ข่าวดีที่น่าเฉลิมฉลองของคนกลุ่มหนึ่ง กลับกลายเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่ง เรื่องราวในโลกธุรกิจและการเมืองระหว่างประเทศก็มักจะเป็นเช่นนั้นเสมอ
คำประกาศจากประธานาธิบดี Donald Trump ผู้นำสหรัฐอเมริกาที่ทำให้ตลาดหุ้น Wall Street พุ่งทะยานทำสถิติใหม่
ผิวเผินแล้ว นี่คือข่าวดีอย่างไม่ต้องสงสัย สหรัฐอเมริกาได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าครั้งสำคัญกับเวียดนาม ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งเอเชีย
แต่เมื่อเรามองลึกลงไปในรายละเอียดของข้อตกลงฉบับนี้ เราจะพบว่ามันซับซ้อนและเต็มไปด้วยความน่ากังวลกว่าที่คิด และนี่คือจุดเริ่มต้นของเกมการค้าครั้งใหญ่ ที่มีชะตากรรมของชาติหนึ่งเป็นเดิมพัน
ข้อตกลงดังกล่าวระบุว่า สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีศุลกากร หรือ Tariff ในอัตราสูงถึง 20% กับสินค้านำเข้าจากเวียดนามทั้งหมด
ลองนึกภาพตามง่ายๆ นะครับ ถ้าโรงงานในเวียดนามส่งออกเสื้อยืดไปขายในอเมริกาตัวละ 100 บาท เมื่อข้อตกลงนี้มีผล เสื้อตัวนั้นจะมีต้นทุนเพิ่มเป็น 120 บาททันทีที่ถึงท่าเรืออเมริกา
แต่ระเบิดเวลาลูกที่ใหญ่กว่านั้น ยังซ่อนอยู่ในข้อตกลง นั่นคือภาษีในอัตรามหาศาลถึง 40% สำหรับสินค้าที่ถูกมองว่าเป็นการ “Transshipped” ผ่านเวียดนาม
คำว่า Transshipped อาจฟังดูซับซ้อน แต่ถ้าจะให้อธิบายง่ายๆ มันคือการที่สินค้าถูกผลิตในประเทศหนึ่ง แต่ถูกส่งต่อไปยังอีกประเทศเพื่อแปะป้ายใหม่ แล้วค่อยส่งออกไปยังประเทศปลายทางเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี
พูดให้ชัดก็คือ สหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณตรงไปว่า พวกเขาสงสัยว่าสินค้า “Made in Vietnam” จำนวนมาก แท้จริงแล้วถูกผลิตในประเทศจีน แต่แค่แวะมาเปลี่ยนป้ายที่เวียดนามเพื่อหนีภาษีที่สหรัฐฯ ตั้งกำแพงไว้กับจีนนั่นเอง
นี่จึงเป็นการยิงปืนนัดเดียวที่มุ่งเป้าไปที่สองประเทศพร้อมกัน คือทั้งเวียดนามและจีน
ในขณะที่สหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีสูงลิ่วกับเวียดนาม ข้อตกลงนี้ก็บังคับให้เวียดนามต้อง “ยกเลิกภาษีทั้งหมด” สำหรับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ หรือก็คือ เปิดประตูบ้านตัวเองให้สินค้าอเมริกันเข้ามาโดยไม่มีเกราะป้องกันใดๆ
เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป ตลาดหุ้นในอเมริกาพากันเฉลิมฉลองกับสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ความชัดเจน” แต่นักลงทุนและผู้ประกอบการในเอเชีย กลับรู้สึกตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
แล้วมันเกิดอะไรขึ้น? ทำไมประเทศดาวรุ่งอย่างเวียดนาม ถึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้?
