มาเลเซียเปิดตัวชิป AI ตัวแรก เดิมพัน 2 แสนล้าน ประกาศสงครามชิงบัลลังก์เซมิคอนดักเตอร์

ถ้าพูดถึงประเทศที่เป็นเจ้าแห่งวงการเซมิคอนดักเตอร์ หรือ “ชิป” ชื่อของไต้หวัน เกาหลีใต้ หรือสหรัฐอเมริกา คงจะลอยขึ้นมาเป็นภาพแรกๆ

แต่ใครจะคิดว่า เพื่อนบ้านของเราอย่าง “มาเลเซีย” ที่หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงฐานการผลิต กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นคนสำคัญในสนามแข่งขันที่ดุเดือดที่สุดแห่งยุคดิจิทัล

เมื่อบริษัทสัญชาติมาเลเซียที่ชื่อว่า SkyeChip ได้เปิดตัวชิป AI ของตัวเองเป็นครั้งแรกในชื่อ MARS1000

นี่ไม่ใช่แค่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่มันคือการส่งสัญญาณที่ทรงพลังไปทั่วทั้งอุตสาหกรรมว่า เสือเหลืองตัวนี้พร้อมที่จะคำรามแล้ว

หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า มาเลเซียไม่ใช่ผู้เล่นหน้าใหม่ในวงการนี้เลยแม้แต่น้อย แต่เป็นผู้เล่นที่ซุ่มเก็บประสบการณ์มาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี

ย้อนกลับไปในยุค 1970 บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Intel หรือ AMD ต่างพากันเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาตั้งฐานการผลิตที่มาเลเซีย โดยเฉพาะที่เกาะปีนัง

ด้วยเหตุนี้เอง เกาะปีนังจึงได้รับฉายาว่าเป็น “Silicon Valley of the East” หรือซิลิคอนแวลลีย์แห่งโลกตะวันออก มาตั้งแต่ยุคนั้น

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา มาเลเซียได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในกระบวนการผลิตส่วนที่เรียกว่า “Back-end”

เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น การผลิตชิปมี 2 ส่วนหลักๆ คือ Front-end และ Back-end

Front-end คือส่วนของการ “ออกแบบ” และ “ผลิตแผ่นเวเฟอร์” ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ซับซ้อนและใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสุด เปรียบเหมือนการสร้างสถาปัตยกรรมและสมองของชิปขึ้นมา

ส่วน Back-end คือการนำแผ่นเวเฟอร์ที่ผลิตเสร็จแล้ว มาตัดแบ่งเป็นชิปเล็กๆ นำไปประกอบ ทดสอบ และบรรจุให้อยู่ในแพ็กเกจที่พร้อมใช้งาน

มาเลเซียคือราชาแห่งโลก Back-end โดยครองส่วนแบ่งในตลาดนี้มากถึง 13% ของทั้งโลก ซึ่งถือว่าไม่ธรรมดาเลย

แต่การเป็นผู้เชี่ยวชาญในส่วน Back-end ก็มีเพดานของมันอยู่ เพราะมูลค่าเพิ่มที่ได้นั้น เทียบไม่ได้เลยกับส่วนของ Front-end

มันเหมือนกับการเป็นโรงงานประกอบรถยนต์ที่เก่งที่สุด แต่ก็ยังต้องนำเข้าเครื่องยนต์และเทคโนโลยีหลักจากต่างประเทศอยู่ดี

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญมาถึง เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุค AI เต็มตัว ความต้องการชิปอัจฉริยะพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

นี่คือโอกาสครั้งใหญ่ที่มาเลเซียมองเห็น พวกเขาไม่ต้องการเป็นแค่ “โรงงานรับจ้างประกอบ” อีกต่อไป แต่ฝันที่จะก้าวขึ้นไปเป็น “นักออกแบบและผู้สร้าง” เทคโนโลยีด้วยตัวเอง

การเปิดตัวชิป MARS1000 จึงเปรียบเสมือนการประกาศอิสรภาพทางเทคโนโลยี และเป็นก้าวแรกของการเดินทางครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

เจ้าชิปตัวนี้เป็นหน่วยประมวลผลที่เรียกว่า “Edge AI Processor” ซึ่งเป็นชิป AI ที่ประมวลผลบนตัวอุปกรณ์ได้โดยตรง ไม่ต้องส่งข้อมูลไปกลับที่เซิร์ฟเวอร์

