Geek Story EP472 : เรื่องราวของ Robin Zeng จากลูกชาวนาสู่เจ้าพ่อแบตเตอรี่ EV อันดับ 1 ของโลก

ถ้าถามว่า บริษัทไหนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก… หลายคนอาจจะนึกถึง Tesla ของ Elon Musk ที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของวงการนี้… แต่ถ้าผมบอกว่ามีบริษัทหนึ่ง ที่ Tesla, BMW, Mercedes, Ford และแบรนด์ยักษ์ใหญ่อีกเพียบ ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีแบตเตอรี่จากเขา… คุณจะเชื่อไหมครับ?

บริษัทนี้ไม่ได้โด่งดังจากการสร้างรถยนต์ แต่พวกเขาสร้าง “หัวใจ” ที่ขับเคลื่อนรถยนต์เหล่านั้น บริษัทที่ว่านี้คือ CATL ผู้นำอันดับหนึ่งของโลกในตลาดแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า

และเรื่องราวเบื้องหลังความสำเร็จของ CATL ก็คือเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ชื่อว่า Robin Zeng จากเด็กหนุ่มในหมู่บ้านเกษตรกรที่ยากจน สู่การเป็นมหาเศรษฐีผู้กุมชะตาอุตสาหกรรมยานยนต์โลก

วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องราวการเดินทางอันน่าทึ่ง ที่เต็มไปด้วยการตัดสินใจที่เสี่ยงสุดๆ การเกือบจะล้มละลาย และวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกลจนน่าเหลือเชื่อ นี่คือเรื่องราวที่จะเปลี่ยนวิธีที่คุณมองแบตเตอรี่ไปตลอดกาลครับ

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/3x7hxrd2

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/3uzcactx

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/92hjjn2u

🎧 ฟังผ่าน Youtube : 
https://youtu.be/KamSTqgYuN4

พลิกบัลลังก์! Larry Ellison แซง Elon Musk ขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของโลกได้อย่างไร?

หากพูดถึงชื่อของบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก เราคงจะนึกถึง Elon Musk, Bernard Arnault หรือ Jeff Bezos ที่ผลัดกันครองตำแหน่งนี้มาตลอดหลายปีที่ผ่านมา

แต่ล่าสุดบัลลังก์นี้เพิ่งถูกพลิกไปอย่างไม่มีใครคาดคิด โดยผู้ท้าชิงที่หลายคนอาจจะลืมชื่อของเขาไปแล้ว

ชายคนนั้นคือ Larry Ellison ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทซอฟต์แวร์ระดับตำนานอย่าง Oracle

ณ วันนี้ Larry Ellison ได้แซงหน้า Elon Musk ขึ้นแท่นเป็นบุคคลที่มั่งคั่งที่สุดในโลกคนล่าสุดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ชายวัย 80 กว่า กับบริษัทที่ถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีรุ่นใหญ่ จะสามารถกลับมาผงาดในยุคที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วย AI และนวัตกรรมสุดล้ำได้ยังไง?

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องราวการสลับตำแหน่งบนตารางมหาเศรษฐี แต่มันคือภาพสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกเทคโนโลยี ที่กำลังส่งสัญญาณถึงผู้ที่จะกุมอำนาจในยุคถัดไป

ย้อนกลับไปในปี 1977 หรือเกือบ 50 ปีก่อน Larry Ellison ได้ร่วมก่อตั้ง Oracle ขึ้นมาพร้อมกับวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน นั่นคือการสร้างระบบจัดการ “ฐานข้อมูล” หรือ Database ที่ดีที่สุดในโลก

หลายคนอาจสงสัยว่า Database คืออะไร?

ลองจินตนาการถึงโกดังเก็บข้อมูลขนาดยักษ์ ที่อยู่เบื้องหลังทุกระบบขององค์กรใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลลูกค้าของธนาคาร ระบบสต็อกสินค้าของห้างสรรพสินค้า หรือระบบจองตั๋วเครื่องบินทั่วโลก

Oracle คือผู้สร้างและผู้คุมโกดังดิจิทัลเหล่านั้น พวกเขากลายเป็นเหมือนกระดูกสันหลังที่มองไม่เห็นของเศรษฐกิจโลกมานานหลายทศวรรษ สร้างรายได้มหาศาลและมั่นคงเป็นอย่างยิ่ง

ความสำเร็จนี้ส่งให้ Larry Ellison กลายเป็นมหาเศรษฐีระดับโลก มีชื่อเสียงในฐานะเพลย์บอยแห่ง Silicon Valley ผู้รักการแข่งขันเรือยอชต์ และใช้ชีวิตอย่างหรูหรา

แต่ในขณะเดียวกัน โลกของเทคโนโลยีก็หมุนไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

การมาถึงของยุคอินเทอร์เน็ต และการระเบิดของสมาร์ทโฟน ได้ให้กำเนิดเทคโนโลยีคลื่นลูกใหม่ที่เรียกว่า “คลาวด์คอมพิวติ้ง” (Cloud Computing)

