Geek Talk EP138 : Norway ทำได้อย่างไร? ประเทศที่ 90% ของรถใหม่เป็น EV

ณ ดินแดนแห่งพระอาทิตย์เที่ยงคืน ที่ซึ่งฟยอร์ด และภูเขาทาน้ำแข็งอันงดงามทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา ประเทศ Norway กำลังนำพาโลกสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในวงการรถยนต์ ประเทศเล็กๆ ในแถบ Scandinavia แห่งนี้ ได้สร้างปรากฏการณ์ที่ทำให้คนทั้งโลกต้องหันมามอง เมื่อยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV พุ่งทะยานสูงถึง 82% ของยอดขายรถใหม่ทั้งหมดในปีที่ผ่านมา และถ้านับรวมรถ Plug-in Hybrid เข้าไปด้วย ตัวเลขนี้จะพุ่งสูงขึ้นไปถึงกว่า 90%

นี่คือเรื่องราวที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนจากน้ำมันมาเป็นไฟฟ้า แต่มันคือการออกแบบอนาคตของทั้งประเทศ ผ่านวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลกว่า 30 ปี วันนี้เราจะมาถอดบทเรียนจาก Norway ประเทศที่ร่ำรวยจากการส่งออกน้ำมัน แต่กลับเลือกที่จะเป็นผู้นำโลกในการทิ้งพลังงานฟอสซิล เรื่องราวเรื่องนี้มีความน่าสนใจอย่างไร และมีบทเรียนอะไรซ่อนอยู่ ไปติดตามกันได้เลย

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/2s42c57t

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/ycxpu2xb

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/j9hj2w56

🎧 ฟังผ่าน Youtube : 
https://youtu.be/U0QgUcrkNhw

เวียดนาม All-in! เดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วย “โด๋ยเม้ย 2.0”

หากเราย้อนเวลากลับไปในปี 1986 ภาพของเวียดนามในตอนนั้นคือประเทศที่เพิ่งผ่านพ้นเปลวไฟแห่งสงคราม เศรษฐกิจบอบช้ำ และประชาชนต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่แล้วการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ก็ได้เกิดขึ้น

การปฏิรูปเศรษฐกิจที่โลกรู้จักในชื่อ “โด๋ยเม้ย” (Doi Moi) ได้พลิกโฉมเวียดนามจากระบบเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์ที่แทบจะล้มละลาย ไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดที่เปิดรับการลงทุนจากทั่วโลก

ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่งเป็นอย่างมาก เวียดนามกลายเป็นโรงงานของโลกแห่งใหม่ ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI (Foreign Direct Investment) ได้อย่างมหาศาล และก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก จนได้รับฉายาว่าเป็น “เสือตัวใหม่แห่งเอเชีย”

เรื่องราวความสำเร็จนี้ดูเหมือนจะสวยหรู แต่เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องราวบทเดิมอาจไม่สามารถพาเวียดนามไปสู่จุดหมายต่อไปได้อีกแล้ว รอยร้าวบางอย่างเริ่มปรากฏขึ้นบนโครงสร้างเศรษฐกิจที่เคยแข็งแกร่ง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวบทใหม่ที่ทะเยอทะยานและท้าทายกว่าเดิมหลายเท่าตัวของพวกเขา

แล้วอะไรคือรอยร้าวที่ว่านั้น? ทำไมประเทศที่กำลังเติบโตอย่างร้อนแรงถึงต้องเดิมพันครั้งใหญ่เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองอีกครั้ง?

ปัญหาแรกที่ซ่อนอยู่ใต้พรมคือ ภาคเอกชนในประเทศกลับไม่ได้เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจภาพรวม สัดส่วนของภาคเอกชนต่อ GDP ลดลงอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับภาคการลงทุนจากต่างชาติที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ นี่คือสัญญาณอันตราย เพราะการพึ่งพาเงินทุนจากภายนอกมากเกินไปย่อมหมายถึงความเปราะบาง

ยิ่งไปกว่านั้น ความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทต่างชาติกับบริษัทท้องถิ่นยังคงมีน้อยมาก สินค้าส่งออก “Made in Vietnam” ที่เราเห็นกันนั้น แท้จริงแล้วยังมีมูลค่าเพิ่มที่มาจากต่างประเทศสูงถึง 50% ซึ่งหมายความว่าเวียดนามยังเป็นเพียงผู้รับจ้างประกอบ มากกว่าจะเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมด้วยตัวเอง ผลประโยชน์จึงไม่ได้กระจายสู่เศรษฐกิจในประเทศเท่าที่ควร

ปัญหาที่สามซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ไม่แพ้กัน คือช่องว่างด้านประสิทธิภาพการผลิต ภาคเอกชนในประเทศมีการจ้างงานกว่า 80% แต่กลับสร้าง GDP ได้เพียง 50% ในบรรดาบริษัทเกือบล้านแห่ง มีเพียง 3% เท่านั้นที่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนที่เหลือคือธุรกิจขนาดเล็กและขนาดจิ๋วที่ยังขาดศักยภาพในการแข่งขัน

ทั้งหมดนี้กำลังผลักให้เวียดนามเข้าใกล้สภาวะที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “กับดักรายได้ปานกลาง” (Middle-income Trap) ซึ่งเป็นภาวะที่ประเทศไม่สามารถพัฒนาตัวเองให้ก้าวข้ามไปเป็นประเทศรายได้สูงได้ เพราะติดอยู่กับการแข่งขันด้านราคาและแรงงานราคาถูก