ให้ลองนึกถึงกล้องวงจรปิดที่วิเคราะห์ภาพได้เอง หรือรถยนต์ที่ประมวลผลข้อมูลจากเซ็นเซอร์ได้แบบเรียลไทม์ นั่นคือหน้าที่ของชิปประเภทนี้

การเลือกเริ่มต้นที่ตลาด Edge AI ถือเป็นการวางหมากที่ฉลาด เพราะเป็นตลาดที่กำลังเติบโตสูง แต่การแข่งขันยังไม่ดุเดือดเท่าตลาดชิปสำหรับ Data Center ที่มี Nvidia เป็นเจ้าตลาดอยู่

รัฐบาลมาเลเซียเองก็เอาจริงกับเรื่องนี้มาก มีการประกาศทุ่มงบประมาณมหาศาลกว่า 2.5 หมื่นล้านริงกิต หรือเกือบ 2 แสนล้านบาท เพื่อผลักดันความฝันนี้ให้เป็นจริง

ฟังดูเหมือนเป็นแผนการที่สมบูรณ์แบบ มีทั้งประสบการณ์ เงินทุน และเป้าหมายที่ชัดเจน

แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น เพราะหนทางข้างหน้าเต็มไปด้วยอุปสรรคขนาดยักษ์ที่รออยู่

อุปสรรคด่านแรกที่ใหญ่ที่สุด คือ กำแพงเทคโนโลยีและเงินทุน ที่สูงจนน่าท้อใจ

อุตสาหกรรมชิปในส่วน Front-end เป็นธุรกิจของผู้ชนะที่กินรวบทั้งหมด บริษัทอย่าง TSMC หรือ Nvidia ทุ่มเงินวิจัยและพัฒนาปีละหลายแสนล้านบาท จนทิ้งห่างคู่แข่งไปไกลหลายขุม

การจะสร้างโรงงานผลิตแผ่นเวเฟอร์ที่ทันสมัย หรือที่เรียกกันว่า “Fab” เพียงแห่งเดียว อาจต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 7 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ได้แต่ฝันถึง

ยังไม่นับรวมถึงการสร้างบุคลากรระดับหัวกะทิ ที่ต้องใช้เวลาและระบบการศึกษาที่แข็งแกร่งมารองรับ

แม้ MARS1000 จะถูกออกแบบในมาเลเซีย แต่คำถามคือ แล้วใครจะเป็นคนผลิตให้? เพราะสุดท้ายก็อาจจะต้องพึ่งพาโรงงานจากไต้หวันหรือเกาหลีใต้อยู่ดี

อุปสรรคด่านที่สอง คือการตกอยู่ท่ามกลาง สมรภูมิสงครามเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน

ปัจจุบัน สองมหาอำนาจกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด โดยมี “เซมิคอนดักเตอร์” เป็นหัวใจสำคัญในการชิงความเป็นใหญ่

สหรัฐฯ พยายามทุกวิถีทางที่จะสกัดกั้นไม่ให้จีนเข้าถึงเทคโนโลยีชิปขั้นสูง

เรื่องนี้ทำให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงมาเลเซียและไทย กลายเป็นพื้นที่สีเทา ที่ถูกจับตามองว่าเป็น “ทางผ่าน” สำหรับการลักลอบส่งชิปไปยังประเทศจีน

สถานการณ์นี้ทำให้มาเลเซียตกที่นั่งลำบาก เพราะต้องพยายามรักษาสมดุลระหว่างสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเจ้าของเทคโนโลยี และจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุด

อุปสรรคด่านสุดท้าย คือ การแข่งขันจากคู่แข่งรอบด้าน ที่ทุกคนก็อยากจะกระโดดเข้ามาในสนามนี้เช่นกัน

เวียดนามกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด อินเดียกำลังทุ่มเงินอุดหนุนมหาศาลเพื่อดึงดูดการลงทุน หรือแม้แต่ประเทศไทยเองก็มีศักยภาพที่ไม่เป็นรองใคร

เมื่อต้องเผชิญกับพายุใหญ่ถึงสามลูกพร้อมๆ กัน คำถามคือ แล้วมาเลเซียจะเอาอะไรไปสู้?

