Geek Story EP468 : Temu ถอดรหัสแอปหมื่นล้าน สู่การล่มสลายในพริบตา

เคยสงสัยกันไหมครับว่า มีแอปชอปปิงแอปหนึ่งที่จู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมาจากไหนไม่รู้ แต่กลับใช้เวลาแค่ปีเดียวในการไต่ขึ้นไปอยู่บนยอดของ App Store ได้สำเร็จ แอปนั้นมีโฆษณาไปโผล่แทบจะทุกที่ แม้กระทั่งในช่วงพักโฆษณา Superbowl ที่มีค่าใช้จ่ายแพงที่สุดในโลก

แอปนี้ขายของทุกอย่างในราคาที่ถูกแบบไม่น่าเชื่อ ถูกจนเราต้องตั้งคำถามว่ามันเป็นไปได้อย่างไร ยางรัดผม 50 เส้นราคา 40 บาท ถุงเท้า 10 คู่ราคา 140 บาท หรือแม้กระทั่งโดรนติดกล้องในราคาไม่ถึงพันบาท แอปนั้นคือ Temu

แต่เรื่องที่น่าสนใจกว่าการเติบโตที่รวดเร็วเหมือนพายุ คือการที่อาณาจักรนี้กำลังสั่นคลอนอย่างรุนแรง ราคาเริ่มแพงขึ้น ยอดดาวน์โหลดลดฮวบ และกำไรก็หดหายไป เรื่องราวทั้งหมดนี้ มีเบื้องหลังเป็นช่องโหว่ทางกฎหมายเล็กๆ ที่ Temu ใช้เป็นบันไดทะยานขึ้นสู่ฟ้า แต่สุดท้าย บันไดอันเดียวกันนี้ก็กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาต้องร่วงหล่นลงมา

วันนี้เราจะมาถอดรหัสกันว่า Temu ทำได้อย่างไร พวกเขาสร้างอาณาจักรหมื่นล้านขึ้นมาด้วยวิธีไหน และทำไมวันนี้มันถึงกำลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตาเรา

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/4hy6vdb5

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/3fbha2mf

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/46hy9umw

🎧 ฟังผ่าน Youtube : 
https://youtu.be/3ZhP2iQ0xZc

Norway ทำได้อย่างไร? แค่ 5 ล้านคน แต่เปลี่ยนโลก ประเทศที่ 90% ของรถใหม่เป็น EV

ณ ดินแดนที่ได้ชื่อว่ามีแสงเหนือที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประเทศเล็กๆ ในแถบสแกนดิเนเวียกำลังสร้างปรากฏการณ์ที่ทำให้โลกต้องหันมามอง

ประเทศนั้นคือ Norway ดินแดนที่ร่ำรวยจากการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แต่กลับกำลังจะกลายเป็นประเทศแรกในโลกที่กำลังจะยุติการใช้รถยนต์น้ำมันอย่างสิ้นเชิง

เรื่องราวนี้อาจฟังดูย้อนแย้ง แต่ตัวเลขไม่เคยโกหก

ในปีที่ผ่านมา ยอดขายรถยนต์ใหม่ใน Norway เกือบ 90% เป็นรถยนต์ไฟฟ้าหรือ Plug-in Hybrid ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในโลกอย่างไม่มีใครเทียบ

คำถามคือ ประเทศที่มั่งคั่งจากพลังงานฟอสซิล ทำไมถึงเลือกเดินในเส้นทางตรงกันข้าม?

และพวกเขาทำได้อย่างไร ในการเปลี่ยนพฤติกรรมคนทั้งชาติให้หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้สำเร็จ

เรื่องราวทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่ต้องย้อนกลับไปไกลถึงยุค 90

ในขณะที่โลกยังตื่นเต้นกับเครื่องยนต์สันดาป รัฐบาล Norway กลับเริ่มมองเห็นอนาคตที่แตกต่างออกไป พวกเขาเริ่มวางรากฐานนโยบายสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเงียบๆ

จุดเปลี่ยนเล็กๆ ที่สำคัญ เกิดขึ้นในมหกรรมโอลิมปิกฤดูหนาวปี 1994 ที่เมือง Lillehammer

ท่ามกลางการแข่งขันระดับโลก มีการนำรถยนต์ไฟฟ้าหน้าตาแปลกๆ ที่ชื่อว่า “Think” ออกมาจัดแสดง มันเป็นรถสองที่นั่งขนาดเล็กที่ในตอนนั้นอาจดูเหมือนของเล่นมากกว่ายานพาหนะจริงจัง

