แม้จะพยายามสร้างโรงงานในอเมริกา แต่ต้นทุนก็แพงกว่าเอเชียมหาศาล เวเฟอร์ที่ผลิตใน Arizona มีต้นทุนแพงกว่าไต้หวันเกือบสามเท่า

เมื่อต้องเจอกับชิปจีนราคาไม่กี่เซ็นต์ บริษัทตะวันตกย่อมสูญเสียส่วนแบ่งตลาด กำไรหดหาย และอาจต้องปิดตัวลงในที่สุด

หลายคนอาจจะแย้งว่าจีนก็แค่ผลิตชิปมาใช้เองในประเทศ ไม่ได้ตั้งใจจะมายึดครองโลกเสียหน่อย

แต่ตัวเลขการขยายกำลังการผลิตของจีนในตอนนี้ มันมากกว่าผลรวมของทั้งโลกเสียอีก ซึ่งเกินความต้องการในประเทศไปมาก

เมื่อสินค้าล้นตลาด สิ่งที่จีนจะทำก็คือการส่งออกส่วนเกินไปทั่วโลก เพื่อกดดันให้โรงงานตะวันตกต้องออกจากเกม

ถ้าตะวันตกปล่อยให้ภาพนี้เกิดขึ้น โลกทั้งใบจะต้องพึ่งพาอุปกรณ์พื้นฐานจากจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย…

ทางออกที่ดูง่ายที่สุดคือการตั้งกำแพงภาษี สหรัฐอเมริกาอาจจะใช้กฎหมายการค้าเก็บภาษีชิปจีนแบบเต็มพิกัด

แต่ปัญหามันซับซ้อนกว่านั้นมาก เพราะชิปพวกนี้ไม่ได้ส่งออกเป็นกล่องๆ แต่มันฝังตัวอยู่ในสินค้าสำเร็จรูปที่เรียกว่า “Embedded chips”

ชิปจีนถูกส่งไปประกอบเป็นเครื่องซักผ้า ตู้เย็น หรือชิ้นส่วนรถยนต์ในเวียดนาม ก่อนจะส่งมาขายที่อเมริกา

ถ้าอเมริกาจะเก็บภาษีชิปพวกนี้ ศุลกากรต้องรื้อสินค้าทุกชิ้นเพื่อดูว่ามีชิปจีนซ่อนอยู่หรือไม่ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ

บริษัทอเมริกันเกือบครึ่งยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในสินค้าของตัวเองมีชิปจีนผสมอยู่หรือไม่ ห่วงโซ่อุปทานมันทึบแสงจนตรวจสอบไม่ได้

ถ้าจะเหวี่ยงแหเก็บภาษีสินค้าที่มีชิปเหล่านี้ ผลกรรมจะตกไปอยู่ที่ผู้บริโภคชาวอเมริกันที่ต้องซื้อของแพงขึ้นอย่างมหาศาล…

ตอนนี้รัฐบาลตะวันตกกำลังยืนอยู่บนทางสองแพร่งที่เจ็บปวด หากปล่อยไว้โครงสร้างพื้นฐานของโลกจะตกอยู่ในมือคู่แข่ง

แต่ถ้าใช้กำแพงภาษีรุนแรง ก็เท่ากับสร้างวิกฤตเงินเฟ้อครั้งใหญ่ให้กับประชาชนของตัวเอง

เพราะฉะนั้นสงครามเทคโนโลยีครั้งนี้อาจไม่ได้ตัดสินกันที่ความก้าวล้ำของ AI หรือสถาปัตยกรรมระดับนาโนเมตรที่ทุกคนให้ความสนใจ

แต่มันอาจจะตัดสินกันที่ว่า ใครคือผู้กุมชะตาของชิ้นส่วนที่ดูธรรมดาที่สุด แต่ขาดไม่ได้แม้แต่ชิ้นเดียวในโลกความจริง…

References : [itif, commerce, bloomberg, reuters, csis, behindasia]