คำตอบคือ พวกเขามีกลยุทธ์ที่เตรียมพร้อมมารับมือไว้อย่างดี

กลยุทธ์แรก คือ การเดินทีละก้าวอย่างมั่นคง หรือ Crawl, Walk, Run

มาเลเซียรู้ดีว่าการจะไปแข่งสร้าง Fab กับ TSMC ทันทีคือการฆ่าตัวตาย พวกเขาจึงเริ่มจากการส่งเสริม “การออกแบบชิป” ซึ่งเป็นจุดที่เริ่มต้นได้ง่ายกว่า

พร้อมกันนั้น ก็ดึงดูดการลงทุนมหาศาลเข้ามาต่อยอดในสิ่งที่ตัวเองเก่งอยู่แล้ว นั่นคือส่วนของ Back-end

การที่ Intel ประกาศลงทุนเพิ่มอีกกว่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ Infineon จากเยอรมนี ตัดสินใจสร้างโรงงานแห่งใหม่ในมาเลเซีย คือข้อพิสูจน์ของกลยุทธ์นี้

กลยุทธ์ที่สอง คือ การวางตัวเป็นกลาง และพยายามเป็นเหมือน “สวิตเซอร์แลนด์แห่งวงการชิป”

ในวันที่โลกแบ่งขั้วอย่างชัดเจน บริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากกำลังมองหาฐานการผลิตแห่งที่สาม เพื่อลดความเสี่ยง หรือที่เรียกว่ากลยุทธ์ China Plus One

มาเลเซียพยายามเสนอตัวเองเป็นคำตอบนั้น ด้วยการวางตัวเป็นมิตรกับทุกฝ่าย มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และมีรัฐบาลที่ให้การสนับสนุน

กลยุทธ์สุดท้าย คือ การเลือกโฟกัสในตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ที่ตัวเองมีโอกาสชนะ

แทนที่จะไปแข่งในตลาดใหญ่ๆ อย่างชิปสมาร์ทโฟน มาเลเซียเลือกที่จะมุ่งไปที่ตลาดชิปสำหรับยานยนต์ อุปกรณ์อุตสาหกรรม และ Edge AI ซึ่งเป็นตลาดที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จของมาเลเซียในครั้งนี้ จึงไม่ได้วัดกันที่ว่าพวกเขาจะสร้างชิปที่ล้ำที่สุดในโลกได้หรือไม่

แต่วัดกันที่ว่า พวกเขาสามารถยกระดับประเทศ จากการเป็นเพียง “ผู้รับจ้างผลิต” ไปสู่การเป็น “ผู้ร่วมสร้างสรรค์เทคโนโลยี” ได้สำเร็จหรือเปล่า

เรื่องราวของมาเลเซีย มันคือกระจกสะท้อนที่บอกเราว่า ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครสามารถหยุดนิ่งอยู่กับที่ได้

ประเทศไทยเองก็มีศักยภาพที่แข็งแกร่งไม่แพ้ใคร แต่เราต้องหาคำตอบให้เจอว่า เราจะวางตำแหน่งตัวเองไว้ตรงไหนในสนามแข่งขันนี้

การเคลื่อนไหวของมาเลเซียในครั้งนี้ เป็นเหมือนเสียงนาฬิกาปลุกครั้งสำคัญ ที่บอกให้เรารู้ว่า การแข่งขันระลอกใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

และหากประเทศไทยเราไม่เริ่มวิ่งตั้งแต่วันนี้ เราอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง… ตลอดไป

References : [bloomberg, reuters, nikkeiasia, miti .gov .my, intel]

Geek Daily EP327 : iPhone 17 ขายดี แต่ทำไมหุ้นร่วง? เกิดอะไรขึ้นหลัง Wall Street เชื่อมั่นต่ำสุดในรอบ 5 ปี

เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมช่วงหลังมานี้ ข่าวคราวเกี่ยวกับ Apple ถึงดูไม่ค่อยสดใสเหมือนเคย ล่าสุดหลังจากเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ความเชื่อมั่นจาก Wall Street ก็ดิ่งลงไปแตะจุดต่ำสุดในรอบ 5 ปี

