Geek Talk EP145 : ธานินทร์ vs Hatari กับตัวอย่าง DNA ที่ไทยขาดหายไปในการสร้างชาติ

เคยสงสัยกันไหมครับว่า ทำไมบางประเทศถึงสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเอง จากประเทศที่อาจจะเคยยากจน หรือบอบช้ำจากสงคราม จนกลายมาเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของโลกได้ ภายในระยะเวลาแค่ไม่กี่สิบปี

เราเห็นภาพความสำเร็จของประเทศอย่าง ญี่ปุ่น ที่ฟื้นตัวจากซากปรักหักพังหลังสงครามโลกครั้งที่สอง กลายเป็นมหาอำนาจทางนวัตกรรม เกาหลีใต้ ที่เปลี่ยนจากประเทศเกษตรกรรมที่ยากจน กลายเป็นผู้ส่งออกวัฒนธรรมและเทคโนโลยีระดับโลก หรือแม้แต่เพื่อนบ้านเราอย่างเวียดนาม ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด จนหลายคนขนานนามให้เป็นเสือตัวใหม่แห่งเอเชีย

เวลาที่เราวิเคราะห์ถึงปัจจัยความสำเร็จเหล่านี้ เราก็มักจะพูดถึงเรื่อง ผู้นำที่เก่งและมีวิสัยทัศน์ นโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมการลงทุน การเมืองที่มีเสถียรภาพ หรือการศึกษาที่แข็งแกร่ง ซึ่งแน่นอนว่าปัจจัยเหล่านี้คือส่วนประกอบที่สำคัญอย่างยิ่ง

แต่มีอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ ที่ผมคิดว่ามันเป็นเหมือน “Secret sauce” ที่อยู่ในตัวคนของชาติเหล่านั้น และเป็นพลังขับเคลื่อนที่มองไม่เห็น แต่ทรงพลังอย่างมหาศาล สิ่งนั้นก็คือ DNA ของ “ความเป็นชาตินิยม”

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/2pzjsw7r

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/4bbbuuf8

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/3smfkzb5

🎧 ฟังผ่าน Youtube : 
https://youtu.be/PhNEVmz5bOs

Geek Daily EP331 : วิสัยทัศน์ใหม่ Mark Zuckerberg โลกที่ทุกคนมี “AI ส่วนตัว” บนใบหน้า

เคยลองนับไหมครับว่าในหนึ่งวัน เราหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาดูกันกี่ครั้ง? บางงานวิจัยบอกว่าเฉลี่ยแล้วเราแตะ ลูบ หรือคลิกบนหน้าจอโทรศัพท์มากกว่า 2,600 ครั้งต่อวัน สำหรับบางคนอาจจะมากกว่านั้นอีก โทรศัพท์มือถือได้กลายเป็นเหมือนอวัยวะที่ 33 ของเราไปแล้ว มันเป็นประตูสู่โลกทั้งใบ เป็นศูนย์กลางการสื่อสาร การทำงาน และความบันเทิงของเรา

เราอาจจะรู้สึกว่านี่คือจุดสูงสุดของเทคโนโลยีส่วนบุคคลแล้ว แต่ถ้าผมจะบอกว่า ชายที่ชื่อ Mark Zuckerberg กำลังเดิมพันอนาคตทั้งหมดของบริษัท Meta ที่มีมูลค่าหลายสิบล้านล้านบาท เพื่อจะบอกกับเราว่า ยุคสมัยของสมาร์ทโฟนกำลังจะจบลง และเทคโนโลยีที่จะมาแทนที่มัน ไม่ได้อยู่ในมือของเรา แต่อยู่บนใบหน้าของเราต่างหาก

วันนี้เราจะมาเจาะลึกวิสัยทัศน์ที่อาจจะเปลี่ยนโลกของเราไปตลอดกาล ผ่านอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ ที่เรียกว่า “แว่นตาอัจฉริยะ” และเทคโนโลยีสุดล้ำที่เหมือนหลุดออกมาจากหนังไซไฟ ที่จะทำให้เราควบคุมคอมพิวเตอร์ได้ด้วยสมอง นี่คือเรื่องราวของการเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดของ Meta ที่จะฆ่าสมาร์ทโฟนให้ตายสนิท

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/5n7bvjdb

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/47em64bc

🎧 ฟังผ่าน Youtube : 
https://youtu.be/a4tPkuKB4E8

ไขปริศนาดีลสะท้านโลก NVIDIA ซื้อ Intel หรือซื้อ “เกราะกำบัง” ทางการเมือง?