บริษัทอย่าง Amazon, Microsoft และ Google ได้เข้ามาปฏิวัติวงการ ด้วยการเสนอบริการให้เช่าใช้คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ผ่านอินเทอร์เน็ต

โมเดลธุรกิจแบบใหม่นี้ ทำให้บริษัทต่างๆ ไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อเซิร์ฟเวอร์หรือซอฟต์แวร์ราคาแพงของ Oracle อีกต่อไป ซึ่งมันทั้งสะดวกและประหยัดกว่าอย่างมหาศาล

ในช่วงแรก Larry Ellison เองก็ดูจะประเมินพลังของคลาวด์ต่ำเกินไป ทำให้ Oracle ก้าวเข้าสู่สงครามครั้งนี้ช้ากว่าคู่แข่งไปหลายก้าว

ภาพลักษณ์ของ Oracle ในช่วงเวลานั้น จึงกลายเป็นเหมือน “ไดโนเสาร์” เทคโนโลยีที่กำลังจะถูกคลื่นลูกใหม่ซัดหายไป

ในขณะที่ Amazon Web Services (AWS) เติบโตอย่างถล่มทลาย และ Microsoft ก็พลิกโฉมตัวเองสู่บริษัทคลาวด์เต็มตัว ดูเหมือนว่ายุคทองของ Oracle กำลังจะสิ้นสุดลง

แต่แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ที่เปลี่ยนชะตากรรมของบริษัทไปตลอดกาล นั่นคือการมาถึงของยุค “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI

ปรากฏการณ์ของ ChatGPT ในช่วงปี 2022-2023 ได้ปลุกให้โลกทั้งใบตื่นขึ้นมารับรู้ถึงศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของ Generative AI

ทุกบริษัทเทคโนโลยีต่างกระโจนเข้าสู่สนามรบนี้ และในสมรภูมินี้เอง ที่ Larry Ellison และ Oracle มองเห็นโอกาสครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท

พวกเขาค้นพบว่า สิ่งที่โมเดล AI ขนาดใหญ่ต้องการมากที่สุด ไม่ใช่แค่ข้อมูล แต่คือ “พลังการประมวลผล” ที่มหาศาลอย่างไม่เคยมีมาก่อน

พลังที่ว่านี้ มาจากการ์ดจอพิเศษ หรือ GPU ซึ่งผลิตโดยบริษัท Nvidia และได้กลายเป็นทรัพยากรที่หายากและเป็นที่ต้องการมากที่สุดในโลก

ในขณะที่คู่แข่งกำลังวุ่นอยู่กับการให้บริการคลาวด์แก่ลูกค้าทั่วไป Oracle ได้ตัดสินใจเดิมพันครั้งใหญ่ พวกเขาทุ่มเงินมหาศาลเพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลที่ออกแบบมาเพื่อรองรับงาน AI โดยเฉพาะ

พูดง่ายๆ คือ Oracle ไม่ได้พยายามจะสร้างถนนสำหรับรถทุกประเภท แต่พวกเขากำลังสร้าง “สนามแข่ง Formula 1 สำหรับ AI” โดยเฉพาะ

พวกเขาลงทุนซื้อ GPU ที่ดีที่สุดมาไว้ในครอบครอง และสร้างสถาปัตยกรรมเครือข่ายความเร็วสูงเพื่อเชื่อมต่อมันเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ผลลัพธ์ของการเดิมพันครั้งนี้ คือ Oracle ได้กลายเป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทในโลก ที่มีพลังประมวลผลสำหรับ AI พร้อมให้เช่าในปริมาณมหาศาล

และนั่นคือสิ่งที่บริษัท AI ชั้นนำของโลก ตั้งแต่ OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT ไปจนถึง Meta, Nvidia, AMD และแม้กระทั่ง xAI ของ Elon Musk เอง กำลังต้องการอย่างที่สุด

เรื่องที่น่าสนใจที่สุดคือ แม้แต่ Elon Musk ก็ยังต้องนำพาบริษัท xAI ของเขามาเป็นลูกค้าของ Oracle เพื่อเช่าใช้พลังประมวลผลที่จำเป็นต่อการพัฒนา AI ของตัวเอง

การวางตำแหน่งทางธุรกิจที่เฉียบคมนี้ ได้ผลิดอกออกผลอย่างงดงาม

ในการประกาศผลประกอบการล่าสุด Oracle ได้เปิดเผยตัวเลขที่ทำให้ทั้ง Wall Street ต้องตกตะลึง นั่นคือ “ยอดการจองซื้อ” หรือ Bookings

ยอดจองซื้อนี้ ไม่ใช่รายได้ที่เกิดขึ้นแล้ว แต่เป็นสัญญาที่ลูกค้าทำไว้ล่วงหน้า เปรียบเสมือนการการันตีรายได้ในอนาคต ซึ่งตัวเลขของ Oracle พุ่งสูงถึง 455,000 ล้านดอลลาร์

เมื่อนักลงทุนเห็นสัญญาแห่งอนาคตที่ชัดเจนขนาดนี้ พวกเขาก็แห่กันเข้ามาซื้อหุ้นของ Oracle จนทำให้ราคาหุ้นพุ่งทะยานขึ้นมากกว่า 40% ในวันเดียว

