เคยสงสัยกันไหมครับว่าโลกใบนี้จะเป็นยังไงหากไม่มีการถือกำเนิดของ iPhone
หลายคนอาจจะจินตนาการถึงภาพของยุคที่เรายังต้องกดปุ่มทีละตัวเพื่อส่งข้อความ หรือต้องรีบวิ่งกลับบ้านไปเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อเช็กอีเมล
แต่ความจริงแล้ว มีดินแดนแห่งหนึ่งที่ผู้คนใช้ชีวิตล้ำหน้าโลกใบนี้ไปไกลเกือบหนึ่งทศวรรษ
ในขณะที่คนทั้งโลกยังตื่นเต้นกับการส่ง SMS หากัน แต่ที่ญี่ปุ่น วัยรุ่นในย่าน Shibuya กำลังกดโทรศัพท์มือถือเพื่อจองตั๋วคอนเสิร์ต เช็กพยากรณ์อากาศ และโอนเงินผ่านธนาคาร
เรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในปี 1999 ก่อนที่ Steve Jobs จะยืนบนเวทีเพื่อเปิดตัว iPhone ถึง 8 ปีเต็ม
และสิ่งมหัศจรรย์ที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นไปตลอดกาลนั้นมีชื่อว่า “i-mode”
…
ย้อนกลับไปในเดือนมกราคม ปี 1999 ณ กรุง Tokyo
ในห้องแถลงข่าวเล็ก ๆ ที่มีผู้คนเข้าร่วมเพียงหยิบมือเดียว ทีมงานจากบริษัท DoCoMo ได้เปิดฉากฉายวิดีโอตัวอย่างเพื่อเปิดตัวบริการใหม่
ภาพบนจอเต็มไปด้วยสีสันฉูดฉาด กราฟิกสไตล์อิเล็กทรอนิกาไหลผ่านหน้าจอ พร้อมกับคำศัพท์ที่ดูเรียบง่ายอย่าง Travel หรือ Mail
ในตอนท้ายของวิดีโอ พวกเขาเปิดเผยชื่อของบริการนี้ว่า “i-mode”
ในญี่ปุ่นยุคนั้น ประชากรส่วนใหญ่ไม่ได้เริ่มสัมผัสโลกอินเทอร์เน็ตผ่านคอมพิวเตอร์เหมือนกับพวกเรา แต่พวกเขาเริ่มรู้จักโลกออนไลน์ครั้งแรกผ่านโทรศัพท์มือถือ
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?…
ต้องเข้าใจก่อนว่าในช่วงปลายทศวรรษ 1980 การแพร่หลายของเว็บไซต์ในญี่ปุ่นเป็นไปอย่างล่าช้าและเต็มไปด้วยอุปสรรค
โครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคมถูกผูกขาดโดยยักษ์ใหญ่อย่าง NTT และกฎระเบียบที่เข้มงวดของรัฐบาลก็ได้กีดกันการขยายตัวของเครือข่ายใหม่ๆ
แต่แน่นอนว่าในทุกวิกฤตย่อมมีผู้ที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้
ผู้บุกเบิกอินเทอร์เน็ตชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงที่สุดคงหนีไม่พ้น Jun Murai ชายผู้ได้รับสมญานามว่าเป็นบิดาแห่งอินเทอร์เน็ตในญี่ปุ่น
เขาต่อสู้อย่างหนักเพื่อให้ผู้คนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่ายขึ้น โดยเชื่อมั่นว่าคนญี่ปุ่นพร้อมแล้วที่จะก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์
ความพยายามของเขาเริ่มส่งผลเมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มเปลี่ยนท่าทีในปี 1997 และหันมาสนับสนุนธุรกิจอินเทอร์เน็ตใหม่อย่างจริงจัง
