Geek Daily EP326 : มาเลเซียเปิดตัวชิป AI ตัวแรก ประกาศสงครามชิงบัลลังก์เซมิคอนดักเตอร์

ถ้าพูดถึงประเทศที่เป็นเจ้าแห่งการผลิตชิป หรือเซมิคอนดักเตอร์ ชื่อไหนจะแวบเข้ามาในหัวคุณเป็นชื่อแรกๆ… แน่นอนว่าต้องมี ไต้หวัน เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา หรืออาจจะเป็นจีนใช่ไหมครับ ประเทศเหล่านี้คือผู้เล่นรายใหญ่ คือยักษ์ใหญ่ที่ครองตลาดมาอย่างยาวนาน

แต่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าผมบอกว่ามีประเทศหนึ่งในอาเซียน เพื่อนบ้านของเรานี่เอง ที่สั่งสมประสบการณ์ในวงการนี้มาเงียบๆ กว่า 50 ปี และวันนี้ เขากำลังประกาศตัวลงสนามแข่งขันในเลเวลที่สูงขึ้นไปอีกขั้น ประเทศนั้นก็คือ “มาเลเซีย” ครับ

วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันครับว่า ทำไมการเปิดตัวชิป MARS1000 ถึงเป็นก้าวที่สำคัญขนาดนี้? มาเลเซียเขามีดีอะไรถึงกล้าลงแข่งในสนามนี้? แล้วเขากำลังเจอกับความท้าทายอะไรบ้าง? และที่สำคัญที่สุด เรื่องนี้มันส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทยและพวกเราอย่างไร…

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/mtxh8rxe

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/yc6tznse

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/45am545r

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/wNIuXodRIwc

Tizen OS โปรเจกต์ลับ Samsung ที่เกือบโค่นบัลลังก์ Android ของ Google

เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมบริษัทที่ยิ่งใหญ่อย่าง Samsung ถึงต้องพึ่งพาระบบปฏิบัติการ Android ของ Google ทั้งๆ ที่ตัวเองก็เป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ที่สุดของโลก และมีศักยภาพเต็มเปี่ยมที่จะสร้างทุกอย่างขึ้นมาด้วยตัวเอง

การควบคุมทุกอย่างตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ไปจนถึงซอฟต์แวร์ คือความฝันสูงสุดของบริษัทเทคโนโลยี เพราะมันหมายถึงการกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ และสร้างอาณาจักรของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์

หลายคนอาจไม่ทราบ แต่ Samsung เคยเดินบนเส้นทางนั้นแล้ว พวกเขาทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมดเพื่อสร้างระบบปฏิบัติการของตัวเองขึ้นมาในโปรเจกต์ที่ชื่อว่า Tizen

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องราวของซอฟต์แวร์ตัวหนึ่ง แต่มันคือมหากาพย์ของความฝัน, การต่อสู้, การเมือง และการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของยักษ์ใหญ่แห่งเกาหลีใต้

เพื่อจะเข้าใจเรื่องนี้ เราต้องย้อนกลับไปในยุคที่บัลลังก์สมาร์ทโฟนยังว่างเปล่า และบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Nokia ยังคงเป็นราชาแห่งโลกมือถือ

Nokia ในยุครุ่งเรือง ได้ซุ่มพัฒนาโปรเจกต์ที่ชื่อว่า Maemo ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการบน Linux ที่ล้ำหน้ามาก มันคือภาพร่างของอนาคตที่หลายคนใฝ่ฝัน

แต่น่าเสียดาย ที่การเมืองภายในองค์กร และการตัดสินใจที่ผิดพลาดในการจับมือกับ Microsoft ทำให้ Maemo ที่เปรียบเสมือนเพชรเม็ดงาม ถูกเก็บเข้าลิ้นชักไปอย่างน่าเสียดาย

ในเวลาไล่เลี่ยกัน Intel ยักษ์ใหญ่แห่งวงการชิป ก็กำลังพัฒนาระบบปฏิบัติการของตัวเองที่ชื่อว่า Moblin ซึ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพการทำงาน

เมื่อสองโครงการที่ต่างก็มีดีแต่ไปไม่สุดทาง ได้มาพบกัน การรวมตัวครั้งประวัติศาสตร์จึงเกิดขึ้น Maemo และ Moblin ได้หลอมรวมกันกลายเป็น MeeGo

MeeGo คือความหวังใหม่ของวงการ มันมีหน้าตาที่สวยงามล้ำสมัย และโทรศัพท์ในตำนานอย่าง Nokia N9 ก็คือเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพของมัน

แต่แล้วประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอย MeeGo ที่ขาดทิศทางและการสนับสนุนที่ชัดเจน ก็ค่อยๆ เลือนหายไป กลายเป็นอีกหนึ่งตำนานที่ถูกลืม

ตัดภาพมาที่ Samsung พวกเขาก็มีระบบปฏิบัติการของตัวเองอยู่แล้วในชื่อ Bada ซึ่งก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่พวกเขารู้ดีว่ามันยังไม่ดีพอ

และแล้ว ในปี 2012 ชิ้นส่วนทั้งหมดก็ถูกนำมาประกอบกันอีกครั้ง

ซากปรักหักพังของโครงการในตำนานอย่าง MeeGo ถูกชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ โดยมี Samsung และ Intel เป็นหัวเรือใหญ่ พร้อมกับการนำเทคโนโลยีของ Bada เข้ามาผสมโรง

