เคยสงสัยไหมว่า อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ของ Uber ที่ดูเหมือนจะไม่มีวันสั่นคลอน จะมีวันถูกท้าทายได้อย่างไร เรื่องราวของวงการเรียกรถผ่านแอปนั้น เริ่มต้นด้วยกลีบกุหลาบ และพวกเขาคือผู้ปฏิวัติวงการอย่างแท้จริง
Uber และ Lyft กลายเป็น “พี่ใหญ่” ที่เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางของผู้คนทั่วโลกไปตลอดกาล บริการของพวกเขากลายเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ต้องการไปทั่วทุกมุมโลก
แต่ในมุมหนึ่งของโลกเทคโนโลยี มีบริษัทหนึ่งกำลังซุ่มพัฒนานวัตกรรมที่ล้ำไปไกลกว่านั้นมาก
บริษัทนั้นคือ Waymo ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Google ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเบอร์หนึ่งด้านรถยนต์ไร้คนขับ
เทคโนโลยีของพวกเขานั้นสุดล้ำและเป็นที่เชิดหน้าชูตาในวงการ พวกเขาคือผู้บุกเบิกตัวจริงเสียงจริง ที่ทำให้ความฝันเรื่องรถขับเองได้ใกล้ความเป็นจริงเข้ามาทุกที
แต่ทว่าเส้นทางของ Waymo กลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป พวกเขาเลือกใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุด ใช้เซ็นเซอร์ราคาแพงอย่าง LiDAR เพื่อให้ได้ความแม่นยำสูงสุด
ผลลัพธ์คือต้นทุนที่สูงลิ่ว ทำให้ราคาค่าบริการสูงจนคนทั่วไปอาจเข้าไม่ถึง และการขยายกองทัพรถให้ครอบคลุมก็ทำได้ช้ามาก ๆ
ในขณะที่ทุกคนกำลังจับจ้องไปที่ความสำเร็๗ของ Waymo กลับมีผู้เล่นอีกรายที่หลายคนอาจไม่ได้ชายตามองในเกมนี้
พวกเขาคือ Tesla ของ Elon Musk ที่เปรียบเสมือนน้องใหม่ในศึกโรโบแท็กซี่ แต่กลับกำลังสร้างตัวเงียบๆ เพื่อรอวันสยายปีก
การเผชิญหน้ากันอย่างถึงพริกถึงขิงในสนามรบของจริง ที่ซึ่งปรัชญาและโมเดลธุรกิจที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ต้องมาห้ำหั่นกัน
ความแตกต่างที่ชัดที่สุด เริ่มต้นที่ “สมอง” ของรถยนต์
Waymo เลือกใช้ LiDAR ซึ่งเปรียบเสมือนการมีผู้เชี่ยวชาญคอยสอดส่องทุกตารางนิ้ว มันแม่นยำ แต่มันมันต้นทุนที่สูงมาก ๆ
แต่ Tesla กลับเลือกเส้นทางที่แตกต่าง Elon Musk เดิมพันกับสิ่งที่เรียบง่ายอย่าง “กล้อง” และ “สมองกล AI”
หลายคนมองว่ามันเป็นความคิดที่เพ้อฝันและไร้สาระ แต่หารู้ไม่ว่านี่คือแผนการที่จะทำให้ Tesla ลดต้นทุนการผลิตลงได้อย่างมาก กลยุทธ์นี้ทำให้ Tesla สามารถ “เสก” รถยนต์ออกมาจากโรงงาน Gigafactory ได้เป็นหมื่นเป็นแสนคัน
เพื่อให้เห็นภาพ… จำนวนรถทั้งหมดที่ Waymo มีในปัจจุบัน Tesla สามารถผลิตได้ในเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน นี่คือความได้เปรียบด้านสเกลการผลิตที่ทำให้คู่แข่งต้องสะพรึงกลัว
เมื่อสงครามราคาเริ่มต้นขึ้น โมเดลธุรกิจของพี่ใหญ่อย่าง Uber ก็เริ่มเผยให้เห็นจุดอ่อน