เมื่อภาพปัญหาชัดเจนขึ้น ผู้นำเวียดนามจึงได้ข้อสรุปว่า หากไม่ทำอะไรบางอย่าง อนาคตที่สดใสอาจกลายเป็นเพียงความฝัน และนี่คือจุดกำเนิดของภารกิจครั้งประวัติศาสตร์บทใหม่ที่เรียกว่า “โด๋ยเม้ย 2.0” (Doi Moi 2.0)

“โด๋ยเม้ย 2.0” ไม่ใช่แค่การปรับเปลี่ยนนโยบายเล็กๆ น้อยๆ แต่มันคือการ “ผ่าตัดใหญ่” ระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่มติที่ 68 หรือ Resolution No. 68 ซึ่งประกาศออกมาในเดือนพฤษภาคม ปี 2025

เป้าหมายหลักของมติฉบับนี้ชัดเจนและทรงพลังมาก นั่นคือการผลักดันให้ “ภาคเอกชน” กลายเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจเวียดนาม นี่คือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งสำคัญที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของเวียดนาม

แนวคิดหลักที่อยู่เบื้องหลังการปฏิรูปครั้งนี้คือ “Transform to Reform, Optimise to Mobilise” หรือ “ปรับเปลี่ยนเพื่อปฏิรูป, เพิ่มประสิทธิภาพเพื่อระดมสรรพกำลัง” ซึ่งเปรียบเสมือนพิมพ์เขียวที่จะนำทางเวียดนามไปสู่อนาคต

“ปรับเปลี่ยนเพื่อปฏิรูป” คือการเปลี่ยนกรอบความคิดของคนทั้งสังคม ตั้งแต่ข้าราชการไปจนถึงผู้ประกอบการ มีการปฏิรูปกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิทางธุรกิจอย่างจริงจัง และที่สำคัญคือการลดขั้นตอนทางราชการที่ยุ่งยากลงอย่างน้อย 30%

ลองนึกภาพการทำธุรกิจในอดีตที่ต้องผ่านการอนุมัติหลายขั้นตอนและใช้เวลานาน เวียดนามกำลังจะเปลี่ยนจากระบบ “อนุมัติก่อนดำเนินการ” (Pre-approval Licensing) ที่เป็นคอขวด มาเป็นระบบ “กำกับดูแลหลังดำเนินการ” (Post-approval Supervision) เพื่อปลดปล่อยศักยภาพของภาคธุรกิจให้เติบโตได้อย่างคล่องตัว

ส่วน “เพิ่มประสิทธิภาพเพื่อระดมสรรพกำลัง” คือการนำทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และระดมทรัพยากรใหม่ๆ เข้ามาเสริมทัพ ซึ่งแผนการในส่วนนี้ยิ่งน่าสนใจเข้าไปอีก

เวียดนามกำลังปฏิรูประบบราชการอย่างจริงจัง มีการยุบรวมกระทรวงจาก 18 เหลือ 13 แห่ง และลดจำนวนจังหวัดจาก 63 เหลือเพียง 34 แห่ง เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพ เงินงบประมาณที่ประหยัดได้จะถูกนำไปลงทุนในสิ่งที่สำคัญต่ออนาคตของชาติอย่างโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และเทคโนโลยี

ที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือความพยายามในการสร้าง “แชมป์เปี้ยนระดับชาติ” โดยรัฐบาลตั้งเป้าจะพัฒนาบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ 20 แห่งให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ ซึ่งคล้ายกับกลยุทธ์ “แชโบล” (Chaebol) ที่เคยสร้างความสำเร็จให้กับเกาหลีใต้มาแล้ว

รัฐบาลจะเปิดโอกาสให้บริษัทเหล่านี้เข้าร่วมในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศที่มีมูลค่ารวมกันกว่า 10% ของ GDP เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยี นี่คือการปูทางให้บริษัทท้องถิ่นเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นจากภายใน

ด้านทรัพยากรมนุษย์ก็มีการลงทุนครั้งใหญ่เช่นกัน มีการขึ้นเงินเดือนข้าราชการกว่า 30% เพื่อดึงดูดคนเก่งให้เข้ามารับใช้ชาติ และที่สำคัญที่สุดคือการ “ยกเลิกค่าเล่าเรียน” สำหรับโรงเรียนรัฐบาลทุกแห่ง ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมปลาย นี่คือการลงทุนในระยะยาวเพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพมารขับเคลื่อนประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีการปฏิรูปด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างเข้มข้น โดยตั้งเป้าให้เวียดนามติดอันดับ 30 ประเทศแรกของโลกด้านนวัตกรรมภายในปี 2045 มีการผลักดันการใช้ Digital ID และสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งชาติ (National Data Center) เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลที่จะเป็นหัวใจสำคัญในอนาคต

คำถามสำคัญคือ แผนการที่ทะเยอทะยานทั้งหมดนี้เป็นแค่ความฝันบนกระดาษหรือไม่?

คำตอบคือ “ไม่” เพราะการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้เริ่มขึ้นแล้วอย่างเป็นรูปธรรมในปี 2025 การยุบรวมกระทรวง การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการปฏิรูปการศึกษาได้เกิดขึ้นจริงแล้ว นี่คือสิ่งที่ทำให้ “โด๋ยเม้ย 2.0” แตกต่างจากการประกาศนโยบายทั่วไป มันคือการลงมือทำอย่างจริงจัง

แล้วการปฏิรูปครั้งใหญ่นี้จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจอย่างไร? และนักลงทุนอย่างเราควรจับตามองอะไรเป็นพิเศษ?

