เสียงร้องของแพะและประโยคสุดกวนที่ผมคิดว่ามันคงดังก้องอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน
Winamp, it really whips the llama’s ass
ย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่อินเทอร์เน็ตยังต้องเชื่อมต่อผ่านสายโทรศัพท์ และเสียงโมเด็มดังสนั่นบ้านทุกครั้งที่เราพยายามจะเข้าสู่โลกออนไลน์
ในยุคนั้น การฟังเพลงสักเพลงไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนการกดแอปพลิเคชันบนมือถือในปัจจุบัน
เราต้องเสาะหาไฟล์ MP3 จากเว็บไซต์ต่างๆ ต้องรอโหลดกันเป็นชั่วโมงเพื่อเพลงเพียงเพลงเดียว
และเมื่อได้ไฟล์มาแล้ว พระเอกที่จะทำหน้าที่บรรเลงดนตรีเหล่านั้นก็คือโปรแกรมที่มีไอคอนรูปสายฟ้าสีเหลือง
Winamp คือชื่อที่ทุกคนรู้จัก
มันไม่ใช่แค่ซอฟต์แวร์ แต่มันคือสัญลักษณ์ของอิสรภาพทางดนตรีในยุค 90
แต่คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมซอฟต์แวร์ที่เคยครองโลก และมีผู้ใช้งานเกือบ 100 ล้านคน ถึงได้พ่ายแพ้และเกือบจะหายสาบสูญไป
เรื่องราวนี้ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แต่มันคือบทเรียนธุรกิจระดับตำนาน
…
จุดเริ่มต้นของเรื่องราวเกิดขึ้นในปี 1997 ที่รัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา
Justin Frankel และ Dmitry Boldyrev นักศึกษามหาวิทยาลัย University of Utah มองเห็นปัญหาบางอย่าง
ในเวลานั้น มาตรฐานไฟล์เสียงแบบ MP3 เริ่มถูกพูดถึง แต่มันไม่มีเครื่องมือดีๆ ที่จะเล่นไฟล์เหล่านี้ได้อย่างลื่นไหล
คอมพิวเตอร์ในยุคนั้นมีทรัพยากรจำกัด การเปิดเพลงฟังไปพร้อมกับทำงานอื่นมักจะทำให้เครื่องค้างหรือกระตุก
Justin Frankel ตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อมาสร้างสิ่งที่เขาเชื่อมั่น
พวกเขาพัฒนาโปรแกรมที่มีขนาดเล็ก รวดเร็ว และกินทรัพยากรเครื่องน้อยมาก
โดยตั้งชื่อมันว่า Winamp ซึ่งมาจากการผสมคำว่า Windows และ AMP ที่ย่อมาจากเครื่องขยายเสียง
เวอร์ชันแรกที่ปล่อยออกมาแทบไม่มีหน้าตาที่สวยงาม มีเพียงปุ่มกดพื้นฐานไม่กี่อย่าง
แต่สิ่งที่ทำให้ Winamp กลายเป็นปรากฏการณ์คือการอัปเดตเวอร์ชันต่อมา
พวกเขาใส่ฟีเจอร์ที่เรียกว่า Skins ลงไป
แนวคิดนี้ถือว่าล้ำหน้ามากในยุคนั้น เพราะมันอนุญาตให้ผู้ใช้งานเปลี่ยนหน้าตาของโปรแกรมได้ตามใจชอบ
จากเครื่องเล่นเพลงหน้าตาจืดชืด กลายเป็นเครื่องเสียงรถยนต์ กลายเป็นวิทยุลายการ์ตูน หรือแม้แต่ยานอวกาศ
ผู้ใช้งานไม่ได้เป็นเพียงผู้บริโภค แต่รู้สึกมีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของซอฟต์แวร์ตัวนี้
ชุมชนของคนรัก Winamp เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการสร้าง Skins แจกจ่ายกันนับหมื่นแบบ
นอกจากนี้ยังมีระบบ Plug-in ที่นักพัฒนาทั่วโลกช่วยกันเขียนโค้ดเสริมเข้าไป
ฟีเจอร์ที่สะกดจิตคนฟังเพลงหน้าคอมพิวเตอร์ได้เป็นชั่วโมงคือ Visualization
กราฟิกเส้นแสงสีที่ขยับไหวไปตามจังหวะเพลง สร้างความเพลิดเพลินทางสายตาไปพร้อมกับเสียงดนตรี
ในช่วงกลางปี 1998 ยอดดาวน์โหลดพุ่งทะลุ 3 ล้านครั้ง และภายในไม่กี่ปี ตัวเลขผู้ใช้งานก็พุ่งไปแตะหลัก 60 ล้านคนทั่วโลก
Winamp กลายเป็นราชาแห่งไฟล์ MP3 อย่างไร้ข้อกังขา
โมเดลธุรกิจของพวกเขาในตอนนั้นเรียกว่า Shareware
คือเปิดให้ใช้ฟรี แต่ถ้าใครอยากสนับสนุนนักพัฒนาก็สามารถจ่ายเงิน 10 ดอลลาร์สหรัฐ