เพราะโมเดลธุรกิจของพวกเขาเปรียบเสมือนการยืมจมูกคนอื่นหายใจ พึ่งพิงคนขับและรถยนต์ของพวกเขาในการทำธุรกิจ ต้นทุนที่ใหญ่ที่สุดคือส่วนแบ่งที่ต้องจ่ายให้คนขับ
แต่ Tesla กำลังจะเข้ามาในสนามรบนี้โดยไม่มีต้นทุนส่วนนั้นเลย
พวกเขาเป็นเจ้าของทุกอย่างตั้งแต่โรงงานผลิตรถยนต์ ซอฟต์แวร์ AI ไปจนถึงเครือข่ายบริการ นี่คือโมเดลธุรกิจที่ครบวงจรและน่ากลัวที่สุด
แน่นอนว่าอุปสรรคสำคัญคือความเชื่อมั่นของผู้คน แต่ข้อมูลที่น่าสนใจก็คือ ผู้ที่เคยลองใช้บริการรถไร้คนขับ ส่วนใหญ่กลับติดใจในประสบการณ์ที่ได้รับ
มันเป็นความรู้สึกที่เป็นส่วนตัว ไม่ต้องเจอกับคนขับที่อาจจะชอบมาชวนคุยเรื่องไร้สาระ หรือเจอสถานการณ์ที่ไม่ดีนัก
แล้ว Tesla จะทำอย่างไรให้คนกล้าลองเป็นครั้งแรก? คำตอบนั้นง่ายมาก… นั่นคือ “ราคา”
ลองนึกภาพการเดินทางที่เคยจ่าย 800 บาท แต่ Tesla เสนอให้คุณในราคาแค่ 500 บาท ส่วนต่างนี้เองที่จะผลักให้ผู้คนยอมก้าวข้ามความกลัว
เมื่อได้ลองแล้ว ประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมจะทำหน้าที่ของมันต่อไป และความเชื่อมั่นก็จะค่อยๆ ถูกปลูกฝังขึ้นมา
นี่คือแผนการที่จะทำให้โมเดลธุรกิจของคู่แข่งต้องพ่ายแพ้ เพราะไม่สามารถต่อสู้ในเกมที่ต้นทุนพื้นฐานแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงได้
บทสรุปของเรื่องราว
เมื่อ Tesla ปลดปล่อยกองทัพโรโบแท็กซี่ของพวกเขาออกมาอย่างเต็มรูปแบบ มันคือการส่งสัญญาณว่าธุรกิจเรียกรถแบบเดิมๆ กำลังจะจบ
มันคือคลื่นสึนามิทางธุรกิจ ที่จะซัดพาทุกอย่างที่ขวางหน้าให้พังพินาศลงจนสิ้นซาก
คู่แข่งอย่าง Uber และ Lyft ที่เคยเป็นที่หนึ่ง อาจต้องพบจุดจบอย่างรวดเร็ว เพราะไม่สามารถแข่งขันกับบริการที่ทั้งถูกกว่า สะดวกกว่า และอาจจะปลอดภัยกว่าได้
เรากำลังจะได้เห็นโลกที่การเป็นเจ้าของรถยนต์ในเมืองใหญ่ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป เพราะการเรียกใช้โรโบแท็กซี่จะมีราคาถูกจนน่าตกใจ
มันคือการปฏิวัติที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของเมืองและวิถีชีวิตของผู้คนไปตลอดกาล
สำหรับ Tesla นี่คือจุดพีคของแผนการอันยาวนาน คือการปลดล็อกมูลค่าของรถยนต์ทุกคันให้กลายเป็นเครื่องจักรทำเงินที่พุ่งทะยานไม่หยุด
และโลกของเทคโนโลยี การเป็นผู้บุกเบิกคนแรก ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นผู้ชนะเสมอไป
แต่ผู้ชนะที่แท้จริง คือผู้ที่สามารถสร้างโมเดลธุรกิจที่เหนือกว่า ที่สามารถขยายขนาดได้ดีกว่า และแก้ปัญหาพื้นฐานของอุตสาหกรรมได้อย่างเด็ดขาด
และในมหากาพย์สงครามโรโบแท็กซี่ครั้งนี้ ดูเหมือนว่าพรหมลิขิตได้ขีดเขียนชื่อของ Tesla ให้เป็นผู้ชนะอย่างไร้ข้อกังขา
References : [tesla,waymo,electrek,techcrunch,insideevs]