เราต้องย้อนกลับไปดูเรื่องราวการเติบโตของเวียดนามเสียก่อน หลังจากผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากในประวัติศาสตร์ เวียดนามได้ปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “Đổi Mới” (โด๋ยเม้ย) ในปี ค.ศ. 1986
การปฏิรูปครั้งนั้นได้เปลี่ยนประเทศจากระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนกลาง มาสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาด ผลลัพธ์ที่ได้คือการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด
เวียดนามกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ด้วยค่าแรงที่แข่งขันได้ และประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมหาศาล พวกเขากลายเป็นโรงงานแห่งใหม่ของโลก
ความสำเร็จนี้สะท้อนออกมาในตัวเลขการค้า เวียดนามส่งออกสินค้าไปขายยังสหรัฐฯ มากกว่านำเข้ามหาศาล หรือที่เรียกว่า “การได้ดุลการค้า” อย่างต่อเนื่อง
แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ การได้ดุลการค้าจำนวนมหาศาลนี่เอง ที่ทำให้เวียดนามกลายเป็น “เป้าหมาย” ในสายตาของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ Donald Trump
ก่อนที่ข้อตกลง 20% นี้จะเกิดขึ้น สหรัฐฯ เคยขู่ที่จะตั้งกำแพงภาษีกับเวียดนามสูงถึง 46% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สามารถทำให้อุตสาหกรรมส่งออกของเวียดนามเป็นอัมพาตได้เลย
นั่นทำให้รัฐบาลเวียดนามต้องทำทุกวิถีทางเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด คณะผู้แทนระดับสูงต้องบินไปเจรจาที่วอชิงตัน ดี.ซี. หลายต่อหลายครั้ง
พวกเขายื่นข้อเสนอและให้คำมั่นสัญญาว่าจะซื้อสินค้าจากอเมริกาเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นก๊าซ LNG หรือแม้กระทั่งเครื่องบิน เพื่อลดตัวเลขการได้ดุลการค้าของตัวเองลง
ดังนั้น การที่ตัวเลขสุดท้ายออกมาที่ 20% จึงอาจดูเหมือนเป็นชัยชนะเล็กๆ แต่ในความเป็นจริง มันยังคงเป็นอัตราที่สูงจนน่าตกใจ
สถานการณ์ของเวียดนามในตอนนั้น จึงเปรียบเสมือนการถูกบีบให้อยู่ตรงกลางระหว่างมหาอำนาจสองขั้วที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ขั้วหนึ่งคือ “ลูกค้า” รายใหญ่ที่สุดอย่างสหรัฐอเมริกา ตลาดที่สำคัญต่อลมหายใจของภาคการส่งออกเวียดนาม
อีกขั้วหนึ่งคือ “ซัพพลายเออร์” รายใหญ่ที่สุดอย่างประเทศจีน ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่สำคัญที่สุดสำหรับภาคการผลิตของเวียดนาม
โรงงานในเวียดนามอาจจะประกอบสมาร์ทโฟนหรือเสื้อผ้าแบรนด์ดัง แต่ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์หรือผ้าผืนที่ใช้ในการผลิตส่วนใหญ่ ล้วนนำเข้ามาจากจีน
การที่สหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีโดยพุ่งเป้าไปที่การสกัดกั้นสินค้าที่มีต้นทางจากจีน จึงเป็นการบีบให้เวียดนามต้องเลือกระหว่างลูกค้ากับซัพพลายเออร์ ซึ่งไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็เจ็บตัวทั้งนั้น
นักวิเคราะห์ในเอเชียต่างมองสถานการณ์นี้ด้วยความกังวล พวกเขาไม่ได้มองแค่ผลกระทบที่จะเกิดกับเวียดนาม แต่มองไปถึงสิ่งที่เรียกว่า “บรรทัดฐานใหม่” ที่กำลังจะถูกสร้างขึ้น
เพราะถ้าวันนี้สหรัฐฯ สามารถทำแบบนี้กับเวียดนามได้ วันข้างหน้าก็อาจจะทำกับประเทศอื่นได้เช่นกัน อัตราภาษี 10% ที่เคยคิดว่าสูงแล้ว อาจกลายเป็นเรื่องปกติ และ 20% อาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของข้อขัดแย้งทางการค้า
ความกังวลนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วภูมิภาค เพราะหลายประเทศในเอเชียต่างก็มีความสัมพันธ์ทางการค้าที่ซับซ้อนกับทั้งสหรัฐฯ และจีน
ในขณะที่นักลงทุนในอเมริกามองเห็น “ความชัดเจน” นักลงทุนในเอเชียกลับเห็นแต่ “ความไม่แน่นอน” คำถามมากมายยังคงไร้คำตอบ
ภาษี 20% จะกระทบกับสินค้ากลุ่มไหนรุนแรงที่สุด? แล้วภาษี 40% สำหรับสินค้า Transshipped นั้น สหรัฐฯ จะใช้วิธีไหนในการตรวจสอบและบังคับใช้? ความคลุมเครือเหล่านี้ ทำให้ภาคธุรกิจไม่สามารถวางแผนอนาคตได้
ความเป็นจริงที่ว่า โลกการค้าไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยหลักเศรษฐศาสตร์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ถูกกำหนดโดยเกมการเมืองระหว่างประเทศ
เวียดนามต้องเรียนรู้ที่จะเล่นเกมที่ยากขึ้น พวกเขาต้องเดินบนเส้นลวดที่บางเฉียบ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการเอาใจลูกค้าคนสำคัญอย่างสหรัฐฯ และการรักษาสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ที่ขาดไม่ได้อย่างจีน
พวกเขาต้องพิสูจน์ให้สหรัฐฯ เห็นว่ากำลังพยายามแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความมั่นใจให้จีนว่า พวกเขาไม่ได้เลือกข้าง
สุดท้ายแล้ว เรื่องราวนี้ไม่ได้จบลงที่ใครแพ้หรือใครชนะ แต่มันได้เปลี่ยนภูมิทัศน์การค้าโลกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มันคือสัญญาณเตือนว่าทุกประเทศ โดยเฉพาะประเทศเล็กๆ ต้องปรับตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับโลกที่ซับซ้อนและผันผวนกว่าเดิม
และนี่คือเกมการค้าในศตวรรษที่ 21 ที่ผู้เล่นทุกคนต้องเรียนรู้กฎกติกาใหม่ ที่ถูกเขียนขึ้นโดยผู้มีอำนาจ และพร้อมจะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
References : [reuters, bloomberg, cfr, piie, brookings]