ในโลกของธุรกิจที่เต็มไปด้วยการแข่งขันอันโหดเหี้ยม การยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือคู่แข่งที่กำลังอ่อนแอ ถือเป็นเรื่องที่แทบจะไม่มีใครทำกัน

แต่เรื่องที่ไม่น่าเชื่อนี้ก็เกิดขึ้นแล้ว เมื่อ NVIDIA บริษัทชิปที่ร้อนแรงที่สุดในโลกเวลานี้ ประกาศทุ่มเงินมหาศาลถึง 5 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 180,000 ล้านบาท เข้าลงทุนใน Intel ยักษ์ใหญ่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นราชา แต่ตอนนี้กำลังหลงทาง

ดีลนี้สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนในวงการเทคโนโลยี เพราะมันดูขัดกับตรรกะทางธุรกิจทุกอย่าง

NVIDIA ที่กำลังวิ่งนำอยู่หัวแถว จะหันกลับไปฉุดคนที่กำลังจะล้มอย่าง Intel ขึ้นมาทำไม?

เรื่องนี้ไม่ใช่การกุศล และมันซับซ้อนกว่าที่เราเห็น นี่คือเกมกระดานชิ้นใหม่ ที่มีอนาคตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นเดิมพัน

ภาพที่ยืนยันว่าดีลนี้ไม่ธรรมดา คือภาพของ Jensen Huang ซีอีโอของ NVIDIA ในงานแถลงข่าว

ชายคนนี้มีภาพจำคือเสื้อแจ็คเก็ตหนังสีดำ ที่เขาสวมใส่แทบจะทุกงานจนเป็นเอกลักษณ์ แต่วันนี้ เขากลับสวมสูทเต็มยศ เคียงข้าง Lip-Bu Tan ซีอีโอของ Intel

การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ นี้ คือสัญญาณที่บอกว่านี่คือเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์

ลองนึกภาพตามนะครับ ฝั่งหนึ่งคือ NVIDIA ราชาองค์ใหม่แห่งโลก AI ชิปของพวกเขาคือหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกแทบทุกอย่างในปัจจุบัน

ส่วนอีกฝั่งคือ Intel อดีตจักรพรรดิแห่งโลก PC ผู้สร้างมาตรฐานให้วงการคอมพิวเตอร์มาหลายทศวรรษ แต่ในช่วงสิบปีหลัง พวกเขากลับเดินสะดุดครั้งแล้วครั้งเล่า จนสูญเสียความเป็นผู้นำไป

ภาพที่เกิดขึ้นจึงเป็นการจับมือกันระหว่าง “อดีต” และ “ปัจจุบัน” ของโลกเทคโนโลยี

คำถามสำคัญที่ทุกคนอยากรู้คำตอบก็คือ เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมราชาองค์ปัจจุบันต้องหันไปพยุงอดีตราชาที่กำลังโรยรา นี่คือแผนการอะไรซ่อนอยู่กันแน่

เพื่อจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด เราต้องย้อนกลับไปดูบาดแผลในอดีตของ Intel และเกมการเมืองที่ NVIDIA กำลังเผชิญอยู่

เรื่องราวของ Intel ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา คือกรณีศึกษาชั้นดีของคำว่า “ต้นทุนของการพลาดโอกาส”

ย้อนกลับไปในยุคที่ Intel ยิ่งใหญ่เกรียงไกร พวกเขาคือผู้กำหนดทุกอย่างด้วยสโลแกน “Intel Inside” ที่ทุกคนคุ้นหู และเป็นผู้ขับเคลื่อนกฎของ Moore (Moore’s Law) ที่ว่าคอมพิวเตอร์จะแรงขึ้นสองเท่าในทุกๆ สองปี

