Tech Cold War เมื่อบริษัทชิปเกาหลีใต้เตรียมแปรพักตร์จากจีนสู่อ้อมกอดสหรัฐฯ

แม้สงครามเย็นระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตมันจะจบไปนานแล้ว แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้กำลังเกิดสงครามเย็นครั้งใหม่ในแวดวงเทคโนโลยี

เมื่อ Xi Jinping เยี่ยมชมโรงงาน LG Display ในเมืองทางตอนใต้ของกว่างโจวเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เขาต้องการส่ง message ที่ค่อนข้างชัดเจนว่า “จีนยังคงต้อนรับการลงทุนจากต่างประเทศ”

แต่มันก็มีการตีความที่เป็นไปได้อีกอย่างหนึ่ง การเยี่ยมชมโรงงานของ LG นั้นเป็นการส่งคำเตือนไปยังบริษัทจากเกาหลีใต้ว่าควรที่จะคิดทบทวนให้ดีก่อนที่จะเข้าไปอยู่แนวร่วม “กลุ่มแบนจีน” ที่นำโดยสหรัฐอเมริกา

ต้องบอกว่าตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์และแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าไปจนถึงเทคโนโลยีชีวภาพและโทรคมนาคม กลุ่มบริษัทในเครือของเกาหลีใต้ล้วนแล้วแต่บทบาทสำคัญในภาคส่วนที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติและยุทธศาสตร์ทางอุตสาหกรรมทั้งในวอชิงตันและปักกิ่ง

ผู้ผลิตชิป Samsung Electronics และ SK Hynix พร้อมด้วยผู้ผลิตแบตเตอรี่ LG Energy Solution , SK On และ Samsung SDI ต่างได้รับเงินอุดหนุนหลายพันล้านดอลลาร์จากสหรัฐฯ เนื่องจากฝ่ายบริหารของ Biden พยายามดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีและความสามารถในการผลิตของเกาหลีใต้และลดบทบาทของจีนในห่วงโซ่อุปทานสหรัฐฯ

แต่ในทางกลับกัน เกาหลีใต้ก็ต้องปฏิบัติตามข้อจำกัดต่าง ๆ ของสหรัฐเกี่ยวกับกิจกรรมของพวกเขาในจีนเช่นกัน รวมถึงการเป็นหุ้นส่วนกับบริษัทจีน นั่นทำให้เกิดกระแสการตอบโต้จากปักกิ่ง

โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาจีนกลับมาตอบโต้สหรัฐฯ ที่ควบคุมการขายเซมิคอนดักเตอร์ด้วยการจำกัดการส่งออกแกลเลียมและเจอร์เมเนียม ซึ่งเป็นโลหะสองชนิดที่ใช้ในการผลิตชิปและอุปกรณ์สื่อสาร

นอกจากนั้นปักกิ่งยังสั่งห้ามผู้ประกอบการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ๆ ของจีนไม่ให้ซื้อชิปจากไมครอน ซึ่งทำให้เกาหลีใต้กลัวว่าบริษัทของตนอาจตกเป็นเป้าหมายเช่นเดียวกัน

ในเดือนมิถุนายน Xing Haiming เอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงโซลได้เตือนเกาหลีใต้ต่อสาธารณะว่าอย่า “แยกตัว” จากเศรษฐกิจจีนภายใต้อิทธิพลหรือการกดดันจากสหรัฐฯ

“ผมรับรองได้เลยว่า พวกที่เดิมพันกับความพ่ายแพ้ของจีนจะต้องเสียใจอย่างแน่นอน” Xing ได้ประกาศอย่างแข็งกร้าว ซึ่งได้รับการตำหนิจากกระทรวงต่างประเทศของเกาหลีใต้ในภายหลัง

Xing Haiming เอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงโซลได้เตือนเกาหลีใต้ต่อสาธารณะ (CR: La Prensa Latina)
Xing Haiming เอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงโซลได้เตือนเกาหลีใต้ต่อสาธารณะ (CR: La Prensa Latina)

ในขณะที่ประธานาธิบดี Yoon Suk Yeol ผู้นำอนุรักษ์นิยมของเกาหลีใต้ สร้างความไม่พอใจแก่ปักกิ่งด้วยความคิดเห็นที่ตำหนิจีนสำหรับความตึงเครียดในภูมิภาคที่มีต่อไต้หวัน

ตามข้อมูลที่เปิดเผยโดยธนาคารแห่งเกาหลีใต้ในเดือนมิถุนายนเกาหลีใต้ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ในปี 2022 มากกว่าทีส่งออกไปยังจีนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2004 ซึ่งยังเป็นยุคที่ขนาดของ GDP ของจีนยังน้อยกว่าสหราชอาณาจักร

Ahn Duk-geun รัฐมนตรีการค้าของเกาหลีกล่าวว่านโยบายของปักกิ่งที่มักจะเข้ามาแทรกแซงธุรกิจโดยพลการ กำลังกดดันให้บริษัทจากเกาหลีใต้กำลังหาวิถีทางที่จะลดความเสี่ยงจากจีน

กลยุทธ์เหยียบเรือสองแคม?

