Klarna (buy-now, pay-later) กับเวทย์มนต์ที่สิ้นมนต์ขลังของ Sebastian Siemiatkowski

Sebastian Siemiatkowski ซีอีโอของ Klarna ผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติรูปแบบช้อปปิ้งออนไลน์แบบ Buy Now Pay Later (ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง) กำลังกลายเป็นจุดสนใจใหม่ในแวดวงเทคโนโลยี เมื่อ Klarna ได้ประกาศเลิกจ้างพนักงาน 10% หรือประมาณ 700 คนในสหรัฐอเมริกาและยุโรป

แม้ว่าความเกรงกลัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งคล้าย ๆ กับสิ่งที่ Elon Musk ได้กล่าวออกมา มันอาจจะเป็นเรื่องปรกติในเรื่องแผนการเลิกจ้างพนักงานในบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งในช่วงนี้

แต่มันไม่ใช่กับ Klarna ที่อิงแอบกับบุคลิกลักษณะของผู้ก่อตั้งอย่าง Siemiatkowski ไม่ต่างจากที่ WeWork บูชาลัทธิและคลั่งไคล้ในตัวของ Adam Neumann

Siemiatkowski ได้สร้างภาพลักษณ์อย่างสวยหรูในฐานะอัจฉริยะด้าน Fintech ซึ่งอ้างว่าสร้างอัลกอริธึมดั่งเวทมนต์สามารถทำนายได้ว่าใครสามารถจ่ายหนี้ได้อย่างน่าเชื่อถือและจะจ่ายเมื่อใด ซึ่งสามารถทำให้เขาเปลี่ยนตัวเองจากคนชายขอบกลายเป็นมหาเศรษฐีก่อนอายุ 40 ได้สำเร็จ

แต่ตอนนี้ดูเหมือนโมเดลธุรกิจดังกล่าว กำลังได้รับการตั้งคำถามเช่นเดียวกับที่ WeWork ถูกตั้งคำถามในธุรกิจ Co-Working Space

Klarna เองนั้นเป็นหนึ่งดาวรุ่งจากประเทศสวีเดน ที่กำลังมีเส้นทางที่สวยหรู แต่การระดมทุนรอบล่าสุดพบว่าทำให้บริษัทเหลือมูลค่าเพียงแค่ 30 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งลดลง 30% เมื่อเทียบกับการระดัมทุนครั้งก่อนหน้า

Klarna ที่มีตัวเลขผู้ใช้งานที่สวยหรู อ้างว่ามีผู้ใช้งาน 16 ล้านคนในสหราชอาณาจักร แต่กำลังได้รับผลกระทบจากความกังวลจากนักลงทุน เกี่ยวกับการบังคับใช้กฏหมาย รวมถึงการแข่งขันที่มากขึ้นจากคู่แข่งแบบดั้งเดิมเช่นธนาคารพาณิชย์

ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด บริการแบบนี้มีหมดไปทั่วโลกในขณะนี้ ทุก ecommerce platform ต้องมีบริการเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น shopee ในไทย ก็ได้เสกบริการนี้ขึ้นมาและได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง

แต่ถามว่ามันมีนวัตกรรมใหม่อะไรในธุรกิจนี้ ก็ต้องบอกว่าน้อยมาก ๆ เพราะดูเหมือนใครก็สามารถทำมันได้ง่าย ๆ อยู่ที่ว่ากฏระเบียบของประเทศนั้น ๆ สามารถอนุญาติให้ทำได้หรือไม่

แน่นอนว่า Klarna ก็เหมือนบริการชื่อดังอื่น ๆ ที่อาศัยช่องโหว่ของกฏหมายที่ยังตามไม่ทันเทคโนโลยี แล้วสร้างมันขึ้นมาให้ได้รับความนิยมเสียก่อน แล้วกฎระเบียบต่าง ๆ ค่อยตามมาจัดการพวกเขาในภายหลัง

มันแทบไม่ต่างจาก Uber หรือ Airbnb ทำ มันเป็นธุรกิจที่ไม่ขาวสะอาดมากนัก ในเมื่อธุรกิจอื่น ๆ พวกเขาทำตามกฏหมาย เสียภาษีอย่างถูกต้อง

เช่น แท็กซี่ เขาก็ต้องเสียภาษีในรูปแบบรถยนต์รับจ้าง ไม่ใช่รถคนทั่วไปที่เสียภาษีกันอีกแบบ แล้ว บริการอย่าง Uber มันก็เกิดขึ้นมาแบบผิด ๆ จนมีแท็กซี่ประท้วงไปทั่วโลก

เฉกเช่นเดียวกับ Airbnb มันมีธุรกิจโรงแรมที่เสียภาษีต่าง ๆ อย่างถูกต้อง แต่อยู่ดี ๆ ก็มี Airbnb เข้ามาโดยใช้ห้องพักส่วนตัว บ้านส่วนตัว ให้คนแปลกหน้ามาอาศัยอยู่ ซึ่งมันไม่แฟร์กับธุรกิจเก่าเป็นอย่างมาก

และ Klarna ก็ต้องประสบพบเจอสิ่งเดียวกัน เมื่อกฏระเบียบต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น มาจัดการกับบริการที่ดูเทา ๆ เหล่านี้ และคู่แข่งที่เป็นธนาคารดั้งเดิม พวกเขาสามารถเสกบริการรูปแบบนี้ออกมาได้ง่าย ๆ อยู่แล้วหากมันสามารถทำได้อย่างถูกกฏหมาย และคงไม่แปลกหากบริการอย่าง Buy Now Pay Later เช่น Klarna ที่ต้องตกที่นั่งลำบากอย่างสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้นั่นเองครับผม

References :
https://www.fastcompany.com/90757129/klarna-ceo-layoffs-email-blast-controversy
https://finance.yahoo.com/news/klarna-faces-valuation-cut-amid-050000458.html
https://www.thetimes.co.uk/article/klarna-could-lose-billions-as-spotlight-falls-on-fintech-firm-cjfrhqrqp
https://www.protocol.com/newsletters/pipeline/fintech-startup-valuation-reset