และด้วยสัดส่วนการถือหุ้น 41% ในบริษัทที่เขาก่อตั้งขึ้นมากับมือ มูลค่าทรัพย์สินของ Larry Ellison จึงพุ่งทะยานแซงหน้า Elon Musk ในที่สุด

แต่วิสัยทัศน์ของ Ellison ยังมองไปไกลกว่านั้น

เขาได้อธิบายว่า ตลาด AI นั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วนที่สำคัญ คือตลาด “Training” และตลาด “Inferencing”

Training ก็คือกระบวนการสอน AI ด้วยข้อมูลมหาศาล ซึ่งใช้พลังประมวลผลสูงมาก แต่ทำเพียงไม่กี่ครั้งต่อหนึ่งโมเดล

ส่วน Inferencing คือการนำ AI ที่ฝึกเสร็จแล้วมา “ใช้งานจริง” ทุกครั้งที่เราถามคำถาม ChatGPT หรือสั่งให้ AI สร้างภาพ นั่นคือ Inferencing ซึ่งเกิดขึ้นนับพันล้านครั้งทั่วโลกในแต่ละวัน

Ellison เชื่อว่า ตลาด Inferencing นั้น “ใหญ่กว่าตลาด Training หลายเท่าตัว” และในปัจจุบัน โลกกำลังขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรองรับตลาดนี้อย่างหนัก ซึ่ง Oracle ได้เตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว

นี่คือกลยุทธ์คลาสสิกที่ว่า “ในยุคตื่นทอง คนที่ร่ำรวยที่สุด อาจไม่ใช่คนที่ขุดทองเจอ แต่คือคนขายพลั่ว”

และในยุคตื่นทองของ AI ครั้งนี้ Oracle ก็ได้วางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้ขาย “พลั่วดิจิทัล” ที่ทรงพลังที่สุดในโลกนั่นเอง

การกลับมาผงาดของ Larry Ellison และ Oracle ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของโชคช่วย แต่เป็นผลลัพธ์ของการวางเดิมพันที่ถูกต้อง ในช่วงเวลาที่เหมาะสม

มันคือบทพิสูจน์ว่า แม้จะเป็นบริษัทที่ถูกมองว่าเก่าแก่ แต่หากมีวิสัยทัศน์ที่เฉียบคมและกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ก็สามารถกลับมาเป็นผู้นำในเทคโนโลยีคลื่นลูกใหม่ได้เสมอ

เรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า สงคราม AI ที่แท้จริง อาจไม่ได้วัดกันที่ว่าใครสร้างโมเดลได้ฉลาดที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ยังวัดกันที่ว่า ใครคือผู้ควบคุมโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด

แน่นอนว่าบัลลังก์บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกนั้นไม่เคยมีใครได้ครอบครองอย่างถาวร การแข่งขันยังคงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือด

แต่ไม่ว่าวันพรุ่งนี้อันดับจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เรื่องราวของ Larry Ellison ก็ได้ถูกจารึกไว้แล้วว่า นี่คือการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของพยัคฆ์เฒ่าแห่ง Silicon Valley

ผู้ซึ่งได้พิสูจน์ให้โลกเห็นอีกครั้งว่า ในเกมธุรกิจที่เดิมพันด้วยอนาคต ประสบการณ์และความกล้าหาญในการเดิมพัน ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญสู่ชัยชนะเสมอ

References : [ft, bloomberg, reuters, forbes, markets .businessinsider]

Geek Daily EP324 : พลิกบัลลังก์! Larry Ellison แซง Elon Musk ขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของโลกได้อย่างไร?

ต้องบอกว่าตำแหน่ง ‘บุคคลที่รวยที่สุดในโลก’ เนี่ย มันเหมือนเก้าอี้ดนตรีที่สลับคนนั่งอยู่ตลอดเวลา หลายปีที่ผ่านมา เราอาจจะคุ้นเคยกับชื่อของ Elon Musk, Jeff Bezos หรือ Bernard Arnault ที่ผลัดกันขึ้นมาครองบัลลังก์นี้

แต่ถ้าผมจะบอกว่า ณ วินาทีนี้ มีผู้เล่นคนใหม่ที่หลายคนอาจจะลืมไปแล้ว กลับมาทวงบัลลังก์อย่างยิ่งใหญ่ แซงหน้า Elon Musk ขึ้นไปเป็นเบอร์หนึ่งของโลกเรียบร้อยแล้ว… คุณจะเชื่อไหมครับ

ชายคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือ Larry Ellison ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ที่ชื่อว่า Oracle ครับ

คำถามสำคัญคือ… มันเกิดขึ้นได้ยังไง? ชายวัย 80 กว่า กับบริษัทที่หลายคนมองว่าเป็นเทคโนโลยีรุ่นใหญ่ จะกลับมาผงาดในยุคที่ใครๆ ก็พูดถึงแต่ AI, รถยนต์ไฟฟ้า หรือโซเชียลมีเดียได้ยังไง?

