Geek Talk EP193 : จีนชนะแล้ว? เมื่อนักวิจารณ์ระดับโลกบอกว่า “ไม่อยากกลับไปขับรถอเมริกันอีกเลย”

ลองจินตนาการดูนะครับ นักข่าวสายเทคโนโลยีมือหนึ่งระดับโลก อยู่ในประเทศที่เป็นมหาอำนาจด้านนวัตกรรมอย่างสหรัฐอเมริกา เธอขับรถสปอร์ตไฟฟ้าที่ดีที่สุดของประเทศตัวเองมาตลอด… จนกระทั่งวันหนึ่ง เธอได้ก้าวเข้าไปนั่งในรถยนต์จาก ‘ประเทศจีน

เพียงแค่ 14 วันเท่านั้นครับ… 14 วันที่เปลี่ยนความภาคภูมิใจให้กลายเป็นความสับสน เปลี่ยนความมั่นใจให้กลายเป็นความกังวลใจ เพราะทันทีที่เธอกลับมานั่งในรถคันเดิมของตัวเอง เธอกลับพบความจริงที่เจ็บปวดว่า… ‘โลกตะวันตกกำลังพ่ายแพ้’ และสิ่งที่เราเคยคิดว่าล้ำสมัยที่สุด มันกลายเป็นของล้าสมัยไปเสียแล้ว

ทำไมบริษัทที่เริ่มจากการทำมือถือและเครื่องปิ้งขนม ถึงสร้างสิ่งที่เขย่าขวัญยักษ์ใหญ่อย่าง Ford และ Tesla ได้ขนาดนี้? อะไรคือความลับที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวถังสีสวยของ Xiaomi SU7 Max ที่ทำให้คนอเมริกันถึงกับต้องหลั่งน้ำตาอ้อนวอนให้มันมาขายในบ้านตัวเอง?

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/bddcrr2e

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/5ych68jn

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/4xsbw7wd

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/VVWl4an6UUc

ถอดรหัส Corning จากหน้าจอ iPhone สู่ผู้ถือไพ่ใบสุดท้ายของสงคราม AI

หากเรามองย้อนกลับไปในหน้าประวัติศาสตร์โลก บริษัทที่มีอายุยืนยาวเกินกว่าศตวรรษมักจะมีภาพลักษณ์ที่ดูเชื่องช้าและล้าสมัย

แต่เชื่อไหมครับว่าท่ามกลางพายุลูกใหญ่ของเทคโนโลยี “AI” ที่กำลังซัดกระหน่ำโลกดิจิทัลอยู่ในตอนนี้

กลับมีบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีอายุกว่า 175 ปี กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้คุมกฎคนสำคัญอย่างแบบเงียบ ๆ

บริษัทแห่งนี้ไม่ได้สร้างชิปประมวลผลที่ฉลาดล้ำเลิศ และไม่ได้สร้างโปรแกรมตอบโต้กับมนุษย์ที่น่าทึ่ง

แต่พวกเขาสร้างสิ่งที่พื้นฐานที่สุดอย่าง “แก้ว” บริษัทที่ว่านี้มีชื่อว่า Corning

ซึ่งชื่อนี้อาจจะคุ้นหูใครหลายคนในฐานะผู้ผลิตกระจกหน้าจอโทรศัพท์ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก

แต่ในวันนี้ Corning กำลังเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ของโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก

พวกเขาเปลี่ยนวัสดุที่ดูแสนจะธรรมดาอย่างทรายและซิลิกาให้กลายเป็นเส้นใยขนาดจิ๋วที่นำพาข้อมูลไหลเวียนไปทั่วโลกด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการ

ลองจินตนาการดูว่า ในช่วงปี 1851 ซึ่งเป็นยุคที่ผู้คนยังขี่ม้าและจุดตะเกียงน้ำมัน

Corning เริ่มต้นจากการเป็นโรงงานผลิตแก้วธรรมดาๆ จนกระทั่งวันหนึ่งในปี 1879

เมื่อ Thomas Edison กำลังเผชิญทางตันในการหาแก้วที่ทนความร้อนสูงเพื่อห่อหุ้มแสงสว่างจากหลอดไฟดวงแรกของโลก