แต่ความผิดพลาดครั้งประวัติศาสตร์ก็เกิดขึ้น เมื่อ Steve Jobs ติดต่อ Intel เพื่อให้ผลิตชิปสำหรับโทรศัพท์รุ่นแรกที่ชื่อว่า iPhone

ในเวลานั้น ผู้บริหารของ Intel ปฏิเสธโอกาสนั้นไป เพราะมองว่ากำไรต่อหน่วยมันน้อยเกินไป และไม่เชื่อว่าโทรศัพท์หน้าตาแปลกๆ นี้จะขายได้ดี

นั่นคือการตัดสินใจที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล เพราะมันทำให้ Intel ตกขบวนรถไฟที่ชื่อว่า “สมาร์ทโฟน” และเปิดประตูให้สถาปัตยกรรมของ Arm เข้ามาครองโลกมือถือแทน

เมื่อหมดยุค PC และโลกเข้าสู่ยุค Mobile เต็มตัว Intel ก็เริ่มสูญเสียความสำคัญลงไป

เท่านั้นยังไม่พอ ในตลาด CPU ที่เป็นเหมือนบ้านของตัวเองแท้ๆ พวกเขาก็เริ่มถูกคู่แข่งตลอดกาลอย่าง AMD แซงหน้าไปอย่างเจ็บปวด

AMD ภายใต้การนำของซีอีโอหญิงแกร่งอย่าง Lisa Su ได้สร้างนวัตกรรมที่เรียกว่า Chiplets ซึ่งเป็นการนำชิปเล็กๆ หลายตัวมาประกอบกันเหมือนตัวต่อเลโก้

แนวคิดนี้ทำให้ชิปของ AMD มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในต้นทุนที่ต่ำลง จนสามารถเอาชนะชิปของ Intel ได้ในหลายๆ การทดสอบ และแย่งส่วนแบ่งการตลาดไปอย่างต่อเนื่อง

ซ้ำร้าย เทคโนโลยีการผลิตชิปของ Intel ก็เริ่มล้าหลังกว่าคู่แข่งอย่าง TSMC จากไต้หวัน ซึ่งเป็นบริษัทที่รับจ้างผลิตชิปให้กับทั้ง Apple, AMD และแม้แต่ NVIDIA เอง

เรียกได้ว่า Intel กำลังเผชิญกับวิกฤติรอบด้าน ทั้งเสียตลาดเดิม, เข้าตลาดใหม่ไม่ทัน และเทคโนโลยีการผลิตก็ตามหลังคู่แข่ง

ดังนั้น การที่ NVIDIA ยื่นมือเข้ามาพร้อมเงินทุนก้อนมหึมา มันจึงเป็นมากกว่าแค่เรื่องเงิน

แต่มันคือการส่งสัญญาณไปยังทั่วโลกว่า Intel ยังไม่ตาย และยังมีอนาคต มันคือยาชุบชีวิตที่ Lip-Bu Tan กำลังต้องการมากที่สุด

แล้วฝั่ง NVIDIA ล่ะ? พวกเขากำลังอยู่บนจุดสูงสุด ทุกอย่างดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบ แล้วทำไมต้องมาเสี่ยงกับ Intel?

คำตอบก็คือ ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของ NVIDIA กำลังสร้างจุดอ่อนที่อันตรายอย่างยิ่งให้กับตัวเอง

จุดอ่อนแรกคือ “ความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน” ชิป AI ที่ล้ำสมัยทั้งหมดของ NVIDIA ไม่ได้ผลิตเอง แต่จ้าง TSMC ที่ไต้หวันผลิตให้ทั้งหมด

มันหมายความว่าชะตากรรมของบริษัทที่ร้อนแรงที่สุดในโลก ถูกฝากไว้กับโรงงานบนเกาะเล็กๆ ที่เป็นจุดเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

นี่คือความเสี่ยงที่ใหญ่เกินกว่าที่บริษัทระดับนี้จะยอมรับได้

จุดอ่อนที่สองคือ “แรงกดดันทางการเมือง” ตอนนี้สงครามเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีนกำลังทวีความรุนแรงขึ้น

รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามกีดกันไม่ให้จีนเข้าถึงชิป AI ที่ล้ำสมัย ซึ่งจีนเป็นตลาดที่ใหญ่มากของ NVIDIA ทำให้บริษัทถูกบีบอยู่ตรงกลางระหว่างผลประโยชน์ทางธุรกิจกับนโยบายของรัฐบาล

ทั้งหมดนี้ทำให้ Jensen Huang ตระหนักว่า การมีแค่เทคโนโลยีที่ดีที่สุดอย่างเดียวไม่พอ แต่พวกเขาต้องการพันธมิตรที่ทรงพลังในบ้านเกิดของตัวเองด้วย

และพันธมิตรที่เหมาะสมที่สุดในเกมนี้ ก็คือ Intel นั่นเอง

เพราะในสายตาของรัฐบาลสหรัฐฯ Intel ไม่ใช่แค่บริษัทเอกชน แต่คือ “สมบัติของชาติ”

Intel เป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันเพียงแห่งเดียว ที่มีความสามารถทั้งในการออกแบบและ “ผลิต” ชิปได้เองบนแผ่นดินอเมริกา

รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังทุ่มเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์ผ่านกฎหมาย CHIPS Act เพื่อดึงอุตสาหกรรมการผลิตชิปกลับสู่มาตุภูมิ และ Intel คือหัวใจของแผนการนี้

ดังนั้น การที่ NVIDIA เข้าไปลงทุนใน Intel จึงเป็นการเดินหมากที่ชาญฉลาดอย่างยิ่ง

มันคือการส่งสัญญาณว่า NVIDIA พร้อมที่จะสนับสนุนนโยบายของชาติ และเป็นการสร้างพันธมิตรที่จะช่วยลดการพึ่งพา TSMC ในอนาคต

พวกเขาไม่ได้กำลังซื้อหุ้นของบริษัทที่กำลังลำบาก แต่กำลังซื้อ “เกราะกำบังทางการเมือง” และ “หลักประกันสำหรับอนาคต” ของตัวเอง

เมื่อเราเข้าใจภาพทั้งหมดแล้ว การจับมือกันของสองยักษ์ใหญ่ในครั้งนี้ ก็คือสถานการณ์ที่ได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่ายอย่างแท้จริง

Intel ได้รับเงินทุนเพื่อต่อลมหายใจ ได้ความเชื่อมั่นกลับคืนมา และที่สำคัญคือได้เข้าถึงเทคโนโลยีสำคัญของ NVIDIA อย่าง NVLink เพื่อนำไปพัฒนา CPU สำหรับตลาด Data Center ที่พวกเขาเคยเป็นรอง

ในขณะเดียวกัน NVIDIA ก็ได้พันธมิตรด้านการผลิตในสหรัฐฯ มาเป็นตัวเลือกสำรอง ลดความเสี่ยงจากไต้หวัน และยังได้ช่องทางใหม่ในการนำ GPU ของตัวเองไปรวมกับ CPU ของ Intel เพื่อบุกตลาดแล็ปท็อปอีกมหาศาล

แต่ที่สำคัญที่สุด คือพวกเขาได้สร้างสายสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ในยุคที่การเมืองและเทคโนโลยีกำลังหลอมรวมเป็นเรื่องเดียวกัน

การรวมพลังของสองบริษัทอเมริกันในครั้งนี้ จึงเป็นมากกว่าแค่ดีลธุรกิจ

มันคือการก่อตัวของ “ขั้วอำนาจใหม่” ในวงการเซมิคอนดักเตอร์ ที่พร้อมจะท้าทายคู่แข่งจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น AMD, TSMC หรือ Samsung

และที่สำคัญมันเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในมหากาพย์สงครามชิป ที่มีอนาคตของโลกเทคโนโลยีเป็นเดิมพัน และการเดินหมากครั้งนี้ของ NVIDIA ก็ได้เปลี่ยนหน้าตาของกระดานนี้ไปตลอดกาล

References : [reuters, bloomberg, nvidianews, techcrunch, anandtech]