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้กับจีนเปลี่ยนไปหลังจากปี 1992 เมื่อทั้งสองประเทศได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเต็มรูปแบบหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต

ตั้งแต่นั้นมามูลค่าการค้าจีน-เกาหลีใต้ต่อปีก็เพิ่มขึ้นจาก 6 พันล้านดอลลาร์เป็น 3 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2022 เมื่อจีนมีสัดส่วนมากกว่าหนึ่งในสี่ของการส่งออกเกาหลีใต้

แน่นอนว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจได้รับแรงหนุนจากความต้องการของจีนสำหรับความเชี่ยวชาญในกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนสำหรับชิ้นส่วนที่ใช้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของเกาหลีใต้

เกาหลีใต้ใช้ประโยชน์จากการเข้าถึงสองตลาดใหญ่ทั้งสหรัฐอเมริกาและจีนอย่างเต็มที่ โดยเรียนรู้ know-how ทางด้านเทคโนโลยีและวิธีการบริหารงานธุรกิจแบบฉบับสหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็ได้รับประโยชน์จากอุปสงค์ที่เฟื่องฟูแและการผลิตที่ล้นหลามจากประเทศจีน

แต่มิตรภาพดังกล่าวได้พังทลายลงในปี 2016 หลังจากเกาหลีใต้ซื้อระบบต่อต้านขีปนาวุธ Terminal High Altitude Area Defense (Thaad) ที่ผลิตในสหรัฐฯ เพื่อป้องกันตัวเองจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ

ระบบ Thaad นี่เองยังเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อดินแดนของจีน ปักกิ่งจึงสั่งปิดล้อมทางเศรษฐกิจอย่างไม่เป็นทางการ โดยไม่สนับสนุนการท่องเที่ยวในเกาหลีใต้ แถมละครจากเกาหลีใต้ก็ไม่ได้รับความสนใจจากสถานีโทรทัศน์จีนอีกต่อไป และแบรนด์เกาหลียังถูกคว่ำบาตร

ประธานาธิบดี Joe Biden และ ประธานาธิบดี Yoon ของเกาหลี ได้สร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกันมากขึ้น ผ่านการปรับปรุงความสัมพันธ์ใหม่ โดย Biden ให้คำมั่นว่าจะปกป้องพันธมิตรในเอเชียตะวันออกและให้คำปรึกษาพวกเขาเกี่ยวกับวาระความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดีท่าทีดังกล่าวนั้นทำให้เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากยุคใหม่ของนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐฯ และจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมหลักของเกาหลี เช่น เซมิคอนดักเตอร์และการผลิตรถยนต์

การเดิมพันมูลค่า 369 พันล้านดอลลาร์

ความวิตกกังวลเหล่านี้ปะทุขึ้นเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว หลังจากกฎหมายลดอัตราเงินเฟ้อของ Biden ได้รับการลงนามผ่านสภา โดยมอบเงินสนับสนุน 369 พันล้านดอลลาร์ในรัฐและรัฐบาลกลางสำหรับโครงการพลังงานสะอาดและที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ

แม้ดูเหมือนว่าเกาหลีใต้จะได้รับประโยชน์จากกฎหมายดังกล่าวนี้สำหรับบริษัทเกาหลีที่ผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า แต่สิ่งที่น่ากังวลตามมาก็คือยานพาหนะดังกล่าวอาจจะถูกยกเว้นจากเครดิตภาษีหากมีการประกอบในเกาหลีแทนที่จะเป็นอเมริกาเหนือ

กฎหมายด้านสภาพอากาศมีขึ้นหลังจากที่รัฐสภาสหรัฐฯ ผ่านกฎหมาย Chips and Science Act ซึ่งห้ามผู้ที่ได้รับเงินอุดหนุนจากสหรัฐฯ ขยายหรือยกระดับกำลังการผลิตชิปขั้นสูงในจีนเป็นเวลา 10 ปี