ทั้งหมดนี้หลอมรวมกันเป็น Tizen ระบบปฏิบัติการที่เกิดมาพร้อมความคาดหวังของคนทั้งวงการ เปรียบเสมือนเจ้าชายที่ถูกเตรียมไว้เพื่อทวงคืนบัลลังก์จาก Android

แต่หนทางสู่การเป็นราชันนั้น ไม่เคยง่ายดายเลย

การจะสร้างระบบปฏิบัติการให้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่แค่การมีเทคโนโลยีที่ดีที่สุด แต่มันคือการสร้างสิ่งที่เรียกว่า “ระบบนิเวศ” (Ecosystem) ขึ้นมาให้ได้

ลองนึกภาพตามนะครับ การสร้าง OS ก็เหมือนการสร้างเมืองใหม่ที่สวยงาม แต่ถ้าเมืองนั้นไม่มีร้านค้า ไม่มีบริการ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ก็คงไม่มีใครอยากย้ายเข้าไปอยู่

“ร้านค้า” ในที่นี้ก็คือ “แอปพลิเคชัน” นั่นเอง

นี่คือปราการที่แข็งแกร่งที่สุดของ Android และ iOS ที่เรียกว่า “App Store” และ “Play Store” ซึ่งเปรียบเสมือนกำแพงเมืองที่สูงตระหง่าน ยากที่ใครจะทลายลงได้

Tizen ต้องเผชิญกับปัญหางูกินหางสุดคลาสสิก

เมื่อไม่มีผู้ใช้งาน นักพัฒนาก็ไม่อยากสร้างแอปให้ และเมื่อไม่มีแอป ผู้ใช้งานก็ไม่อยากย้ายเข้ามาใช้ มันคือวงจรอุบาทว์ที่ยากจะทำลาย

Samsung พยายามแก้เกมนี้ด้วยการเปิดตัวสมาร์ทโฟนตระกูล Samsung Z ที่ใช้ Tizen โดยพุ่งเป้าไปที่ตลาดเกิดใหม่ อย่างอินเดียและบังคลาเทศ

พวกเขาหวังว่าผู้ใช้งานหน้าใหม่ที่ยังไม่ยึดติดกับ Android จะเปิดใจรับ Tizen เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

แต่กลยุทธ์นี้ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะถึงจะเป็นผู้ใช้ใหม่ แต่เพื่อนและคนรอบตัวของพวกเขาต่างก็ใช้ Facebook, WhatsApp, Instagram กันหมดแล้ว

แอปพลิเคชันเหล่านี้คือแม่เหล็กที่ทรงพลังที่สุด ที่ดึงดูดให้ทุกคนต้องอยู่ในระบบนิเวศเดิมต่อไป

แต่ปัญหาของ Tizen ไม่ได้มีแค่เรื่องแอปพลิเคชัน

จุดอ่อนร้ายแรงที่สุดกลับซ่อนอยู่ภายในแก่นของมันเอง นั่นก็คือเรื่องของ “ความปลอดภัย”

ในปี 2017 นักวิจัยด้านความปลอดภัยได้ออกมาเปิดเผยว่า โค้ดของ Tizen นั้นเต็มไปด้วยช่องโหว่ร้ายแรงมากมาย

เขาถึงกับกล่าวว่า “นี่อาจเป็นโค้ดที่แย่ที่สุดที่ผมเคยเห็นมาในชีวิต” และเปรียบเทียบคุณภาพของมันว่าเหมือนกับ “โปรเจกต์ของนักศึกษา”

คำวิจารณ์นี้เปรียบเสมือนคมดาบที่แทงทะลุหัวใจของ Tizen มันทำลายความเชื่อมั่นของนักพัฒนาและผู้บริโภคจนหมดสิ้น

นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว Samsung เองก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

การทุ่มสุดตัวเพื่อผลักดัน Tizen หมายถึงการต้องเสี่ยงกับความสัมพันธ์ที่มีต่อ Google ซึ่งเป็นผู้ส่งมอบ Android ให้กับสมาร์ทโฟนตระกูล Galaxy S เครื่องทำเงินหลักของบริษัท

มันคือการเดิมพันที่สูงเกินไป สูงเกินกว่าที่ Samsung จะรับความเสี่ยงไหว

Tizen ในฐานะระบบปฏิบัติการสำหรับมือถือ จึงค่อยๆ อ่อนแรงลง และเลือนหายไปจากสมรภูมิในที่สุด

แต่ในขณะที่สงครามสมาร์ทโฟนกำลังดุเดือด ตลาดแห่งใหม่ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น นั่นคือตลาด “อุปกรณ์สวมใส่” (Wearables) หรือสมาร์ทวอทช์

ตลาดแห่งนี้มีกฎกติกาที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

ผู้ใช้งานไม่ได้ต้องการแอปนับล้านบนข้อมือ พวกเขาต้องการแค่ฟังก์ชันหลักๆ ไม่กี่อย่าง เช่น การแจ้งเตือน, การติดตามการออกกำลังกาย และการดูเวลา

ปัญหาเรื่อง “ระบบนิเวศของแอป” จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป ที่สำคัญกว่านั้นคือ อุปกรณ์ขนาดเล็กเช่นนี้มีข้อจำกัดด้านฮาร์ดแวร์และแบตเตอรี่สูงมาก ระบบปฏิบัติการที่ “เบา” และ “มีประสิทธิภาพ” จึงเป็นที่ต้องการอย่างยิ่ง

ความเรียบง่ายที่เคยเป็นจุดอ่อนของ Tizen บนสมาร์ทโฟน ได้แปรเปลี่ยนเป็นจุดแข็งที่สุดบนสมรภูมิแห่งใหม่นี้