จากการวิเคราะห์ เราคาดว่า GDP ของเวียดนามจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 6.9% ในปี 2025 และ 7.4% ในปี 2026 การลงทุนในประเทศที่เพิ่มขึ้นจะช่วยชดเชยผลกระทบจากการส่งออกที่อาจชะลอตัวได้

อย่างไรก็ตาม การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ยังมีความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดคือ การเติบโตของสินเชื่อที่มากเกินไป

ในอดีต เวียดนามเคยมีบทเรียนราคาแพงจากวัฏจักรเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินไปจนนำไปสู่วิกฤต การผลักดันการเติบโตอย่างรวดเร็วอาจทำให้ระบบธนาคารต้องปล่อยสินเชื่อจำนวนมาก ซึ่งหากขาดการกำกับดูแลที่ดีพอ ก็อาจนำไปสู่ปัญหาหนี้เสียและสั่นคลอนเสถียรภาพทางการเงินได้

ซึ่งตอนนี้ได้เริ่มเห็นสัญญาณบางอย่างแล้ว เช่น การเติบโตของสินเชื่อที่เร็วกว่าเงินฝาก และภาวะเงินทุนที่ตึงตัวขึ้นในบางช่วง การปฏิรูปตลาดทุนเพื่อสร้างแหล่งเงินทุนทางเลือกนอกเหนือจากธนาคารจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องทำให้สำเร็จ

อีกหนึ่งความท้าทายคือผลกระทบต่อค่าเงินดอง (VND) การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จะทำให้ความต้องการนำเข้าสินค้าและเครื่องจักรเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงและสร้างแรงกดดันให้ค่าเงินอ่อนตัวในระยะสั้น

และมีการคาดการณ์ว่าอัตราแลกเปลี่ยน USD/VND อาจอ่อนค่าลงไปอยู่ที่ระดับ 26,900 ภายในสิ้นปี 2026 และธนาคารกลางเวียดนามน่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 4.50% เพื่อดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจ

แต่ในระยะกลางถึงระยะยาว หากการปฏิรูปเหล่านี้สำเร็จผล จะได้เห็นภาพที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน

เมื่อประสิทธิภาพการผลิตของประเทศสูงขึ้น เงินเฟ้อจะค่อยๆ ลดลง ดุลบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาดีขึ้น และการอ่อนค่าของเงินดองจะชะลอตัวลงสู่ระดับที่สมเหตุสมผล การเติบโตของเวียดนามจะไม่ได้มาจากแรงงานราคาถูกอีกต่อไป แต่จะขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี

เรื่องราวของ “โด๋ยเม้ย 2.0” จึงเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของเวียดนาม มันคือการเดิมพันที่จะตัดสินว่าเวียดนามจะสามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางและผงาดขึ้นเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้สำเร็จภายในปี 2045 ตามที่ตั้งเป้าไว้ได้หรือไม่

เวียดนามกำลังบอกกับโลกใบนี้ว่า พวกเขาไม่ได้พอใจกับความสำเร็จในอดีต แต่กำลังเขียนประวัติศาสตร์บทใหม่ด้วยความกล้าหาญและความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ซึ่งบทสรุปของเรื่องราวนี้จะเป็นอย่างไร เวลาเท่านั้นที่จะเป็นผู้ให้คำตอบ

References : [Nikkei Asia, Bloomberg, MUFG, Vietnam Investment Review]

Geek Story EP466 : เมื่อ Tesla เปิดสิทธิบัตร กลยุทธ์เปลี่ยนโลกของ Elon Musk ที่ไม่มีใครกล้าทำ

ในปี 2014 เมื่อ Elon Musk CEO ของ Tesla ได้เขียนบล็อกโพสต์สั้นๆ ที่มีชื่อว่า “All Our Patent Are Belong To You” มันจึงไม่ใช่แค่การสร้างความฮือฮา แต่มันคือการสั่นสะเทือนไปทั้งวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ การตัดสินใจของ Elon Musk ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนแปลงนโยบายของบริษัท แต่มันคือการท้าทายแนวคิดดั้งเดิมเกี่ยวกับ “ทรัพย์สินทางปัญญา” ในโลกธุรกิจอย่างสิ้นเชิง

Musk ประกาศอย่างชัดเจนว่า “สิทธิบัตรทั้งหมดของเรา กลายเป็นของคุณ” โดยเขาอธิบายว่า Tesla จะไม่ดำเนินการทางกฎหมายกับใครก็ตามที่ต้องการใช้เทคโนโลยีของบริษัท “โดยสุจริต” นี่คือการเคลื่อนไหวที่กล้าหาญและสร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนในอุตสาหกรรม

เรื่องราวเรื่องนี้มีความน่าสนใจอย่างไร ทำไมบริษัทที่กำลังเติบโตถึงยอมสละสิ่งที่เปรียบเสมือน “คลังสมบัติ” ของตัวเอง ไปหาคำตอบพร้อมกันครับ

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/4ha37uw5

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/3dmp7fa9

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/2r99y28d

🎧 ฟังผ่าน Youtube : 
https://youtu.be/gx8l2e8sLvE

เจาะลึก Cybertruck รถกระบะที่เต็มไปด้วยคำถาม ยานพาหนะแห่งอนาคต หรือ หายนะของ Tesla?

