Geek Monday EP292 : ครั้งหนึ่งไทยเคยสู้ญี่ปุ่น! ตำนาน “ธานินทร์” ยักษ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถูกโค่น

ถ้าเราลองมองไปรอบๆ ตัวเราตอนนี้ ไม่ว่าจะในห้องนั่งเล่น ห้องครัว หรือแม้แต่ในห้องนอน เครื่องใช้ไฟฟ้าที่อยู่รายล้อมเรา ส่วนใหญ่แล้วมาจากแบรนด์อะไรกันบ้างครับ

หลายคนน่าจะตอบเหมือนกัน… Samsung, LG, Mitsubishi , Sony, Panasonic… แบรนด์จากเกาหลีใต้ ไม่ก็ญี่ปุ่น บางทีก็อาจจะมีแบรนด์จากจีนหรืออเมริกาบ้าง

แต่ถ้าผมจะบอกว่าครั้งหนึ่ง ประเทศไทยเคยมีอาณาจักรเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ยิ่งใหญ่ เป็นแบรนด์ของคนไทยแท้ๆ ที่เคยต่อสู้กับยักษ์ใหญ่จากต่างชาติได้อย่างสมศักดิ์ศรี หลายคนอาจจะนึกไม่ถึง

แบรนด์ที่ว่านี้คือ “ธานินทร์” ครับ แบรนด์ที่เคยสร้างความภาคภูมิใจในฐานะสินค้า ‘Made in Thailand’ คุณภาพสูง แต่สุดท้าย อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่นี้กลับต้องล่มสลายลงอย่างน่าเสียดาย

เรื่องราวนี้มันเกิดอะไรขึ้น? อะไรที่ทำให้อาณาจักรเครื่องใช้ไฟฟ้าของคนไทยที่เคยรุ่งเรืองถึงขีดสุด ต้องพบกับจุดจบที่เจ็บปวด วันนี้เราจะมาย้อนรอยตำนานบทนี้ไปพร้อมกัน

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/mvekzx44

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/5uc7s69d

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/583er7zu

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/SOjMECEGhJo

เจาะเบื้องลึกละครแนวตั้ง แอปละครสั้นจีนที่กำลังยึดครองโลก อนาคตของวงการบันเทิง หรือแค่กระแสชั่วข้ามคืน?

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นประจำ ผมเชื่อว่าน่าจะเคยเห็นโฆษณาแปลกๆ ชิ้นหนึ่งผ่านตามาบ้าง

มันคือคลิปละครสั้นๆ ที่มีเนื้อเรื่องเข้มข้นเกินจริง พระเอกเป็นมหาเศรษฐีพันล้านที่ปลอมตัวมาเป็นภารโรง หรือนางเอกที่เป็นลูกคุณหนูตกอับ แต่กลับมาแก้แค้นในฐานะประธานบริษัท

คลิปเหล่านี้มักจะตัดจบในฉากที่น่าติดตามที่สุด ชวนให้เราอยากรู้ว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป หลายคนอาจจะมองว่ามันเป็นแค่ละครน้ำเน่าทุนต่ำ แต่เรื่องราวเบื้องหลังของมันกลับไม่ธรรมดาเลย

ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกว่า “Micro Drama” หรือละครสั้นแนวตั้ง และมันได้กลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดมหึมา ที่กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของวงการบันเทิงทั่วโลกอย่างเงียบๆ

เรื่องนี้มันน่าสนใจตรงที่ว่า ในปี 2024 ตลาด Micro Drama ในประเทศจีนเพียงแห่งเดียว กลับมีมูลค่าสูงถึงกว่า 5 หมื่นล้านหยวน หรือประมาณ 2.5 แสนล้านบาท

ตัวเลขนี้มหาศาลจนสามารถแซงหน้ารายได้รวมของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในจีนทั้งประเทศไปได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

คำถามคือ… ละครที่ดูเหมือนสร้างกันง่ายๆ ด้วยโปรดักชันธรรมดาๆ จะสามารถเติบโตจนกลายเป็นธุรกิจแสนล้าน และท้าทายยักษ์ใหญ่ในวงการบันเทิงอย่าง Hollywood ได้อย่างไร?