Samsung ตัดสินใจเดิมพันอีกครั้ง พวกเขาเปลี่ยนทิศทาง นำ Tizen มาใส่ในสมาร์ทวอทช์ตระกูล Galaxy Gear และผลลัพธ์ที่ได้ก็คือความสำเร็จอย่างถล่มทลาย

Tizen OS บนนาฬิกาทำงานได้อย่างลื่นไหล รวดเร็ว และประหยัดแบตเตอรี่

แต่สิ่งที่ทำให้มันกลายเป็นตำนาน คือนวัตกรรมที่เรียกว่า “Rotating Bezel” หรือขอบหน้าปัดที่หมุนได้

มันคือการแก้ปัญหาการใช้งานหน้าจอขนาดเล็กได้อย่างชาญฉลาด กลายเป็นฟีเจอร์เอกลักษณ์ที่ทำให้ Galaxy Watch เป็นที่รักของผู้คนทั่วโลก

Tizen ที่เคยพ่ายแพ้ในสงครามชิงบัลลังก์ ได้ค้นพบอาณาจักรแห่งใหม่ที่มันสามารถขึ้นเป็น “ราชา” ได้สำเร็จ

เรื่องราวของ Tizen ยังไม่จบแค่นั้น

ทุกวันนี้ ถ้าคุณมีโทรทัศน์ ตู้เย็น หรือเครื่องซักผ้าของ Samsung อยู่ที่บ้าน ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าอุปกรณ์เหล่านั้นกำลังทำงานด้วย Tizen อยู่เบื้องหลัง

มันอาจจะไม่ได้อยู่บนหน้าจอมือถือในมือคุณ แต่มันได้กลายเป็น “ระบบประสาทส่วนกลาง” ที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ในบ้านของคุณเข้าไว้ด้วยกันอย่างเงียบๆ

เรื่องราวของ Tizen สอนให้เรารู้ว่า การมีเทคโนโลยีที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่ปัจจัยตัดสินชัยชนะเสมอไป แต่เป็นเรื่องของ “จังหวะเวลา”, “กลยุทธ์” และการเข้าใจใน “ระบบนิเวศ” ที่สำคัญไม่แพ้กัน

มันคือบทเรียนเรื่องการปรับตัว การล้มแล้วลุกขึ้นใหม่ และการค้นหาคุณค่าของตัวเองในสมรภูมิที่แตกต่างออกไป

Tizen อาจเป็นเจ้าชายที่พ่ายแพ้ในสงครามชิงบัลลังก์สมาร์ทโฟน

แต่ในท้ายที่สุด เขาก็ได้สร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืนของตัวเองได้สำเร็จ ในดินแดนที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

References : [arstechnica, theverge, wikipedia, engadget, tizen]

Geek Story EP474 : บริษัทเดียวแบก GDP 1/4 ของประเทศ เรื่องจริงของ Samsung ในเวียดนาม

ถ้าผมบอกว่า มีบริษัทต่างชาติเพียงบริษัทเดียว ที่สร้างรายได้ให้กับประเทศหนึ่ง มากถึงขนาดคิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของ GDP ทั้งประเทศ คุณจะเชื่อไหมครับ

มันเหมือนกับว่า มีบริษัทเดียวกำลังแบกเศรษฐกิจของคนเกือบร้อยล้านคนเอาไว้… เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นจริง และประเทศที่เรากำลังพูดถึง ก็คือเพื่อนบ้านของเรานี่เอง… เวียดนาม

วันนี้ เราจะมาเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่น่าทึ่งที่สุดเรื่องหนึ่งในยุคสมัยใหม่ เรื่องราวของเวียดนาม กับพาร์ทเนอร์คนสำคัญที่ชื่อว่า “เกาหลีใต้” และยักษ์ใหญ่ที่เป็นหัวใจของเรื่องราวทั้งหมดอย่าง Samsung ที่ได้เข้าไปเปลี่ยนโฉมหน้าเวียดนามไปตลอดกาล

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/27k2neff

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/47msb2k6

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/wswr6u82

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/Xq8QFD-USu8

ถอดบทเรียน LG Mobile เมื่อ “ความเจ๋ง” ไม่สามารถเอาชนะ “ความจริง” ของตลาดได้

หากจะพูดถึงแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าจากเกาหลีใต้ เชื่อว่าหลายคนคงนึกถึงชื่อของ LG ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตทีวี ตู้เย็น และเครื่องซักผ้า ที่มีผลิตภัณฑ์อยู่ในแทบทุกครัวเรือนทั่วโลก

แต่เชื่อหรือไม่ว่า ครั้งหนึ่ง LG เคยเป็นผู้เล่นคนสำคัญในตลาดโทรศัพท์มือถือ เป็นผู้ท้าชิงในเวทีระดับโลก และเป็นเจ้าแห่งนวัตกรรมที่กล้าทำในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าคิด

แล้วเกิดอะไรขึ้น? ทำไมบริษัทที่ยิ่งใหญ่และมีเทคโนโลยีล้ำหน้าขนาดนี้ อยู่ดี ๆ ถึงได้หายหน้าไปจากวงการสมาร์ทโฟนอย่างสิ้นเชิง ทำไมแบรนด์ที่เคยสร้างปรากฏการณ์อย่าง LG Chocolate ถึงต้องปิดฉากธุรกิจนี้ลงอย่างถาวร

