Geek Talk EP140 : คุณคือหนูทดลอง กลยุทธ์เสี่ยงของ Tesla ที่ใช้ลูกค้าเป็นเดิมพัน

ลองจินตนาการถึงโลกที่รถยนต์ขับเคลื่อนตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ดูสิครับ แค่เราบอกจุดหมายปลายทาง แล้วก็นั่งเอนหลังอ่านหนังสือ หรือดูหนังได้เลย รถจะพาเราไปส่งถึงที่หมายอย่างปลอดภัย มันคือภาพฝันแห่งโลกอนาคตที่หลายคนรอคอย และมีบริษัทหนึ่งที่ให้คำมั่นสัญญาว่า พวกเขากำลังจะทำให้ฝันนี้เป็นจริงในไม่ช้า

บริษัทนั้นคือ Tesla และคำสัญญานั้น ถูกเรียกว่า Autopilot และ Full Self-Driving

คำสัญญาที่ยิ่งใหญ่นี้ ได้ผลักดันให้ Tesla กลายเป็นหนึ่งในบริษัทรถยนต์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ได้สร้างคำถามที่สำคัญที่สุดขึ้นมาว่า… จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเทคโนโลยีที่ถูกขายให้กับคนนับแสนคันบนท้องถนน ยังไม่พร้อมสำหรับโลกแห่งความเป็นจริง?

เรื่องราวนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของนวัตกรรมยานยนต์ แต่มันคือเรื่องของการเดิมพันครั้งใหญ่ ที่มีชีวิตของผู้คนเป็นเดิมพัน และวันนี้ เราจะมาเจาะลึกกันว่า ทำไมคำสัญญาของ Tesla อาจกำลังจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง และคดีความเพียงคดีเดียว อาจเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบสำหรับวิสัยทัศน์นี้

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/5n6hzk5n

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/ysu2cwd3

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/2s3ecxk7

🎧 ฟังผ่าน Youtube : 
https://youtu.be/kVQrjmnsr1c

มาเลเซีย 2030! จากเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชียสู่เส้นทางมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีโลก?

ถ้ามีคนถามว่า ประเทศไหนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีแววจะก้าวข้าม “กับดักรายได้ปานกลาง” ตามรอยรุ่นพี่อย่างสิงคโปร์ไปได้สำเร็จ

หลายคนอาจจะนึกถึงเวียดนาม ที่กำลังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง แต่ถ้ามองลึกลงไปในรายละเอียดแล้ว ยังมีม้ามืดอีกหนึ่งประเทศ ที่น่าจับตามองไม่แพ้กัน ประเทศนั้นคือ “มาเลเซีย”

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มาเลเซียกำลังอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ต่างพากันขนเงินลงทุนมหาศาลเข้ามาในประเทศแห่งนี้อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ปรากฏการณ์นี้กำลังจุดประกายความหวังครั้งใหม่ ว่ามาเลเซียอาจกำลังจะสลัดภาพประเทศที่ติดหล่มทางเศรษฐกิจ แล้วก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาค

แต่เส้นทางสู่ความฝันครั้งนี้ ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะมาเลเซียยังต้องเผชิญกับบททดสอบอีกมากมาย ทั้งจากปัญหาภายในที่สะสมมานาน และการแข่งขันอันดุเดือดจากภายนอก

เรื่องราวของมาเลเซียในวันนี้จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง..

หากเราย้อนเวลากลับไปในอดีตช่วงทศวรรษ 1970 ถึง 1980 มาเลเซียเคยเป็นเสือเศรษฐกิจที่น่าเกรงขาม พวกเขาประสบความสำเร็จอย่างสูงในการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ

ภายใต้นโยบายที่ชื่อว่า New Economic Policy ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างอุตสาหกรรมในประเทศและกระจายความมั่งคั่ง มาเลเซียสามารถสร้างฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

แต่ความสำเร็จนั้นก็มีด้านมืดซ่อนอยู่..

