เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมบริษัทที่ยิ่งใหญ่อย่าง Samsung ถึงต้องพึ่งพาระบบปฏิบัติการ Android ของ Google ทั้งๆ ที่ตัวเองก็เป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ที่สุดของโลก และมีศักยภาพเต็มเปี่ยมที่จะสร้างทุกอย่างขึ้นมาด้วยตัวเอง
การควบคุมทุกอย่างตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ไปจนถึงซอฟต์แวร์ คือความฝันสูงสุดของบริษัทเทคโนโลยี เพราะมันหมายถึงการกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ และสร้างอาณาจักรของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์
หลายคนอาจไม่ทราบ แต่ Samsung เคยเดินบนเส้นทางนั้นแล้ว พวกเขาทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมดเพื่อสร้างระบบปฏิบัติการของตัวเองขึ้นมาในโปรเจกต์ที่ชื่อว่า Tizen
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องราวของซอฟต์แวร์ตัวหนึ่ง แต่มันคือมหากาพย์ของความฝัน, การต่อสู้, การเมือง และการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของยักษ์ใหญ่แห่งเกาหลีใต้
เพื่อจะเข้าใจเรื่องนี้ เราต้องย้อนกลับไปในยุคที่บัลลังก์สมาร์ทโฟนยังว่างเปล่า และบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Nokia ยังคงเป็นราชาแห่งโลกมือถือ
Nokia ในยุครุ่งเรือง ได้ซุ่มพัฒนาโปรเจกต์ที่ชื่อว่า Maemo ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการบน Linux ที่ล้ำหน้ามาก มันคือภาพร่างของอนาคตที่หลายคนใฝ่ฝัน
แต่น่าเสียดาย ที่การเมืองภายในองค์กร และการตัดสินใจที่ผิดพลาดในการจับมือกับ Microsoft ทำให้ Maemo ที่เปรียบเสมือนเพชรเม็ดงาม ถูกเก็บเข้าลิ้นชักไปอย่างน่าเสียดาย
ในเวลาไล่เลี่ยกัน Intel ยักษ์ใหญ่แห่งวงการชิป ก็กำลังพัฒนาระบบปฏิบัติการของตัวเองที่ชื่อว่า Moblin ซึ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพการทำงาน
เมื่อสองโครงการที่ต่างก็มีดีแต่ไปไม่สุดทาง ได้มาพบกัน การรวมตัวครั้งประวัติศาสตร์จึงเกิดขึ้น Maemo และ Moblin ได้หลอมรวมกันกลายเป็น MeeGo
MeeGo คือความหวังใหม่ของวงการ มันมีหน้าตาที่สวยงามล้ำสมัย และโทรศัพท์ในตำนานอย่าง Nokia N9 ก็คือเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพของมัน
แต่แล้วประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอย MeeGo ที่ขาดทิศทางและการสนับสนุนที่ชัดเจน ก็ค่อยๆ เลือนหายไป กลายเป็นอีกหนึ่งตำนานที่ถูกลืม
ตัดภาพมาที่ Samsung พวกเขาก็มีระบบปฏิบัติการของตัวเองอยู่แล้วในชื่อ Bada ซึ่งก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่พวกเขารู้ดีว่ามันยังไม่ดีพอ
และแล้ว ในปี 2012 ชิ้นส่วนทั้งหมดก็ถูกนำมาประกอบกันอีกครั้ง