เรื่องราวนี้เปรียบเสมือนบทเรียนราคาแพง ที่มีมูลค่ากว่า 140,000 ล้านบาท และเป็นกรณีศึกษาทางธุรกิจที่น่าสนใจที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เทคโนโลยี

ย้อนกลับไปในช่วงต้นยุค 2000 ตลาดโทรศัพท์มือถือยังเป็นเหมือนดินแดนที่ไร้กฎเกณฑ์ตายตัว มันคือยุคแห่งการทดลองและความคิดสร้างสรรค์ ที่รูปลักษณ์ภายนอกและความเท่ของดีไซน์ คือปัจจัยสำคัญที่ตัดสินยอดขาย

ในยุคที่โทรศัพท์ยังมีปุ่มกด และแต่ละแบรนด์ต่างพยายามสร้างเอกลักษณ์ของตัวเอง ทั้งมือถือฝาพับ, แบบสไลด์, หรือแบบหมุนได้สุดล้ำ นี่คือสนามที่ LG ได้ฉายแววออกมาอย่างเจิดจรัส

LG ในตอนนั้น ไม่ใช่แค่ผู้ผลิต แต่เป็นเหมือน “ศิลปิน” แห่งวงการมือถือ พวกเขาปล่อยโทรศัพท์ที่มีดีไซน์โดดเด่นออกมามากมาย แต่รุ่นที่ทำให้ชื่อของ LG กลายเป็นตำนานที่จดจำไปทั่วโลก คือ LG Chocolate ในปี 2005

สำหรับคนในยุคนั้น LG Chocolate ไม่ใช่แค่โทรศัพท์ แต่มันคือปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม ด้วยดีไซน์เรียบหรูสีดำขลับ และปุ่มสัมผัสเรืองแสงสีแดงที่ดูราวกับมาจากโลกอนาคต มันได้เปลี่ยนสถานะของโทรศัพท์มือถือให้กลายเป็น “Fashion Item” หรือเครื่องประดับชิ้นหรูแทบจะทันที

การถือ LG Chocolate ในวันนั้น บ่งบอกถึงรสนิยมและความทันสมัย มันคือโทรศัพท์ที่ทุกคนใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าของ และความสำเร็จถล่มทลายนี้ ก็ได้ส่งให้ LG ก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ “ราชานักออกแบบ” แห่งวงการมือถืออย่างเต็มภาคภูมิ

ณ จุดนั้น LG กำลังอยู่บนจุดสูงสุด พวกเขามีทั้งเงินทุน, ทีมวิศวกรระดับหัวกะทิ, และความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยม ดูเหมือนไม่มีอะไรจะมาหยุดยั้งความร้อนแรงของพวกเขาได้

จนกระทั่งการมาถึงของชายที่ชื่อ Steve Jobs และอุปกรณ์สี่เหลี่ยมสีดำที่เรียกว่า “iPhone” ในปี 2007

วินาทีนั้นเอง กฎเกณฑ์ของเกมที่ LG เคยเป็นผู้เล่นคนสำคัญ ก็กำลังจะถูกเขียนขึ้นใหม่ทั้งหมด และนี่คือจุดเริ่มต้นของความท้าทายครั้งประวัติศาสตร์ ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมของพวกเขาไปตลอดกาล

การมาของ iPhone ได้ล้างกระดานการแข่งขันทั้งหมด มันสถาปนา “สมาร์ทโฟน” ที่มีหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่และระบบปฏิบัติการที่ลงแอปพลิเคชันได้ ให้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลก

LG รู้ดีว่าพวกเขาต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วนที่สุด จึงตัดสินใจกระโดดเข้าร่วมสมรภูมิใหม่นี้ โดยเลือกใช้ระบบปฏิบัติการ Android เป็นอาวุธหลักในการต่อสู้ แต่สมรภูมิแห่งนี้กลับโหดร้ายและซับซ้อนกว่าที่พวกเขาเคยเจอมา

ปัญหาแรก ที่ LG ต้องเผชิญคือการ “ติดอยู่ตรงกลาง” ตลาดสมาร์ทโฟนได้แบ่งตัวเองออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน ขั้วบนคือตลาดพรีเมียมที่ถูกยึดครองโดย Apple และคู่แข่งร่วมชาติอย่าง Samsung ซึ่งสร้างแบรนด์ได้อย่างแข็งแกร่งและมีระบบนิเวศเป็นของตัวเอง

ส่วนขั้วล่างคือตลาดราคาประหยัด ที่ถูกถาโถมด้วยแบรนด์จากจีนอย่าง Huawei, Xiaomi และ Oppo ซึ่งใช้กลยุทธ์สเปกแรงในราคาที่เข้าถึงง่าย

LG กลับไม่สามารถวางตำแหน่งตัวเองในขั้วไหนได้อย่างชัดเจน โทรศัพท์ของพวกเขามีสเปกที่ดี แต่ภาพลักษณ์ก็ไม่หรูหราพอจะสู้กับตลาดบน ในขณะเดียวกัน ราคาก็สูงเกินไปที่จะแข่งขันกับตลาดล่างได้ ทำให้ LG กลายเป็นตัวเลือกที่ถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย

เมื่อไม่สามารถสู้ด้วยแบรนด์หรือราคา LG จึงหันกลับไปใช้ไม้ตายเก่าที่เคยสร้างชื่อ นั่นคือ “นวัตกรรม” แต่ครั้งนี้มันกลับกลายเป็นการเดินหมากที่ผิดพลาด พวกเขาไม่ได้สร้างนวัตกรรมที่แก้ปัญหาให้ผู้ใช้ แต่กลับสร้าง “Gimmick” หรือลูกเล่นสุดหวือหวาขึ้นมาแทน