ต้องบอกว่าในปี 2022 ชิปมากกว่าครึ่งหนึ่งของเกาหลีใต้ส่งไปยังจีน SK Hynix ซึ่งผลิตชิปหน่วยความจำในจีน อาจได้รับผลกระทบจากกฎหมายนี้ของสหรัฐฯ

แต่เกาหลีใต้เองก็เริ่มพึ่งพาฐานการผลิตจากจีนน้อยลงไปมาก เพราะในช่วงปลายทศวรรษ 2000 ด้วยต้นทุนที่สูงขึ้นกระตุ้นให้พวกเขาเริ่มย้ายการผลิตออกจากประเทศจีน ในขณะที่การแข่งขันจากคู่แข่งจากจีนทวีความรุนแรงขึ้นในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่สมาร์ทโฟนไปจนถึงการต่อเรือ

สหรัฐฯเองได้แซงหน้าจีนในฐานะจุดหมายปลายทางสำรหับการลงทุนของเกาหลีใต้มาตั้งแต่ปี 2011 ตัวอย่างแผนกโทรศัพท์มือถือของ Samsung ที่เป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ที่สุดของโลก มีส่วนการตลาดในจีนเพียงแค่ 1% เท่านั้น Samsung เริ่มย้ายฐานการผลิตจากจีนไปยังเวียดนามในปี 2008 และภายในปี 2019 ก็ได้ปิดโรงงานสมาร์ทโฟนในจีนแห่งสุดท้ายไปเป็นที่เรียบร้อย

Samsung ได้ย้ายฐานการผลิตจากจีนไปยังเวียดนามแทบจะทั้งหมดแล้ว (CR:MTA Hanoi)
Samsung ได้ย้ายฐานการผลิตจากจีนไปยังเวียดนามแทบจะทั้งหมดแล้ว (CR:MTA Hanoi)

ในทำนองเดียวกัน รายได้ในจีนของ Hyundai Motor ลดลง 76% ระหว่างปี 2016-2022 ซึ่ง Hyundai กำลังขายโรงงาน 2 ใน 4 แห่งที่เหลืออยู่ในจีน ขณะที่ย้ายฐานการผลิตไปยังอินโดนีเซียและสหรัฐฯ ส่งผลให้มีกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 2 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้

Chris Miller รองศาสตราจารย์แห่ง Fletcher School ของมหาวิทยาลัย Tufts แและผู้เขียนหนังสือ Chip War: The Fight for the World’s Most Critical Technology กล่าวว่า “หน่วยความจำแบบ DRAM ขั้นสูง ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องซื้อจากซัพพลายเออร์เกาหลีต่อไป”

“จีนต้องการชิปดังกล่าว และพิสูจน์ให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกว่าพวกเขาเต็มใจที่จะเลือกชิปที่ผลิตในต่างประเทศ หากบริษัทในประเทศของตนยังคงล้าหลัง เช่นเดียวกับที่พวกเขาทำกับ DRAM ในปัจจุบัน” Miller กล่าว

“ปักกิ่งจะตอบโต้คุณในที่ที่สามารถแทนที่คุณได้เท่านั้น และหากพวกเขาอยู่ในตำแหน่งที่จะแทนที่คุณได้เมื่อไหร่ พวกเขาก็จะเดินหน้าแบบเต็มสูบเพื่อจำกัดคุณออกไป” Miller กล่าวเสริม “นั่นเป็นกลยุทธ์ของจีนมาโดยตลอด”

อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของเกาหลีใต้ยังได้รับประโยชน์จากความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างจีนและไต้หวัน เนื่องจากลูกค้าต่างชาติพยายามลดการพึ่งพาชิปขั้นสูงที่ผลิตโดย TSMC ของไต้หวัน ซึ่งเป็นผู้นำตลาดระดับโลก

ความช่วยเหลือของอเมริกา

บริษัทเกาหลีใต้ยังคงพึ่งพาส่วนประกอบของจีน ความรู้ความชำนาญในการผลิตและวัตถุดิบในหลายอุตสาหกรรม ที่ถือได้ว่ามีความสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ออกหลักเกณฑ์เมื่อช่วงต้นปี ซึ่งช่วยให้บริษัทเกาหลีสามารถผลิตชิ้นส่วนแบตเตอรี่ในประเทศได้มากขึ้นและยังมีสิทธิ์ได้รับเครดิตภาษีจากทางสหรัฐฯ อยู่ แม้ว่าบริษัทจีนจะลงทุนกว่า 4 พันล้านเหรียญในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ของเกาหลีในปีนี้เพียงปีเดียว

