ถ้าถามว่า บริษัทไหนคือผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV หลายคนคงนึกถึง Tesla, BMW หรือแบรนด์รถยนต์ยักษ์ใหญ่จากจีนอย่าง Nio หรือ Li Auto
แต่มีบริษัทหนึ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง และเป็นผู้กุมชะตาของแบรนด์ทั้งหมดที่กล่าวมา
บริษัทนี้ไม่ได้ผลิตรถยนต์ แต่พวกเขาผลิต “หัวใจ” ที่ขับเคลื่อนมัน นั่นคือแบตเตอรี่ และบริษัทที่ว่านี้คือ CATL ยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของโลกในตลาดแบตเตอรี่ EV
เรื่องราวความสำเร็จของ CATL ก็คือเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ชื่อว่า Robin Zeng (โรบิน เจิง) จากเด็กหนุ่มในครอบครัวเกษตรกรที่ยากจน สู่การเป็นมหาเศรษฐีผู้กำหนดทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์โลก
เรื่องราวต้องย้อนกลับไปที่หมู่บ้านเล็กๆ ในมณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน ที่นั่นคือจุดกำเนิดของเด็กชายชื่อ โรบิน เจิง ผู้เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน
ชีวิตในวัยเด็กของเขาห่างไกลจากความสะดวกสบาย มือของเขาคุ้นเคยกับการทำไร่ทำนา ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับโลกไฮเทคที่เขากำลังจะเข้าไปสร้างตำนาน
แต่ในความขาดแคลนนั้น สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นออกมาคือพรสวรรค์ด้านการเรียนรู้ของเขา เจิงเป็นเด็กที่เรียนเก่งและมีความกระหายใคร่รู้เกินกว่าเด็กในวัยเดียวกัน
พรสวรรค์ของเขาไปเข้าตาครูบาอาจารย์ ที่มองเห็นศักยภาพและช่วยกันผลักดันให้เขามองไปยังเป้าหมายที่ใหญ่กว่าขอบเขตของหมู่บ้านที่เขาเติบโตมา
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญแรกในชีวิตของเขาคือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของจีนอย่าง Shanghai Jiao Tong University ได้สำเร็จ
การก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัย ไม่ใช่แค่การย้ายจากบ้านนอกเข้าเมือง แต่มันคือการกระโจนเข้าสู่โลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทายที่เขาไม่เคยจินตนาการถึง
ชีวิตนักศึกษาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาต้องเผชิญกับวิชาการขั้นสูงที่ซับซ้อนกว่าที่เคยเรียนมาหลายเท่า แถมตำราเรียนส่วนใหญ่ยังเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ในตอนนั้น
แต่ด้วยจิตใจที่แข็งแกร่งจากการทำงานหนักมาตั้งแต่เด็ก เจิงไม่เคยยอมแพ้ ในขณะที่เพื่อนๆ กำลังสนุกสนานกับชีวิตในเมือง เขากลับใช้เวลาส่วนใหญ่ขลุกอยู่ในห้องสมุด
ความพยายามของเขาส่งผลให้ผลการเรียนดีขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งกลายเป็นนักศึกษาแถวหน้าของภาควิชา และสำเร็จการศึกษาออกมาพร้อมปริญญาเกียรตินิยม
เมื่อเรียนจบ ตัวเลือกที่ดูเหมือนจะดีและปลอดภัยที่สุดในยุคนั้น คือการเข้าทำงานในบริษัทของรัฐ ซึ่งมอบทั้งความมั่นคงและหน้าตาทางสังคม