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ LG G5 ในปี 2016 โทรศัพท์แนวคิดสุดล้ำที่สามารถถอดเปลี่ยนชิ้นส่วนด้านล่าง หรือที่เรียกว่า “Module” (โมดูล) เพื่อเพิ่มความสามารถพิเศษได้ เช่น เปลี่ยนเป็นกริปกล้องถ่ายรูป หรือตัวแปลงสัญญาณเสียงคุณภาพสูง

แนวคิดนี้ฟังดูน่าทึ่ง แต่ในความเป็นจริง การใช้งานกลับยุ่งยาก ต้องปิดเครื่องทุกครั้งที่เปลี่ยน Module และที่สำคัญคือ LG แทบไม่ได้ผลิต Module ใหม่ๆ ออกมาขายเลย สุดท้ายโครงการนี้จึงถูกพับเก็บไปในเวลาเพียงปีเดียว

หรือจะเป็น LG G8 ThinQ ที่มาพร้อมเซ็นเซอร์สแกนเส้นเลือดดำในฝ่ามือเพื่อปลดล็อก ซึ่งในทางปฏิบัติกลับทำงานได้ช้าและไม่แม่นยำเท่าการสแกนลายนิ้วมือแบบเดิมๆ

การทุ่มเททรัพยากรไปกับ Gimmick เหล่านี้ ทำให้ LG ต้องลดต้นทุนในส่วนที่สำคัญกว่า เช่น คุณภาพกล้อง, แบตเตอรี่ และซอฟต์แวร์ ผลลัพธ์คือผู้บริโภครู้สึกว่า พวกเขากำลังจ่ายเงินแพงเพื่อซื้อลูกเล่นที่ไม่ได้ใช้ พร้อมกับโทรศัพท์ที่ประสบการณ์ใช้งานโดยรวมสู้คู่แข่งไม่ได้

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น คือวิกฤตด้านภาพลักษณ์และการตั้งชื่อ ลองจินตนาการว่าคุณเดินเข้าไปในร้านมือถือ คุณจะเห็นชื่อรุ่นที่เข้าใจง่ายอย่าง iPhone 15 หรือ Galaxy S24 แต่สำหรับ LG คุณจะเจอกับ K-Series, X-Series, G-Series, V-Series ที่มีชื่อรุ่นย่อยแตกหน่อออกมามากมายจนน่าสับสน

ความสับสนนี้ ทำให้แบรนด์ขาดเอกภาพ และผู้บริโภคไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่ารุ่นไหนคือรุ่นเรือธง หรือแต่ละซีรีส์มีความแตกต่างกันอย่างไร

และฟางเส้นสุดท้ายที่ทำลายความเชื่อมั่นของลูกค้า คือเรื่อง “ราคา” และ “ซอฟต์แวร์” โทรศัพท์ LG ขึ้นชื่ออย่างมากในเรื่องราคาขายต่อที่ดิ่งลงเหว การซื้อโทรศัพท์ในวันแรกที่วางขาย อาจหมายความว่าอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า มูลค่าของมันจะหายไปเกือบครึ่งหนึ่ง

ประกอบกับการสนับสนุนด้านซอฟต์แวร์ที่ล่าช้า อัปเดตระบบปฏิบัติการข้ามเวอร์ชันช้ากว่าแบรนด์อื่นเป็นปี และหลายรุ่นก็ถูกลอยแพหลังจากวางขายได้ไม่นาน ปัญหาทั้งหมดนี้ได้สร้างประสบการณ์ที่เลวร้ายให้กับผู้ที่เป็นเจ้าของ

ปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมา ได้สร้างวงจรอุบาทว์ที่ฉุดให้ LG ดิ่งลงเหวอย่างช้าๆ: โทรศัพท์ขายไม่ออกเพราะไม่มีจุดยืน -> จึงต้องสร้าง Gimmick แปลกๆ มาเรียกแขก -> Gimmick ทำให้ต้นทุนสูงแต่ประสบการณ์ใช้งานจริงกลับแย่ -> คนยิ่งไม่ซื้อ แถมยังสับสนกับชื่อรุ่น -> ต้องรีบลดราคาล้างสต็อก -> มูลค่าแบรนด์ตกต่ำ ลูกค้าขาดความเชื่อมั่น และวงจรนี้ก็ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ พร้อมกับตัวเลขขาดทุนที่เพิ่มขึ้นทุกไตรมาส

หลังจากที่แผนกโทรศัพท์มือถือขาดทุนสะสมต่อเนื่องยาวนานเกือบ 6 ปี คิดเป็นเม็ดเงินมหาศาลถึง 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 140,000 ล้านบาท ในที่สุด LG ก็ต้องยอมรับความจริง

ในช่วงปลายปี 2020 พวกเขาพยายามหาผู้ซื้อเพื่อมารับช่วงต่อธุรกิจนี้ไป แต่เรื่องที่น่าเศร้าที่สุดก็คือ ไม่มีบริษัทยักษ์ใหญ่รายไหนสนใจที่จะซื้อมันเลยแม้แต่รายเดียว นั่นแสดงให้เห็นว่าธุรกิจมือถือของ LG ในสายตาของนักลงทุน แทบไม่เหลือมูลค่าใดๆ แล้ว

และในวันที่ 5 เมษายน ปี 2021 LG ก็ได้ประกาศข่าวที่ช็อกวงการอย่างเป็นทางการ นั่นคือการยุติการผลิตและจำหน่ายโทรศัพท์มือถือทั่วโลก ปิดฉากตำนานที่เคยยิ่งใหญ่ลงอย่างสมบูรณ์