ทั้งที่เราเห็นยอดการจอง iPhone ที่ดูเหมือนจะขายดี รุ่น top ๆ ก็ sold out แม้กระทั่งในประเทศไทยเราเอง แต่ทำไมนักลงทุนกลับมองตรงกันข้าม

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/4ut89x5a

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/2brtpuf9

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/3cw6zras

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/p3p1QAKAMVc

บริษัทเดียวแบก GDP 1/4 ของประเทศ เรื่องจริงของ Samsung ในเวียดนาม

ถ้ามีคนบอกว่า บริษัทต่างชาติเพียงแห่งเดียว สามารถสร้างรายได้มหาศาล จนมีขนาดคิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของเศรษฐกิจทั้งประเทศ ผมคิดว่าหลายคนอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

แต่นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้วกับประเทศเพื่อนบ้านของเรานี่เอง… เวียดนาม

และบริษัทที่เป็นตัวเอกของเรื่องราวอันน่าทึ่งนี้ ก็คือยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ที่เรารู้จักกันดี… Samsung

คำถามคือ ปรากฏการณ์แบบนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร? บริษัทเดียวจะยิ่งใหญ่จนกลายเป็นเส้นเลือดหลักของเศรษฐกิจของคนเกือบร้อยล้านคนได้อย่างไร

เรื่องราวทั้งหมดต้องย้อนกลับไปในจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เวียดนามยุคใหม่

ลองจินตนาการถึงเวียดนามในช่วงทศวรรษ 1980 ภาพของประเทศในตอนนั้นยังคงเต็มไปด้วยบาดแผลจากสงครามอันยาวนาน เศรษฐกิจเป็นแบบรวมศูนย์ที่ควบคุมโดยรัฐ และยังคงปิดตัวเองจากโลกภายนอก

แต่แล้วในปี 1986 รัฐบาลเวียดนามได้ทำการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ที่พลิกโฉมประเทศไปตลอดกาล นั่นคือนโยบายที่ชื่อว่า ‘Doi Moi’ (โด๋ยเม้ย) ซึ่งมีความหมายว่า “การปฏิรูป”

มันคือการเดิมพันครั้งใหญ่ คือการยอมรับว่าแนวทางเดิมอาจไม่สามารถพาประเทศให้รอดพ้นจากความยากจนได้อีกต่อไป เวียดนามจึงตัดสินใจค่อยๆ เปิดประตูที่เคยปิดตายของตัวเองออก

หัวใจสำคัญของนโยบาย Doi Moi คือการเปิดรับสิ่งที่เรียกว่า ‘การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ’ หรือ FDI (Foreign Direct Investment)

FDI ไม่ใช่แค่การที่ต่างชาติเอาเงินมาซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ แต่มันคือการยกโรงงาน ยกเทคโนโลยี และยกองค์ความรู้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศโดยตรง

พูดง่ายๆ ก็เหมือนการชวนเพื่อนบ้านที่ร่ำรวยกว่า มาสร้างโรงงานที่หลังบ้านเรา ซึ่งผลที่ได้ก็คือการจ้างงานจริงๆ การผลิตสินค้าจริงๆ และการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เราไม่เคยมี

เวียดนามวางเป้าหมายไว้อย่างชัดเจน พวกเขาต้องการเปลี่ยนประเทศให้กลายเป็น “โรงงานของโลก” แห่งใหม่ แข่งขันด้วยทรัพยากรที่มีค่าที่สุด นั่นคือประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมหาศาล และค่าแรงที่ยังสามารถแข่งขันได้

ในช่วงแรก นักลงทุนจากหลายชาติก็เริ่มทยอยเข้ามา แต่ยังไม่มีใครที่มองเห็นศักยภาพของเวียดนามอย่างทะลุปรุโปร่ง จนกระทั่งพยัคฆ์เศรษฐกิจจากเอเชียตะวันออกได้หันมามองเวียดนามอย่างจริงจัง

ประเทศนั้นคือ เกาหลีใต้

แล้วทำไมต้องเป็นเกาหลีใต้? ในช่วงทศวรรษ 2000 บริษัทเกาหลีใต้กำลังเติบโตอย่างร้อนแรง พวกเขาต้องการฐานการผลิตแห่งใหม่นอกประเทศจีน เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดต้นทุน

เวียดนามคือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ ด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่ไม่ไกลกัน วัฒนธรรมการทำงานที่มุ่งมั่นคล้ายคลึงกัน และที่สำคัญที่สุดคือนโยบายที่เปิดกว้างของรัฐบาล

ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ที่ลงล็อกกันพอดี

กระแสการลงทุนจากเกาหลีใต้เริ่มหลั่งไหลเข้าสู่เวียดนามอย่างต่อเนื่อง และมันได้ถูกเร่งให้แรงขึ้นอีกหลายเท่าตัวในปี 2015

ปีนั้น ทั้งสองประเทศได้บรรลุ ‘ข้อตตกลงการค้าเสรีเวียดนาม-เกาหลี’ หรือ VKFTA ซึ่งเปรียบเสมือนการเปิดถนนซูเปอร์ไฮเวย์ให้เงินทุน เทคโนโลยี และสินค้าวิ่งเข้าหากันได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น

ตัวเลขการลงทุนที่ปรากฏออกมานั้นน่าทึ่งมาก ณ สิ้นปี 2023 เกาหลีใต้กลายเป็นนักลงทุนเบอร์หนึ่งในเวียดนาม ด้วยมูลค่าการลงทุนสะสมสูงถึง 86,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

มีบริษัทสัญชาติเกาหลีใต้เข้าไปดำเนินกิจการในเวียดนามมากกว่า 9,000 บริษัท ตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ หรือที่เรียกว่า ‘แชโบล’

แต่ท่ามกลางบริษัทเกาหลีหลายพันแห่ง มีอยู่ชื่อหนึ่งที่โดดเด่นและยิ่งใหญ่เหนือใครทั้งหมด ชื่อนั้นคือ Samsung Electronics

เรื่องราวของ Samsung ในเวียดนาม คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของปรากฏการณ์นี้

Samsung ไม่ได้แค่เข้ามาสร้างโรงงาน แต่พวกเขาสร้าง “อาณาจักร” การผลิตที่ใหญ่ที่สุดของตัวเองนอกแผ่นดินแม่

จุดเริ่มต้นคือโรงงานผลิตโทรศัพท์มือถือแห่งแรกที่จังหวัด Bac Ninh (บั๊กนิญ) ในช่วงกลางทศวรรษ 2000 ก่อนจะตามมาด้วยนิคมอุตสาหกรรมขนาดมหึมาอีกแห่งที่จังหวัด Thai Nguyen (ท้ายเงวียน)

สองจังหวัดที่เคยเงียบเหงาทางภาคเหนือของเวียดนาม ได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นศูนย์กลางการผลิตสมาร์ทโฟนที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกไปในทันที

ลองนึกภาพตามนะครับ โรงงานที่ Thai Nguyen เพียงแห่งเดียว ในช่วงสิบปีแรก สามารถผลิตโทรศัพท์มือถือส่งออกไปทั่วโลกได้มากกว่า 900 ล้านเครื่อง

ความยิ่งใหญ่นี้เองที่สะท้อนออกมาเป็นตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าตกใจ ในปี 2019 รายได้ของ Samsung Vietnam เพียงบริษัทเดียว มีมูลค่าสูงถึง 66,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขนี้มีขนาดใหญ่พอๆ กับ 25% ของ GDP เวียดนามทั้งประเทศในปีนั้น

นี่คือจุดที่น่าทึ่งมาก มันหมายความว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจราว 1 ใน 4 ของเวียดนาม ถูกขับเคลื่อนโดย Samsung แต่เพียงผู้เดียว

ทุกวันนี้ โทรศัพท์ Samsung Galaxy ที่เราใช้กันอยู่ กว่าครึ่งหนึ่งของทั้งหมดที่ขายทั่วโลก ถูกประทับตราว่า “Made in Vietnam”

แต่อิทธิพลของ Samsung ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลขการส่งออก พวกเขายังเป็นนายจ้างเอกชนรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ด้วยจำนวนพนักงานโดยตรงกว่า 110,000 คน

หากนับรวมการจ้างงานทางอ้อม ผ่านเครือข่ายซัพพลายเออร์ท้องถิ่นอีกหลายร้อยบริษัท ตัวเลขอาจสูงกว่านี้อีกหลายเท่าตัว