แต่สำหรับเจิงแล้ว การทำงานในระบบที่เชื่องช้าและมีขั้นตอนมากมาย มันทำให้เขารู้สึกเหมือนศักยภาพของตัวเองถูกจำกัด เขาโหยหาความท้าทายและเทคโนโลยีล้ำสมัย
หลังเลิกงานทุกวัน เขาจะใช้เวลาว่างไปกับการศึกษาเรื่องราวเทคโนโลยี จนไปสะดุดตากับชื่อของเมืองตงกวนเมืองที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในฐานะศูนย์กลางการผลิตอิเล็กทรอนิกส์
หัวใจของเขาเต้นแรง เขารู้สึกว่าอนาคตของเขาอยู่ที่นั่น ไม่ใช่ที่โต๊ะทำงานอันแสนมั่นคงนี้
และนั่นก็นำมาสู่การตัดสินใจที่บ้าบิ่นที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต หลังจากทำงานที่มั่นคงได้เพียง 3 เดือน เจิงตัดสินใจยื่นใบลาออก
ท่ามกลางเสียงคัดค้านและความไม่เข้าใจของคนรอบข้าง เขากำเงินเก็บทั้งหมดที่มี พร้อมกับความฝันอันยิ่งใหญ่ มุ่งหน้าสู่เมืองตงกวนเพียงลำพัง
การเดิมพันครั้งใหญ่นี้ให้ผลตอบแทนอย่างรวดเร็ว เมื่อเขาได้เข้าทำงานเป็นวิศวกรที่ SAE Magnetics ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ TDK ยักษ์ใหญ่ด้านอิเล็กทรอนิกส์จากญี่ปุ่น
ที่นี่เปรียบเสมือนมหาวิทยาลัยชั้นยอด ที่สอนให้เขารู้จักกระบวนการผลิตระดับโลก และมาตรฐานการทำงานของบริษัทข้ามชาติ
ด้วยความสามารถที่โดดเด่น เขาใช้เวลาไม่นานในการไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคชาวจีนแผ่นดินใหญ่คนแรกของบริษัทด้วยวัยเพียง 31 ปี
แต่ถึงจะประสบความสำเร็จในฐานะผู้บริหารมืออาชีพ เขาก็ยังมองหาโอกาสที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น และเขาก็มองเห็นมันในเทคโนโลยีที่เรียกว่า “แบตเตอรี่ลิเธียม”
ในปี 1999 กระแสของอุปกรณ์พกพากำลังมาแรง โทรศัพท์มือถือเริ่มกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องมี เจิงและหุ้นส่วนอีกสองคนจึงตัดสินใจก่อตั้งบริษัทของตัวเองขึ้นมาในฮ่องกง
บริษัทนั้นมีชื่อว่า ATL หรือ Amperex Technology Limited โดยมีเป้าหมายคือการผลิตแบตเตอรี่คุณภาพสูงสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้
แต่การเปลี่ยนบทบาทจากผู้บริหารมาเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ความผิดพลาดครั้งแรกเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเจ็บปวด
ทีมงาน ATL ทุ่มเงินกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้อสิทธิบัตรเทคโนโลยีแบตเตอรี่จาก Bell Labs ห้องปฏิบัติการระดับตำนานในอเมริกา พวกเขาคิดว่านี่คือทางลัดสู่ความสำเร็จ
แต่เรื่องกลับตาลปัตร เมื่อเริ่มนำเทคโนโลยีมาผลิตจริง พวกเขาก็ค้นพบข้อบกพร่องร้ายแรง แบตเตอรี่ที่ผลิตออกมามันเกิดอาการ “บวม” และที่เลวร้ายกว่าคือมันอาจระเบิดได้
ลองนึกภาพตามดูสิครับ บริษัทที่เพิ่งก่อตั้ง กำลังจะส่งสินค้าออกขาย แต่ผลิตภัณฑ์นั้นอาจกลายเป็นระเบิดเวลาในมือลูกค้า เงินลงทุนก้อนโตกำลังจะกลายเป็นหายนะในพริบตา