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/4y6u2a6m

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/y5awyzhf

🎧 ฟังผ่าน Youtube : 
https://youtu.be/Dc0I7JGp4UE

iPhone 17 Tim Cook บอก “ก้าวกระโดดครั้งใหญ่” แต่ทำไมเราไม่ได้ยินคำว่า AI เลย?

ในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่คนทั้งโลกรอคอยของ Apple บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้น แสงสี และนวัตกรรมใหม่ๆ บนเวที Tim Cook ผู้เป็นแม่ทัพ ได้ประกาศอย่างยิ่งใหญ่ว่า iPhone 17 คือ “การก้าวกระโดดครั้งใหญ่ที่สุด” เท่าที่เคยมีมา

แต่ท่ามกลางเสียงปรบมือและความตื่นตาตื่นใจ กลับมีสิ่งหนึ่งที่ขาดหายไปอย่างน่าประหลาดใจ…

มันเป็นคำสั้นๆ เพียงสองพยางค์ ที่กำลังขับเคลื่อนโลกเทคโนโลยีทั้งใบในตอนนี้

คำนั้นคือ “AI”

เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่แปลกมาก ในยุคที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Google, Microsoft หรือ Meta ต่างกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดในสงครามปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI การที่ Apple เลือกที่จะ “เงียบ” ในเรื่องนี้ จึงก่อให้เกิดคำถามขึ้นมากมาย

มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

หากเรามองย้อนกลับไปเพียงหนึ่งปี บรรยากาศในงานเปิดตัว iPhone 16 นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในตอนนั้น Apple พูดถึง “Apple Intelligence” อย่างไม่หยุดปาก พวกเขาวาดฝันถึงอนาคตที่ AI จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทุกการใช้งาน

แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือความผิดหวัง เมื่อฟีเจอร์เรือธงหลายอย่างไม่ได้เปิดตัวตามที่สัญญาไว้ บทเรียนราคาแพงในครั้งนั้น อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ Apple เปลี่ยนกลยุทธ์ในปีนี้

พวกเขาเรียนรู้ว่า การให้คำมั่นสัญญาในสิ่งที่ยังไม่พร้อมเต็มร้อย อาจทำลายความเชื่อมั่นที่สั่งสมมานานได้

ดังนั้น ในงานเปิดตัว iPhone 17 ครั้งล่าสุด Apple จึงเลือกที่จะไม่เดินตามเกมของใคร พวกเขาเปลี่ยนวิธีการเล่าเรื่องใหม่ทั้งหมด แทนที่จะขายคำว่า AI เป็นจุดเด่น พวกเขากลับเลือกที่จะโชว์ “ผลลัพธ์” ที่เกิดขึ้นจากพลังของ AI แทน

Apple กำลังบอกเราว่า AI ไม่ใช่ฟีเจอร์ที่ต้องเอามาป่าวประกาศ แต่เป็นรากฐานที่ฝังลึกอยู่ในทุกอณูของผลิตภัณฑ์

พวกเขาพูดถึงชิปประมวลผลรุ่นใหม่ ที่มาพร้อมกับสิ่งที่เรียกว่า Neural Engine ที่ถูกอัปเกรดให้ทรงพลังขึ้นอย่างมหาศาล ลองนึกภาพว่า Neural Engine นี้ คือสมองส่วนพิเศษที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำงานด้าน AI โดยเฉพาะ

ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังเจาะลึกลงไปในระดับฮาร์ดแวร์ ด้วยการฝังสิ่งที่เรียกว่า Neural Accelerators เข้าไปในแกนประมวลผลกราฟิก (GPU) ทุกแกน

ผลลัพธ์คือ iPhone 17 มีพลังการประมวลผลด้าน AI ที่เทียบเท่ากับคอมพิวเตอร์อย่าง MacBook Pro เลยทีเดียว

ทั้งหมดนี้เพื่ออะไร?

คำตอบคือ เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุด รองรับอนาคตที่ AI จะมีความซับซ้อนและต้องการพลังการประมวลผลที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

เหมือนกับการสร้างตึกระฟ้า สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การตกแต่งภายนอกให้สวยงาม แต่คือการวางเสาเข็มและโครงสร้างที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งนี่คือสิ่งที่ Apple กำลังทำอยู่

แต่แน่นอนว่า เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ…

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ Apple เลือกที่จะสงบปากสงบคำเรื่อง AI อาจเป็นเพราะพวกเขารู้ดีว่า ในสมรภูมิรบอีกด้านหนึ่ง พวกเขายังไม่พร้อมที่จะลงแข่งอย่างเต็มตัว

สมรภูมินั้นเรียกว่า “Agentic AI”

Agentic AI คืออะไร? หากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด มันคือ AI ที่เป็นเหมือน “ผู้ช่วยส่วนตัวที่คิดเองทำเองได้” ไม่ใช่แค่รอรับคำสั่ง มันสามารถวางแผนการเดินทาง สรุปอีเมลยาวๆ หรือแม้กระทั่งจองร้านอาหารให้เราได้โดยอัตโนมัติ

