Geek Story EP330 : ทำไม Elon Musk ถึงไม่เอา SpaceX เข้าตลาดหุ้น? เมื่อบริษัทเอกชนเปลี่ยนเกมอวกาศทั้งหมด

ลองจินตนาการถึงบริษัทที่มีมูลค่ามากกว่า GDP ของประเทศอย่างฟินแลนด์และชิลี นั่นคือ SpaceX ที่มีมูลค่าพุ่งทะยานถึง 350 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 ความน่าทึ่งไม่ได้อยู่แค่ตัวเลขมหาศาล แต่ยังรวมถึงความจริงที่ว่าแทบไม่มีนักลงทุนรายใดเลยที่ยินดีขายหุ้นของตน พวกเขามั่นใจว่ามูลค่าของบริษัทจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต

ย้อนกลับไปเมื่อสองทศวรรษก่อน ใครจะเชื่อว่าบริษัทที่เกือบล้มละลายหลังจากความล้มเหลวในการปล่อยจรวดหลายครั้ง จะกลายเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการอวกาศอย่างทรงพลังในวันนี้

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify :
https://tinyurl.com/y69zffk8

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/bde5utmn

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/458uvp3f

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/okkzoH2hAag

ทำไม Elon Musk ถึงเกลียด Lidar? เรียบง่ายแต่ปฏิวัติวงการ เบื้องหลังการถอดเซนเซอร์ของ Tesla

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไม Tesla ถึงกล้าถอดเซนเซอร์ออกจากรถของพวกเขา? เรื่องนี้ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ ที่ Tesla ทำในสิ่งที่สวนกระแสของอุตสาหกรรม เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของปรัชญาการทำงานที่น่าสนใจ

ในปี 2021 Tesla ได้ตัดสินใจถอดเรดาร์ออกจากชุดเซนเซอร์ และล่าสุดก็มีการถอดเซนเซอร์อัลตร้าโซนิกทั้งหมดออกไปอีก จนเหลือแค่ระบบกล้อง (Vision) เท่านั้น การตัดสินใจแบบนี้ทำให้หลายคนต่างสงสัย

แล้วการเลือกตัดแบบนี้จะทำให้ระบบการรับรู้ของรถยนต์ยากขึ้นหรือง่ายขึ้นกันแน่?

ก็ต้องบอกว่าเมื่อพูดถึงเซนเซอร์ในรถยนต์ หลายคนมักคิดว่ายิ่งมีมาก ระบบจะยิ่งเทพ แต่ความจริงแล้ว เซนเซอร์พวกนี้อาจกลายเป็นภาระมหาศาลที่ทำให้ระบบเละเทะได้เช่นเดียวกัน

เซนเซอร์ไม่ได้มาฟรีๆ ต้องมีทีมจัดซื้อ มีห่วงโซ่อุปทาน เจอปัญหาชิ้นส่วน ต้องเปลี่ยนเมื่อเสียหาย และถ้ามีปัญหา ก็ทำให้สายการผลิตสะดุดได้ง่ายๆ

ยิ่งไปกว่านั้น เซนเซอร์แต่ละชนิดต้องมีทีมเขียนเฟิร์มแวร์ ต้องบูรณาการเข้ากับระบบรวม ทำให้โครงสร้างองค์กรบวมใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนอาจกลายเป็นองค์กรที่จัดการได้ยากในที่สุด

Elon Musk มีแนวคิดโครตเจ๋งที่ว่า “ชิ้นส่วนที่ดีที่สุดคือไม่มีชิ้นส่วน” เขาเข้าใจเรื่องเอนโทรปี (ความไร้ระเบียบ) ในองค์กร และพยายามกำจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปตลอด

หลายคนอาจมองไม่เห็นต้นทุนที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเมื่อพิจารณาต้นทุนทั้งหมด เซนเซอร์พวกนี้อาจเป็นภาระที่ไม่คุ้มค่า เนื่องจากเซนเซอร์แต่ละประเภทมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา วันนี้ใช้เรดาร์แบบหนึ่ง พรุ่งนี้อาจเป็นอีกแบบหนึ่ง ทำให้ต้องสร้างระบบฐานข้อมูลที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรองรับความหลากหลายนั้น

สุดท้ายแล้ว เซนเซอร์พวกนี้สร้างสัญญาณรบกวน เพิ่มความไม่เป็นระเบียบ และทำให้องค์กรต้องกระจายความสนใจออกไป ไม่สามารถมุ่งเน้นไปที่สิ่งสำคัญจริงๆ ได้