เวลากำลังจะหมดลง นักลงทุนเริ่มกดดันอย่างหนัก แต่เจิงไม่ยอมแพ้ เขาระดมทีมวิศวกรทั้งหมดเข้าห้องแล็บ ทำงานกันหามรุ่งหามค่ำเป็นเวลาหลายสัปดาห์
พวกเขาไล่ทดลองสูตรเคมีใหม่ๆ เปลี่ยนวัสดุครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกความล้มเหลวคือบทเรียนที่ต้องรีบเรียนรู้และก้าวข้ามไปให้เร็วที่สุด
และในที่สุด ความพยายามอย่างไม่ลดละก็เกิดผล ทีม ATL สามารถพัฒนาสูตร “อิเล็กโทรไลต์” หรือสารละลายเคมีในแบตเตอรี่ขึ้นมาใหม่ ซึ่งแก้ปัญหาการบวมได้อย่างสิ้นเชิง
วินาทีนั้นคือการเกิดใหม่ของ ATL พวกเขารอดพ้นจากหายนะ และมีผลิตภัณฑ์ที่พร้อมจะเข้าสู่ตลาดได้อย่างภาคภูมิใจ
ความสำเร็จในการแก้ปัญหานี้เองที่ไปเข้าตาบริษัทยักษ์ใหญ่ที่กำลังจะเปลี่ยนโลก นั่นคือ Apple
ในปี 2003 Apple กำลังจะเปิดตัวอุปกรณ์ฟังเพลงปฏิวัติวงการอย่าง iPod แต่ปัญหาใหญ่ที่พวกเขาเจอคือเรื่องแบตเตอรี่ ที่ต้องมีขนาดเล็ก เบา และใช้งานได้นาน
เมื่อวิศวกรของ Apple ได้ทดสอบแบตเตอรี่ของ ATL พวกเขาก็รู้ทันทีว่านี่คือสิ่งที่ตามหา การเจรจาเกิดขึ้นอย่างเข้มข้น และในที่สุด ATL ก็คว้าสัญญาประวัติศาสตร์มาได้
นั่นคือคำสั่งซื้อแบตเตอรี่สำหรับ iPod จำนวนมหาศาลถึง 18 ล้านชิ้น
สัญญานี้เป็นจุดเปลี่ยนที่แท้จริง มันไม่เพียงแต่นำเม็ดเงินมหาศาลมาให้ แต่ยังเป็นการประทับตรายืนยันคุณภาพว่า ATL คือบริษัทที่ Apple ไว้วางใจ
หลังจากนั้น ชื่อเสียงของ ATL ก็โด่งดังไปทั่ววงการเทคโนโลยี แบรนด์สมาร์ทโฟนชั้นนำต่างเข้ามาเป็นลูกค้า ทำให้ ATL กลายเป็นผู้นำในตลาดแบตเตอรี่สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างรวดเร็ว
แต่สำหรับ โรบิน เจิง ความสำเร็จนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น เขามองเห็นคลื่นลูกใหม่ที่ใหญ่กว่ากำลังจะมา นั่นก็คือ “รถยนต์ไฟฟ้า”
เขารู้ดีว่าศักยภาพของตลาดแบตเตอรี่ EV นั้นใหญ่กว่าตลาดสมาร์ทโฟนหลายร้อยเท่า แต่ก็มีอุปสรรคชิ้นใหญ่ขวางอยู่
นั่นคือบริษัท ATL ที่เขาสร้างมากับมือ ได้ถูกซื้อกิจการโดย TDK ซึ่งเป็นบริษัทญี่ปุ่นไปแล้ว การมีเจ้าของเป็นชาวต่างชาติ ทำให้การเจาะตลาดรถยนต์ของจีน ซึ่งมีนโยบายสนับสนุนแบรนด์ท้องถิ่นเป็นเรื่องที่ยากมาก
เจิงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือกระหว่างการอยู่ในโซนปลอดภัยกับความสำเร็จของ ATL หรือจะกระโดดออกมาเสี่ยงอีกครั้งเพื่อไล่ตามโอกาสที่ยิ่งใหญ่กว่า และเขาก็เลือกอย่างหลัง
ในปี 2011 เขาตัดสินใจครั้งสำคัญอีกครั้ง ด้วยการก่อตั้งบริษัทใหม่ที่ชื่อว่า Contemporary Amperex Technology Co., Limited หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า CATL
การก่อตั้ง CATL คือการเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ แต่ครั้งนี้เจิงมีทั้งประสบการณ์และชื่อเสียงเป็นแต้มต่อ พวกเขาได้ลูกค้ารายใหญ่อย่าง BMW มาตั้งแต่ช่วงแรกๆ ซึ่งช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้อย่างดีเยี่ยม
แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้ CATL พุ่งทะยานแซงหน้าคู่แข่งทุกคน มาจากนโยบายของรัฐบาลจีนในปี 2015 ที่เรียกว่า “Whitelist policy”
นโยบายนี้คือการที่รัฐบาลจะออกรายชื่อซัพพลายเออร์แบตเตอรี่ที่ได้รับการรับรอง และผู้ผลิตรถยนต์ในจีนจะได้รับเงินอุดหนุนก็ต่อเมื่อใช้แบตเตอรี่จากบริษัทในลิสต์นี้เท่านั้น
แน่นอนว่า CATL อยู่ในรายชื่อนั้นตั้งแต่แรก ในขณะที่คู่แข่งจากเกาหลีใต้และญี่ปุ่น กลับไม่อยู่ในลิสต์ในช่วงเริ่มต้น นี่จึงเป็นเหมือนการเปิดทางโล่งให้ CATL ครองตลาดในประเทศตัวเอง
ประกอบกับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่เฉียบคมของเจิงในการทุ่มลงทุนพัฒนาแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง ที่มีความหนาแน่นของพลังงานมากกว่า ทำให้รถวิ่งได้ไกลขึ้น
ผลลัพธ์คือการเติบโตแบบก้าวกระโดด ภายในปี 2017 หรือเพียง 6 ปีหลังก่อตั้ง CATL ก็ก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ EV อันดับ 1 ของโลก แซงหน้าคู่แข่งทุกรายได้สำเร็จ
ความสำเร็จของ CATL ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น พวกเขายังคงพัฒนานวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง เช่น แบตเตอรี่ Kirin ที่ชาร์จเร็วและวิ่งได้ไกล หรือเทคโนโลยี CTC ที่รวมแบตเตอรี่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างรถ
แต่วิสัยทัศน์ของ โรบิน เจิง ไปไกลกว่าการเป็นแค่ผู้ผลิตแบตเตอรี่ เขากำลังสร้างระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องกับทุกมิติของการเดินทางในอนาคต
เขาลงทุนในเหมืองลิเธียมเพื่อควบคุมวัตถุดิบต้นน้ำ สร้างบริการสลับแบตเตอรี่เพื่อแก้ปัญหาการรอชาร์จ และยังลงทุนในเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับและเซมิคอนดักเตอร์
จากเด็กชายในหมู่บ้านชนบท สู่การเป็นเจ้าของอาณาจักรมูลค่าหลายล้านล้านบาท โรบิน เจิง ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมแพ้ และวิสัยทัศน์ที่มองเห็นอนาคตก่อนคนอื่น สามารถเปลี่ยนแปลงได้ไม่เพียงแค่ชีวิตของตัวเอง แต่ยังรวมถึงทิศทางของอุตสาหกรรมทั้งโลก
เรื่องราวของเขาอาจจบลงด้วยปรัชญาส่วนตัวที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ ซึ่งน่าจะสรุปตัวตนของเขาได้ดีที่สุด
เขาบอกว่า “ผมไม่ได้อยากเป็นคนรวยที่สุด มันไม่มีความหมายเลย ผมอยากจะแบ่งปันความมั่งคั่งนี้เพื่อสร้างสังคมที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อความยั่งยืน”
และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมดของ CATL และ โรบิน เจิง ชายผู้อยู่เบื้องหลังหัวใจของยานยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก
References : [forbes, bloomberg, reuters, catl, asia .nikkei]