นอกจากนี้ วอชิงตันยังได้ส่งสัญญาณไปยังบริษัทชิปชั้นนำของเกาหลีใต้ว่าจะขยายการอนุญาตให้พวกเขาส่งเครื่องมือการผลิตชิปของสหรัฐฯ ทั้งหมด ยกเว้นเครื่องมือที่ทันสมัยที่สุดไปยังโรงงานของตนเองในประเทศจีน

ข้อตกลงดังกล่าวช่วยให้ Samsung และ SK Hynix รักษาความได้เปรียบทางเทคโนโลยีเหนือคู่แข่งในจีน ขณะเดียวกันก็เป็นการซื้อเวลาเพื่อหาทางเลือกระยะยาวที่เป็นไปได้สำหรับโรงงานชิปในจีนที่ยังคงหลงเหลืออยู่

สถานการณ์ปัจจุบันบีบให้เกาหลีใต้ต้องทำ 2 สิ่งที่ควรต้องทำนั่นก็คือการลดการพึ่งพาจากจีน และลงทุนในเกาหลีเพิ่มมากขึ้น

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทเกาหลีในภาคส่วนต่าง ๆ ตั้งแต่พลังงานนิวเคลียร์ไปจนถึง K-pop ได้พยายามอย่างเข้มข้นในการเจาะตลาดอื่น ๆ เช่น ในยุโรป อินเดีย ตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เกาหลีใต้ ที่เป็นประเทศเล็ก ๆ ที่อยู่ระหว่างความขัดแย้งของประเทศใหญ่ ๆ แต่ก็ต้องบอกว่าเป็นเพราะวิกฤตินี่เองที่ขับเคลื่อนประเทศของพวกเขาให้ประสบความสำเร็จอย่างที่เราได้เห็นในทุกวันนี้

บทสรุป

เรียกได้ว่าอุตสาหกรรมชิปได้กลายเป็นสงครามเย็นย่อม ๆ ระหว่างมหาอำนาจทั้งสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรกับประเทศจีน ซึ่งมันมีลักษณะคล้ายกันมาก ๆ กับสงครามเย็นในอดีตที่เป็นศึกระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียต

แต่มันได้เปลี่ยนพรมแดนใหม่จากการที่ต้องรบกันด้วยกระสุนหรือระเบิดเป็นการใช้ความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีที่ต่างฝ่ายต่างชิงความได้เปรียบซึ่งกันและกัน

เพราะสุดท้ายชิปเป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับการนำวิถีสำหรับอาวุธยุคใหม่ และยังต้องใช้งานในแทบจะทุกอุตสาหกรรมหลัก ๆ ที่เหล่าประเทศชั้นนำกำลังแข่งขันกันอยู่ ตั้งแต่สมาร์ทโฟน รถยนต์ไฟฟ้า บริการด้านอินเทอร์เน็ต เทคโนโลยีชีวภาพและโทรคมนาคม

เพราะฉะนั้นการช่วงชิงดินแดนน่านน้ำของชิปหรือแม้กระทั่งการใช้สงครามตัวแทนเหมือนที่เกาหลีใต้กำลังโดนกระทำอยู่นั้นก็มีความคัญไม่แพ้สงครามอุดมการณ์ระหว่างคอมมิวนิสต์และประชาธิปไตยในยุคสงครามเย็นเลยทีเดียวนั่นเองครับผม


ใครอยากฟังเรื่องราวของ CHIP WAR ต่อ สามารถติดตามเรื่องเล่าผ่าน podcast จากหนังสือที่ดีที่สุดของปี 2023 ในสายตาของผมเองอย่าง Chip War: The Fight for the World’s Most Critical Technology โดย Chris Miller

ทุกวันนี้ ต้องขอบคุณกฎของมัวร์ เซมิคอนดักเตอร์ถูกฝังอยู่ในอุปกรณ์ทุกชิ้นที่ต้องใช้พลังในการประมวลผล และในยุคของ IoT มันหมายถึงอุปกรณ์แทบทุกชนิด แม้แต่ผลิตภัณฑ์อายุร้อยปี เช่น รถยนต์ ก็ยังมีชิปมูลค่าหนึ่งพันดอลลาร์ GDP ส่วนใหญ่ของโลกผลิตขึ้นจากอุปกรณ์ที่ใช้เซมิคอนดักเตอร์  –> ฟังเลย


References :
https://www.ft.com/content/c164c880-a832-422f-8fb4-29b2185d4982
https://edition.cnn.com/2023/04/26/politics/biden-yoon-south-korea-state-visit/index.html
https://www.theguardian.com/world/2023/may/22/chinas-war-chest-how-the-fight-for-semiconductors-reveals-the-outlines-of-a-future-conflict