เมื่อ Tesla เลือกที่จะทำงานเฉพาะกับระบบกล้อง ทรัพยากรทั้งหมดจะถูกมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีเดียว ทำให้สามารถสร้าง data engine และพัฒนาระบบไปข้างหน้าได้อย่างเต็มรูปแบบ

กล้องเป็นเซนเซอร์ที่มีแบนด์วิดธ์มากที่สุด มีความท้าทายสูงสุด และเมื่อลงทุนเต็มที่กับมัน ก็จะพัฒนาให้ดีขึ้นได้อย่างก้าวกระโดด ไม่ต้องกระจายความสนใจไปที่อื่น

การถกเถียงระหว่าง Lidar และกล้องทำให้หลายคนสับสน แต่ประเด็นจริงๆ ควรอยู่ที่การมีฝูงยานพาหนะ (fleet) สำหรับเก็บข้อมูลมากกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าประเภทของเซนเซอร์มาก

Lidar มีราคาแพงมาก ๆ มีปัญหาสารพัด และต้องการการปรับแต่งที่ซับซ้อน ซึ่งสร้างความยุ่งยากและเพิ่มความไม่เป็นระเบียบให้กับระบบอย่างมาก

เมื่อมองภาพรวม ประเด็นสำคัญอยู่ที่การสร้างฝูงยานพาหนะขนาดใหญ่ที่เก็บข้อมูลจำนวนมหาศาล และบูรณาการเข้ากับระบบข้อมูลที่แข็งแกร่ง

ระบบ Vision มีความจำเป็นเพราะโลกถูกออกแบบมาสำหรับการรับรู้ด้วยสายตาของมนุษย์ และในขณะเดียวกันแค่ระบบเดียวมันก็เพียงพอเพราะมีข้อมูลทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับการขับขี่

สังเกตว่ามนุษย์ก็ใช้การมองเห็นเป็นหลักในการขับรถ ไม่ได้ใช้เรดาร์หรือ Lidar แต่อย่างใด ดังนั้น Vision จึงทั้ง “จำเป็น” และ “เพียงพอ” สำหรับการขับขี่อัตโนมัติ

การเพิ่มเซนเซอร์อื่นๆ ทำได้ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ในที่สุดก็ต้องขีดเส้นและตัดสินใจว่าอะไรคือสิ่งจำเป็นจริงๆ ซึ่ง Tesla มองว่าเซนเซอร์นอกเหนือจาก Vision หรือ กล้อง ไม่คุ้มค่าพอ

บริษัทอื่นๆ ตัวอย่างเช่น Waymo ที่พัฒนาเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติเช่นเดียวกับ Tesla เลือกใช้วิธีสร้างแผนที่ความละเอียดสูงล่วงหน้า และจำกัดพื้นที่ที่รถวิ่งได้

การสร้างและบำรุงรักษาแผนที่ที่มีความแม่นยำระดับเซนติเมตรสำหรับทุกพื้นที่ที่รถจะวิ่งผ่าน เป็นเรื่องบ้าคลั่งและไม่สมเหตุสมผล หากเรากำลังพูดถึงการปฏิวัติระบบขนส่งระดับโลกที่ต้องมีการ scale ระบบได้ง่าย

มนุษย์ไม่จำเป็นต้องมีแผนที่ละเอียดระดับเซนติเมตรในการขับรถ แค่รู้ว่ามีทางแยกข้างหน้าก็พอ Tesla ใช้ข้อมูลแผนที่แบบเดียวกับ Google Map แต่ไม่ได้ทำแผนที่แบบละเอียดยิบ

การทำแผนที่แบบละเอียดอาจจะทำให้เสียสมาธิ เพิ่มความไม่เป็นระเบียบ และทำให้ทีมกระจายความสนใจออกไป แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่ปัญหาคอมพิวเตอร์วิชั่นที่แท้จริง

การลดทอนเซนเซอร์ลงเหลือเพียง Vision ไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพแย่ลง ในทางกลับกัน การมุ่งเน้นทรัพยากรไปที่การพัฒนาเทคโนโลยีเดียวให้แข็งแกร่งที่สุด ทำให้ระบบพุ่งทะยานขึ้นได้เช่นเดียวกัน

การลดความซับซ้อนยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ เนื่องจากมีจุดที่อาจเกิดความล้มเหลวน้อยลง ระบบที่พึ่งพาเซนเซอร์หลายประเภทอาจจะล้มเหลวได้ง่ายหากเซนเซอร์ใดเซนเซอร์หนึ่งมีปัญหา