เชื่อหรือไม่ว่า มีคนจำนวนมากยอมส่งเช็คไปให้พวกเขาทางไปรษณีย์ เพียงเพราะความรักในตัวซอฟต์แวร์
บริษัท Nullsoft ที่ Justin Frankel ก่อตั้งขึ้น กลายเป็นบริษัทเนื้อหอมที่สุดในวงการ
ทีมงานเพียง 4 คน สามารถสร้างผลกระทบระดับโลกได้ขนาดนี้ ย่อมดึงดูดความสนใจจากปลาใหญ่
และนั่นคือก้าวแรกสู่หายนะ…
เดือนมิถุนายน ปี 1999 บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง AOL หรือ America Online ตัดสินใจทุ่มเงิน 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเข้าซื้อกิจการ Nullsoft ของเด็กหนุ่มกลุ่มนี้
ตัวเลข 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับทีมงาน 4 คน คือความสำเร็จที่เกินฝัน
แต่ในความเป็นจริง มันคือจุดเริ่มต้นของฝันร้ายทางธุรกิจ
AOL และ Winamp มีวัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
Winamp เกิดจากวัฒนธรรม Hacker ที่รักอิสระ รวดเร็ว และมีความขบถอยู่ในตัว
ในขณะที่ AOL คือตัวแทนของโลกธุรกิจยุคเก่าที่เต็มไปด้วยขั้นตอน กฎระเบียบ และเน้นผลกำไร
AOL ไม่ได้ซื้อ Winamp เพราะเข้าใจในจิตวิญญาณของผลิตภัณฑ์
แต่ซื้อเพราะต้องการฐานผู้ใช้งานจำนวนมหาศาล เพื่อเปลี่ยนคนเหล่านี้ให้กลายเป็นลูกค้าอินเทอร์เน็ตของตัวเอง
หลังจากถูกซื้อไปได้ไม่นาน ผู้ใช้งานเริ่มสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง
จากโปรแกรมที่เล็ก เร็ว และเบาเครื่อง เริ่มเต็มไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า Bloatware
ทุกครั้งที่ติดตั้งโปรแกรม ผู้ใช้ต้องคอยกดปฏิเสธโฆษณาที่พยายามยัดเยียดให้สมัครสมาชิก AOL
หน้าต่าง Pop-up ที่น่ารำคาญเริ่มปรากฏขึ้น ประสบการณ์ที่เคยเรียบง่ายเริ่มหายไป
ความขัดแย้งภายในรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
Justin Frankel ผู้ก่อตั้ง มักจะแอบปล่อยฟีเจอร์ใหม่ๆ ออกมาโดยไม่ผ่านการอนุมัติจากผู้บริหาร
เขาพยายามสร้างระบบแชร์ไฟล์แบบ Peer-to-Peer เพื่อต่อต้านการผูกขาด
ซึ่งนั่นทำให้ผู้บริหาร AOL หัวเสียอย่างหนัก เพราะมันขัดแย้งกับผลประโยชน์ทางธุรกิจของบริษัทแม่
ในขณะที่ Winamp กำลังสาละวนอยู่กับปัญหาการเมืองภายใน
ทางฝั่งคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดก็ได้ถือกำเนิดขึ้น…
ปี 2001 Apple เปิดตัว iPod และตามมาด้วย iTunes บน Windows ในอีกไม่กี่ปีต่อมา
Steve Jobs มองเกมขาดกว่า AOL มาก
เขาไม่ได้มองแค่การทำซอฟต์แวร์สำหรับเล่นเพลง แต่เขาสร้างระบบนิเวศทั้งหมด
iTunes เข้ามาแก้ปัญหาที่ Winamp ทำไม่ได้ นั่นคือความง่าย
หากคุณใช้ Winamp คุณต้องหาไฟล์เพลงเอง ต้องจัดระเบียบโฟลเดอร์เอง
แต่ iTunes ทำให้คุณสามารถจัดการเพลงจากแผ่น CD หรือซื้อเพลงถูกลิขสิทธิ์ แล้วโอนลง iPod ได้ทันที
อินเทอร์เฟซของ iTunes สะอาดตา ทันสมัย และใช้งานง่ายสำหรับคนทั่วไป
ในขณะที่ Winamp เริ่มดูเหมือนของเล่นสำหรับ Geek คอมพิวเตอร์
ผู้คนไม่ได้ต้องการแค่เครื่องเล่นเพลงอีกต่อไป แต่พวกเขาต้องการความสะดวกสบายในการจัดการคลังเพลง และพกพามันไปได้ทุกที่
iPod และ iTunes ตอบโจทย์นี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
AOL ที่เป็นเจ้าของ Winamp มัวแต่โฟกัสกับการรักษาธุรกิจอินเทอร์เน็ตแบบเก่าที่กำลังอยู่ในช่วงขาลง จนละเลยที่จะพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ให้ทันโลก