เมื่อมองย้อนกลับไป การล่มสลายของ LG Mobile ไม่ใช่ความล้มเหลวทางเทคโนโลยี แต่เป็นความล้มเหลวทาง “กลยุทธ์” พวกเขามีวิศวกรที่เก่งกาจ มีความคิดสร้างสรรค์ที่น่าทึ่ง แต่กลับขาดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการนำพาสิ่งเหล่านั้นไปสู่ความสำเร็จในตลาดที่เปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตาม การจากไปของ LG ก็ได้ทิ้งช่องว่างขนาดใหญ่ไว้ในอุตสาหกรรม เพราะถึงแม้ Gimmick หลายอย่างจะล้มเหลว แต่ LG คือ “นักทดลอง” และ “ผู้บุกเบิก” ตัวจริง พวกเขาคือบริษัทที่กล้าเสี่ยงและกล้าแตกต่าง ในขณะที่คนอื่นเลือกเดินในเส้นทางที่ปลอดภัย

รู้หรือไม่ว่า กล้อง Ultra-Wide ที่เราใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน LG คือผู้ที่นำมาใส่ในสมาร์ทโฟนเป็นเจ้าแรกๆ กับรุ่น LG G5

หน้าจอความละเอียดสูงระดับ Quad HD ที่ให้ภาพคมชัด ก็มี LG G3 เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิก

หรือแม้กระทั่ง โหมดการถ่ายวิดีโอแบบ Manual ที่ปรับค่าต่างๆ ได้อย่างละเอียดเหมือนกล้องมืออาชีพ ก็มี LG V10 เป็นผู้ริเริ่ม

นวัตกรรมเหล่านี้ถูกผลักดันเข้าสู่ตลาดโดย LG ก่อนที่แบรนด์ยักษ์ใหญ่จะนำไปปรับใช้ในอีกหลายปีต่อมา LG คือผู้เล่นที่คอยผลักดันขอบเขตของสิ่งที่เป็นไปได้อยู่เสมอ

เรื่องราวของ LG Mobile คือบทเรียนสำคัญที่ว่า การมีเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมเพียงอย่างเดียว ไม่ได้การันตีความสำเร็จ คุณต้องมีกลยุทธ์ที่เฉียบคม และความเข้าใจในความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าด้วย

แม้ว่าวันนี้ เราจะไม่มีโทรศัพท์ LG รุ่นใหม่ออกมาให้ตื่นตาตื่นใจอีกต่อไป แต่ทุกครั้งที่เราหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาถ่ายภาพมุมกว้าง หรือดูวิดีโอผ่านหน้าจอที่คมชัด ก็อาจจะต้องขอบคุณนักนวัตกรรมผู้กล้าจากเกาหลีใต้รายนี้ ที่ครั้งหนึ่งเคยมาก่อนกาล และได้ทิ้งมรดกไว้ให้กับโลก มากกว่าที่ใครหลายคนจดจำได้

References : [reuters, theverge, arstechnica, bbc, gsmarena]

ศึกชิงบัลลังก์ดาต้าเบส จุดเริ่มต้น Oracle และความผิดพลาดครั้งใหญ่ของ IBM

ทุกวันนี้ เวลาเราทำธุรกรรมผ่านแอปธนาคาร กดสั่งอาหาร หรือไถฟีดโซเชียลมีเดีย เคยสงสัยไหมครับว่าข้อมูลมหาศาลของผู้คนนับล้านถูกจัดเก็บและเรียกใช้งานได้อย่างไรโดยไม่ผิดพลาดเลย

เบื้องหลังความสะดวกสบายทั้งหมดนี้ คือเทคโนโลยีที่เรียกว่า “ฐานข้อมูล” (Database) ซึ่งเปรียบเสมือนสมองกลที่ขับเคลื่อนโลกดิจิทัล และเรื่องราวการกำเนิดของมัน ก็เต็มไปด้วยการต่อสู้ทางความคิด วิสัยทัศน์ และความผิดพลาดของบริษัทยักษ์ใหญ่

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในยุคที่คอมพิวเตอร์ยังเป็นของหายาก และบริษัทที่ครองโลกในตอนนั้นก็คือ IBM สถานะของ IBM ในตอนนั้นอาจเทียบได้กับ Apple หรือ Google ในปัจจุบันเลยก็ว่าได้

IBM มีผลิตภัณฑ์ฐานข้อมูลที่ทรงพลังชื่อว่า IMS/DB มันทำงานได้ดีเยี่ยม แต่ก็มีข้อเสียใหญ่หลวง นั่นคือความซับซ้อน การจะใช้งานมันต้องอาศัยโปรแกรมเมอร์ระดับหัวกะทิเท่านั้น เปรียบเสมือนเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่คนธรรมดาไม่มีทางเข้าถึงได้

แต่แล้ววิศวกรคนหนึ่งของ IBM ที่ชื่อว่า Ted Codd กลับมองเห็นปัญหา เขาเชื่อว่ามันควรจะมีวิธีที่ดีกว่านี้ ง่ายกว่านี้ และทุกคนเข้าถึงได้มากกว่านี้

ในปี 1969 Codd ได้ตีพิมพ์บทความวิชาการฉบับหนึ่งที่เสนอแนวคิดปฏิวัติวงการ ที่ชื่อว่า “A Relational Model of Data for Large Shared Data Banks”