ปรากฏการณ์นี้ได้สร้างชนชั้นกลางกลุ่มใหม่ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พนักงานโรงงานมีรายได้ที่มั่นคง มีกำลังซื้อ ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นให้คึกคักตามไปด้วย

และที่สำคัญไปกว่านั้น Samsung ไม่ได้มองเวียดนามเป็นแค่ฐานการผลิตราคาถูกอีกต่อไป

การลงทุนสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ขนาดใหญ่และทันสมัยที่สุดในภูมิภาคที่กรุงฮานอย คือสัญญาณที่ชัดเจนว่า Samsung พร้อมจะยกระดับเวียดนามให้เป็นฐานสำคัญสำหรับเทคโนโลยีในอนาคต

แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ Samsung พระเอกเพียงคนเดียว ยังมีบริษัทยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้อื่นๆ ที่เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็น LG ที่ตั้งฐานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและหน้าจอ, Hyundai ที่ตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ หรือ Lotte Group ที่บุกตลาดค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์

บริษัทเกาหลีใต้ทั้งหมดนี้รวมกัน ได้สร้างงานให้ชาวเวียดนามไปแล้วไม่ต่ำกว่า 700,000 ตำแหน่ง

มาถึงตรงนี้ เราคงพอจะเห็นภาพแล้วว่าสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศนี้มันลึกซึ้งและยิ่งใหญ่เพียงใด

คำถามสุดท้ายคือ แล้วผลลัพธ์ปลายทางที่เวียดนามได้รับคืออะไร?

คำตอบคือ การพลิกโฉมประเทศอย่างสมบูรณ์แบบ

จากประเทศที่เคย “ขาดดุลการค้า” มาตลอด คือนำเข้าสินค้ามากกว่าส่งออก เวียดนามได้กลายเป็นประเทศที่ “เกินดุลการค้า” อย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีหลัง

และสินค้าที่สร้างดุลการค้ามหาศาลให้ประเทศ ก็คือสินค้าหมวดอิเล็กทรอนิกส์และโทรศัพท์มือถือ ซึ่งมีหัวใจการผลิตมาจากโรงงานของเกาหลีใต้นั่นเอง

ทุกครั้งที่เราเห็นข่าวว่า GDP ของเวียดนามเติบโตในระดับ 6-7% ต่อปี ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงมาก เราต้องเข้าใจว่าพลังขับเคลื่อนสำคัญก็มาจากการส่งออกที่แข็งแกร่งนี้นี่เอง

อย่างไรก็ตาม โมเดลที่พึ่งพิงการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะจากประเทศใดประเทศหนึ่งหรือบริษัทใดบริษัทหนึ่งมากเกินไป ก็ย่อมมีความเสี่ยงซ่อนอยู่

ในปี 2023 ที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลกลดลง มันก็ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกของเวียดนาม และฉุดให้การเติบโตของ GDP ไม่เป็นไปตามเป้า

นี่คือบทเรียนที่แสดงให้เห็นถึงความเปราะบาง และเป็นโจทย์ใหญ่ที่เวียดนามต้องหาทางสร้างสมดุลให้กับเศรษฐกิจของตัวเองในระยะยาว

เรื่องราวของเวียดนามและเกาหลีใต้ คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของคำว่า “Symbiosis” หรือภาวะที่ทั้งสองฝ่ายต่างพึ่งพาอาศัยและได้รับประโยชน์ซึ่งกันและกัน

เวียดนามมอบเวทีที่สมบูรณ์แบบ ทั้งแรงงาน นโยบาย และเสถียรภาพ

ส่วนเกาหลีใต้ก็มอบเครื่องยนต์ขับเคลื่อนชั้นยอด ทั้งเงินทุน เทคโนโลยี และการเข้าถึงตลาดโลก

มันคือสูตรสำเร็จที่ได้เปลี่ยนประเทศที่เคยบอบช้ำจากสงคราม ให้กลายเป็นเสือเศรษฐกิจตัวใหม่แห่งเอเชียที่น่าจับตามองที่สุดในศตวรรษที่ 21

และนี่คือบทพิสูจน์ว่า การตัดสินใจที่กล้าหาญในอดีต บวกกับการเลือกคบพาร์ทเนอร์ที่ใช่ สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

References : [vietnam-briefing,reuters,asia .nikkei,worldbank,youtube/behindasia,koreaherald]