เมื่อไม่ต้องกังวลกับการรวมข้อมูลจากเซนเซอร์หลายประเภท ทีมวิศวกรสามารถรังสรรค์อัลกอริทึมการประมวลผลภาพให้แม่นยำและเร็วขึ้น นำไปสู่การพัฒนาที่ก้าวกระโดด

มนุษย์ขับรถได้อย่างปลอดภัยโดยใช้แค่ตาเป็นหลัก แม้จะได้ยินเสียงและรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวด้วย แต่การมองเห็นยังเป็นประสาทสัมผัสหลักในการขับขี่

การพัฒนาระบบขับขี่อัตโนมัติโดยเลียนแบบวิธีการรับรู้ของมนุษย์จึงเป็นแนวทางที่มีเหตุผล แทนที่จะเพิ่มเทคโนโลยีเซนเซอร์ที่มนุษย์ไม่เคยต้องใช้มาก่อน

การมุ่งพัฒนาระบบ Vision ให้มีความสามารถเทียบเท่าหรือเหนือกว่าความสามารถในการมองเห็นของมนุษย์จึงเป็นเป้าหมายที่ตรงจุดและได้ผลมากกว่า

ข้อได้เปรียบมหาศาลของ Tesla คือการมีฝูงรถกว่าล้านคันที่วิ่งอยู่บนท้องถนนทั่วโลก ทำหน้าที่เป็นเครื่องเก็บข้อมูล ข้อมูลจากสถานการณ์จริงเหล่านี้มีค่ามากในการฝึกอัลกอริทึม AI

การมุ่งเน้นไปที่การเรียนรู้จากข้อมูลจริงในโลกจริง แทนที่จะพึ่งพาแผนที่สร้างไว้ล่วงหน้าหรือเซนเซอร์พิเศษ ทำให้ระบบของ Tesla มีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้ดีกว่า ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญสำหรับการขับขี่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่คาดคิด

การตัดสินใจของ Tesla ในการลดจำนวนเซนเซอร์อาจผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์อัตโนมัติทั้งหมดเปลี่ยนแนวคิด บริษัทอื่นๆ อาจเริ่มลดการพึ่งพาเซนเซอร์หลากหลายประเภทในอนาคต

เมื่อเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์วิชั่นและการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) มีความก้าวหน้ามากขึ้น การใช้กล้องเพียงอย่างเดียวก็อาจมีประสิทธิภาพเพียงพอและคุ้มค่ากว่า

การตัดสินใจของ Tesla ในการลดเซนเซอร์ลงเหลือแค่ Vision สะท้อนปรัชญาการทำงานที่มุ่งเน้นความเรียบง่ายและประสิทธิภาพ แม้จะดูเหมือนลดความสามารถลง แต่จริงๆ แล้วเป็นการมุ่งเน้นทรัพยากรไปที่เทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูงสุด

การลดความซับซ้อนช่วยลดความไร้ระเบียบและเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนา ในขณะที่การมีฝูงยานพาหนะขนาดใหญ่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลจากโลกจริง สร้างความได้เปรียบที่สำคัญในการปลุกปั้นระบบ AI

ในท้ายที่สุด การถกเถียงเรื่องเทคโนโลยีเซนเซอร์ไม่ควรมุ่งเน้นเพียงประเภทของเซนเซอร์ แต่ควรพิจารณาถึงระบบโดยรวม รวมถึงความสามารถในการเก็บข้อมูล การประมวลผล และการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง ซึ่งจะเป็นตัวขีดชะตาผู้ชนะในการแข่งขันพัฒนายานยนต์ขับขี่อัตโนมัติในอนาคต

AI ฝ่าด่านลับชีวโมเลกุล! เมื่อสองเทคโนโลยีผสานเพื่อแก้ไขปัญหาที่มีมายาวนานของมนุษยชาติ

เรื่องราวสุดเจ๋งตอนหนึ่งจากหนังสือ The Coming Wave: Technology, Power, and the Twenty-first Century’s Greatest Dilemma ของ Mustafa Suleyman ที่พูดถึงการมาบรรจบกันระหว่างโลก AI กับเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งรังสรรค์ความก้าวหน้าที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

โปรตีนคือองค์ประกอบหลักของชีวิต พวกมันสร้างกล้ามเนื้อ เลือด ฮอร์โมน และแม้แต่เส้นผมของเรา คิดดูว่าประมาณ 75% ของน้ำหนักร่างกายมนุษย์นั้นเป็นโปรตีน มันอยู่ในทุกอณูของชีวิตและทำหน้าที่สำคัญมากมาย