นี่คือเทคโนโลยีที่ Google กำลังทุ่มสุดตัวกับ Gemini และเป็นสิ่งที่บริษัทอย่าง OpenAI หรือ Anthropic กำลังพัฒนาไปไกลมากแล้ว

การที่ Apple แทบจะไม่เอ่ยถึงผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Siri เลย ย่อมเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า พวกเขายังตามหลังคู่แข่งในด้านนี้อยู่พอสมควร การโหมโปรโมตในสิ่งที่ยังสู้คนอื่นไม่ได้ จึงไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดนัก

ดังนั้น การหันมาเน้นจุดแข็งที่ตัวเองมีมาตลอดอย่าง “การผสานรวมฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ไร้เทียมทาน” จึงเป็นกลยุทธ์ที่สมเหตุสมผลที่สุดในเวลานี้

เรื่องราวแบบนี้ ชวนให้นึกถึงประวัติศาสตร์ของ Apple ในอดีต…

Apple ไม่เคยเป็นผู้เล่นคนแรกในสนามแข่งขันสำคัญๆ เลยสักครั้ง

ลองนึกถึงตลาดเครื่องเล่นเพลง MP3 ก่อนที่จะมี iPod โลกเรามีเครื่องเล่นจากแบรนด์ Creative หรือ Sony อยู่แล้ว แต่ Apple เข้ามาทีหลัง พร้อมกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่ายกว่า และมี iTunes เป็น Ecosystem ที่แข็งแกร่ง

หรือในตลาดสมาร์ทโฟน ก่อนหน้า iPhone จะถือกำเนิด โลกเรามี Nokia และ BlackBerry เป็นเจ้าตลาดอยู่แล้ว แต่ Apple ก็เข้ามาปฏิวัติอุตสาหกรรมด้วยหน้าจอสัมผัสและ App Store

แม้กระทั่งตลาดแท็บเล็ต Microsoft ก็เคยพยายามทำมาก่อน แต่ก็เป็น iPad ของ Apple ที่เข้ามาสร้างและครองตลาดนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

“วิถีของ Apple” คือการไม่ใช่คนแรก แต่เป็น “คนที่ดีที่สุด”

พวกเขาจะรอให้ตลาดเริ่มนิ่ง รอให้เทคโนโลยีพร้อม และรอจนกว่าจะมั่นใจว่าจะสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้ได้ แล้วจึงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง

เป็นไปได้หรือไม่ว่า ตอนนี้พวกเขากำลังใช้กลยุทธ์เดียวกันนี้กับสงคราม AI?

พวกเขาอาจกำลังปล่อยให้คู่แข่งสู้รบกันไปก่อน เพื่อเรียนรู้จากความสำเร็จและความผิดพลาด ในขณะที่ตัวเองกำลังซุ่มพัฒนา AI ในแบบฉบับของ Apple ที่เน้นความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และการใช้งานที่ง่ายดายที่สุด

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกลยุทธ์ที่น่าสนใจนี้ Apple ก็กำลังเผชิญกับวิกฤตที่น่ากังวลอยู่เงียบๆ นั่นคือปรากฏการณ์ “สมองไหล”

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีรายงานข่าวอย่างต่อเนื่องว่าบุคลากรระดับหัวกะทิในทีม AI ของ Apple ได้ทยอยลาออกไปอยู่กับคู่แข่ง

Jian Zhang หัวหน้าฝ่ายวิจัยหุ่นยนต์ ย้ายไปอยู่กับ Meta นักวิจัยอีกหลายคนจากทีม foundation models ซึ่งเป็นหัวใจของ AI ยุคใหม่ ก็ย้ายไปอยู่กับ OpenAI และ Anthropic

ในสงครามที่วัดกันด้วยมันสมอง การสูญเสียบุคลากรระดับแม่ทัพไปย่อมส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันสะท้อนให้เห็นว่า Apple อาจมีปัญหาบางอย่างภายใน ที่ไม่สามารถรั้งตัวคนเก่งๆ เหล่านี้ไว้ได้

อาจเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ขึ้นชื่อเรื่องการเก็บความลับสุดยอด ซึ่งขัดกับวัฒนธรรมของวงการวิจัย AI ที่ต้องการความเปิดกว้าง หรืออาจเป็นเพราะวิสัยทัศน์ด้าน AI ของบริษัทยังไม่ชัดเจนพอที่จะดึงดูดใจพวกเขาก็เป็นได้

เมื่อนำภาพทั้งหมดมาต่อกัน เราจะเห็นการเดิมพันครั้งใหญ่ของ Apple

พวกเขาเลือกที่จะเงียบในเรื่อง AI ที่เป็นกระแสหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดหวังซ้ำรอย และเพราะรู้ดีว่ายังไม่พร้อมในบางสมรภูมิ

แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ทุ่มสุดตัวเพื่อสร้างรากฐานทางฮาร์ดแวร์ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก เพื่อรอวันที่จะปลดปล่อย AI ในแบบฉบับของตัวเองออกมา

การเปิดตัว iPhone 17 จึงอาจไม่ใช่การเปิดตัวโทรศัพท์ที่ “ไม่มี AI”