ถ้าพูดถึงรถกระบะ ภาพในหัวของคนส่วนใหญ่คงเป็นรถยนต์ที่มีความบึกบึน แข็งแกร่ง และมีดีไซน์ที่แทบไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมานานหลายสิบปี ตลาดนี้ถูกครอบครองโดยยักษ์ใหญ่ไม่กี่เจ้าที่สืบทอดตำนานกันมารุ่นต่อรุ่น

แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามีคนคิดจะ “ปฏิวัติ” ทุกสิ่งที่เราเคยรู้จักเกี่ยวกับรถกระบะ ด้วยการสร้างรถยนต์ที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากภาพยนตร์ไซไฟยุค 80 เรื่องราวของ Tesla Cybertruck ก็เริ่มต้นขึ้นจากคำถามนั้นเอง

ย้อนกลับไปในค่ำคืนหนึ่งของปี 2019 Elon Musk ได้สร้างปรากฏการณ์ที่ทำให้โลกต้องหันมามอง เขาไม่ได้แค่เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ แต่นี่คือการประกาศสงครามกับขนบเดิมๆ ของอุตสาหกรรมยานยนต์

ภาพที่ทุกคนเห็นคือรถกระบะรูปทรงลิ่มสีเงิน ที่ไม่มีส่วนโค้งมนใดๆ ตัวถังทำจากสแตนเลสสตีลเปลือยเปล่า มันดูแปลกประหลาดจนหลายคนคิดว่านี่เป็นเรื่องตลก แต่สำหรับ Musk นี่คืออนาคต

เขาเรียกโครงสร้างนี้ว่า Exoskeleton ที่ใช้ตัวถังภายนอกเป็นโครงสร้างรับแรงทั้งหมด เหมือนเปลือกของแมลง ทำให้มันแข็งแกร่งกว่ารถกระบะทั่วไป นี่คือจุดขายสำคัญที่บอกว่า Cybertruck ไม่ใช่แค่รถ แต่เป็นป้อมปราการเคลื่อนที่

เพื่อพิสูจน์คำพูดนั้น บนเวทีมีการใช้ค้อนปอนด์ทุบไปที่ประตูรถ แต่ตัวถังกลับไม่บุบสลายแม้แต่น้อย สร้างความฮือฮาไปทั่วทั้งงาน และตอกย้ำภาพลักษณ์ความแข็งแกร่งที่ไม่มีใครเทียบได้

แต่แล้วก็มาถึงช่วงเวลาที่เป็นตำนาน เมื่อทีมงานทดสอบความแข็งแกร่งของกระจก “Tesla Armor Glass” ที่อ้างว่ากันกระสุนได้ ด้วยการขว้างลูกเหล็กเข้าใส่ ผลลัพธ์คือกระจกแตกร้าวต่อหน้าคนทั้งโลก

หลายคนคิดว่านี่คือหายนะทางการตลาด แต่เหตุการณ์นี้กลับทำให้ Cybertruck กลายเป็นไวรัลที่โด่งดังไปทั่วโลกในชั่วข้ามคืน มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของการกล้าที่จะเสี่ยง และความไม่สมบูรณ์แบบที่มีเสน่ห์ไปแทนซะอย่างงั้น

Musk ประกาศสเปคที่น่าทึ่ง ทั้งระยะทางวิ่งไกลกว่า 800 กิโลเมตร และอัตราเร่งที่เร็วกว่ารถสปอร์ตบางรุ่น แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงที่สุดคือ ราคาเริ่มต้นที่ประกาศไว้เพียง 39,900 ดอลลาร์สหรัฐ

ด้วยวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่และราคาที่เข้าถึงได้ ทำให้ยอดสั่งจองล่วงหน้าพุ่งทะลุหลักล้านคันในเวลาอันรวดเร็ว ดูเหมือนว่า Tesla กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ และ Cybertruck ก็พร้อมแล้วที่จะเป็นรถกระบะแห่งอนาคต

แต่เรื่องราวมักไม่ได้เรียบง่ายเหมือนในเทพนิยาย เพราะหลังจากม่านเวทีปิดลง การต่อสู้ที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น การต่อสู้ระหว่างความฝันอันยิ่งใหญ่ กับกำแพงแห่งความจริงของการผลิตในโลกอุตสาหกรรม

เวลาผ่านไป… กำหนดการส่งมอบในปี 2021 ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ความตื่นเต้นในวันแรกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความสงสัย Cybertruck ที่ทุกคนรอคอยหายไปไหน?

ปัญหาแรกที่เหล่าวิศวกรต้องเผชิญคือ ตัวถังแสตนเลสสตีลนั่นเอง การขึ้นรูปโลหะที่แข็งและหนาขนาดนี้ให้ได้เหลี่ยมมุมที่คมกริบและมีรอยต่อที่สม่ำเสมอนั้น เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีต้นทุนสูงมหาศาล

Elon Musk เคยยอมรับในการประชุมกับนักลงทุนเองว่า “เราขุดหลุมฝังตัวเองด้วย Cybertruck” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายทางวิศวกรรมที่พวกเขาต้องเผชิญ มันยากกว่าที่คิดไว้หลายเท่า

นวัตกรรมที่เป็นจุดขายอย่างโครงสร้าง Exoskeleton ก็ถูกปรับเปลี่ยนไปจากเดิม เพื่อให้สามารถผลิตได้จริงในระดับอุตสาหกรรม แม้ Tesla จะยังคงใช้คำศัพท์ที่ใกล้เคียงเดิม แต่ในทางเทคนิคแล้วมันคือการประนีประนอมครั้งใหญ่

และเมื่อรถคันจริงเริ่มส่งมอบถึงมือลูกค้าในช่วงปลายปี 2023 กำแพงแห่งความจริงก็ปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากราคาที่พุ่งทะยานขึ้นจากที่เคยสัญญาไว้อย่างน่าตกใจ