เรื่องราวทั้งหมดต้องย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่พฤติกรรมของเราทุกคนกำลังเปลี่ยนไป

จุดเริ่มต้นของ Micro Drama เกิดขึ้นในจีนราวปี 2018 บนแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่าง Douyin และ Kuaishou ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ TikTok กำลังได้รับความนิยมไปทั่วโลก

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้มันเติบโตแบบก้าวกระโดด คือช่วงการระบาดใหญ่ในปี 2020-2021

เมื่อผู้คนต้องใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น พวกเขามีเวลาว่าง แต่สมาธิกลับสั้นลง การจะนั่งดูซีรีส์ยาวๆ อาจกลายเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามมากเกินไปสำหรับบางคน

Micro Drama จึงเข้ามาตอบโจทย์ช่องว่างนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันถูกออกแบบมาเพื่อ “ช่วงเวลาว่างสั้นๆ” โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นตอนรอรถไฟฟ้า พักเที่ยง หรือก่อนนอน

หัวใจสำคัญที่ทำให้ Micro Drama ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย สามารถสรุปได้เป็นสูตรลับ 3 ข้อด้วยกัน

ข้อแรกคือ “ความเร็ว” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเอาชนะสมาธิที่สั้นลงของมนุษย์ ละครหนึ่งตอนมีความยาวแค่ 1-2 นาที แต่ดำเนินเรื่องรวดเร็วเหมือนรถไฟเหาะ และทุกตอนจะจบลงด้วยการทิ้งปมให้ค้างคาเพื่อบีบให้คนดูต้องกดดูตอนต่อไป

มันคือการใช้หลักจิตวิทยาของความพึงพอใจในทันที (Instant Gratification) มาสร้างความผูกพันกับผู้ชมได้อย่างชาญฉลาด

สูตรลับข้อที่สอง คือโมเดลธุรกิจที่เรียกว่า “ต้นทุนต่ำ แต่ผลตอบแทนสูง” หรือ Low-cost, High-reward

การสร้าง Micro Drama หนึ่งเรื่องอาจใช้ต้นทุนเพียงหลักแสนหรือหลักล้านบาทเท่านั้น เพราะใช้นักแสดงที่ยังไม่มีชื่อเสียงและถ่ายทำเสร็จในเวลาไม่กี่สัปดาห์

เมื่อเทียบกับซีรีส์ฟอร์มยักษ์ที่ต้องใช้ทุนสร้างหลายร้อยล้านและใช้เวลาเป็นปี นี่คือความได้เปรียบอย่างมหาศาลที่ทำให้ผู้สร้างสามารถผลิตคอนเทนต์ใหม่ๆ ออกมาได้อย่างรวดเร็ว

และสูตรลับข้อสุดท้ายที่สำคัญที่สุด คือการใช้ “ข้อมูลเป็นผู้กำกับ”

เบื้องหลังการสร้างไม่ได้มาจากการคาดเดา แต่มาจากการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมผู้ชมอย่างเข้มข้น พวกเขารู้ว่ากลุ่มเป้าหมายหลักคือใคร ชอบพล็อตแบบไหน และช่วงเวลาใดที่คนนิยมดูมากที่สุด

ทุกอย่างตั้งแต่บทละครไปจนถึงการยิงโฆษณา ถูกตัดสินใจโดยอ้างอิงจากข้อมูล ทำให้การผลิตและการตลาดมีความแม่นยำสูง ซึ่งแตกต่างจากวงการบันเทิงดั้งเดิมที่ยังต้องอาศัยสัญชาตญาณอยู่มาก

เมื่อโมเดลนี้พิสูจน์ตัวเองในจีนได้แล้ว เป้าหมายต่อไปคือการบุกตลาดโลก โดยมีสมรภูมิที่ใหญ่ที่สุดคือสหรัฐอเมริกา

แอปพลิเคชันอย่าง ReelShort, DramaBox และ GoodShort ได้ทุ่มงบการตลาดมหาศาลเพื่อเจาะตลาดอเมริกา และผลลัพธ์ก็คือความสำเร็จที่น่าทึ่ง

แต่เมื่อพูดถึงแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นสำหรับมือถือที่เคยพยายามจะบุกตลาดอเมริกา หลายคนอาจนึกถึงเรื่องเล่าแห่งความล้มเหลวครั้งประวัติศาสตร์ของ “Quibi”

ย้อนกลับไปในปี 2020 Quibi เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในฐานะบริการสตรีมมิ่งสำหรับมือถือโดยเฉพาะ ด้วยแนวคิด “Quick Bites” หรือคอนเทนต์คุณภาพสูงสไตล์ Hollywood ที่ถูกย่อให้สั้นลง

Quibi ได้รับการสนับสนุนจากบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดใน Hollywood อย่าง Jeffrey Katzenberg และระดมทุนได้สูงถึง 1.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

แต่หลังจากเปิดตัวได้เพียง 6 เดือน Quibi ก็ประกาศปิดตัวลง ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน

แล้วทำไม Quibi ที่มีทั้งเงินทุนและคอนเนคชันมหาศาลถึงล้มเหลว ในขณะที่ Micro Drama ซึ่งดูด้อยกว่าในทุกมิติกลับกำลังไปได้สวย?

คำตอบซ่อนอยู่ในปรัชญาการสร้างที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

Quibi พยายามนำ “คอนเทนต์สำหรับจอใหญ่” มาย่อส่วนลงในจอมือถือ ซึ่งมันขัดกับธรรมชาติของแพลตฟอร์ม แต่ Micro Drama “ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจอมือถือ” ตั้งแต่วันแรก

เนื้อเรื่อง การตัดต่อ และจังหวะการเล่าเรื่องของ Micro Drama ถูกออกแบบมาให้เสพติดได้ง่ายในหน้าจอแนวตั้งโดยเฉพาะ

อีกหนึ่งความแตกต่างสำคัญคือโมเดลการสร้างรายได้ Quibi เลือกใช้ระบบสมัครสมาชิก (Subscription) ที่ผู้ใช้ต้องจ่ายเงินก่อนถึงจะดูได้ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการหาผู้ใช้ใหม่

ในทางกลับกัน Micro Drama ใช้โมเดล “Freemium” ที่ชาญฉลาดกว่า พวกเขาให้ผู้ชมดูฟรีประมาณ 5-10 ตอนแรกเพื่อสร้างความติดงอมแงม

และเมื่อผู้ชมอยากดูต่อ พวกเขาจะต้องจ่ายเงินผ่านระบบ “เหรียญ” (Coins) ซึ่งเป็นการจ่ายเงินทีละเล็กทีละน้อยที่ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่าจ่ายได้ง่ายกว่า แต่สุดท้ายก็สามารถสร้างรายได้มหาศาล

มาถึงคำถามสุดท้าย… การเติบโตของ Micro Drama จะเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อ Netflix และ Hollywood หรือไม่?

คำตอบอาจจะไม่ใช่ในแบบที่เราคิด

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเปรียบเทียบความสัมพันธ์นี้เหมือนกับ “ร้านอาหารมิชลิน” และ “ร้านสตรีทฟู้ด”

ทั้งสองอย่างคือ “อาหาร” เหมือนกัน แต่ตอบสนองความต้องการในโอกาสที่แตกต่างกัน ไม่มีใครเลิกไปร้านอาหารหรูเพื่อกินสตรีทฟู้ดตลอดไป และตลาดก็ใหญ่พอสำหรับผู้เล่นทั้งสองราย

คนดูเปิด Netflix เพื่อเสพงานโปรดักชันคุณภาพสูงและบทภาพยนตร์ที่ลึกซึ้ง แต่พวกเขาเปิด ReelShort เพื่อความบันเทิงที่รวดเร็วและช่วยฆ่าเวลาว่างสั้นๆ

แต่ถ้าถามว่าใครคือคู่แข่งที่แท้จริงของ Micro Drama คำตอบอาจจะเป็น “แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย” อย่าง TikTok หรือ Instagram เสียมากกว่า

เพราะสงครามที่แท้จริงในยุคนี้คือ “สงครามแย่งชิงเวลาหน้าจอ” ของผู้บริโภค

ทุกนาทีที่คุณใช้ไปกับการดู Micro Drama คือนาทีที่หายไปจากการไถฟีดโซเชียลมีเดียอื่นๆ นี่คือการแข่งขันโดยตรงเพื่อแย่งชิงสิ่งที่มีค่าที่สุด นั่นคือ “เวลา” และ “ความสนใจ” ของเรา

การผงาดขึ้นมาของ Micro Drama คือสัญญาณเตือนว่า โลกกำลังหมุนไปสู่การเสพสื่อแบบ “ไม่ต่อเนื่อง” และ “แนวตั้ง” มากขึ้น