แต่มันอาจเป็นการเปิดตัวโทรศัพท์ที่ “พร้อมสำหรับ AI มากที่สุด” เท่าที่เคยมีมา

มันคือการวางรากฐานสำหรับอนาคต คือการสร้างสนามบินที่ทันสมัยที่สุด เพื่อรอวันที่เครื่องบินรบที่ล้ำที่สุดจะพร้อมทะยานขึ้นฟ้า

คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่ว่า Apple จะเข้าร่วมสงคราม AI หรือไม่

แต่เป็นคำถามที่ว่า… เมื่อพวกเขาพร้อม และเปิดตัวอาวุธลับที่ซุ่มพัฒนามานานหลายปีออกมา มันจะสามารถสร้างปรากฏการณ์ “iPhone Moment” ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกไปอีกครั้งได้หรือไม่

นี่คือการเดิมพันครั้งประวัติศาสตร์ของบริษัทเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และเราทุกคนคงต้องจับตาดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

References : [bloomberg,theverge,reuters,techcrunch,theinformation]

ญี่ปุ่นเดิมพันชาติด้วยชิป 2nm ทุ่มสุดตัวสร้าง “Rapidus” เพื่อหวังโค่น TSMC

ลองนึกภาพตามนะครับ… คนคนหนึ่งเคยเป็นราชาผู้ยิ่งใหญ่ ครองบัลลังก์ที่ไม่มีใครเทียบได้ แต่แล้ววันหนึ่ง เขากลับสูญเสียทุกอย่างไปจนแทบไม่เหลืออะไรเลย

นี่ไม่ใช่พล็อตหนัง แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับประเทศญี่ปุ่นในสมรภูมิที่ดุเดือดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นั่นคือ “อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์”

ย้อนกลับไปในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ญี่ปุ่นคือมหาอำนาจที่แท้จริงในโลกของชิป บริษัทอย่าง NEC, Toshiba และ Hitachi คือชื่อที่ทุกคนต้องรู้จัก พวกเขาผลิตชิปป้อนให้กับคนทั้งโลก มากกว่าครึ่งหนึ่งของชิปทั้งหมดล้วนมาจากดินแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้

แต่แล้วเกิดอะไรขึ้น? ทำไมจากจุดสูงสุด ญี่ปุ่นถึงร่วงหล่นลงมา จนส่วนแบ่งในตลาดโลกทุกวันนี้เหลือไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำ

ความผิดพลาดในวันนั้น กลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่ญี่ปุ่นต้องจดจำไปอีกนานหลายทศวรรษ พวกเขายึดติดกับโมเดลธุรกิจที่เรียกว่า IDM (Integrated Device Manufacturer) ซึ่งก็คือการทำทุกอย่างครบวงจร ตั้งแต่ออกแบบไปจนถึงผลิตขายเอง

โมเดลนี้เคยเป็นจุดแข็ง แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไป มันกลับกลายเป็นโซ่ตรวนที่ฉุดรั้งพวกเขาไว้ ในขณะเดียวกัน ที่ไต้หวัน บริษัทหน้าใหม่อย่าง TSMC ได้ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับโมเดลที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

TSMC เลือกที่จะเป็น “โรงหล่อชิป” หรือ Foundry ที่รับจ้างผลิตเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ออกแบบเอง ทำให้พวกเขาสามารถทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดไปที่การผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและขยายขนาดได้อย่างรวดเร็ว

บริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นเริ่มแบกรับต้นทุนการสร้างโรงงานใหม่ๆ ที่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลไม่ไหว พวกเขาค่อยๆ ถูกทิ้งห่างไปเรื่อยๆ จนในที่สุด บัลลังก์เจ้าแห่งชิปก็เปลี่ยนมือไป

เวลาผ่านไป… ญี่ปุ่นดูเหมือนจะหลับใหลไปกับการเป็นแค่อดีตมหาอำนาจ ชิปที่ล้ำที่สุดที่พวกเขาผลิตได้เองในประเทศคือขนาด 40 นาโนเมตร ในขณะที่ไต้หวันกับเกาหลีใต้ก้าวไปไกลถึง 7, 5 และ 3 นาโนเมตรแล้ว

จนกระทั่งวันหนึ่ง สัญญาณเตือนภัยได้ดังขึ้น ปลุกให้ยักษ์ใหญ่ที่หลับใหลต้องตื่นขึ้นมาเผชิญความจริง

วิกฤตการณ์ขาดแคลนชิปทั่วโลกที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทั้งพายุหิมะในเท็กซัสและไฟไหม้โรงงานในญี่ปุ่นเอง ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง การผลิตรถยนต์ต้องหยุดชะงัก เครื่องใช้ไฟฟ้าขาดตลาด ญี่ปุ่นตระหนักในทันทีว่าความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาติกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย

คำถามสำคัญคือ ญี่ปุ่นจะทำอย่างไรต่อไป? จะยอมปล่อยให้อนาคตของประเทศต้องพึ่งพาชิปจากต่างชาติ หรือจะลุกขึ้นสู้เพื่อทวงคืนความยิ่งใหญ่กลับมาอีกครั้ง

และนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวการเดิมพันครั้งประวัติศาสตร์ ที่อาจจะเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไปตลอดกาล

รัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจว่าพวกเขาจะนิ่งเฉยต่อไปไม่ได้อีกแล้ว จึงได้เปิดตัวกลยุทธ์เซมิคอนดักเตอร์ครั้งใหม่ โดยหนึ่งในแผนการที่ทะเยอทะยานที่สุด คือการให้กำเนิดบริษัทสตาร์ทอัพแห่งหนึ่งขึ้นมา

บริษัทนี้มีชื่อว่า Rapidus ซึ่งเป็นภาษาละตินที่แปลว่า “รวดเร็ว”

ชื่อนี้บ่งบอกภารกิจของพวกเขาได้เป็นอย่างดี เพราะ Rapidus ไม่ได้ตั้งเป้าที่จะค่อยๆ ไล่ตาม แต่พวกเขาตั้งใจจะ “ก้าวกระโดด” จากเทคโนโลยีเก่าขนาด 40 นาโนเมตร ไปสู่ชิปที่ล้ำสมัยที่สุดในโลกขนาด 2 นาโนเมตรให้ได้ภายในปี 2027

นี่คือภารกิจที่หลายคนมองว่าเป็นไปไม่ได้ มันคือสิ่งที่เรียกว่า “Moonshot Project” หรือโครงการที่เสี่ยงสูง แต่หากทำสำเร็จ ผลตอบแทนก็จะมหาศาลเช่นกัน

เบื้องหลัง Rapidus คือการผนึกกำลังครั้งประวัติศาสตร์ของ 8 บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น Toyota, Sony, NTT, SoftBank, NEC, Kioxia, Denso และ Mitsubishi UFJ Bank

แต่เงินลงทุนเริ่มต้นจากทั้ง 8 บริษัทรวมกันนั้นถือว่าน้อยมาก แค่ประมาณ 51 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับเงินที่ต้องใช้สร้างโรงงานผลิตชิปที่ล้ำสมัย

แล้วเงินทุนมหาศาลจะมาจากไหน?

คำตอบก็คือ รัฐบาลญี่ปุ่นนั่นเอง พวกเขากำลังทุ่มสุดตัวกับโปรเจกต์นี้ โดยให้เงินอุดหนุนไปแล้วกว่า 6.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีแผนจะอัดฉีดเพิ่มอีกในอนาคต เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่มันคือเรื่องของความมั่นคงของชาติ

แต่เงินอย่างเดียวไม่สามารถสร้างชิปที่ล้ำที่สุดในโลกได้ พวกเขาต้องการเทคโนโลยีด้วย และนี่คือจุดที่พันธมิตรคนสำคัญได้ก้าวเข้ามา

พันธมิตรรายนั้นก็คือ IBM ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นบริษัทที่สาธิตการทำงานของชิปทดสอบ 2 นาโนเมตรได้สำเร็จเป็นรายแรกๆ ของโลก

พูดง่ายๆ ก็คือ IBM มี “สูตรลับ” ในการสร้างชิป 2 นาโนเมตร และพวกเขาตกลงที่จะถ่ายทอดสูตรนี้ให้กับ Rapidus โดยวิศวกรญี่ปุ่นกว่า 100 ชีวิตถูกส่งไปเรียนรู้งานที่ศูนย์วิจัยของ IBM ในนิวยอร์ก

Rapidus จึงมีทั้งเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาล และมีเทคโนโลยีจากพันธมิตรระดับโลก พวกเขาเริ่มก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่เมืองชิโตเสะ จังหวัดฮอกไกโด และทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็วสมชื่อ

ภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี จากที่ดินว่างเปล่า Rapidus ก็สามารถเปิดสายการผลิตนำร่องได้สำเร็จในเดือนเมษายน 2025 และเริ่มทดสอบเครื่องจักรราคาหลายร้อยล้านดอลลาร์อย่างเครื่อง EUV Lithography ได้แล้ว

แต่สิ่งที่ทำให้ Rapidus น่าสนใจ ไม่ใช่แค่ความเร็วหรือเงินทุนมหาศาล แต่เป็น “ปรัชญา” ในการผลิตที่แตกต่างออกไป

พวกเขาไม่ได้พยายามจะลอกเลียนแบบ TSMC ที่เน้นการผลิตในปริมาณมหาศาลเหมือนโรงงานขนมปังที่อบขนมปังแบบเดียวกันออกมาทีละมากๆ

Rapidus เลือกใช้แนวทางที่เรียกว่า “Single-Wafer Processing” ซึ่งเปรียบเสมือนเชฟในร้านอาหารหรู ที่ปรุงอาหารแต่ละจานอย่างพิถีพิถันตามความต้องการของลูกค้าแต่ละคน

แนวทางนี้ทำให้พวกเขามีความยืดหยุ่นและรวดเร็วสูง เหมาะสำหรับลูกค้าที่ต้องการชิปพิเศษในปริมาณไม่มาก เช่น สตาร์ทอัพด้าน AI หรือห้องวิจัยต่างๆ ซึ่งเป็นตลาดที่โรงงานยักษ์ใหญ่อาจไม่สนใจ