ซากปรักหักพังของโครงการในตำนานอย่าง MeeGo ถูกชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ โดยมี Samsung และ Intel เป็นหัวเรือใหญ่ พร้อมกับการนำเทคโนโลยีของ Bada เข้ามาผสมโรง
ทั้งหมดนี้หลอมรวมกันเป็น Tizen ระบบปฏิบัติการที่เกิดมาพร้อมความคาดหวังของคนทั้งวงการ เปรียบเสมือนเจ้าชายที่ถูกเตรียมไว้เพื่อทวงคืนบัลลังก์จาก Android
แต่หนทางสู่การเป็นราชันนั้น ไม่เคยง่ายดายเลย
การจะสร้างระบบปฏิบัติการให้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่แค่การมีเทคโนโลยีที่ดีที่สุด แต่มันคือการสร้างสิ่งที่เรียกว่า “ระบบนิเวศ” (Ecosystem) ขึ้นมาให้ได้
ลองนึกภาพตามนะครับ การสร้าง OS ก็เหมือนการสร้างเมืองใหม่ที่สวยงาม แต่ถ้าเมืองนั้นไม่มีร้านค้า ไม่มีบริการ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ก็คงไม่มีใครอยากย้ายเข้าไปอยู่
“ร้านค้า” ในที่นี้ก็คือ “แอปพลิเคชัน” นั่นเอง
นี่คือปราการที่แข็งแกร่งที่สุดของ Android และ iOS ที่เรียกว่า “App Store” และ “Play Store” ซึ่งเปรียบเสมือนกำแพงเมืองที่สูงตระหง่าน ยากที่ใครจะทลายลงได้
Tizen ต้องเผชิญกับปัญหางูกินหางสุดคลาสสิก
เมื่อไม่มีผู้ใช้งาน นักพัฒนาก็ไม่อยากสร้างแอปให้ และเมื่อไม่มีแอป ผู้ใช้งานก็ไม่อยากย้ายเข้ามาใช้ มันคือวงจรอุบาทว์ที่ยากจะทำลาย
Samsung พยายามแก้เกมนี้ด้วยการเปิดตัวสมาร์ทโฟนตระกูล Samsung Z ที่ใช้ Tizen โดยพุ่งเป้าไปที่ตลาดเกิดใหม่ อย่างอินเดียและบังคลาเทศ
พวกเขาหวังว่าผู้ใช้งานหน้าใหม่ที่ยังไม่ยึดติดกับ Android จะเปิดใจรับ Tizen เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
แต่กลยุทธ์นี้ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะถึงจะเป็นผู้ใช้ใหม่ แต่เพื่อนและคนรอบตัวของพวกเขาต่างก็ใช้ Facebook, WhatsApp, Instagram กันหมดแล้ว
แอปพลิเคชันเหล่านี้คือแม่เหล็กที่ทรงพลังที่สุด ที่ดึงดูดให้ทุกคนต้องอยู่ในระบบนิเวศเดิมต่อไป
แต่ปัญหาของ Tizen ไม่ได้มีแค่เรื่องแอปพลิเคชัน
จุดอ่อนร้ายแรงที่สุดกลับซ่อนอยู่ภายในแก่นของมันเอง นั่นก็คือเรื่องของ “ความปลอดภัย”
ในปี 2017 นักวิจัยด้านความปลอดภัยได้ออกมาเปิดเผยว่า โค้ดของ Tizen นั้นเต็มไปด้วยช่องโหว่ร้ายแรงมากมาย
เขาถึงกับกล่าวว่า “นี่อาจเป็นโค้ดที่แย่ที่สุดที่ผมเคยเห็นมาในชีวิต” และเปรียบเทียบคุณภาพของมันว่าเหมือนกับ “โปรเจกต์ของนักศึกษา”
คำวิจารณ์นี้เปรียบเสมือนคมดาบที่แทงทะลุหัวใจของ Tizen มันทำลายความเชื่อมั่นของนักพัฒนาและผู้บริโภคจนหมดสิ้น
นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว Samsung เองก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
การทุ่มสุดตัวเพื่อผลักดัน Tizen หมายถึงการต้องเสี่ยงกับความสัมพันธ์ที่มีต่อ Google ซึ่งเป็นผู้ส่งมอบ Android ให้กับสมาร์ทโฟนตระกูล Galaxy S เครื่องทำเงินหลักของบริษัท
มันคือการเดิมพันที่สูงเกินไป สูงเกินกว่าที่ Samsung จะรับความเสี่ยงไหว
