ถ้าพูดถึงประเทศที่เป็นเจ้าแห่งวงการเซมิคอนดักเตอร์ หรือ “ชิป” ชื่อของไต้หวัน เกาหลีใต้ หรือสหรัฐอเมริกา คงจะลอยขึ้นมาเป็นภาพแรกๆ
แต่ใครจะคิดว่า เพื่อนบ้านของเราอย่าง “มาเลเซีย” ที่หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงฐานการผลิต กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นคนสำคัญในสนามแข่งขันที่ดุเดือดที่สุดแห่งยุคดิจิทัล
เมื่อบริษัทสัญชาติมาเลเซียที่ชื่อว่า SkyeChip ได้เปิดตัวชิป AI ของตัวเองเป็นครั้งแรกในชื่อ MARS1000
นี่ไม่ใช่แค่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่มันคือการส่งสัญญาณที่ทรงพลังไปทั่วทั้งอุตสาหกรรมว่า เสือเหลืองตัวนี้พร้อมที่จะคำรามแล้ว
หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า มาเลเซียไม่ใช่ผู้เล่นหน้าใหม่ในวงการนี้เลยแม้แต่น้อย แต่เป็นผู้เล่นที่ซุ่มเก็บประสบการณ์มาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี
ย้อนกลับไปในยุค 1970 บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Intel หรือ AMD ต่างพากันเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาตั้งฐานการผลิตที่มาเลเซีย โดยเฉพาะที่เกาะปีนัง
ด้วยเหตุนี้เอง เกาะปีนังจึงได้รับฉายาว่าเป็น “Silicon Valley of the East” หรือซิลิคอนแวลลีย์แห่งโลกตะวันออก มาตั้งแต่ยุคนั้น
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา มาเลเซียได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในกระบวนการผลิตส่วนที่เรียกว่า “Back-end”
เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น การผลิตชิปมี 2 ส่วนหลักๆ คือ Front-end และ Back-end
Front-end คือส่วนของการ “ออกแบบ” และ “ผลิตแผ่นเวเฟอร์” ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ซับซ้อนและใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสุด เปรียบเหมือนการสร้างสถาปัตยกรรมและสมองของชิปขึ้นมา
ส่วน Back-end คือการนำแผ่นเวเฟอร์ที่ผลิตเสร็จแล้ว มาตัดแบ่งเป็นชิปเล็กๆ นำไปประกอบ ทดสอบ และบรรจุให้อยู่ในแพ็กเกจที่พร้อมใช้งาน
มาเลเซียคือราชาแห่งโลก Back-end โดยครองส่วนแบ่งในตลาดนี้มากถึง 13% ของทั้งโลก ซึ่งถือว่าไม่ธรรมดาเลย
แต่การเป็นผู้เชี่ยวชาญในส่วน Back-end ก็มีเพดานของมันอยู่ เพราะมูลค่าเพิ่มที่ได้นั้น เทียบไม่ได้เลยกับส่วนของ Front-end
มันเหมือนกับการเป็นโรงงานประกอบรถยนต์ที่เก่งที่สุด แต่ก็ยังต้องนำเข้าเครื่องยนต์และเทคโนโลยีหลักจากต่างประเทศอยู่ดี
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญมาถึง เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุค AI เต็มตัว ความต้องการชิปอัจฉริยะพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
นี่คือโอกาสครั้งใหญ่ที่มาเลเซียมองเห็น พวกเขาไม่ต้องการเป็นแค่ “โรงงานรับจ้างประกอบ” อีกต่อไป แต่ฝันที่จะก้าวขึ้นไปเป็น “นักออกแบบและผู้สร้าง” เทคโนโลยีด้วยตัวเอง
การเปิดตัวชิป MARS1000 จึงเปรียบเสมือนการประกาศอิสรภาพทางเทคโนโลยี และเป็นก้าวแรกของการเดินทางครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