ถ้าจะอธิบายให้ง่ายที่สุด ไอเดียของ Codd คือการจัดระเบียบข้อมูลทุกอย่างลงในรูปแบบตารางง่ายๆ ที่มีแค่แถวกับคอลัมน์ คล้ายกับที่เราเห็นในโปรแกรม Excel ทุกวันนี้

แนวคิดนี้อาจฟังดูธรรมดาในปัจจุบัน แต่ในยุคนั้นมันคือการพลิกวิธีคิดครั้งใหญ่ เพราะมันมาพร้อมกับหลักการสำคัญที่เรียกว่า “Data Independence”

หลักการนี้หมายความว่า ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องรู้เลยว่าเบื้องหลังนั้น คอมพิวเตอร์เก็บข้อมูลไว้ที่ไหนหรือหน้าตาเป็นอย่างไร ขอแค่บอกว่าต้องการข้อมูลอะไร ระบบจะจัดการส่วนที่ซับซ้อนให้เองทั้งหมด

ทว่าเมื่อบทความนี้เผยแพร่ออกมาครั้งแรก กลับไม่มีใครเข้าใจมันเลย มันดูเป็นทฤษฎีที่ไกลตัวเกินไป จนกระทั่ง Codd เขียนบทความอีกฉบับเพื่ออธิบายเพิ่มเติมในปีต่อมา ครั้งนี้เองที่ไอเดียของเขาได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการเทคโนโลยี

แต่ถึงทุกคนจะตื่นเต้น มันก็ยังเป็นเพียงแนวคิดบนหน้ากระดาษ ยังไม่มีใครรู้ว่ามันจะสร้างขึ้นมาให้ใช้งานได้จริงหรือไม่ และที่สำคัญ มันจะทำงานได้เร็วพอหรือเปล่า

นี่คือจุดเริ่มต้นของการแข่งขันครั้งประวัติศาสตร์ เพื่อเปลี่ยนทฤษฎีล้ำยุคให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงโลก

เรื่องราวการแข่งขันนี้มีตัวละครหลักอยู่สองฝั่ง ฝั่งแรกคือเจ้าของไอเดียอย่าง IBM เอง ในปี 1973 พวกเขาได้ตั้งทีมวิจัยเล็กๆ ขึ้นมาในห้องแล็บที่ San Jose เพื่อพัฒนาโครงการนี้อย่างจริงจัง

โครงการนี้ได้รับชื่อในเวลาต่อมาว่า System R และทีมงานนี้เองที่เป็นผู้ให้กำเนิดภาษา SQL ที่โปรแกรมเมอร์ทั่วโลกใช้กันอยู่ทุกวันนี้

ในทีม System R ยังมีบุคคลสำคัญอย่าง Jim Gray ผู้คิดค้นแนวคิด “Transaction” ที่รับประกันว่าการทำธุรกรรมข้อมูลจะไม่มีวันผิดพลาด เช่น การโอนเงินที่จะต้องสำเร็จ 100% หรือล้มเหลว 0% เท่านั้น จะไม่มีกรณีเงินหายกลางทางเด็ดขาด

ส่วนการแข่งขันอีกฝั่งหนึ่ง เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัย UC Berkeley ที่นั่นมีศาสตราจารย์สองคนคือ Michael Stonebraker และ Eugene Wong ผู้หลงใหลในแนวคิดของ Codd อย่างมาก

พวกเขาเริ่มต้นโครงการวิจัยของตัวเองด้วยเงินทุนและทีมงานที่เล็กกว่า IBM หลายเท่า โครงการของพวกเขามีชื่อว่า Ingres และได้สร้างภาษา QUEL ขึ้นมาเพื่อเป็นคู่แข่งกับ SQL

แม้จะมีทรัพยากรที่จำกัด แต่ Ingres กลับเติบโตอย่างรวดเร็วในแวดวงมหาวิทยาลัย เพราะพวกเขาได้พ่วงไปกับระบบปฏิบัติการ Unix ที่กำลังเป็นที่นิยมในตอนนั้น

ณ จุดนี้ สถานการณ์จึงดูเหมือนว่า IBM กำลังกุมความได้เปรียบ พวกเขามีทั้งเจ้าของไอเดีย ทีมงานระดับหัวกะทิ และทรัพยากรที่เหนือกว่า แต่เรื่องกลับไม่เป็นเช่นนั้น

ปัญหาใหญ่ของ IBM คือความลังเล พวกเขากลัวว่าผลิตภัณฑ์ใหม่นี้จะมาแย่งลูกค้าจากฐานข้อมูล IMS/DB เดิมที่ทำเงินมหาศาลอยู่แล้ว ทำให้โครงการ System R ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า

ในขณะที่ Ingres ก็ยังคงเป็นเพียงโครงการวิชาการ ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่พร้อมขายในตลาด มันจึงเกิดเป็นสุญญากาศครั้งสำคัญขึ้นในอุตสาหกรรม

และนี่คือจุดที่ตัวละครเอกของเรื่องราวนี้ได้ปรากฏตัวขึ้น เขาคือชายที่ชื่อว่า Larry Ellison

Ellison เป็นผู้ประกอบการหนุ่มที่มองการณ์ไกล เขาก่อตั้งบริษัทซอฟต์แวร์เล็กๆ ที่ชื่อ Software Development Laboratories ในปี 1977

เขาได้อ่านบทความของ Codd และเอกสารเกี่ยวกับภาษา SQL ที่ IBM เผยแพร่ และมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองข้าม นั่นคือโอกาสทางธุรกิจครั้งมหาศาล