Tizen ในฐานะระบบปฏิบัติการสำหรับมือถือ จึงค่อยๆ อ่อนแรงลง และเลือนหายไปจากสมรภูมิในที่สุด
แต่ในขณะที่สงครามสมาร์ทโฟนกำลังดุเดือด ตลาดแห่งใหม่ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น นั่นคือตลาด “อุปกรณ์สวมใส่” (Wearables) หรือสมาร์ทวอทช์
ตลาดแห่งนี้มีกฎกติกาที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
ผู้ใช้งานไม่ได้ต้องการแอปนับล้านบนข้อมือ พวกเขาต้องการแค่ฟังก์ชันหลักๆ ไม่กี่อย่าง เช่น การแจ้งเตือน, การติดตามการออกกำลังกาย และการดูเวลา
ปัญหาเรื่อง “ระบบนิเวศของแอป” จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป ที่สำคัญกว่านั้นคือ อุปกรณ์ขนาดเล็กเช่นนี้มีข้อจำกัดด้านฮาร์ดแวร์และแบตเตอรี่สูงมาก ระบบปฏิบัติการที่ “เบา” และ “มีประสิทธิภาพ” จึงเป็นที่ต้องการอย่างยิ่ง
ความเรียบง่ายที่เคยเป็นจุดอ่อนของ Tizen บนสมาร์ทโฟน ได้แปรเปลี่ยนเป็นจุดแข็งที่สุดบนสมรภูมิแห่งใหม่นี้
Samsung ตัดสินใจเดิมพันอีกครั้ง พวกเขาเปลี่ยนทิศทาง นำ Tizen มาใส่ในสมาร์ทวอทช์ตระกูล Galaxy Gear และผลลัพธ์ที่ได้ก็คือความสำเร็จอย่างถล่มทลาย
Tizen OS บนนาฬิกาทำงานได้อย่างลื่นไหล รวดเร็ว และประหยัดแบตเตอรี่
แต่สิ่งที่ทำให้มันกลายเป็นตำนาน คือนวัตกรรมที่เรียกว่า “Rotating Bezel” หรือขอบหน้าปัดที่หมุนได้
มันคือการแก้ปัญหาการใช้งานหน้าจอขนาดเล็กได้อย่างชาญฉลาด กลายเป็นฟีเจอร์เอกลักษณ์ที่ทำให้ Galaxy Watch เป็นที่รักของผู้คนทั่วโลก
Tizen ที่เคยพ่ายแพ้ในสงครามชิงบัลลังก์ ได้ค้นพบอาณาจักรแห่งใหม่ที่มันสามารถขึ้นเป็น “ราชา” ได้สำเร็จ
เรื่องราวของ Tizen ยังไม่จบแค่นั้น
ทุกวันนี้ ถ้าคุณมีโทรทัศน์ ตู้เย็น หรือเครื่องซักผ้าของ Samsung อยู่ที่บ้าน ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าอุปกรณ์เหล่านั้นกำลังทำงานด้วย Tizen อยู่เบื้องหลัง
มันอาจจะไม่ได้อยู่บนหน้าจอมือถือในมือคุณ แต่มันได้กลายเป็น “ระบบประสาทส่วนกลาง” ที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ในบ้านของคุณเข้าไว้ด้วยกันอย่างเงียบๆ
เรื่องราวของ Tizen สอนให้เรารู้ว่า การมีเทคโนโลยีที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่ปัจจัยตัดสินชัยชนะเสมอไป แต่เป็นเรื่องของ “จังหวะเวลา”, “กลยุทธ์” และการเข้าใจใน “ระบบนิเวศ” ที่สำคัญไม่แพ้กัน
มันคือบทเรียนเรื่องการปรับตัว การล้มแล้วลุกขึ้นใหม่ และการค้นหาคุณค่าของตัวเองในสมรภูมิที่แตกต่างออกไป
Tizen อาจเป็นเจ้าชายที่พ่ายแพ้ในสงครามชิงบัลลังก์สมาร์ทโฟน
แต่ในท้ายที่สุด เขาก็ได้สร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืนของตัวเองได้สำเร็จ ในดินแดนที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
References : [arstechnica, theverge, wikipedia, engadget, tizen]