ในตอนนั้น Corning คือผู้ที่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ และนั่นเป็นครั้งแรกที่พวกเขาพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า แก้วไม่ใช่แค่ภาชนะใส่เครื่องดื่ม

แต่มันคือวัสดุที่สามารถเปลี่ยนโฉมหน้าของยุคสมัยได้ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน…

กาลเวลาเดินทางมาถึงปี 2007 เมื่อโทรศัพท์ที่ชื่อว่า iPhone กำลังจะเปลี่ยนโลกไปตลอดกาล

Steve Jobs เดินเข้ามาหา Wendell Weeks ซึ่งเป็น CEO ของ Corning เพื่อขอสิ่งที่ดูจะเป็นไปไม่ได้ในตอนนั้น นั่นคือแก้วที่บางเฉียบแต่แข็งแกร่งอย่างมหาศาล

แม้ในตอนแรกฝ่ายผลิตจะส่ายหน้าและบอกว่าทำไม่ได้

แต่สุดท้ายความเชื่อของ Steve Jobs ก็ส่งต่อให้คนของ Corning กลายเป็นฮีโร่ผู้สร้าง Gorilla Glass ที่เราสัมผัสกันอยู่ทุกวัน และนี่คือตัวอย่างของการปรับตัวที่อยู่ในสายเลือดของบริษัทนี้มาโดยตลอด

แต่คำถามที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ในยุคที่ทุกคนกำลังพูดถึงแต่เรื่องซอฟต์แวร์และอัลกอริทึม

ทำไมบริษัทผลิตแก้วถึงกลายเป็นหนึ่งในผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสงคราม AI ครั้งนี้ได้?

คำตอบนั้นซ่อนอยู่ในสายเคเบิลที่ทอดยาวอยู่ในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ทั่วโลก

ในขณะที่โลกตื่นเต้นกับความฉลาดของ ChatGPT หรือความสามารถของชิปจาก Nvidia

แต่เบื้องหลังที่ไม่มีใครพูดถึงคือข้อมูลมหาศาลที่ต้องวิ่งไปมาระหว่างชิปเหล่านั้น ข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้วิ่งผ่านสายไฟฟ้าธรรมดาๆ อีกต่อไปแล้ว

การใช้สายทองแดงแบบเดิมเพื่อส่งข้อมูลในยุค Generative AI เริ่มเข้าสู่ขีดจำกัด

เพราะเมื่อข้อมูลไหลผ่านมากขึ้นเท่าไหร่ ความร้อนก็จะพุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว แถมยังต้องเสียพลังงานมหาศาลไปกับการระบายความร้อนเหล่านั้น…

นี่คือจุดที่เทคโนโลยี “Optical Fiber” หรือเส้นใยนำแสงเข้ามามีบทบาทสำคัญ

มันคือเส้นแก้วที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทร ซึ่งถูกรีดจนบางยิ่งกว่าเส้นผมมนุษย์

ข้อมูลจะถูกเปลี่ยนเป็นลำแสงเลเซอร์แล้วพุ่งผ่านเส้นแก้วเหล่านี้ไปด้วยความเร็วแสง

สิ่งที่น่าทึ่งคือการส่งข้อมูลผ่านแสงนั้นใช้พลังงานน้อยกว่าการส่งผ่านไฟฟ้าถึง 20 เท่า

นี่จึงเป็นคำตอบว่าทำไมยักษ์ใหญ่คลาวด์อย่าง AWS หรือ Google ถึงต้องการใยแก้วนำแสงจาก Corning ในปริมาณที่มากเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด

เมื่อไม่นานมานี้ Meta เพิ่งจะประกาศทำข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์มูลค่ากว่า 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสั่งซื้อเส้นใยนำแสงจาก Corning ยาวหลายล้านไมล์ไปติดตั้งในศูนย์ข้อมูลของตัวเอง

เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากไม่มีเส้นเลือดเหล่านี้ สมองกลที่พวกเขาสร้างขึ้นมาก็ไม่ต่างอะไรกับอัมพาต…

ลองคิดดูว่าในศูนย์ข้อมูลแห่งเดียวของ Meta ในอนาคต อาจจะต้องใช้เส้นใยนำแสงยาวถึง 8 ล้านไมล์