นอกจากนี้ พวกเขายังใช้ AI และเซ็นเซอร์จำนวนมากในโรงงาน เพื่อตรวจสอบคุณภาพของเวเฟอร์แต่ละแผ่นแบบเรียลไทม์ และนำข้อมูลที่ได้กลับไปปรับปรุงการออกแบบและการผลิตทันที

มันเหมือนกับสายการผลิตอัจฉริยะที่สามารถเรียนรู้และแก้ไขตัวเองได้ตลอดเวลา เพื่อให้ได้ชิปที่มีคุณภาพสูงสุดโดยใช้เวลาน้อยที่สุด

ทุกอย่างดูเหมือนจะกำลังไปได้สวย แต่เส้นทางของ Rapidus ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ พวกเขายังต้องเผชิญกับความท้าทายใหญ่หลวงอีกหลายด่าน

ด่านแรกคือ “เงินทุน” แม้รัฐบาลจะอัดฉีดเงินให้มหาศาล แต่มันก็ยังเป็นเพียงแค่ 1 ใน 3 ของเงินที่ต้องใช้ทั้งหมดเท่านั้น Rapidus จำเป็นต้องดึงดูดเงินลงทุนจากภาคเอกชนให้ได้มากกว่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก

ด่านที่สองคือ “บุคลากร” เงินซื้อเครื่องจักรได้ แต่ไม่สามารถสร้างวิศวกรที่มีประสบการณ์ได้ในชั่วข้ามคืน ญี่ปุ่นขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตชิปขั้นสูงมานาน และตอนนี้พวกเขากำลังแข่งขันแย่งชิงบุคลากรกลุ่มนี้กับบริษัททั่วโลก

ด่านที่สามคือ “ความเสี่ยงทางเทคโนโลยี” การผลิตชิป 2 นาโนเมตรเป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่ง แม้แต่บริษัทที่มีประสบการณ์อย่าง Intel หรือ Samsung ก็ยังเคยเจอปัญหามาแล้ว สำหรับผู้มาใหม่อย่าง Rapidus ความเสี่ยงที่จะเจออุปสรรคที่ไม่คาดฝันจึงสูงมาก

และด่านสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ “เวลา” คู่แข่งไม่ได้หยุดรอ ในขณะที่ Rapidus ตั้งเป้าจะผลิตชิป 2 นาโนเมตรให้ได้ในปี 2027 แต่ TSMC และ Samsung คาดว่าจะเริ่มผลิตได้ตั้งแต่ปี 2025 แล้ว

คำถามคือ Rapidus จะไล่ตามทันได้อย่างไร?

มาถึงตรงนี้ เราจะเห็นได้ว่าการเดินทางของ Rapidus เต็มไปด้วยความหวังและความเสี่ยง มันคือการเดิมพันครั้งสำคัญที่อนาคตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีญี่ปุ่นเป็นเดิมพัน

หากพวกเขาทำสำเร็จ ญี่ปุ่นจะกลับมาผงาดในเวทีโลกอีกครั้งในฐานะผู้ผลิตชิปชั้นนำ มันจะช่วยสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเป็นแรงบันดาลใจให้ประเทศอื่นๆ กล้าที่จะลุกขึ้นมาท้าทายผู้เล่นรายใหญ่

แต่ถ้าหากพวกเขาล้มเหลว มันก็จะกลายเป็นบทเรียนราคาแพงอีกครั้งหนึ่ง ถึงการพยายามทำอะไรที่อาจจะน้อยเกินไปและช้าเกินไป

อย่างไรก็ตาม มีมุมมองที่น่าสนใจว่า ความสำเร็จของ Rapidus อาจไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเอาชนะ TSMC เสมอไป

ในยุคที่ความต้องการชิปสำหรับ AI กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ตลาดอาจจะใหญ่พอสำหรับผู้เล่นหลายราย การเป็น “แหล่งผลิตสำรอง” ที่เชื่อถือได้สำหรับชิปขั้นสูง ก็ถือเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่แล้ว

ตอนนี้ Rapidus ได้เปลี่ยนจากแนวคิดบนกระดาษ มาสู่ความเป็นจริงที่จับต้องได้ โรงงานแห่งใหม่กำลังผงาดขึ้นที่ฮอกไกโด และชิปต้นแบบ 2 นาโนเมตรชุดแรกก็ใกล้จะเผยโฉมออกมาแล้ว

สองปีข้างหน้า คือช่วงเวลาที่จะตัดสินทุกอย่าง โลกกำลังจับตามองว่าการเดิมพันครั้งประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นในครั้งนี้ จะจบลงด้วยชัยชนะอันหอมหวาน หรือความพ่ายแพ้ที่น่าเจ็บปวด

และไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร เรื่องราวของ Rapidus ก็ได้กลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าติดตามที่สุดเรื่องหนึ่งในโลกธุรกิจยุคปัจจุบันไปแล้ว

References : [spectrum.ieee, eetimes, reuters, asia .nikkei, anandtech]