จากราคาเริ่มต้นที่ทุกคนเข้าถึงได้ที่ประมาณ 40,000 ดอลลาร์ กลายเป็น 60,990 ดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ส่วนรุ่นท็อปสุดก็มีราคาทะลุ 100,000 ดอลลาร์ไปแล้ว

การขึ้นราคาครั้งนี้ได้เปลี่ยนสถานะของ Cybertruck จากรถกระบะแห่งอนาคตสำหรับทุกคน ให้กลายเป็นของเล่นราคาแพงสำหรับคนกลุ่มเล็กๆ ไปโดยปริยาย

สเปคที่เคยโฆษณาไว้ก็ไม่ตรงปก ระยะทางวิ่งของรุ่นท็อปที่เคยบอกว่าจะได้ถึง 800 กิโลเมตร ลดลงเหลือเพียงประมาณ 515 กิโลเมตร และจากการทดสอบจริงของสื่อหลายสำนัก ก็พบว่าระยะทางที่วิ่งได้จริงนั้นน้อยกว่าที่โฆษณาไว้เสียอีก

แต่ปัญหาที่น่ากังวลที่สุด คือเรื่องของคุณภาพการผลิตที่ดูเหมือนจะสวนทางกับราคาที่จ่ายไป ไม่นานหลังจากที่รถถูกส่งมอบ ก็เกิดดราม่า “Rustgate” ขึ้น เมื่อเจ้าของหลายคนพบว่าตัวถังแสตนเลสสตีลของพวกเขามีคราบสนิมเกิดขึ้น

แม้ Tesla จะชี้แจงว่าเป็นเพียงคราบสกปรกจากภายนอก แต่เหตุการณ์นี้ก็ได้ทำลายภาพลักษณ์ “รถถัง” ที่คงกระพันของ Cybertruck ลงอย่างสิ้นเชิง

นอกจากนี้ยังมีเสียงวิจารณ์เรื่องช่องว่างระหว่างชิ้นส่วนตัวถังที่ไม่สม่ำเสมอ การออกแบบภายในที่เรียบง่ายจนดูราคาถูก และการที่ต้องควบคุมทุกอย่างผ่านหน้าจอกลางเพียงจอเดียว ซึ่งอาจส่งผลต่อความปลอดภัยในการขับขี่

คำถามที่น่าสนใจคือ ประโยชน์ใช้สอยในฐานะ “รถกระบะ” ของมันเป็นอย่างไร? ด้วยขนาดตัวถังที่ใหญ่โตมโหฬาร แต่พื้นที่กระบะท้ายกลับมีขนาดจำกัดและใช้งานได้ไม่สะดวกนัก มันจึงกลายเป็นรถที่ดูเหมือนกระบะ แต่กลับใช้งานแบบกระบะได้ไม่เต็มที่

Cybertruck ได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง มันคือสัญลักษณ์ของนวัตกรรมที่มาพร้อมกับการประนีประนอม มันคือรถสำหรับมวลชนที่มาในราคาของคนมีฐานะ และมันคือรถกระบะที่ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่องานหนัก

เมื่อความฝันที่สวยงามต้องเผชิญกับความจริงอันโหดร้าย คำถามสุดท้ายที่ตามมาก็คือ แล้ว Tesla สร้างรถยนต์ที่แปลกประหลาดคันนี้ขึ้นมาเพื่อใครกันแน่?

หากเรามองข้ามเรื่องราวทางการตลาดและสเปคบนกระดาษไป จะเห็นว่า Cybertruck ไม่ได้ตอบโจทย์การใช้งานของกลุ่มลูกค้ากระบะแบบดั้งเดิมเลยแม้แต่น้อย มันจึงไม่ใช่รถสำหรับผู้รับเหมา หรือเกษตรกรอย่างแน่นอน

กลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงของมันดูเหมือนจะเป็นกลุ่มคนที่เฉพาะทางมากๆ นั่นคือกลุ่มคนที่มีฐานะ เป็นแฟนพันธุ์แท้ของ Elon Musk และต้องการครอบครองสัญลักษณ์แห่งอนาคต ที่จะทำให้พวกเขาดูแตกต่างจากคนอื่นบนท้องถนน

หลายคนจึงวิเคราะห์ว่า Cybertruck คือ “Pet Project” หรือโครงการตามใจฉันของ Elon Musk มันคือสิ่งที่เขาวาดฝันอยากจะสร้าง โดยไม่จำเป็นต้องอิงกับหลักการตลาดหรือความต้องการของผู้บริโภคส่วนใหญ่

นี่คือเหตุผลว่าทำไมตัวรถถึงเต็มไปด้วยการออกแบบที่ท้าทายหลักวิศวกรรม และทำไมเหล่าวิศวกรจึงต้องพยายามหาทางสร้างมันขึ้นมาให้ได้ แม้จะต้องยอมลดทอนคุณสมบัติบางอย่างลงไปก็ตาม

แล้วเราจะตัดสินว่า Cybertruck เป็นความสำเร็จหรือความล้มเหลวได้อย่างไร? คำตอบอาจจะซับซ้อนกว่านั้น

หากมองในฐานะ “ผลิตภัณฑ์” มันอาจไม่ใช่ความสำเร็จ เพราะไม่สามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับผู้บริโภคได้ ทั้งในเรื่องราคาและคุณสมบัติ มันสร้างความผิดหวังและกลายเป็นเป้าโจมตีของนักวิจารณ์ทั่วโลก