ซึ่งนั่นยาวพอที่จะพันรอบโลกได้มากกว่า 300 รอบเลยทีเดียว

และความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นนี้เองที่ทำให้โรงงานใน North Carolina ต้องเดินเครื่องเต็มกำลังเพื่อขยายการผลิตให้ทัน

เพื่อตอบโจทย์นี้ Corning จึงได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ที่ชื่อว่า Contour ซึ่งเป็นสายเคเบิลที่ออกแบบมาเพื่อโลกของ AI โดยเฉพาะ

มันสามารถบรรจุเส้นใยแก้วได้นับพันเส้นในพื้นที่เพียงนิดเดียว แถมยังยืดหยุ่นจนสามารถเลี้ยวลดคดเคี้ยวไปตามเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่อัดแน่นได้

ความมหัศจรรย์ของมันคือการเพิ่มขีดความสามารถในการส่งข้อมูลได้เป็นเท่าตัวในพื้นที่เท่าเดิม

ซึ่งเป็นสิ่งที่ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ต้องการมากที่สุด เพราะในโลกของดิจิทัล พื้นที่และความร้อนคือต้นทุนที่แพงหูฉี่…

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของ Corning ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป

พวกเขาเคยผ่านบทเรียนอันแสนเจ็บปวดในยุคฟองสบู่ดอทคอมเมื่อปี 2000

ตอนนั้นหุ้นของบริษัทร่วงลงอย่างหนักเพราะการคาดการณ์ที่ผิดพลาดเกี่ยวกับความต้องการใช้อินเทอร์เน็ต

แต่ Wendell Weeks ยืนกรานที่จะรักษาธุรกิจใยแก้วนำแสงนี้ไว้ด้วยชีวิต แม้นักลงทุนจะกดดันให้ขายทิ้งเพียงใดก็ตาม

เขาเชื่อมั่นว่าวันหนึ่งความเร็วแสงจะกลายเป็นสิ่งที่โลกขาดไม่ได้ และความอดทนในวันนั้นก็ได้กลายมาเป็นผลตอบแทนอันมหาศาลในวันนี้

ถึงตรงนี้เราอาจจะเริ่มมองเห็นภาพแล้วว่า Corning ไม่ได้เป็นแค่บริษัทผลิตแก้ว แต่พวกเขาคือนักพยากรณ์เทคโนโลยีที่มองไปข้างหน้าก่อนใครเสมอ

พวกเขาไม่ได้หยุดแค่การเชื่อมต่อระหว่างอาคาร แต่กำลังมองลึกลงไปถึงการเชื่อมต่อภายในเครื่องคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว

ในปัจจุบันชิปประมวลผลยังคงเชื่อมต่อกันด้วยสายทองแดงสั้นๆ ภายในเครื่อง

แต่ Corning เชื่อว่าในไม่ช้า “Photon” หรืออนุภาคแสงจะเข้าไปแทนที่ “Electron” แม้กระทั่งในแผงวงจรขนาดเล็กที่อยู่ตรงหน้าเรา

หากสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง ความต้องการใช้เส้นใยแก้วจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว

และเมื่อถึงวันนั้น Corning ก็จะกลายเป็นเจ้าของสิทธิบัตรและเทคโนโลยีที่เป็นรากฐานของคอมพิวเตอร์ยุคใหม่ทั้งหมดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้…

นอกเหนือจากเรื่องของแสงและการสื่อสารแล้ว บริษัทยักษ์ใหญ่รายนี้ยังแผ่กิ่งก้านสาขาไปสู่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดอย่างโซลาร์เซลล์

โดยการนำความเชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์มาสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาจากภายนอก

การขยายธุรกิจที่หลากหลายนี้เองที่เป็นเกราะป้องกันชั้นดี หากวันหนึ่งกระแสของ AI เริ่มลดความร้อนแรงลง Corning ก็ยังมีธุรกิจอื่นๆ ทั้งหน้าจอโทรศัพท์ เครื่องครัว และอุปกรณ์การแพทย์ที่คอยประคับประคองให้บริษัทเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง

บทเรียนที่สำคัญที่สุดจากเรื่องราวของ Corning คือการไม่หยุดที่จะ “Reinvent” หรือปฏิวัติตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า

จากหลอดไฟ สู่โทรทัศน์ สู่สมาร์ทโฟน และมาถึงปัญญาประดิษฐ์ พวกเขาเลือกที่จะอยู่ในจุดที่เทคโนโลยีต้องการมากที่สุดเสมอ

ใครจะไปคิดว่าบริษัทที่เริ่มต้นจากยุคตื่นทอง จะกลายมาเป็นผู้ขุดทองในยุคดิจิทัลด้วยผลิตภัณฑ์ที่ดูเรียบง่ายที่สุดอย่างแก้ว

นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่านวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่ต้องเป็นสิ่งที่โลกขาดไม่ได้จริงๆ

เมื่อมองไปข้างหน้า อนาคตของ Corning ดูเหมือนจะสดใสราวกับแสงที่พุ่งผ่านเส้นใยแก้วของพวกเขาเอง

เพราะไม่ว่าใครจะสร้างซอฟต์แวร์ที่เก่งแค่ไหน สุดท้ายแล้วทุกคนก็ยังต้องพึ่งพาถนนสายแสงสว่างที่บริษัทผลิตแก้วอายุ 175 ปีแห่งนี้สร้างขึ้นมาอยู่ดี

หากเราสงสัยว่าก้าวต่อไปของโลกเทคโนโลยีจะเป็นอย่างไร บางทีคำตอบอาจไม่ได้อยู่ในห้องแล็บของบริษัทซอฟต์แวร์

แต่อาจซ่อนอยู่ในโรงงานหลอมแก้วอันร้อนระอุที่กำลังถักทอเส้นด้ายแห่งแสงเพื่อเชื่อมต่ออนาคตของพวกเราทุกคนเอาไว้ด้วยกัน…

References : [CNBC, Corning, Meta, Bloomberg, Reuters]

Geek Daily EP367 : จากขายรถสู่ขายหุ่นยนต์? ก้าวต่อไปที่เสี่ยงที่สุดของ Tesla

เคยสงสัยไหมครับว่า… คนที่รวยที่สุดในโลก และสร้างอาณาจักรที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ เขาจะกล้า “ฆ่า” สิ่งที่สร้างชื่อให้ตัวเองมากับมือ เพื่อไปเดิมพันกับสิ่งที่โลกยังมองว่าเป็นแค่เรื่องเพ้อฝันได้จริง ๆ หรือ?

วันที่ 28 มกราคม 2026 ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดในการประชุมผลประกอบการของ Tesla Elon Musk ชายที่โลกจับตามองทุกฝีก้าว ได้เอ่ยประโยคหนึ่งออกมาที่ทำให้ทั้งอุตสาหกรรมรถยนต์ต้องหยุดชะงัก

เขากำลังสั่งปิดฉากรถยนต์รุ่นที่เป็นดั่ง “หัวใจ” และ “เกียรติยศ” อย่าง Model S และ Model X รถที่เปลี่ยนโลกใบนี้ให้รู้จักรถยนต์ไฟฟ้า… เขาเรียกมันว่าการปลดประจำการอย่างสมเกียรติ

แต่เบื้องหลังคำพูดที่ฟังดูสวยหรูนั้น กลับมีรอยร้าวของตัวเลขรายได้ที่ดิ่งลงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และเสียงวิจารณ์ที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ว่า Tesla กำลังหลงทาง

เขากำลังจะรื้อถอนสายการผลิตเดิมทิ้งทั้งหมด เพื่อเปลี่ยนโรงงานที่ Fremont ให้กลายเป็นฐานทัพผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ชื่อว่า Optimus หุ่นยนต์ที่เขาตั้งเป้าจะผลิตให้ได้ปีละ “หนึ่งล้านตัว”

นี่คือการเดิมพันที่เดิมพันด้วย “อนาคต” ของบริษัทมูลค่าล้านล้านดอลลาร์ หรือมันคือ “จุดเริ่มต้นของจุดจบ” ของราชาแห่งรถยนต์ไฟฟ้ากันแน่?