มนุษย์มีความต้องการที่จะเข้าใจโปรตีนมานานแล้ว แต่ปัญหาใหญ่คือ การรู้แค่ลำดับ DNA เพียงอย่างเดียวไม่พอที่จะเข้าใจว่าโปรตีนทำงานยังไง เราต้องเข้าใจวิธีการม้วนพับของมัน ซึ่งเป็นปัญหาคลาสสิกที่นักวิทยาศาสตร์พยายามแก้มาหลายทศวรรษ

แต่เดิมเราใช้วิธีคำนวณแบบหาทุกความเป็นไปได้ (brute-force) ซึ่งอาจใช้เวลานานกว่าอายุของเอกภพเสียอีกกว่าจะได้คำตอบ การค้นหาวิธีการม้วนพับโปรตีนจึงเป็นความท้าทายระดับโหด นักวิทยาศาสตร์พยายามหาวิธีที่ดีกว่าเดิมมานานหลายสิบปี

ปี 1993 พวกเขาจัดการแข่งขันชื่อ Critical Assessment for Structure Prediction (CASP) ปีละสองครั้ง เพื่อดูว่าใครสามารถแก้ปัญหาการม้วนพับของโปรตีนได้ดีที่สุด CASP กลายเป็นสนามแข่งขันที่ดุเดือดที่สุดแห่งหนึ่งของโลกวิทยาศาสตร์

เหตุการณ์พลิกผันเกิดขึ้นที่การแข่งขัน CASP13 ปี 2018 จัดที่รีสอร์ตในแคนคูน ประเทศเม็กซิโก มีทีมม้ามืดเข้าร่วมแข่งขันโดยไม่มีประสบการณ์ในวงการนี้เลย กลับสามารถเอาชนะนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญจาก 98 ทีมทั่วโลกไปได้อย่างสบายๆ

ทีมม้ามืดนั้นคือ DeepMind ที่นำเสนอโปรเจกต์ลับชื่อ AlphaFold ซึ่งเริ่มต้นจากการแฮ็กกาธอนภายในบริษัทเพียงหนึ่งสัปดาห์เมื่อปี 2016 ผลงานของพวกเขาทำให้นักวิจัยทั่วโลกอ้าปากค้าง มันเป็นการผสานความเทพของ AI กับชีววิทยาได้อย่างลงตัว

ทีมอันดับสองในการแข่งขันทำนายโครงสร้างโปรตีนได้เพียง 3 โครงสร้างจาก 43 เป้าหมายที่ยากที่สุด แต่ AlphaFold ทำได้ถึง 25 โครงสร้าง และที่เทพสุด ๆ คือทำเสร็จในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ฉีกคู่แข่งแบบเละเทะ

ในห้องเต็มไปด้วยอัจฉริยะด้านชีววิทยาจากทั่วโลก ผลงานของ AlphaFold ทำให้ทุกคนตะลึงและเห็นศักยภาพที่แท้จริงของ AI Mohammed AlQuraishi นักวิจัยชื่อดังถึงกับอุทานออกมาว่า “มันเกิดอะไรขึ้น!!!”

ทีมงาน DeepMind ใช้เทคนิค Neural Network เพื่อทำนายการพับตัวของโปรตีนตาม DNA ของมัน โดยฝึกฝนกับชุดโปรตีนที่รู้จัก และแทบไม่ใช้วิธีการดั้งเดิมที่นักวิจัยรุ่นก่อนทำกันมา

พวกเขาไม่ได้อาศัยความเชี่ยวชาญทางเภสัชกรรม หรือเทคนิคเก่าๆ เช่น กล้องจุลทรรศน์ไครโออิเล็กตรอน หรืออัลกอริธึมแบบดั้งเดิม แต่พวกเขาใช้ความชำนาญด้าน Machine Learning ที่เป็นหัวใจของ AI มาผสานกับชีววิทยาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สองปีต่อมา วารสาร Scientific American พาดหัวข่าวใหญ่ว่า “ในที่สุดปัญหาใหญ่ที่สุดประการหนึ่งในชีววิทยาก็ได้รับการแก้ไขแล้ว” จักรวาลโปรตีนที่เคยซ่อนเร้นถูกเปิดเผยด้วยความเร็วที่น่าตกใจ AlphaFold ทำให้เทคโนโลยีโบราณก่อนหน้านี้ถูกทำลายทิ้งจนแทบไร้ค่า

กว่าครึ่งศตวรรษที่การม้วนพับโปรตีนเป็นความท้าทายยิ่งใหญ่ของวงการวิทยาศาสตร์ และทันใดนั้น มันก็ถูกพิชิตโดย AlphaFold ความก้าวหน้านี้พุ่งทะยานเกินกว่าที่ใครจะคาดถึง