เจ้าชิปตัวนี้เป็นหน่วยประมวลผลที่เรียกว่า “Edge AI Processor” ซึ่งเป็นชิป AI ที่ประมวลผลบนตัวอุปกรณ์ได้โดยตรง ไม่ต้องส่งข้อมูลไปกลับที่เซิร์ฟเวอร์
ให้ลองนึกถึงกล้องวงจรปิดที่วิเคราะห์ภาพได้เอง หรือรถยนต์ที่ประมวลผลข้อมูลจากเซ็นเซอร์ได้แบบเรียลไทม์ นั่นคือหน้าที่ของชิปประเภทนี้
การเลือกเริ่มต้นที่ตลาด Edge AI ถือเป็นการวางหมากที่ฉลาด เพราะเป็นตลาดที่กำลังเติบโตสูง แต่การแข่งขันยังไม่ดุเดือดเท่าตลาดชิปสำหรับ Data Center ที่มี Nvidia เป็นเจ้าตลาดอยู่
รัฐบาลมาเลเซียเองก็เอาจริงกับเรื่องนี้มาก มีการประกาศทุ่มงบประมาณมหาศาลกว่า 2.5 หมื่นล้านริงกิต หรือเกือบ 2 แสนล้านบาท เพื่อผลักดันความฝันนี้ให้เป็นจริง
ฟังดูเหมือนเป็นแผนการที่สมบูรณ์แบบ มีทั้งประสบการณ์ เงินทุน และเป้าหมายที่ชัดเจน
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น เพราะหนทางข้างหน้าเต็มไปด้วยอุปสรรคขนาดยักษ์ที่รออยู่
อุปสรรคด่านแรกที่ใหญ่ที่สุด คือ กำแพงเทคโนโลยีและเงินทุน ที่สูงจนน่าท้อใจ
อุตสาหกรรมชิปในส่วน Front-end เป็นธุรกิจของผู้ชนะที่กินรวบทั้งหมด บริษัทอย่าง TSMC หรือ Nvidia ทุ่มเงินวิจัยและพัฒนาปีละหลายแสนล้านบาท จนทิ้งห่างคู่แข่งไปไกลหลายขุม
การจะสร้างโรงงานผลิตแผ่นเวเฟอร์ที่ทันสมัย หรือที่เรียกกันว่า “Fab” เพียงแห่งเดียว อาจต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 7 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ได้แต่ฝันถึง
ยังไม่นับรวมถึงการสร้างบุคลากรระดับหัวกะทิ ที่ต้องใช้เวลาและระบบการศึกษาที่แข็งแกร่งมารองรับ
แม้ MARS1000 จะถูกออกแบบในมาเลเซีย แต่คำถามคือ แล้วใครจะเป็นคนผลิตให้? เพราะสุดท้ายก็อาจจะต้องพึ่งพาโรงงานจากไต้หวันหรือเกาหลีใต้อยู่ดี
อุปสรรคด่านที่สอง คือการตกอยู่ท่ามกลาง สมรภูมิสงครามเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน
ปัจจุบัน สองมหาอำนาจกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด โดยมี “เซมิคอนดักเตอร์” เป็นหัวใจสำคัญในการชิงความเป็นใหญ่
สหรัฐฯ พยายามทุกวิถีทางที่จะสกัดกั้นไม่ให้จีนเข้าถึงเทคโนโลยีชิปขั้นสูง
เรื่องนี้ทำให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงมาเลเซียและไทย กลายเป็นพื้นที่สีเทา ที่ถูกจับตามองว่าเป็น “ทางผ่าน” สำหรับการลักลอบส่งชิปไปยังประเทศจีน
สถานการณ์นี้ทำให้มาเลเซียตกที่นั่งลำบาก เพราะต้องพยายามรักษาสมดุลระหว่างสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเจ้าของเทคโนโลยี และจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุด
อุปสรรคด่านสุดท้าย คือ การแข่งขันจากคู่แข่งรอบด้าน ที่ทุกคนก็อยากจะกระโดดเข้ามาในสนามนี้เช่นกัน
เวียดนามกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด อินเดียกำลังทุ่มเงินอุดหนุนมหาศาลเพื่อดึงดูดการลงทุน หรือแม้แต่ประเทศไทยเองก็มีศักยภาพที่ไม่เป็นรองใคร
เมื่อต้องเผชิญกับพายุใหญ่ถึงสามลูกพร้อมๆ กัน คำถามคือ แล้วมาเลเซียจะเอาอะไรไปสู้?