ในอนาคต เราอาจจะได้เห็นการเกิดขึ้นของระบบนิเวศใหม่ ที่คอนเทนต์แบบสั้นและแบบยาวไม่ได้แข่งขันกัน แต่ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างประสบการณ์ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เรื่องราวของ Micro Drama จึงไม่ใช่แค่เรื่องของละครทุนต่ำ แต่มันคือภาพสะท้อนของการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมผู้บริโภคที่ธุรกิจในทุกอุตสาหกรรมต้องจับตามอง

มันพิสูจน์ให้เห็นว่าในโลกยุคใหม่ ความสำเร็จอาจไม่ได้มาจากทุนที่หนากว่าเสมอไป แต่อาจมาจากความเข้าใจในตัวผู้บริโภค และความเร็วในการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

References : [cnbc, economist, restofworld, techcrunch, sixthtone]

Nusantara เดิมพัน 1.2 ล้านล้าน ย้ายเมืองหลวงอินโดฯ สู่ Utopia หรือหายนะ?

ถ้าถามว่าเมืองหลวงของประเทศไหนในโลกกำลังจมลงทะเลเร็วที่สุด คำตอบที่น่าตกใจก็คือ Jakarta เมืองหลวงของอินโดนีเซีย

มหานครแห่งนี้ไม่ได้แค่มีความเสี่ยง แต่กำลังจมลงไปแล้วจริงๆ ในอัตราที่น่าเหลือเชื่อ บางพื้นที่ของเมืองทรุดตัวลงถึง 25 เซนติเมตรต่อปี ซึ่งเร็วกว่าเมืองที่เรารู้จักกันดีอย่าง Venice หลายเท่า

ลองนึกภาพตามง่ายๆ ว่าทุก 4 ปี พื้นดินบางส่วนของ Jakarta จะหายไปเกือบ 1 เมตร นี่คือวิกฤตที่ไม่ได้รออยู่ในอนาคต แต่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า

สาเหตุหลักมาจากสองปัจจัยที่ผสมโรงกันอย่างลงตัว หนึ่งคือการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้อย่างมหาศาลเพื่อหล่อเลี้ยงประชากรหลายสิบล้านคน และสองคือระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ไว้ว่า หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ภายในปี 2050 พื้นที่ราวหนึ่งในสามของ Jakarta อาจจมอยู่ใต้มหาสมุทรเป็นการถาวร

นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาน้ำท่วม แต่มันคือการคุกคามการดำรงอยู่ของศูนย์กลางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมของประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลก

เมื่อบ้านกำลังจะจมหายไป รัฐบาลอินโดนีเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดี Joko Widodo จึงตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อนในประวัติศาสตร์ของชาติ นั่นคือการ “ย้ายเมืองหลวง”

นี่คือจุดเริ่มต้นของมหากาพย์โปรเจกต์ที่ชื่อว่า Nusantara เมืองหลวงแห่งใหม่ที่จะถูกสร้างขึ้นมาจากความว่างเปล่าบนเกาะ Borneo ที่อยู่ห่างออกไปกว่า 1,300 กิโลเมตร

วิสัยทัศน์ของ Nusantara นั้นยิ่งใหญ่กว่าแค่การสร้างเมืองเพื่อหนีน้ำท่วม มันคือความพยายามที่จะสร้าง “Utopia” หรือเมืองในอุดมคติสำหรับศตวรรษที่ 21

ภาพฝันที่ถูกวาดไว้คือเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่โอบล้อมด้วยผืนป่า เป็นเมืองที่ใช้พลังงานหมุนเวียนเกือบทั้งหมด และที่สำคัญคือการกระจายความเจริญออกจากเกาะชวา ที่แออัดมานาน

การเลือกที่ตั้งใจกลางประเทศบนเกาะ Borneo ถือเป็นการส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ว่า อินโดนีเซียยุคใหม่จะเติบโตไปพร้อมกันทั้งประเทศ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอีกต่อไป

อันที่จริงแล้ว การย้ายเมืองหลวงไม่ใช่เรื่องใหม่ในประวัติศาสตร์โลก ในทศวรรษ 1960 บราซิลเคยสร้างเมือง Brasília ขึ้นมาจากที่ดินเปล่า เพื่อย้ายศูนย์กลางอำนาจเข้าไปใจกลางแผ่นดิน