วันนี้ผมจะพาทุกคนไปเจาะลึกเบื้องหลังแผนการสุดระห่ำ ความเสี่ยงที่สูงจนน่ากลัว และความจริงที่ว่า… ทำไม Elon Musk ถึงต้องรีบทุบหม้อข้าวตัวเองทิ้ง ก่อนที่โลกจะทิ้งเขาไป

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/nxb7abw9

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/2rj8h2ud

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/5n8rm3ws

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/yhUjK7NzHus

Geek Story EP593 : เจาะแผน Project Delete America เมื่อ Huawei ตัดสินใจลบอเมริกาออกจากสารบบ

ถ้าวันหนึ่ง… โลกทั้งใบรวมหัวกันบอกว่า ‘คุณไม่มีสิทธิ์ไปต่อ’ คุณจะทำอย่างไร?

นี่คือเรื่องราวของอาณาจักรเทคโนโลยีที่เคยยิ่งใหญ่จนเกือบจะครองโลก แต่กลับถูกหมัดน็อกของมหาอำนาจเบอร์หนึ่งอย่างอเมริกา ฟาดเข้ากลางลำตัวจนทรุดเข่าลงกับพื้น… ทุกคนในตอนนั้นเชื่อเหมือนกันหมดครับว่า นี่คือ ‘จุดจบ’ ของยักษ์ใหญ่ที่ชื่อว่า Huawei

Google ถูกตัดขาด… ชิปประมวลผลถูกสั่งห้ามผลิต… แม้แต่ลูกสาวของผู้ก่อตั้งยังถูกจับกุมตัวไว้เป็นตัวประกันในเกมการเมืองระดับโลก

แต่ท่ามกลางซากปรักหักพังของความหวัง ภายใต้กำแพงที่อเมริกาสร้างไว้สกัดกั้น… Huawei กลับเลือกที่จะทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด พวกเขาแอบสร้าง ‘อาวุธลับ’ ของตัวเองขึ้นมาใหม่จากศูนย์ เพื่อพิสูจน์ว่า ‘คุกทางเทคโนโลยี’ ไม่สามารถขังจิตวิญญาณหมาป่าของพวกเขาได้

วันนี้… พวกเขากลับมาแล้ว พร้อมกับคำถามที่สั่นสะเทือนไปถึงทำเนียบขาวว่า… ‘ที่ผ่านมา คุณหยุดเราได้จริง ๆ หรือ?’

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/57vfmutw

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/m8d37h9t

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/2rn7caa5

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/9ryC4j3agq4

หนังสือที่เขย่าการเมืองอเมริกา เมื่อความโกรธคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง

หากเรามองไปที่สหรัฐอเมริกา ดินแดนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นต้นแบบของ “ประชาธิปไตย” และระบบเศรษฐกิจแบบเสรี

หลายคนอาจจินตนาการถึงภาพความมั่งคั่งและโอกาสที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน

แต่ความจริงที่ Bernie Sanders สมาชิกวุฒิสภาผู้คร่ำหวอดในวงการเมืองมาอย่างยาวนานกำลังจะบอกเราในหนังสือ “It’s OK to Be Angry About Capitalism” กลับเป็นหนังคนละม้วน…

เขากำลังชี้ให้เห็นว่า ระบบที่ขับเคลื่อนโลกอยู่ในตอนนี้ ไม่ใช่แค่ทุนนิยมธรรมดา

แต่มันคือทุนนิยมที่ขับเคลื่อนด้วยความโลภที่ยากจะควบคุม จนกลายเป็นต้นเหตุของความเหลื่อมล้ำที่น่ากลัว

ลองนึกภาพสังคมที่มหาเศรษฐีเพียงไม่กี่คน มีอำนาจควบคุมความมั่งคั่งมากกว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศรวมกันเสียอีก คุณคิดว่าระบบแบบนี้มันปกติจริงๆ หรือ?