ทางฝั่ง NTT เอง แม้จะเป็นองค์กรยักษ์ใหญ่ที่ดูเชื่องช้า แต่พวกเขาก็รู้ตัวว่าต้องขยับตัวทำอะไรสักอย่างเพื่อไม่ให้ตกขบวน
พวกเขาจึงรวบรวมกลุ่มผู้บริหารเพื่อเริ่มทำงานเกี่ยวกับฟีเจอร์ใหม่ๆ สำหรับอุปกรณ์พกพา ซึ่งในขณะนั้นยังถือเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่
กลุ่มนี้ถูกเรียกว่า DoCoMo
สิ่งที่น่าสนใจคือทีมงานที่ DoCoMo ถูกประกอบขึ้นจากกลุ่มคนที่แตกต่าง หรือที่เราเรียกกันว่า Outliers
พวกเขาคือคนที่ไม่เข้ากับกรอบเดิมๆ ขององค์กร แต่มีความเต็มใจที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดและทดลองสิ่งใหม่ๆ
ไม่ใช่ทุกคนในบริษัทที่อยากจะเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจนี้ เพราะมันดูเสี่ยงและไม่มีอนาคตที่ชัดเจน
แต่มีผู้บริหารคนหนึ่งที่มีความกระตือรือร้นอย่างมากที่จะเข้าร่วมโปรเจกต์นี้ เขาชื่อว่า Keiichi Enoki และเขามีไอเดียบางอย่างที่กำลังจะเปลี่ยนโลก
เป็นเรื่องตลกร้ายที่นโยบายการเติบโตของรัฐบาลส่งผลให้เครือข่ายโทรคมนาคมของ NTT เริ่มแออัดและติดขัดอย่างหนัก
บริษัทกำลังเผชิญกับปัญหาที่คนญี่ปุ่นโทรคุยกันเยอะมากจนช่องสัญญาณเสียงไม่พอรองรับ
DoCoMo จึงได้รับโจทย์หินว่า ต้องหาวิธีลดปริมาณการโทรของผู้ใช้งานลง แต่ต้องทำให้รายได้ไม่ลดลงด้วย…
Keiichi Enoki จึงปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า ถ้าเราไม่อยากให้คนใช้ช่องสัญญาณเสียงเพื่อโทรคุยกัน เราก็ต้องหาอะไรให้เขาทำบนมือถือแทนการโทร
คำตอบนั้นคือการนำโทรศัพท์มือถือมาเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต
แน่นอนว่าสิ่งนี้จำเป็นต้องใช้เครือข่ายที่เชื่อมต่ออยู่ตลอดเวลา ซึ่งเครือข่ายนั้นจะต้องเป็นสิ่งใหม่ที่สร้างขึ้นมาทั้งหมด
Keiichi Enoki ได้รวบรวมกลุ่มวิศวกรหัวกะทิ ระดมสมองหาทางแก้ปัญหา และภายในเวลาเพียง 2 ปี พวกเขาก็สร้าง i-mode ขึ้นมาได้สำเร็จ
i-mode คือการนำโทรศัพท์มือถือที่มีใช้อย่างแพร่หลายอยู่แล้ว มาผนวกเข้ากับบริการอินเทอร์เน็ตต่างๆ เช่น GPS ธุรกรรมการธนาคาร และที่สำคัญที่สุดคืออีเมล
ผู้ใช้สามารถสลับการใช้งานระหว่างฟีเจอร์การโทรและฟีเจอร์อินเทอร์เน็ตบนมือถือได้ด้วยการกดปุ่มเพียงปุ่มเดียว
ทันทีที่เปิดตัว i-mode ได้แพร่กระจายไปทั่วญี่ปุ่นในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน
ภายในเดือนสิงหาคม ปี 1999 หรือเพียงแค่ 6 เดือนหลังการเปิดตัว i-mode มีผู้ลงทะเบียนใช้งานถึงหนึ่งล้านคน