แม้ Brasília จะกลายเป็นสัญลักษณ์ของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ แต่ก็ต้องเผชิญกับคำวิจารณ์และปัญหามากมายในช่วงแรกเช่นกัน

คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า Nusantara จะเดินซ้ำรอยประวัติศาสตร์ หรือจะสามารถสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขึ้นมาได้สำเร็จ โครงการที่เดิมพันด้วยงบประมาณมหาศาลกว่า 1.2 ล้านล้านบาทนี้ จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ หรือจะเป็นเพียงอนุสาวรีย์แห่งความล้มเหลวที่ต้องจดจำ

การสร้างเมืองทั้งเมืองขึ้นมาจากศูนย์ ก็เหมือนกับการต่อจิ๊กซอว์ภาพที่ใหญ่และซับซ้อนที่สุดในโลก และสำหรับ Nusantara ความท้าทายก็ปรากฏขึ้นแทบจะในทุกชิ้นส่วนของภาพ

อุปสรรคแรกและใหญ่ที่สุดคือเรื่อง “เงินทุน” งบประมาณที่ประเมินไว้ราว 33,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐนั้นเป็นตัวเลขที่มหาศาล

รัฐบาลของประธานาธิบดี Widodo ประกาศว่าจะใช้งบประมาณของรัฐเพียง 20% เท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 80% หวังพึ่งพาการลงทุนจากภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ

แต่ตรงนี้เองที่เกิดปัญหาคลาสสิกที่เรียกว่า “ไก่กับไข่” นักลงทุนจะยังไม่กล้าใส่เงินก้อนโต หากไม่มั่นใจว่าเมืองนี้จะเกิดขึ้นและมีชีวิตชีวาได้จริง

ในขณะเดียวกัน เมืองก็ไม่สามารถพัฒนาไปถึงจุดนั้นได้ หากปราศจากเงินลงทุนก้อนแรก ความลังเลของนักลงทุนยิ่งชัดเจนขึ้น เมื่อกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่อย่าง SoftBank จากญี่ปุ่น ตัดสินใจถอนตัวในปี 2022

การถอนตัวครั้งนั้นเปรียบเหมือนการส่งสัญญาณเตือนไปยังนักลงทุนทั่วโลกว่า โครงการนี้อาจมีความเสี่ยงซ่อนอยู่มากกว่าที่ตาเห็น

ความท้าทายถัดมาคือ “ความขัดแย้งในอุดมการณ์” Nusantara ถูกนำเสนอในฐานะเมืองสีเขียว เป็น “Forest City” ที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน

แต่ในความเป็นจริง การสร้างเมืองขนาดมหึมาบนพื้นที่เทียบเท่า 4 เท่าของนคร New York ย่อมหลีกเลี่ยงการถางป่าไม่ได้

พื้นที่ก่อสร้างนั้นคือส่วนหนึ่งของป่าฝนเขตร้อนที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นบ้านของลิงอุรังอุตังและสัตว์ป่าหายากนานาชนิด

นักวิจารณ์และกลุ่มสิ่งแวดล้อมจึงตั้งคำถามว่า แนวคิดเมืองสีเขียวนี้เป็นของจริง หรือเป็นเพียงคำโฆษณาสวยหรูเพื่อกลบภาพการทำลายป่าครั้งใหญ่กันแน่

ยิ่งไปกว่านั้น เป้าหมายการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันอินโดนีเซียยังพึ่งพาถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานหลัก

การสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดให้เพียงพอสำหรับเมืองใหม่ทั้งเมือง จึงเป็นโจทย์ที่ยากและต้องใช้เงินทุนอีกมหาศาล

อีกหนึ่งความท้าทายที่มักถูกมองข้ามคือ “ต้นทุนทางสังคม” ในพื้นที่ที่ถูกเลือกเป็นที่ตั้งของ Nusantara มีชุมชนพื้นเมืองดั้งเดิมอาศัยอยู่กว่า 20,000 ชีวิต

พวกเขาต้องเผชิญกับการถูกโยกย้ายถิ่นฐาน และวิถีชีวิตที่ผูกพันกับผืนป่ามานานกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล นี่คือราคาที่ต้องจ่ายซึ่งไม่สามารถประเมินเป็นตัวเงินได้

และอุปสรรคที่สำคัญที่สุด อาจจะเป็นเรื่อง “การเมือง” ประธานาธิบดี Widodo พยายามเร่งรัดโครงการนี้อย่างหนัก เพื่อให้เฟสแรกเสร็จทันก่อนที่เขาจะหมดวาระลง แต่ก็ทำไม่สำเร็จ