แต่หากมองในฐานะ “เครื่องมือทางการตลาด” Cybertruck ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย มันสร้างการรับรู้และทำให้ชื่อของ Tesla เป็นที่พูดถึงไปทั่วโลก คิดเป็นมูลค่าสื่อฟรีๆ หลายพันล้านดอลลาร์

มันตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่กล้าคิด กล้าทำ และพร้อมจะฉีกทุกกฎเกณฑ์เดิมๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เงินจำนวนมหาศาลก็ไม่สามารถซื้อได้

บางที Tesla อาจไม่ได้กำลังขายรถยนต์ แต่พวกเขากำลังขายเรื่องราวและความเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ที่น่าตื่นเต้น คนที่ซื้อ Cybertruck ไม่ได้ซื้อแค่ยานพาหนะ แต่กำลังซื้อ “สัญลักษณ์” แห่งความแตกต่าง

เรื่องราวของ Cybertruck คือกรณีศึกษาที่น่าสนใจ มันสอนให้เรารู้ว่าวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากปราศจากกระบวนการผลิตที่ทำได้จริงและมีประสิทธิภาพ

มันยังแสดงให้เห็นถึง “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” (Opportunity Cost) ตลอดเวลา 4-5 ปีที่ Tesla ทุ่มเทให้กับโปรเจกต์นี้ พวกเขาอาจสามารถพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัดรุ่นใหม่อย่าง Model 2 ที่ตลาดต้องการมากกว่าก็เป็นได้

สุดท้ายแล้ว มรดกที่แท้จริงของ Cybertruck อาจไม่ใช่เทคโนโลยีหรือยอดขาย แต่มันคือการทิ้งคำถามสำคัญไว้ให้กับโลกธุรกิจว่า เส้นแบ่งระหว่าง “อัจฉริยะ” กับ “ความดื้อรั้น” นั้นอยู่ตรงไหน

และมันคือบทพิสูจน์ว่าในโลกธุรกิจ บางครั้งเรื่องราวที่น่าจดจำ ก็อาจจะสำคัญกว่าผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบก็เป็นได้

References : [reuters, theverge, wired, caranddriver, carscoops]

มหากาพย์ Huawei vs อเมริกา โดนแบนเกือบตาย แต่กลับมาทุบสถิติได้ยังไง?

ต้องบอกว่า Huawei เคยที่จะขึ้นสู่จุดสูงสุดของโลกอยู่แล้ว แต่ก็โดนมหาอำนาจเบอร์หนึ่งของโลกสั่งแบน ตัดแข้งตัดขา จนเกือบจะล้มหายตายจากไป

มันคือมหากาพย์การต่อสู้ทางธุรกิจที่ดุเดือดยิ่งกว่าในหนัง เมื่อ Huawei ที่ถูกบีบจนหลังชนฝา ตัดสินใจสู้กลับในวิธีที่ทำให้โลกต้องหันมามองอีกครั้ง

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบๆ ในเดือนสิงหาคม ปี 2023 จู่ๆ Huawei ก็วางขายสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ชื่อ Mate 60 Pro บนเว็บไซต์ของตัวเองแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

ในตอนแรกก็ไม่มีใครเอะใจ แต่เมื่อเครื่องถูกส่งถึงมือนักรีวิวและผู้เชี่ยวชาญ ความตกตะลึงก็บังเกิดขึ้น เพราะสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างในคือชิป Kirin 9000S

แล้วเรื่องนี้มันน่าทึ่งตรงไหน?

ก็น่าทึ่งตรงที่ว่า… ตามหลักแล้ว ชิปตัวนี้มันไม่ควรจะมีอยู่บนโลกนี้ได้

เพราะนับตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา สหรัฐอเมริกาได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรขั้นรุนแรงกับ Huawei โดยใส่ชื่อบริษัทเข้าไปในบัญชีดำที่เรียกว่า “Entity List”

พูดง่ายๆ ก็คือ ห้ามบริษัทอเมริกันทุกแห่งทำธุรกิจกับ Huawei ผลคือ Huawei ถูกตัดขาดจากเทคโนโลยีสำคัญ ทั้งซอฟต์แวร์ของ Google และที่หนักที่สุดคือ ถูกตัดขาดจากโรงงานผลิตชิปที่ทันสมัยที่สุดในโลก

นี่เปรียบเสมือนการรุกฆาตทางเทคโนโลยี ที่ตั้งใจจะยุติเส้นทางของ Huawei ในตลาดไฮเอนด์ไปตลอดกาล

คำถามคือ แล้วชิป Kirin 9000S ที่ล้ำสมัยนี้ โผล่มาจากไหน?

เพื่อจะเข้าใจเรื่องนี้ เราต้องย้อนกลับไปทำความรู้จักชายผู้เป็นทั้งผู้ก่อตั้งและจิตวิญญาณของ Huawei เขามีชื่อว่า เหริน เจิ้งเฟย

ชีวิตของ เหริน เจิ้งเฟย ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาเกิดในปี 1944 ในครอบครัวครูที่ยากจน และต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดยุคหนึ่งของจีน นั่นคือยุคปฏิวัติวัฒนธรรม

ประสบการณ์ที่ต้องอดทนต่อสู้กับความยากแค้นนี้ ถูกเรียกว่า “chī kǔ” หรือ “อดทนกับความลำบาก” ซึ่งปรัชญานี้ได้หล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนที่ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตา

อาชีพแรกของเขาไม่ใช่การทำธุรกิจ แต่เป็นการรับราชการทหารในหน่วยวิศวกรรม เขาได้เรียนรู้เรื่องระเบียบวินัย การวางกลยุทธ์ และการจัดการโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งทั้งหมดนี้ได้กลายมาเป็นรากฐานวัฒนธรรมองค์กรของ Huawei ในเวลาต่อมา

เมื่อออกจากกองทัพ ในปี 1987 เหริน เจิ้งเฟย ได้ก่อตั้ง Huawei ขึ้นในอพาร์ตเมนต์เล็กๆ ที่เมืองเซินเจิ้น ด้วยเงินทุนเพียงน้อยนิด

ธุรกิจแรกของ Huawei ไม่ได้ดูยิ่งใหญ่อะไรเลย เป็นเพียงการนำเข้าตู้สาขาโทรศัพท์จากฮ่องกงมาขายต่อในจีน แต่แล้ววิกฤตแรกก็มาเยือน เมื่อซัพพลายเออร์ที่ฮ่องกงยกเลิกสัญญาดื้อๆ

ในวินาทีที่บริษัทเกือบจะต้องปิดตัวลง เหริน เจิ้งเฟย ตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ว่า “ถ้าไม่มีใครสร้างให้ เราก็ต้องสร้างมันขึ้นมาเอง”

Huawei ทุ่มเงินทั้งหมดที่มีไปกับการวิจัยและพัฒนา จนสร้างสวิตช์โทรศัพท์ดิจิทัลของตัวเองสำเร็จในชื่อ C&C08 ซึ่งมีราคาถูกกว่าของต่างชาติถึงสองในสาม

ความสำเร็จครั้งนั้นไม่เพียงแต่ช่วยให้บริษัทรอดตาย แต่มันยังได้ฝัง DNA ที่สำคัญที่สุดลงไปในวัฒนธรรมขององค์กร นั่นคือ “การพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี คือหนทางรอดเดียวที่มี”

หลังจากยึดตลาดในประเทศจีนได้แล้ว Huawei ก็เริ่มมองออกไปนอกประเทศ โดยใช้กลยุทธ์ที่เฉียบคมซึ่งได้แรงบันดาลใจจากทฤษฎีการทหารว่า “ใช้ชนบทล้อมเมือง”

แทนที่จะไปต่อสู้กับยักษ์ใหญ่ในตลาดยุโรปหรืออเมริกาตรงๆ Huawei เลือกที่จะบุกตลาดเกิดใหม่ที่คู่แข่งมองข้าม เช่น แอฟริกา ตะวันออกกลาง และละตินอเมริกา

สิ่งที่ทำให้ Huawei ชนะใจตลาดเหล่านี้คือ ราคาที่ถูกกว่า และการบริการลูกค้าในระดับที่เรียกว่า “ยอมตายถวายชีวิต” จนเกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ถูกขนานนามว่า “วัฒนธรรมหมาป่า” ที่ดุดันและทำงานเป็นทีมเพื่อเป้าหมาย

เมื่อมีฐานที่มั่นทั่วโลกแล้ว ก็ถึงเวลาเข้าตียุโรป และบุกตลาดที่ท้าทายที่สุด นั่นคือตลาดสมาร์ทโฟน

เราได้เห็นการเปิดตัวมือถือซีรีส์ P ที่มีกล้องสุดเทพจากการจับมือกับ Leica และซีรีส์ Mate ที่เป็นผู้นำด้านจอใหญ่และแบตเตอรี่สุดอึด

แต่อาวุธลับที่ทำให้ Huawei ก้าวขึ้นมาท้าชิงบัลลังก์กับ Apple และ Samsung ได้สำเร็จ คือการที่พวกเขาสามารถออกแบบชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูงของตัวเองได้ในชื่อ Kirin

ในปี 2018 Huawei ผงาดขึ้นมาเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอันดับสองของโลก แซงหน้า Apple ได้อย่างน่าทึ่ง ทุกอย่างดูเหมือนจะสวยงาม แต่แล้วพายุลูกใหญ่ที่สุดก็พัดเข้ามา

รัฐบาลสหรัฐฯ มองว่าการเติบโตของ Huawei คือภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ และแล้วในเดือนพฤษภาคม 2019 หมัดน็อกก็ได้ถูกปล่อยออกมา

การแบนของสหรัฐฯ เปรียบเสมือนการโจมตีสองระลอกที่พุ่งเข้าใส่หัวใจของ Huawei

ระลอกแรกคือซอฟต์แวร์ มือถือ Huawei รุ่นใหม่ถูกตัดขาดจากบริการของ Google หรือ GMS ลองนึกภาพสมาร์ทโฟนที่ไม่มี Play Store, Google Maps หรือ YouTube สำหรับผู้ใช้งานนอกประเทศจีน มันแทบไม่ต่างอะไรจากที่ทับกระดาษ

ระลอกที่สองคือฮาร์ดแวร์ โรงงานผลิตชิปที่ทันสมัยที่สุดในโลกอย่าง TSMC ถูกห้ามไม่ให้ผลิตชิป Kirin ให้กับ Huawei อีกต่อไป เปรียบเสมือนเชฟที่เก่งที่สุดในโลก แต่ถูกห้ามไม่ให้ใช้เตาไฟ

ความขัดแย้งบานปลายไปถึงขั้นที่ เมิ่งหว่านโจว ซึ่งเป็น CFO และลูกสาวของ เหริน เจิ้งเฟย ถูกจับกุมที่แคนาดาตามคำสั่งของสหรัฐฯ