ปี 2022 AlphaFold2 เปิดให้ประชาชนทั่วไปใช้งานได้ มันเป็นเครื่องมือ Machine Learning ที่โครตเทพที่สุดในโลกซึ่งถูกใช้ทั้งในการวิจัยชีววิทยาขั้นพื้นฐานและประยุกต์ ภายในสิบแปดเดือนหลังเปิดตัว นักวิจัยกว่าหนึ่งล้านคนที่เคยงมเข็มในมหาสมุทรโปรตีนสามารถเข้าถึงเครื่องมือนี้ได้

เครื่องมือดังกล่าวสามารถตอบคำถามตั้งแต่การดื้อยาปฏิชีวนะไปจนถึงการรักษาโรคที่หายาก หรือแม้กระทั่งคำถามเกี่ยวกับต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิต มันเปิดประตูสู่มุมมองใหม่ ๆ ของชีววิทยาที่เราไม่เคยมองเห็นมาก่อน

ก่อนหน้านี้ การทดลองยุคก่อนหน้าสามารถส่งโครงสร้างโปรตีนได้แค่ประมาณ 190,000 ชนิดไปยังฐานข้อมูลของสถาบันชีวสารสนเทศยุโรป ซึ่งเป็นเพียง 0.1% ของโปรตีนที่มีอยู่ทั้งหมด แต่ DeepMind สามารถอัปโหลดโครงสร้างโปรตีนประมาณ 200 ล้านโครงสร้างในครั้งเดียว ซึ่งครอบคลุมโปรตีนที่รู้จักเกือบทั้งหมด

ขณะที่นักวิจัยอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนเพื่อตรวจสอบรูปร่างและหน้าที่ของโปรตีน แต่ AlphaFold ทำได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที นี่คือความเจ๋งที่แท้จริงของการรวมพลังระหว่างเทคโนโลยีทั้งสอง

และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการบรรจบกันระหว่าง AI และเทคโนโลยีชีวภาพ การปฏิวัติทางชีววิทยากำลังพัฒนาควบคู่ไปกับความก้าวหน้าของ AI ราวกับมีเวทมนตร์ เราจะได้เห็นการแก้ปัญหาอีกมากมายที่เคยถือว่าเป็นไปไม่ได้

โดยเฉพาะการรักษาโรคที่ยากต่อการเยียวยา เช่น มะเร็ง อัลไซเมอร์ หรืออีกหลากหลายโรคที่คร่าชีวิตคนที่เรารัก AI จะช่วยขีดชะตาชีวิตของมนุษยชาติขึ้นมาใหม่ และมีความเป็นไปได้สูงว่าโรคเหล่านี้จะจบลงในรุ่นของเรา

AlphaFold เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของการถอดรหัสธรรมชาติด้วยปัญญาประดิษฐ์ แสดงให้เห็นว่าเมื่อนำเทคโนโลยีที่แตกต่างกันมาผสานกัน จะเกิดพลังที่ยิ่งใหญ่เกินคาด เป็นการพลิกโฉมวงการวิทยาศาสตร์แบบสิ้นเชิง

ความสำเร็จของ AlphaFold ไม่ใช่แค่ชัยชนะของทีม DeepMind แต่เป็นชัยชนะของมนุษยชาติทั้งมวล เพราะความรู้เกี่ยวกับโปรตีนจะนำไปสู่การพัฒนายา วัคซีน และการรักษาโรคแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เมื่อเทคโนโลยี AI มาบรรจบกับชีววิทยา ฟ้าลิขิตให้เกิดปรากฏการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด ปัญหาที่เคยใช้เวลาแก้เป็นศตวรรษอาจถูกแก้ได้ภายในไม่กี่วัน เป็นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเกินกว่าที่นักวิทยาศาสตร์จะจินตนาการได้

ด้วยพลังของ AlphaFold และเทคโนโลยี AI อื่นๆ ที่กำลังถูกพัฒนา โลกของการวิจัยทางชีววิทยาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป การก่อกำเนิดของความรู้ใหม่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และความเป็นไปได้จะไร้ขอบเขต

เราอยู่ในยุคทองของการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ที่ AI และเทคโนโลยีชีวภาพร่วมมือกันแก้ปัญหาที่ซับซ้อนที่สุดของมนุษยชาติ นี่คือจุดพีคของการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ที่จะเปลี่ยนโลกของเราไปตลอดกาล