แต่ความเร่งรีบนี้เองที่อาจนำมาซึ่งปัญหา เมื่อช่วงกลางปี 2024 หัวหน้าและรองหัวหน้าโครงการ Nusantara ได้ประกาศลาออกพร้อมกันอย่างกะทันหัน ซึ่งสร้างความสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นของโครงการ

ชะตากรรมของ Nusantara จึงตกอยู่ในมือของประธานาธิบดีคนใหม่อย่าง Prabowo Subianto ว่าเขาจะยังคงให้ความสำคัญกับโครงการมรดกชิ้นนี้ต่อไปหรือไม่

การเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมืองครั้งนี้จึงกลายเป็นตัวแปรสำคัญ ที่จะชี้ชะตาว่า Nusantara จะได้ไปต่อ หรือจะถูกทิ้งให้กลายเป็นเมืองร้างกลางป่า

ณ วันนี้ โครงการ Nusantara กำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายบางๆ ระหว่างความฝันอันยิ่งใหญ่กับความเป็นจริงที่เต็มไปด้วยอุปสรรค

การก่อสร้างเฟสแรกยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็เผชิญกับปัญหาความล่าช้าจากทั้งสภาพอากาศและการขนส่งวัสดุที่ยากลำบาก ขณะที่คำถามตัวโตๆ ว่าเงินทุนส่วนที่เหลืออีก 80% นั้นจะมาจากไหน ก็ยังคงไม่มีคำตอบที่ชัดเจน

อนาคตของ Nusantara สามารถเป็นไปได้สองทางที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว

ทางแรกคือความสำเร็จ หากรัฐบาลใหม่ยังคงผลักดันโครงการอย่างเต็มที่ และสามารถสร้างความเชื่อมั่นจนดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติได้ Nusantara ก็อาจจะกลายเป็นต้นแบบของเมืองแห่งอนาคตได้จริง

มันจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ กระจายความเจริญ และกลายเป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ของนวัตกรรมสีเขียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แต่อีกทางหนึ่งคือความล้มเหลว หากการเมืองเปลี่ยนทิศทาง เงินทุนไม่มาตามนัด โครงการนี้ก็อาจจะหยุดชะงักและไปไม่ถึงฝั่งฝัน

Nusantara อาจกลายเป็นเพียงเมืองราชการที่เงียบเหงา เหมือนกับเมืองหลวงใหม่อย่าง Naypyidaw ของเมียนมา ที่ไม่สามารถดึงดูดภาคธุรกิจและผู้คนให้ย้ายตามไปได้

ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด มันอาจกลายเป็น “เมืองร้าง” ที่ใช้งบประมาณมหาศาลไปโดยเปล่าประโยชน์ และกลายเป็นภาระทางการคลังของประเทศไปอีกหลายสิบปี

ที่สำคัญ ปัญหาเดิมใน Jakarta ทั้งเรื่องการทรุดตัวของเมืองและปัญหาสังคมต่างๆ ก็ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข เพราะการย้ายเมืองหลวงเป็นเพียงการ “หนีปัญหา” ไม่ใช่การ “แก้ปัญหา” ที่ต้นตอ

เรื่องราวของ Nusantara จึงไม่ใช่แค่เรื่องของอินโดนีเซีย แต่เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ที่กรุงเทพฯ ก็กำลังเผชิญกับภัยคุกคามที่คล้ายคลึงกัน

มันคือกรณีศึกษาของการพัฒนาเมืองในศตวรรษที่ 21 ที่ต้องหาจุดสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่างความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ของผู้คน

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จที่แท้จริงของ Nusantara คงไม่ได้วัดกันที่ตึกระฟ้าที่สวยงาม หรือเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย

แต่วัดกันที่ว่าเมืองนี้สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน สร้างโอกาสที่เท่าเทียม และรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนากับธรรมชาติไว้ได้หรือไม่

นี่คือการเดิมพันครั้งประวัติศาสตร์ของอินโดนีเซีย ซึ่งไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร มันก็จะกลายเป็นบทเรียนราคาแพงให้โลกได้เรียนรู้ไปอีกนานแสนนาน

References : [channelnewsasia, bloomberg, bbc, reuters, thediplomat]