ณ จุดนั้น โลกทั้งใบต่างคิดว่า Huawei จบสิ้นแล้ว อาณาจักรที่สร้างมากว่า 30 ปีกำลังจะล่มสลายลงต่อหน้าต่อตา

แต่พวกเขากลับคิดผิด…

เมื่อหลังชนฝา เหริน เจิ้งเฟย ได้บอกกับพนักงานทุกคนว่า เป้าหมายตอนนี้ไม่ใช่การเป็นที่หนึ่งของโลกอีกต่อไป แต่เป็นเพียงแค่การ “เอาชีวิตรอด”

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของแผนการตอบโต้ที่บ้าบิ่นที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ด้วยโครงการลับที่ชื่อว่า “Project Delete America”

ภารกิจของโครงการนี้มีเพียงหนึ่งเดียว คือการกำจัดเทคโนโลยีของอเมริกาออกจากผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นของ Huawei แล้วสร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่ด้วยสองมือของตัวเอง

Huawei เปิดศึกสามแนวรบเพื่อความอยู่รอด

แนวรบแรกคือซอฟต์แวร์ ในเมื่อใช้ Google ไม่ได้ พวกเขาก็สร้างระบบปฏิบัติการของตัวเองขึ้นมาในชื่อ HarmonyOS ตอนแรกหลายคนก็ดูถูก แต่ด้วยแรงสนับสนุนจากคนในชาติ HarmonyOS ก็เติบโตจนสามารถแซงหน้า iOS ของ Apple ในตลาดจีนได้สำเร็จ

แนวรบที่สองคือฮาร์ดแวร์ และนี่คือคำตอบของปริศนาทั้งหมด การกลับมาของชิป Kirin 9000S ใน Mate 60 Pro คือผลลัพธ์ของแนวรบนี้

ชิปตัวนี้ไม่ได้ผลิตโดยโรงงานระดับโลก แต่ผลิตโดย SMIC ซึ่งเป็นบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ของจีนเอง

ความท้าทายคือ จีนถูกแบนไม่ให้เข้าถึงเครื่องจักรผลิตชิปที่ล้ำสมัยที่สุดที่เรียกว่า EUV แต่พวกเขาก็หาทางใช้เครื่องจักรรุ่นเก่าที่เรียกว่า DUV ในการผลิตชิป 7 นาโนเมตรได้สำเร็จ

มันเปรียบเสมือนการพยายามวาดภาพวงจรที่ซับซ้อนด้วยปากกาหัวใหญ่แทนที่จะเป็นหัวเล็ก มันยากกว่า ต้นทุนสูงกว่า แต่พวกเขาก็ทำมันได้สำเร็จ

นี่คือการส่งสาส์นถึงโลกว่า “คุณปิดล้อมเราได้ แต่คุณหยุดเราไม่ได้”

แนวรบที่สามคือการกระจายความเสี่ยง Huawei รู้ดีว่าธุรกิจมือถือมีความเปราะบาง พวกเขาจึงทุ่มทรัพยากรไปบุกเบิกธุรกิจใหม่ๆ เช่น Huawei Cloud, AI และที่น่าจับตาที่สุดคือ โซลูชันสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ

Huawei ไม่ได้ผลิตรถยนต์เอง แต่ทำตัวเป็น “สมอง” ให้กับค่ายรถยนต์อื่น พัฒนาตั้งแต่ระบบปฏิบัติการในรถไปจนถึงระบบขับขี่อัตโนมัติ ซึ่งกำลังสร้างรายได้มหาศาลให้กับบริษัท

การปรับตัวครั้งใหญ่นี้ ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นได้จากการตัดสินใจที่เจ็บปวดแต่ชาญฉลาด นั่นคือการขายแบรนด์ลูกอย่าง Honor ออกไป เพื่อระดมเงินสดก้อนโตมาใช้ในการต่อสู้ครั้งนี้

มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะคิดว่า Huawei ชนะสงครามครั้งนี้แล้ว

แต่เรื่องราวยังไม่จบลงง่ายๆ การกลับมาครั้งนี้ต้องแลกมาด้วยต้นทุนมหาศาล กำไรของบริษัทลดลงอย่างมากเพราะต้องทุ่มเงินไปกับการวิจัยและพัฒนา และรายได้ส่วนใหญ่ก็ต้องพึ่งพาตลาดในประเทศจีนเป็นหลัก

และที่สำคัญที่สุดคือ ช่องว่างทางเทคโนโลยี แม้จะสร้างชิป 7 นาโนเมตรได้ แต่ผู้นำระดับโลกกำลังจะไปที่ 2 นาโนเมตรแล้ว ซึ่งเป็นช่องว่างที่ตามทันได้ยาก ตราบใดที่ยังเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีที่ดีที่สุด

นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องความไว้วางใจในเวทีโลกก็ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญต่อไป

เรื่องราวของ Huawei สอนให้เรารู้ว่า ความทรหดอดทนและการยืนหยัดที่จะพึ่งพาตนเอง สามารถนำพาองค์กรให้รอดพ้นจากวิกฤตที่เลวร้ายที่สุดได้

แต่ในโลกที่ทุกอย่างเชื่อมต่อกัน การถูกตัดขาดจากระบบนิเวศของโลกก็ต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงอย่างมหาศาลเช่นกัน

Huawei อาจจะชนะ “สงครามเพื่อความอยู่รอด” ได้แล้ว แต่ “สงครามเพื่อความไว้วางใจ” ในเวทีโลกนั้น ยังคงเป็นสมรภูมิที่พวกเขาต้องต่อสู้อีกยาวไกล…

References : [reuters, bloomberg, wsj, ft, counterpointresearch]