Bernie Sanders ตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า มนุษย์เราจะยอมรับรูปแบบเศรษฐกิจที่เอื้อประโยชน์ให้คนเพียง 1% ในขณะที่คนอีก 99% ต้องดิ้นรนอย่างหนักได้อย่างไร

เรื่องราวนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย เพราะหากเราหันกลับมามองประเทศไทย

ความรู้สึกที่ว่า “คนรวยยิ่งรวยขึ้น คนจนยิ่งเหนื่อยลง” ก็เป็นสิ่งที่สัมผัสได้อย่างชัดเจนไม่แพ้กัน…

ย้อนกลับไปในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2016 และ 2020 ชื่อของ Bernie Sanders กลายเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในฐานะผู้ที่กล้าเสี่ยงเข้ามาปฏิวัติระบบการเมืองแบบเดิม ๆ

เขาไม่ได้เดินเกมตามกฎเดิมๆ ที่ต้องวิ่งเข้าหา “Big Money” หรือกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่เพื่อขอเงินสนับสนุนการเลือกตั้งเหมือนนักการเมืองคนอื่นๆ

สิ่งที่เขาทำคือการพิสูจน์ว่า พลังของ “Working Class” หรือชนชั้นแรงงานนั้นมีอยู่จริง และมันทรงพลังพอที่จะสั่นคลอนโครงสร้างเดิมได้

แคมเปญของเขารวบรวมเงินบริจาคจากผู้คนตัวเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นครู พนักงานไปรษณีย์ หรือพนักงานคลังสินค้าของ Amazon กว่า 2 ล้านราย

เงินบริจาคเฉลี่ยต่อครั้งอยู่ที่ประมาณ 18.5 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น แต่มันกลับรวมกันเป็นพลังมหาศาลที่ทำให้เขาสามารถต่อสู้กับกลุ่มอำนาจเดิมได้อย่างสมศักดิ์ศรี

นี่คือการปฏิวัติโมเดลการหาเสียงที่ปฏิเสธเงินจากอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ที่อาจจะไม่เคยเห็นมาก่อนในสังคมอเมริกา

เพราะเขารู้ดีว่าหากรับเงินจากใครมาแล้ว ย่อมยากที่จะออกนโยบายที่ไปกระทบผลประโยชน์ของคนกลุ่มนั้น…

ในช่วงกุมภาพันธ์ปี 2020 Bernie Sanders เข้าใกล้ความสำเร็จมากที่สุดครั้งหนึ่ง

เขาชนะในรัฐหลักอย่าง Iowa, New Hampshire และ Nevada จนทำให้กลุ่มทุนเดิมเริ่มตกตะลึง

เมื่อเห็นท่าไม่ดี กลุ่มอำนาจเดิมจึงเริ่มรวมตัวกันเพื่อหนุน Joe Biden ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่าในสายตาของกลุ่มทุนและระบบเดิม

ในมุมมองของ Sanders ประชาธิปไตยที่ถูกขับเคลื่อนด้วยเงินทุนนับหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อการ Lobbying และการหาเสียง ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง

เขามองว่ามันคือระบบที่ “Wealthy Elite” เป็นเจ้าของ และใช้สื่อในมือเพื่อปกป้องอำนาจของตัวเอง ในขณะที่เสรีภาพของสื่อจริงๆ กลับมีอยู่น้อยมาก

น่าสนใจว่าฐานเสียงที่เหนียวแน่นที่สุดของเขาคือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อายุต่ำกว่า 30 ปี ซึ่งเริ่มมองเห็นว่าระบบปัจจุบันไม่ได้ทำงานเพื่อพวกเขาอีกต่อไป

คนรุ่นใหม่เหล่านี้กำลังเผชิญกับความจริงที่เจ็บปวดว่า มาตรฐานการครองชีพของพวกเขากำลังจะต่ำกว่ารุ่นพ่อแม่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ลองดูตัวเลขที่น่าตกใจในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1920 รายได้กว่า 45% ตกไปอยู่ในมือของคนเพียง 1% ที่อยู่บนยอดพีระมิด…

ในขณะที่ CEO ของบริษัทยักษ์ใหญ่มีรายได้เฉลี่ยมากกว่าพนักงานทั่วไปถึง 350 เท่า

แต่คนทำงานส่วนใหญ่กลับมีรายได้จริงไม่ต่างจากเมื่อ 50 ปีที่แล้วหากคำนวณตามอัตราเงินเฟ้อ