เมื่อถึงจุดหนึ่ง Winamp ก็กลายเป็นเหมือนไดโนเสาร์
ยอดดาวน์โหลดลดฮวบ ผู้ใช้งานเริ่มทยอยหายไปซบไหล่ Apple
และสุดท้าย AOL ก็ถอดใจ
วันที่ 20 พฤศจิกายน 2013 มีการประกาศข่าวใหญ่ที่จะปิดเว็บไซต์และยุติการสนับสนุน Winamp
ปิดตำนาน 16 ปี ของซอฟต์แวร์ที่เคยอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของคนทั่วโลก
หลายคนคิดว่านั่นคือจุดจบที่สมบูรณ์แบบ
แต่ในโลกธุรกิจ แบรนด์ที่แข็งแกร่งมักไม่มีวันตายง่ายๆ
บริษัทจากเบลเยียมชื่อ Radionomy ได้เข้ามาซื้อซากปรักหักพังนี้ไป
แม้จะไม่มีการเปิดเผยตัวเลขที่แน่ชัด แต่คาดการณ์กันว่ามูลค่าลดลงจากที่ AOL เคยซื้อมาเกือบ 90%
Winamp เข้าสู่ช่วงจำศีลเป็นเวลานานหลายปี
เว็บไซต์แทบไม่มีการเคลื่อนไหว จนแฟนๆ คิดว่าโปรเจกต์นี้คงถูกลอยแพไปแล้ว
จนกระทั่งโลกหมุนมาถึงยุคปัจจุบัน
ยุคที่การฟังเพลงเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างสิ้นเชิง
เราไม่ได้เป็นเจ้าของไฟล์เพลงอีกต่อไป แต่เราเช่าฟังผ่านระบบ Streaming
Spotify และ YouTube Music กลายเป็นผู้ครองตลาด
แต่ Winamp ตัดสินใจที่จะกลับมาอีกครั้ง
พวกเขาพยายามปรับตัวและหาจุดยืนใหม่ในโลกที่เปลี่ยนไป โดยเน้นการเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงศิลปินกับแฟนคลับเข้าด้วยกัน
รวมถึงยังคงรักษาฟีเจอร์การเล่นไฟล์เพลงแบบเก่าเอาไว้ เพื่อเอาใจแฟนคลับยุคคลาสสิก
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าอนาคตของ Winamp คือบทเรียนที่มันทิ้งไว้ให้เรา
เรื่องแรกคือนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลก มักเกิดจากคนตัวเล็กๆ เสมอ
Justin Frankel และทีมงานเพียงไม่กี่คน สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการฟังเพลงของมนุษยชาติได้
สิ่งนี้ยืนยันว่า Passion และความคิดสร้างสรรค์ สำคัญกว่าเม็ดเงินมหาศาล
เรื่องที่สองคือการถูกซื้อกิจการไม่ใช่เส้นชัย
สำหรับผู้ก่อตั้ง การขายบริษัทอาจหมายถึงความร่ำรวย แต่สำหรับผลิตภัณฑ์ การไปอยู่ในมือขององค์กรที่ไม่เข้าใจจิตวิญญาณของมัน คือจุดเริ่มต้นของหายนะ
AOL มีทรัพยากรมากมายมหาศาล แต่พวกเขาล้มเหลวในการรักษาเสน่ห์ของ Winamp เอาไว้
และบทเรียนสุดท้ายคือเทคโนโลยีไม่มีคำว่ายั่งยืน
จากซอฟต์แวร์ที่ทุกคนต้องมี กลายเป็นสิ่งที่เด็กรุ่นใหม่ไม่รู้จัก
ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
หากธุรกิจไม่ปรับตัว หรือปรับตัวช้าเกินไป ต่อให้ยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็ล้มหายตายจากได้
วันนี้ Winamp อาจจะไม่ใช่ราชาอีกต่อไป
แต่มันคือความทรงจำที่สวยงามของคนยุค 90
เป็นเครื่องเตือนใจถึงช่วงเวลาที่เรามีความสุขกับการปรับแต่ง Skins
ความตื่นเต้นที่ได้เห็นกราฟิกวิ่งวูบวาบตามจังหวะเพลง
และความภูมิใจเล็กๆ ที่เราสามารถจัดการคลังเพลง MP3 ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราได้เอง
แม้โลกจะหมุนไปข้างหน้า และความสะดวกสบายของ Streaming จะเข้ามาแทนที่
แต่ตำนานสายฟ้าสีเหลืองนี้ จะยังคงถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์เทคโนโลยีตลอดไป…
References : [TechCrunch, Ars Technica, The Verge, Rolling Stone, Fast Company]