อีกสามเดือนต่อมาตัวเลขนั้นพุ่งแตะสามล้านคน และภายในปี 2001 บริษัทมีผู้ใช้ใหม่ลงทะเบียนถึงหนึ่งล้านคนในทุกๆ สามสัปดาห์
ตัวโทรศัพท์เองเริ่มเป็นที่รู้จักในชื่อ “Keitai”
ผู้ผลิต Keitai ตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าตลาดที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขาคือคนรุ่นใหม่ จึงมุ่งเป้าสินค้าไปที่กลุ่มเยาวชน โดยเฉพาะวัยรุ่น
วัยรุ่นเหล่านี้รับ Keitai ไปสานต่อในแบบของตัวเอง พวกเขาตกแต่งโทรศัพท์ด้วยสติกเกอร์ที่โฉบเฉี่ยว และเลือกซื้อเครื่องที่มีสีสันหลากหลาย
พวกเขาเพิ่มกราฟิก เสียงเรียกเข้า และเกมลงใน Keitai ของตน ผสมผสานจนกลายเป็นบุคลิกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
สำหรับผู้บริโภคกลุ่มใหม่นี้ Keitai เป็นตัวแทนส่วนหนึ่งของตัวตนพวกเขา
ผู้ใช้จะแนบตัวละครโปรดลงในอีเมลและข้อความ ซึ่งเต็มไปด้วยภาษาถิ่นที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นใหม่ เต็มไปด้วยตัวย่อและการใช้คำสแลง
อุปกรณ์พกพาเหล่านี้ได้นำพาวัฒนธรรมรูปแบบใหม่มาสู่ญี่ปุ่น และนี่คือคนรุ่นใหม่ทั้งรุ่นที่กำลังถูกแนะนำให้รู้จักกับอินเทอร์เน็ต
สำหรับพวกเขาส่วนใหญ่ นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็น World Wide Web
เว็บไซต์บนอุปกรณ์ Keitai นั้นเป็นเพียงส่วนย่อยของเว็บไซต์ทั้งหมด เปรียบเสมือนประตูทางผ่านที่คัดสรรมาแล้ว
เมื่อ i-mode เปิดตัวครั้งแรก มีพันธมิตรอย่างเป็นทางการ 70 ราย ผู้ใช้สามารถกดเข้าไปยังเว็บไซต์เหล่านี้ได้ทันทีจากหน้าจอหลัก
นอกจากนี้ยังมีเว็บไซต์อิสระอีกนับพันที่สามารถเข้าถึงได้ แต่จะต้องใช้วิธีพิมพ์ที่อยู่เว็บไซต์ลงในแถบที่อยู่ทีละตัวอักษรโดยใช้แป้นกดโทรศัพท์
หน้าจอของ Keitai ในยุคนั้นค่อนข้างจำกัด จอภาพไม่ได้มีขนาดใหญ่และไม่มีสีสัน
เพื่อตอบสนองความต้องการของอุปกรณ์เหล่านี้ ผู้ผลิตโทรศัพท์ญี่ปุ่นจึงสร้างภาษาคอมพิวเตอร์แบบดัดแปลงที่เรียกว่า cHTML ขึ้นมา
cHTML เป็นส่วนย่อยของ HTML และมีคำสั่งบางอย่างที่เหมือนกัน แต่เพื่อปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับ Keitai คำสั่งจำนวนมากจึงถูกตัดออกไป
มันไม่รองรับรูปภาพขนาดใหญ่ ตาราง หรือเฟรมที่ซับซ้อน
เว็บไซต์ที่ปรับแต่งสำหรับ Keitai มักจะนำข้อมูลที่สำคัญที่สุดไว้ด้านบนสุดของหน้า และทิ้งข้อมูลส่วนเกินหรือเมนูนำทางไว้ด้านล่าง
แต่ข้อจำกัดของเครือข่ายโทรศัพท์ก็นำมาซึ่งข้อได้เปรียบทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่ง
นั่นคือระบบ “Micropayments”