ปัจจุบันคนอเมริกันมากกว่าครึ่งต้องทำงานแบบเดือนชนเดือน เพื่อรอรับเช็คเงินเดือนถัดไปเพียงเพื่อให้มีชีวิตรอด

คนนับล้านกำลังดิ้นรนกับค่าแรงที่ต่ำเตี้ย มีคนไร้บ้านกว่า 5 แสนคน และอีกหลายล้านคนที่ต้องจ่ายรายได้เกือบครึ่งหนึ่งไปกับค่าที่อยู่อาศัยที่แพงระยับ

นี่คือภาพสะท้อนของประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่กลับมีคนเกือบร้อยล้านคนไม่มีประกันสุขภาพที่เพียงพอ และแรงงานสูงอายุกว่า 40% แทบไม่มีเงินออมหลังเกษียณ

สถานการณ์เหล่านี้ดูคุ้นๆ เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเราไหม? ปัญหาค่าแรงขั้นต่ำ สวัสดิการแรงงาน และหนี้ทางการศึกษา เป็นแผลสดที่รอการรักษาไม่ต่างกัน

Bernie Sanders จึงเสนอแนวคิดเรื่อง “Wealth Tax” หรือการเก็บภาษีความมั่งคั่งจากเหล่าอภิมหาเศรษฐีเพื่อนำมาสร้างสวัสดิการให้คนส่วนใหญ่…

เขายกตัวอย่างว่า หากกฎหมายนี้ผ่าน ครอบครัว Walton เจ้าของ Walmart หรือ Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon จะต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นมหาศาลจากทรัพย์สินที่พวกเขามี

แม้แต่ Elon Musk หรือ Mark Zuckerberg เองก็ต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นนับหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อช่วยพยุงสังคมที่พวกเขาสร้างความมั่งคั่งขึ้นมา

แต่แน่นอนว่าในโลกแห่งความเป็นจริง การผลักดันนโยบายเหล่านี้พ่ายแพ้ให้กับกลุ่มผู้สนับสนุนทุนนิยมที่คอยปกป้องผลประโยชน์ของมหาเศรษฐีเสมอ

Sanders มองว่าปัญหาเหล่านี้ไม่มีอจุดกึ่งกลางระหว่างความโลภที่ไม่รู้จักพอ กับความยุติธรรมที่ชนชั้นแรงงานควรได้รับ

เราไม่สามารถประนีประนอมกับระบบที่ออกแบบมาเพื่อดึงทรัพยากรไปไว้ที่คนเพียงไม่กี่คนได้ โดยเฉพาะเมื่อมันกำลังทำลายรากฐานของสังคม

สุดท้ายแล้ว การจะเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ได้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการรอให้นักการเมืองมาแก้ไขในสภาแบบปกติเพียงอย่างเดียว

แต่มันต้องอาศัยการสร้างแรงกระเพื่อมจากระดับรากหญ้า การรวมตัวกันของมวลชนที่เข้มแข็งเพื่อส่งเสียงว่าระบบที่เป็นอยู่มันใช้ไม่ได้อีกต่อไป…

พรรคการเมืองต้องเลือกอย่างเด็ดขาดว่าจะยืนอยู่ข้างใคร ระหว่างชนชั้นแรงงานที่ทำงานหนัก หรือจะอยู่ข้างมหาเศรษฐีเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ “It’s OK to Be Angry About Capitalism” จึงไม่ใช่แค่บทวิจารณ์เศรษฐกิจ แต่มันคือการเรียกร้องให้เรากล้าที่จะ “โกรธ” ต่อความไม่ยุติธรรม

เพราะความโกรธนั้นเองจะเป็นเชื้อไฟที่นำไปสู่การตั้งคำถาม และการร่วมมือกันเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่เห็นหัว “คนธรรมดา” มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

เพราะท้ายที่สุดแล้วโลกใบนี้อาจจะไม่ได้ต้องการมหาเศรษฐีที่รวยล้นฟ้าเพิ่มขึ้นอีกไม่กี่คน แต่ต้องการสังคมที่ทุกคนสามารถลืมตาอ้าปากได้อย่างมีศักดิ์ศรีมากกว่า…

References : หนังสือ It’s OK to Be Angry About Capitalism โดย Bernie Sanders