มาเลเซียในยุคนั้นทุ่มเทให้กับการผลิต แต่กลับละเลยการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีของตัวเอง

ประกอบกับนโยบายบางอย่างที่นำไปสู่ภาวะสมองไหล ทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพจำนวนมากเลือกที่จะเดินทางออกจากประเทศ ส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวลง

และเมื่อพายุ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” โหมกระหน่ำเอเชียในปี 1997 เศรษฐกิจของมาเลเซียก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ทำให้พวกเขาจมลึกลงไปในกับดักรายได้ปานกลางอย่างสมบูรณ์

ภาวะนี้คือการที่ประเทศไม่สามารถยกระดับตัวเอง จากเศรษฐกิจที่อาศัยแรงงานและทรัพยากร ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงได้

แต่ถึงแม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคนานัปการ มาเลเซียก็ไม่เคยหยุดนิ่ง พวกเขายังคงพยายามดิ้นรนเพื่อพัฒนาประเทศอยู่เสมอ

หนึ่งในความสำเร็จที่โดดเด่นที่สุด และกลายเป็นต้นแบบสำคัญ คือการปั้น “รัฐปีนัง” ให้กลายเป็น Silicon Valley of the East

ปีนังได้กลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่สำคัญของโลก มีบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติมากกว่า 350 แห่ง เข้ามาตั้งฐานการผลิตอยู่ที่นี่

ที่น่าทึ่งคือ รัฐเล็กๆ แห่งนี้มีส่วนแบ่งในการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ของโลกถึง 5% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ไม่ธรรมดาเลย

และในวันนี้ โอกาสครั้งที่สองที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ก็ได้เดินทางมาถึงหน้าประตูบ้านของมาเลเซียอีกครั้ง..

คลื่นการลงทุนระลอกใหม่จากบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก กำลังหลั่งไหลเข้าสู่มาเลเซียอย่างบ้าคลั่ง ตัวเลขการลงทุนนั้นอยู่ในระดับที่น่าตกใจ

Intel ยักษ์ใหญ่ด้านชิปจากสหรัฐฯ ประกาศลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาลถึง 7,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อขยายโรงงานประกอบและทดสอบชิป

Nvidia ผู้นำด้านชิป AI เตรียมทุ่มเงิน 4,300 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์แห่งใหม่

Texas Instrument จัดสรรงบประมาณ 3,100 ล้านดอลลาร์ สำหรับสร้างโรงงานประกอบเซมิคอนดักเตอร์เพิ่มอีก 2 แห่ง

ยังไม่นับรวมบริษัทชั้นนำจากทั่วโลกอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Bosch จากเยอรมนี, AT&S จากออสเตรีย, Ericsson จากสวีเดน และบริษัทจากจีนอีกกว่า 50 แห่ง ที่กำลังย้ายฐานการผลิตมายังมาเลเซีย

เหตุผลสำคัญที่ทำให้บริษัทจีนแห่กันเข้ามา ก็เพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีและมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้มาเลเซียกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

รัฐบาลมาเลเซียเองก็รู้ดีว่านี่คือโอกาสทอง พวกเขาจึงมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะผลักดันประเทศให้ไต่ระดับขึ้นไปอยู่ใน Global Value Chain

เป้าหมายของพวกเขาชัดเจนมาก นั่นคือการเปลี่ยนมาเลเซียให้กลายเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เทียบเท่ากับ ญี่ปุ่น, ไต้หวัน หรือเกาหลีใต้

เพื่อไปให้ถึงจุดนั้น รัฐบาลได้เปิดตัวแผนแม่บทอุตสาหกรรมใหม่ที่ชื่อว่า New Industrial Master Plan 2030

นี่คือนโยบายที่มีความทะเยอทะยานอย่างสูง เพื่อกระตุ้นภาคการผลิตในประเทศ และตั้งเป้าให้มาเลเซียเป็นศูนย์กลางการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของโลกให้ได้

แผนการพัฒนานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในปีนังอีกต่อไป แต่ครอบคลุมไปทั่วประเทศ ตั้งแต่เมืองท่าอย่าง Klang และ Tanjung Pelepas ที่จะถูกพัฒนาให้เป็นฮับสำหรับสร้าง ทดสอบ และส่งออกชิป

ไปจนถึงเมือง Seremban และ Malacca ที่จะเป็นฐานที่มั่นของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง NXP และ Infineon