Ellison ไม่รอช้า เขาตัดสินใจเดิมพันกับอนาคต และทุ่มเทพัฒนา Relational Database ของตัวเองขึ้นมา โดยตั้งชื่อมันว่า Oracle

กลยุทธ์ของ Ellison นั้นเฉียบคมอย่างไม่น่าเชื่อ เขาเดิมพันว่าในที่สุด IBM ก็ต้องผลักดัน SQL ออกมาเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรม ดังนั้น Oracle จึงต้องเข้ากันได้กับ SQL อย่างสมบูรณ์แบบ

นอกจากนี้ เขายังมองขาดว่าอนาคตของซอฟต์แวร์จะต้องไม่ผูกติดกับฮาร์ดแวร์ยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง เขาจึงสั่งให้ทีมงานเขียน Oracle ด้วยภาษา C ซึ่งทำให้มันสามารถทำงานได้บนคอมพิวเตอร์แทบทุกชนิด

โอกาสทองของ Oracle มาถึงเมื่อบริษัท DEC เปิดตัวมินิคอมพิวเตอร์รุ่น VAX-11 ที่ได้รับความนิยมถล่มทลาย แต่กลับยังไม่มีซอฟต์แวร์ Relational Database ดีๆ มารองรับ

Oracle จึงกระโดดเข้าไปเติมเต็มช่องว่างนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และการตัดสินใจครั้งนั้นก็ได้ส่งให้บริษัทของ Ellison ทะยานขึ้นสู่แถวหน้าของอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว

เรื่องเล่าที่กลายเป็นตำนานคือการที่ Oracle ได้ลูกค้ารายแรกเป็น CIA ซึ่งเดิมทีมาหาเรื่อง Ellison เพราะเขาตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ซ้ำกับโครงการลับของ CIA แต่ด้วยวาทศิลป์อันเหนือชั้น เขากลับเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส และขายซอฟต์แวร์ให้กับ CIA ได้สำเร็จ

ความสำเร็จของ Oracle ได้ปลุกให้คู่แข่งต้องขยับตัว ทีม Ingres ตัดสินใจก่อตั้งบริษัทเพื่อนำผลิตภัณฑ์ของตนเองออกสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ และเริ่มมีผู้เล่นหน้าใหม่ๆ เกิดขึ้นตามมา

แล้วยักษ์ใหญ่อย่าง IBM ล่ะ? พวกเขาถูกบังคับให้ต้องตื่นจากหลับใหล เมื่อลูกค้ารายใหญ่อย่าง Bank of America และ Chevron ทิ้งผลิตภัณฑ์เก่าของพวกเขาไปหาคู่แข่ง

ข่าวนี้ดังไปถึงหู CEO ของ IBM และเขาก็ได้สั่งให้ทีมงานนำ System R ออกสู่ตลาดในที่สุด ในปี 1983 ผลิตภัณฑ์เรือธงที่ชื่อว่า DB2 ก็ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ

หลายคนอาจคิดว่าการที่ยักษ์ใหญ่อย่าง IBM ลงมาเล่นด้วยตัวเอง จะเป็นการดับฝันของบริษัทเล็กๆ อย่าง Oracle แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

การที่ IBM เลือกใช้ SQL คือการประกาศอย่างเป็นทางการว่านี่คือมาตรฐานของอุตสาหกรรม การตัดสินใจนี้กลับกลายเป็นการฆ่าคู่แข่งที่ใช้ภาษาอื่นอย่าง Ingres ไปโดยปริยาย

ในทางกลับกัน มันคือการยืนยันว่าการเดิมพันของ Larry Ellison นั้นถูกต้องมาโดยตลอด Oracle ซึ่งเตรียมพร้อมมาอย่างดี กลายเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งในตลาดทันที

บริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดด และในปี 1986 Oracle ก็ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เปลี่ยน Ellison ให้กลายเป็นมหาเศรษฐี และสร้างตำนานบทใหม่ให้กับ Silicon Valley

คำถามสุดท้ายคือ ทำไม IBM ซึ่งเป็นทั้งผู้คิดค้นเทคโนโลยีและมีทรัพยากรเหนือกว่าทุกราย จึงพ่ายแพ้ในเกมที่ตัวเองเป็นคนสร้างขึ้นมา

คำตอบไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่ “วิสัยทัศน์”

IBM ในยุคนั้นคือบริษัทฮาร์ดแวร์ พวกเขามองว่าซอฟต์แวร์เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยให้ขายเครื่องคอมพิวเตอร์ได้มากขึ้น พวกเขาจึงไม่เคยคิดที่จะนำ DB2 ไปลงให้กับเครื่องของคู่แข่ง

ในขณะที่ Ellison มองว่า “ซอฟต์แวร์คือผลิตภัณฑ์” เขาจึงพยายามทำให้ Oracle ทำงานได้บนทุกแพลตฟอร์มเท่าที่จะเป็นไปได้ และวิสัยทัศน์ที่แตกต่างกันนี้เอง คือสิ่งที่ตัดสินผู้ชนะในสงครามครั้งนี้

จากบทความวิชาการที่ไม่มีใครเข้าใจในวันนั้น ได้กลายมาเป็นอุตสาหกรรมมูลค่าหลายล้านล้านบาทในวันนี้ นี่คือเรื่องราวของการต่อสู้ทางความคิด ที่ได้วางรากฐานให้กับโลกดิจิทัลที่เราทุกคนอาศัยอยู่มาจวบจนถึงทุกวันนี้นั่นเองครับผม

References : [ibm, computerhistory, oracle, wikipedia, berkeley]