แน่นอนว่ามันไม่ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ แต่การปรากฏตัวของมันเปรียบเสมือนการจุดประกายความคิด และเป็นสัญลักษณ์ที่บอกกับโลกและคนในชาติว่า Norway กำลัง “คิด” ถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง

รัฐบาล Norway ตระหนักดีว่ามลพิษจากภาคการขนส่งคือปัญหาใหญ่ที่ต้องจัดการ

พวกเขาจึงไม่ได้แค่คิด แต่ลงมือทำ ด้วยการตั้งเป้าหมายที่ท้าทายและดูเหมือนจะไกลเกินฝันในเวลานั้น

เป้าหมายนั้นคือ ภายในปี 2025 รถยนต์ใหม่ทุกคันที่จำหน่ายในประเทศ จะต้องเป็นรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero-Emission Vehicle)

นี่ไม่ใช่แค่คำประกาศสวยหรู แต่เป็นเหมือนสิ่งที่ชี้นำทุกนโยบายของประเทศตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ทศวรรษนับจากนั้น

เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจน ขั้นต่อไปคือการลงมือปฏิบัติ รัฐบาล Norway รู้ดีว่าการจะเปลี่ยนใจคนได้ ต้องใช้กลยุทธ์ทางเศรษฐศาสตร์ที่แยบยล

พวกเขาใช้หลักการที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังที่เรียกว่า “The Polluter Pays” หรือ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย”

แนวคิดนี้คือการทำให้ทางเลือกที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม เป็นทางเลือกที่ “ฉลาดที่สุด” ในเชิงเศรษฐศาสตร์สำหรับประชาชน

กลยุทธ์แรกคือการใช้แรงจูงใจเชิงบวก

รัฐบาลประกาศยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่สูงถึง 25% สำหรับการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ลองจินตนาการดูว่า หากรถยนต์มีราคา 2 ล้านบาท การยกเว้นภาษีนี้ก็เหมือนกับการมอบส่วนลดให้ทันทีถึง 500,000 บาท

ส่วนลดมหาศาลนี้ทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าที่เคยดูแพงเกินเอื้อม กลับลงมาอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันกับรถยนต์น้ำมันได้ หรือในบางรุ่นอาจมีราคาถูกกว่าด้วยซ้ำ

กลยุทธ์ต่อมาคือการใช้ “ไม้แข็ง” หรือแรงจูงใจเชิงลบ

ในทางกลับกัน รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปจะถูกเก็บภาษีนำเข้าและภาษีการซื้อในอัตราที่สูงมาก โดยคำนวณจากน้ำหนัก การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และไนโตรเจนออกไซด์

พูดง่ายๆ ก็คือ ยิ่งรถของคุณสร้างมลพิษมากเท่าไหร่ คุณก็ต้องจ่ายแพงขึ้นเท่านั้น

สิ่งนี้สร้างแรงกดดันให้ผู้บริโภคต้องคิดทบทวนอย่างหนักก่อนตัดสินใจซื้อรถยนต์น้ำมันสักคัน

แต่เรื่องเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ รัฐบาลยังมอบ “สิทธิพิเศษ” ที่ทำให้ชีวิตของคนใช้รถ EV สะดวกสบายกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ไม่ว่าจะเป็นการได้รับส่วนลดค่าผ่านทางด่วนและค่าเรือเฟอร์รี่ ที่จอดรถฟรีในเขตเมือง หรือแม้กระทั่งสิทธิ์ในการวิ่งในช่องทางเดินรถประจำทาง (Bus Lane) เพื่อหลีกเลี่ยงรถติดในชั่วโมงเร่งด่วน

สิ่งเหล่านี้คือแรงจูงใจในชีวิตประจำวันที่จับต้องได้ และสร้างความรู้สึกว่าการเลือกใช้รถ EV คือการตัดสินใจที่ “เหนือกว่า” อย่างแท้จริง

แน่นอนว่านโยบายที่ดีต้องมาพร้อมกับโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง

เมืองหลวงอย่าง Oslo ได้กลายเป็นห้องทดลองขนาดใหญ่ พวกเขาทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อติดตั้งสถานีชาร์จสาธารณะหลายพันจุดทั่วเมือง

และยังมีแนวคิดสุดสร้างสรรค์ด้วยการปรับปรุงหลุมหลบภัยระเบิดเก่าตั้งแต่สมัยสงครามเย็น ให้กลายเป็นอาคารจอดรถใต้ดินขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยจุดชาร์จสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ

ภาคเอกชนเองก็ปรับตัวได้อย่างน่าทึ่ง บริษัทสถานีบริการน้ำมันอย่าง Circle K ไม่ได้มองว่ารถ EV คือผู้มาทำลายธุรกิจ แต่คือโอกาสครั้งใหม่

พวกเขาพลิกโฉมสถานีบริการน้ำมันเดิมให้กลายเป็นสถานีพลังงาน ที่มีทั้งหัวจ่ายน้ำมันและเครื่องชาร์จเร็วสำหรับรถ EV อยู่ร่วมกัน

เรื่องที่น่าสนใจคือ รูปแบบธุรกิจของสถานีบริการก็เปลี่ยนไป

เมื่อลูกค้าต้องใช้เวลาชาร์จรถนาน 20-30 นาที ซึ่งนานกว่าการเติมน้ำมันมาก นั่นคือโอกาสทองที่พวกเขาจะจับจ่ายใช้สอยในร้านสะดวกซื้อ หรือดื่มกาแฟรอ ซึ่งกลายเป็นแหล่งสร้างกำไรที่สำคัญกว่าการขายพลังงานเสียอีก

แต่การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่นี้ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ความท้าทายแรกที่เกิดขึ้นคือปัญหา “สงครามแอปพลิเคชัน”

ผู้ให้บริการสถานีชาร์จแต่ละเจ้าต่างก็มีแอปพลิเคชันและระบบชำระเงินของตัวเอง สร้างความสับสนวุ่นวายให้กับผู้ใช้งานไม่น้อย

รัฐบาลจึงต้องเข้ามาแก้ปัญหานี้ ด้วยการออกกฎหมายเพื่อสร้างมาตรฐานกลาง และผลักดันให้ทุกสถานีชาร์จต้องมีเครื่องรับบัตรเครดิต เพื่อให้ประสบการณ์การใช้งานง่ายและสะดวกเหมือนการเติมน้ำมัน

ความท้าทายต่อมาคือความเชื่อและความกังวลของผู้คน

แม้ตัวเลขจะสวยหรู แต่ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังคงกังวลเกี่ยวกับระยะทางในการขับขี่ โดยเฉพาะในฤดูหนาวที่อากาศหนาวจัดซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพของแบตเตอรี่

รวมถึงความกังวลเรื่องคิวชาร์จที่ยาวเหยียดในช่วงเทศกาล และความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับอันตรายจากแบตเตอรี่ ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่ถูกถกเถียงกันอยู่เสมอ

และมีความท้าทายที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือผลกระทบที่ไม่คาดคิด

เมื่อการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามีต้นทุนที่ถูกและสะดวกสบาย มันกลับจูงใจให้ผู้คนหันมาใช้รถยนต์ส่วนตัวมากขึ้น แทนที่จะใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งอาจสวนทางกับเป้าหมายการลดความแออัดในเมือง

นี่คือโจทย์ใหม่ที่รัฐบาล Norway กำลังพยายามหาทางแก้ไขอย่างจริงจัง

แต่สิ่งที่น่าชื่นชมคือ พวกเขาไม่เคยหยุดนิ่ง เมื่อเจอปัญหาก็พร้อมที่จะเข้าไปแก้ไขและปรับปรุงนโยบายให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

คำถามสำคัญที่สุดคือ อะไรคือกุญแจที่ทำให้โมเดลของ Norway ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม?

คำตอบอาจเป็นสิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึง นั่นคือ “น้ำ”

ประเทศ Norway มีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์อย่างมหาศาล พวกเขาพึ่งพา พลังงานน้ำ (Hydropower) ในการผลิตไฟฟ้าเกือบ 100% มาเป็นเวลากว่าศตวรรษแล้ว

สิ่งนี้ทำให้ไฟฟ้าของพวกเขาทั้งสะอาดและมีราคาถูกมาก เมื่อเทียบกับราคาน้ำมันแล้ว ค่าไฟฟ้าสำหรับชาร์จรถยนต์นั้นถูกกว่าถึง 3 เท่า นี่คือแต้มต่อที่สำคัญที่สุดที่ทำให้กลยุทธ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้จริง

เรื่องที่น่าทึ่งคือ Norway เป็นหนึ่งในผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในยุโรปตะวันตก

อุตสาหกรรมนี้สร้างรายได้มหาศาลและเป็นสัดส่วนถึง 24% ของ GDP ของประเทศ แต่พวกเขากลับมุ่งมั่นที่จะลดการปล่อยมลพิษอย่างจริงจัง

นี่คือภาพสะท้อนของวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกล พวกเขารู้ว่าความมั่งคั่งจากฟอสซิลเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว แต่อนาคตที่ยั่งยืนนั้นอยู่ที่พลังงานสะอาด

ประสบการณ์ของ Norway ได้มอบบทเรียนสำคัญหลายประการให้กับโลก

บทเรียนแรก คือความสำคัญของการวางแผนระยะยาวและมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ของนโยบายที่ต่อเนื่องมาตลอด 30 ปี

บทเรียนที่สอง คือพลังของแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องกล้าใช้มาตรการทางภาษีและสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อชี้นำพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างเด็ดขาด

บทเรียนที่สาม คือโครงสร้างพื้นฐานต้องมาก่อน การมีสถานีชาร์จที่ครอบคลุมและใช้งานง่าย คือหัวใจสำคัญที่จะขจัดความกังวลและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

และ บทเรียนสุดท้าย คือการรู้จักใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของประเทศตัวเอง

Norway ใช้ความได้เปรียบจากพลังงานน้ำมาเป็นรากฐานในการสร้างชาติแห่งยานยนต์ไฟฟ้า

แม้ Norway จะเป็นประเทศเล็กๆ แต่บทเรียนจากความสำเร็จของพวกเขาสามารถเป็นต้นแบบให้กับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกได้

ในอนาคตอันใกล้ เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้นและต้นทุนถูกลง การเปลี่ยนผ่านสู่การคมนาคมที่สะอาดและยั่งยืนจะกลายเป็นความจริงในหลายประเทศ

โดยมี Norway เป็นต้นแบบที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ “เป็นไปได้จริง”

หากทุกภาคส่วนมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับคนรุ่นต่อไป

References : [reuters, cnbc, elbil, iea]

Geek Talk EP141 : Nusantara เดิมพัน 1.2 ล้านล้าน ย้ายเมืองหลวงอินโดฯ สู่ Utopia หรือหายนะ?

ถ้าเราพูดถึงเมืองที่กำลังจะจมน้ำ หลายคนอาจจะนึกถึง Venice หรือแม้กระทั่งกรุงเทพมหานครของเราเอง แต่รู้หรือไม่ว่ามีมหานครแห่งหนึ่งที่กำลังเผชิญหน้ากับชะตากรรมนี้ในอัตราที่น่ากลัวที่สุดในโลก เมืองนั้นคือจาการ์ตา เมืองหลวงของประเทศอินโดนีเซีย

จาการ์ตา ไม่ได้กำลังจะจม…แต่กำลังจมลงไปแล้วจริงๆ ในอัตราที่เร็วถึง 25 เซนติเมตรต่อปีในบางพื้นที่ ลองนึกภาพตามนะครับว่ามันเร็วแค่ไหน มันเหมือนกับว่าทุกๆ 4 ปี พื้นดินในบางจุดของเมืองจะทรุดตัวลงไปเกือบ 1 เมตร สาเหตุหลักมาจากการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้อย่างมหาศาลตลอดหลายสิบปี ประกอบกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าภายในปี 2050 พื้นที่กว่า 1 ใน 3 ของ จาการ์ตา อาจจะจมอยู่ใต้มหาสมุทรไปอย่างถาวร

นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องน้ำท่วม แต่มันคือวิกฤตที่คุกคามการดำรงอยู่ของศูนย์กลางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมของประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลก เมื่อบ้านกำลังจะหายไป รัฐบาลอินโดนีเซียในยุคภายใต้การนำของประธานาธิบดี Joko Widodo จึงตัดสินใจทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่และท้าทายที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติ นั่นคือการ “ย้ายเมืองหลวง”

นี่คือจุดเริ่มต้นของมหากาพย์โปรเจกต์ที่ชื่อว่า Nusantara (นูซันตารา) เมืองหลวงแห่งใหม่ที่จะถูกสร้างขึ้นบนเกาะ บอร์เนียว ที่อยู่ห่างออกไปกว่า 1,300 กิโลเมตร ด้วยงบประมาณเริ่มต้นที่ประเมินไว้สูงถึง 33,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.2 ล้านล้านบาท

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/d8jap9j8

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/2jea9ybw

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/528kzwj9

🎧 ฟังผ่าน Youtube : 
https://youtu.be/h9sZj2Xgcf0