ทุกครั้งที่ผู้ใช้ทำการซื้อสินค้าหรือบริการบนอุปกรณ์ Keitai ค่าใช้จ่ายจะถูกเพิ่มเข้าไปในบิลค่าโทรศัพท์โดยอัตโนมัติ
ระบบนี้ได้รับความนิยมอย่างเหลือเชื่อและทำให้การชำระเงินเป็นเรื่องง่ายมาก โดยเฉพาะสำหรับการซื้อของเล็กๆ น้อยๆ เช่น สติกเกอร์ดิจิทัล หรือไอเทมในเกม
DoCoMo สร้างโมเดลธุรกิจที่ชาญฉลาด โดยหักส่วนแบ่งรายได้เพียงแค่ 9% และส่งมอบรายได้ถึง 91% ให้กับเจ้าของคอนเทนต์
ตัวเลขนี้ดึงดูดนักพัฒนาและบริษัทต่างๆ ให้กระโจนเข้ามาสร้างบริการใน i-mode กันอย่างล้นหลาม
ไม่กี่ปีหลังจาก i-mode เปิดตัว ยักษ์ใหญ่อย่าง Google ก็ได้กระโดดเข้ามาร่วมวง
Google สร้างเสิร์ชเอนจินเวอร์ชันพิเศษสำหรับเครือข่าย Keitai โดยเฉพาะ
เมื่อเข้าถึงผลการค้นหาบน Google เว็บไซต์จะถูกแปลงสภาพโดยอัตโนมัติให้เหมาะกับมือถือ เป็นเว็บไซต์แบบ cHTML และตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป
เพียงแค่นั้น โลกเว็บทั้งใบก็ได้เปิดออกสู่สายตาผู้ใช้ชาวญี่ปุ่น…
ผลลัพธ์จากความบังเอิญ ข้อจำกัดของเครือข่าย และความคิดสร้างสรรค์อันยอดเยี่ยม ทำให้โทรศัพท์กลายเป็นประตูสู่อินเทอร์เน็ตสำหรับคนญี่ปุ่น
เพียงไม่กี่ปีหลังการเปิดตัว ประชากรถึง 80% ก็มีอุปกรณ์ Keitai ไว้ในครอบครอง
แต่กลุ่มผู้บริโภคที่อายุน้อยที่สุดนี่เองที่เป็นผู้นำเทรนด์ พวกเขาได้ขยายขอบเขตของสิ่งที่โทรศัพท์เครื่องหนึ่งจะเป็นได้
และให้กำเนิดหนึ่งในวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ที่สุดเท่าที่โลกอินเทอร์เน็ตเคยมีมา นั่นคือวัฒนธรรม Keitai
แต่คำถามที่น่าสนใจคือ ในเมื่อญี่ปุ่นก้าวไปไกลขนาดนั้น ทำไมวันนี้เราถึงไม่ได้ใช้ i-mode กันทั่วโลก
ทำไมโทรศัพท์ในมือเราถึงเป็น iPhone หรือ Android แทนที่จะเป็น Keitai จากญี่ปุ่น
คำตอบของเรื่องนี้ซ่อนอยู่ในสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “Galapagos Syndrome”
หมู่เกาะ Galapagos เป็นเกาะที่แยกตัวโดดเดี่ยวจากแผ่นดินใหญ่ ทำให้สัตว์ต่างๆ ที่นั่นมีวิวัฒนาการที่แปลกประหลาดและเป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนที่ไหนในโลก
เทคโนโลยีของญี่ปุ่นก็เช่นกัน
ระบบ i-mode และโทรศัพท์ Keitai นั้นล้ำหน้าเกินไปและเฉพาะตัวเกินไป มันถูกออกแบบมาเพื่อคนญี่ปุ่น ภาษาญี่ปุ่น และโครงสร้างพื้นฐานของญี่ปุ่นโดยเฉพาะ
ในขณะที่โลกภายนอกกำลังพยายามสร้างมาตรฐานกลาง แต่ญี่ปุ่นกลับใช้มาตรฐานของตัวเองที่ดีกว่า เร็วกว่า แต่เข้ากันไม่ได้กับใครเลย
ผู้ผลิตมือถือญี่ปุ่นแข่งกันเองในประเทศ พัฒนาฟีเจอร์ที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เช่น ดูทีวีบนมือถือ จ่ายตั๋วรถไฟ หรือสแกนบาร์โค้ด