คำตอบคือ พวกเขามีกลยุทธ์ที่เตรียมพร้อมมารับมือไว้อย่างดี
กลยุทธ์แรก คือ การเดินทีละก้าวอย่างมั่นคง หรือ Crawl, Walk, Run
มาเลเซียรู้ดีว่าการจะไปแข่งสร้าง Fab กับ TSMC ทันทีคือการฆ่าตัวตาย พวกเขาจึงเริ่มจากการส่งเสริม “การออกแบบชิป” ซึ่งเป็นจุดที่เริ่มต้นได้ง่ายกว่า
พร้อมกันนั้น ก็ดึงดูดการลงทุนมหาศาลเข้ามาต่อยอดในสิ่งที่ตัวเองเก่งอยู่แล้ว นั่นคือส่วนของ Back-end
การที่ Intel ประกาศลงทุนเพิ่มอีกกว่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ Infineon จากเยอรมนี ตัดสินใจสร้างโรงงานแห่งใหม่ในมาเลเซีย คือข้อพิสูจน์ของกลยุทธ์นี้
กลยุทธ์ที่สอง คือ การวางตัวเป็นกลาง และพยายามเป็นเหมือน “สวิตเซอร์แลนด์แห่งวงการชิป”
ในวันที่โลกแบ่งขั้วอย่างชัดเจน บริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากกำลังมองหาฐานการผลิตแห่งที่สาม เพื่อลดความเสี่ยง หรือที่เรียกว่ากลยุทธ์ China Plus One
มาเลเซียพยายามเสนอตัวเองเป็นคำตอบนั้น ด้วยการวางตัวเป็นมิตรกับทุกฝ่าย มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และมีรัฐบาลที่ให้การสนับสนุน
กลยุทธ์สุดท้าย คือ การเลือกโฟกัสในตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ที่ตัวเองมีโอกาสชนะ
แทนที่จะไปแข่งในตลาดใหญ่ๆ อย่างชิปสมาร์ทโฟน มาเลเซียเลือกที่จะมุ่งไปที่ตลาดชิปสำหรับยานยนต์ อุปกรณ์อุตสาหกรรม และ Edge AI ซึ่งเป็นตลาดที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ความสำเร็จของมาเลเซียในครั้งนี้ จึงไม่ได้วัดกันที่ว่าพวกเขาจะสร้างชิปที่ล้ำที่สุดในโลกได้หรือไม่
แต่วัดกันที่ว่า พวกเขาสามารถยกระดับประเทศ จากการเป็นเพียง “ผู้รับจ้างผลิต” ไปสู่การเป็น “ผู้ร่วมสร้างสรรค์เทคโนโลยี” ได้สำเร็จหรือเปล่า
เรื่องราวของมาเลเซีย มันคือกระจกสะท้อนที่บอกเราว่า ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครสามารถหยุดนิ่งอยู่กับที่ได้
ประเทศไทยเองก็มีศักยภาพที่แข็งแกร่งไม่แพ้ใคร แต่เราต้องหาคำตอบให้เจอว่า เราจะวางตำแหน่งตัวเองไว้ตรงไหนในสนามแข่งขันนี้
การเคลื่อนไหวของมาเลเซียในครั้งนี้ เป็นเหมือนเสียงนาฬิกาปลุกครั้งสำคัญ ที่บอกให้เรารู้ว่า การแข่งขันระลอกใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
และหากประเทศไทยเราไม่เริ่มวิ่งตั้งแต่วันนี้ เราอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง… ตลอดไป
References : [bloomberg, reuters, nikkeiasia, miti .gov .my, intel]