แม้แต่เมือง Kuching บนเกาะบอร์เนียว ก็กำลังมีการขยายการลงทุนครั้งใหญ่จากบริษัทญี่ปุ่นอย่าง Taiyo Yuden

ภาพอนาคตของมาเลเซียดูสดใสอย่างมาก แต่หากมองให้ลึกลงไป พวกเขาก็กำลังเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญหลายประการ ซึ่งอาจเป็นตัวตัดสินชี้ขาดอนาคตของประเทศได้เลย

ปัญหาแรก และอาจเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุด คือการขาดแคลนแรงงานทักษะสูง โดยเฉพาะวิศวกรและบุคลากรในสายการผลิต

ปัจจุบัน มาเลเซียขาดแคลนแรงงานในกลุ่มนี้อยู่ราว 50,000 คน ขณะที่มหาวิทยาลัยสามารถผลิตบัณฑิตวิศวกรรมได้เพียงปีละ 5,000 คนเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการที่กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด

ซ้ำร้าย มาเลเซียยังเจอกับปัญหา “สมองไหล” อย่างรุนแรง คนเก่งจำนวนมากเลือกที่จะย้ายไปทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะสิงคโปร์ เพื่อโอกาสและค่าตอบแทนที่ดีกว่า

ปัญหาที่สอง คือปัญหาค่าครองชีพและที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในเมืองอุตสาหกรรมอย่างปีนัง ราคาบ้านและค่าเช่าได้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการดึงดูดคนให้ย้ายเข้ามาทำงาน

และปัญหาที่สาม คือความไม่แน่นอนทางการเมือง ความผันผวนทางการเมืองเช่นนี้ สร้างความไม่มั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติ และกระทบต่อความต่อเนื่องของนโยบาย

นอกเหนือจากปัญหาภายในที่ต้องเร่งแก้ไขแล้ว มาเลเซียยังต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศเพื่อนบ้าน

คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดคือ “สิงคโปร์” ซึ่งอยู่ติดกัน สิงคโปร์มีความได้เปรียบในทุกด้าน ทั้งเสถียรภาพทางการเมือง โครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย และค่าจ้างที่สูงกว่า ทำให้สามารถดึงดูดบุคลากรหัวกะทิจากทั่วโลก รวมถึงจากมาเลเซียเอง

“ประเทศไทย” ก็เป็นคู่แข่งที่มองข้ามไม่ได้ เรามีจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง มีแรงงานที่มีทักษะ และมีสิทธิพิเศษทางภาษีที่ดึงดูดนักลงทุน

ส่วน “เวียดนาม” ก็มีความได้เปรียบจากการอยู่ใกล้กับฐานการผลิตทางตอนใต้ของจีน และมีประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก ทำให้กลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน

คำถามสำคัญคือ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้านเช่นนี้ มาเลเซียจะทำอย่างไร?

หนึ่งในกลยุทธ์ที่น่าสนใจและอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุด คือการเปลี่ยนจาก “การแข่งขัน” มาเป็น “ความร่วมมือ” กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกับสิงคโปร์

แทนที่จะมองสิงคโปร์เป็นคู่แข่ง ทั้งสองประเทศอาจจับมือกันเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างคลัสเตอร์เทคโนโลยีที่สมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาค

ภาพที่อาจเกิดขึ้นคือ ชิปที่ถูกออกแบบและผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงในสิงคโปร์ จะถูกส่งมาประกอบ ทดสอบ และบรรจุ (Assembly, Testing, and Packaging) ในมาเลเซีย ก่อนส่งออกไปทั่วโลก

แนวทางนี้อาจหมายความว่า มาเลเซียต้องยอมลดความทะเยอทะยานในการเป็นผู้นำด้านการผลิตชิปตั้งแต่ต้นน้ำลงบ้าง แต่ในทางกลับกัน พวกเขาก็จะสามารถรักษาบทบาทที่สำคัญยิ่งในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกไว้ได้

นอกจากนี้ มาเลเซียยังต้องเดินเกมอย่างระมัดระวังในการรักษาสมดุลทางการเมืองระหว่างสองมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน

ขณะที่พวกเขาพยายามเปิดรับการลงทุนจากบริษัทจีน ก็ต้องไม่ทำให้ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านการลงทุนที่สำคัญที่สุดต้องสั่นคลอน การเดินบนเส้นด้ายแห่งภูมิรัฐศาสตร์นี้ ถือเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและท้าทายเป็นอย่างยิ่ง

แน่นอนว่า การแก้ปัญหาภายในประเทศยังคงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่สุด รัฐบาลมาเลเซียได้ประกาศแผนที่จะฝึกอบรมวิศวกรเซมิคอนดักเตอร์ที่มีทักษะสูงเพิ่มขึ้นอีก 60,000 คน

แต่นี่เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น พวกเขาจำเป็นต้องปฏิรูปการศึกษาและการฝึกอบรมทั้งระบบ เพื่อสร้างแรงงานที่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

พร้อมกันนั้น ก็ต้องเร่งสร้างระบบนิเวศทางนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ที่แข็งแกร่งขึ้น ทั้งการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา, การสนับสนุนบริษัท Startup และการสร้างความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างภาครัฐ, ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษา

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนในมาเลเซียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันจะสร้างโอกาสทางอาชีพใหม่ๆ แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจนำมาซึ่งความท้าทายใหม่ๆ เช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่อาจถ่างกว้างขึ้น หรือการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม จากการหลั่งไหลเข้ามาของแรงงานและผู้เชี่ยวชาญจากต่างชาติ

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของมาเลเซียในการเดินทางครั้งนี้ จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการรับมือกับความท้าทายทั้งภายในและภายนอกประเทศ

รวมถึงการปรับตัวให้เข้ากับโลกของธุรกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอยู่เสมอ

แม้ว่าหนทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้ มาเลเซียมีโอกาสสูงที่จะทำได้สำเร็จ หากพวกเขาสามารถใช้ประโยชน์จากจุดแข็งที่มีอยู่ เรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต และปรับตัวให้เข้ากับโจทย์ของศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ที่จะนำพามาเลเซียไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูง และกลายเป็นมหาอำนาจทางเทคโนโลยีของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง..

References : [nikkei, bloomberg, reuters, theedgemalaysia, worldbank]

Geek Talk EP139 : ทำไมแบรนด์รถยนต์โลกตะวันตกถึงชะลอการลงทุนในรถยนต์ไฟฟ้า

ถ้าเรามองย้อนกลับไปแค่ไม่กี่ปีที่ผ่านมา รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ดูเหมือนจะเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกยานยนต์ไปตลอดกาล ทั้งในเรื่องของความเร็ว พลัง และที่สำคัญที่สุดคือความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อตัดภาพมาที่ช่วงปี 2024 ต่อเนื่องมาถึงปี 2025 สถานการณ์กลับตาลปัตร มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการชะลอตัวของอุตสาหกรรมนี้อย่างหนาหู สื่อใหญ่อย่าง CNBC ถึงกับพาดหัวว่า “ความคลั่งไคล้ในวงการ EV ได้จบลงแล้ว”

ภาพที่เราเห็นมันชัดเจนมาก บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่พากันเหยียบเบรกกันเป็นแถว Ford ประกาศเลื่อนแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามูลค่ามหาศาลถึง 12,000 ล้านดอลลาร์ General Motors หรือ GM ก็ปรับลดเป้าหมายการผลิตจาก 400,000 คัน เหลือเพียง 200,000-250,000 คัน ส่วนทางฝั่งยุโรป Volkswagen ก็ยกเลิกแผนสร้างโรงงานผลิต EV มูลค่ากว่า 2,000 ล้านยูโรในเยอรมนี

มันเกิดอะไรขึ้นกับตลาดที่เคยดูสดใสและถูกมองว่าเป็นเทรนด์แห่งอนาคต ทำไมอุตสาหกรรมที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนโลกได้ ตอนนี้กลับต้องมาเผชิญกับความท้าทายมากมาย วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องนี้กันครับ

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/2maje5tz

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/yxrxr2fc

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/59hsp38s

🎧 ฟังผ่าน Youtube : 
https://youtu.be/ZzoQnThtiq8