แต่ความล้ำหน้านั้น ไม่ได้นำไปสู่การใช้งานจริงในระดับโลก
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2007 และ 2008 เมื่อ Apple เปิดตัว iPhone
ในตอนแรก ผู้บริหารและนักวิเคราะห์ในญี่ปุ่นหลายคนมองข้าม iPhone
พวกเขามองว่ามันเป็นโทรศัพท์ที่ถอยหลังลงคลอง แบตเตอรี่ก็ถอดไม่ได้ ทีวีก็ดูไม่ได้ กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ก็ไม่มี แถมยังพิมพ์ยากเพราะไม่มีปุ่มกดจริง
แต่สิ่งที่ Steve Jobs นำเสนอ ไม่ใช่ Mobile Internet แบบที่ i-mode เป็น
i-mode คือการย่อโลกอินเทอร์เน็ตให้เล็กลงเพื่อมาอยู่ในมือถือ เป็นสวนที่สวยงามแต่มีกำแพงล้อมรอบ
แต่ iPhone คือการยกอินเทอร์เน็ตทั้งใบจากคอมพิวเตอร์มาไว้ในมือของคุณ
เมื่อสมาร์ตโฟนเริ่มแพร่หลาย ผู้บริโภคเริ่มต้องการประสบการณ์ที่อิสระมากกว่าเดิม
พวกเขาต้องการแอปพลิเคชันที่หลากหลายจากทั่วโลก ไม่ใช่แค่จากพาร์ตเนอร์ของ DoCoMo
กำแพงของ i-mode ที่เคยแข็งแกร่ง จึงเริ่มพังทลายลง
ผู้ผลิตมือถือญี่ปุ่นที่ปรับตัวไม่ทันและมัวแต่ภูมิใจกับเทคโนโลยีเฉพาะตัวของตนเอง เริ่มสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับผู้เล่นหน้าใหม่
จนในที่สุด คำว่า Keitai ก็เริ่มกลายเป็นสัญลักษณ์ของเทคโนโลยีที่หลงยุค
ถึงแม้ว่าวันนี้ i-mode จะกลายเป็นเพียงตำนานและบริการอย่างเป็นทางการจะทยอยปิดตัวลงไปแล้ว
แต่เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า รากฐานที่ DoCoMo และวัฒนธรรม Keitai สร้างไว้ ยังคงแทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา
การสแกน QR Code การใช้ Mobile Banking การซื้อของในเกม หรือแม้แต่ Emoji ที่คุณส่งให้เพื่อนเมื่อสักครู่นี้ ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากเกาะญี่ปุ่นแห่งนี้
เรื่องราวของ i-mode บอกเราอีกครั้งว่า การเป็นผู้มาก่อนกาลนั้น เป็นได้ทั้งความได้เปรียบและความเสี่ยง
มันคือความสำเร็จที่เกิดจากการกล้าที่จะแตกต่าง ของกลุ่มคนที่เป็น Outliers
แต่มันก็เป็นบทเรียนราคาแพงว่า ในโลกเทคโนโลยี การสร้างสิ่งที่ “ดีที่สุด” อาจไม่สำคัญเท่ากับการสร้างสิ่งที่ “เข้ากับคนทั้งโลกได้มากที่สุด”
บางที หากญี่ปุ่นเลือกที่จะเปิดกว้างมาตรฐานของตนเองเร็วกว่านี้
หรือหากโลกอินเทอร์เน็ตในตอนนั้นพร้อมรับนวัตกรรมจากเอเชียมากกว่านี้
โทรศัพท์ในมือของคุณตอนนี้ อาจจะมีโลโก้เป็นตัวอักษรญี่ปุ่น แทนที่จะเป็นรูปผลไม้แหว่ง ก็เป็นได้…
References : [wired, theverge, japantimes, medium, cnn]