Billion Dollar Loser ตอนที่ 12 : Road to IPO

หลังจากที่โปรเจค Fortitude นั้นดูเหมือนจะล้มเหลว แบบไม่เป็นท่า ทางเลือกสุดท้ายของ WeWork ในการหาเงินทุน เพื่อให้สถานะของบริษัทยังเดินหน้าต่อไปได้ มีอยู่ทางเดียว นั่นก็คือการนำเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะชน หรือ การทำ IPO

ต้องบอกว่าการทำ IPO หรือการนำเสนอหุ้นขายต่อสาธารณะชนนั้น เป็นเพียงวิธีหนึ่งสำหรับ บริษัทในการหาเงินเมื่อการที่จะทำการระดมทุนแบบส่วนตัวเหมือนเดิมนั้นมันเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

WeWork หวังที่จะระดมทุน 3 พันล้านดอลลาร์จากนักลงทุนเพื่อให้เงินทุนเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่แน่นอนว่า มันไม่เหมือนการระดมทุนแบบ Startup ที่ WeWork เคยทำมาก่อนทั้งกับ Benchmark หรือ Softbank

เหล่าผู้จัดการกองทุนบำเหน็จบำนาญหรือกองทุนรวมจะไม่เสี่ยงกับงานของพวกเขาอย่างแน่นอน สิ่งที่พวกเขาต้องการคือ “ตัวเลข”

และต้องบอกว่าตัวเลขที่สำคัญที่สุดในการแยกแยะคือปัจจัยพื้นฐาน : WeWork มีมูลค่าเท่าใดกันแน่?

ซึ่งความลับที่สกปรกโสโครกของการเติบโตอย่างรวดเร็วคือความจริงที่ว่า การประเมินมูลค่าส่วนตัวจากการระดมทุนก่อนหน้านี้ของ WeWork นั้นแทบจะไร้ความหมาย มันอยู่ที่มูลค่าจริง ที่บริษัทสร้างขึ้นหรือมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สร้างขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงแค่ฝันลม ๆ แล้ง ๆ ของ Adam อีกต่อไป

แน่นอนว่าการมาถึงของ Son และ Softbank นั้น ทำให้การประเมินมูลค่า WeWork กลายเป็นสิ่งที่เกินจริงมากยิ่งขึ้น ไม่มีใครสามารถแข่งกับ Softbank เพื่อลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ใน WeWork ได้

ซึ่งมันหมายความว่ามูลค่า 47,000 ล้านดอลลาร์ จากการประเมินมูลค่าหลังจากที่ Softbank ได้ลงทุนไปนั้น มันสูงเป็นสามเท่าของที่ Hony Captial และรายอื่น ๆ ได้ลงทุนไปในปี 2016 และมันเป็นข้อตกลงระหว่าง Son และ Adam เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

เมื่อสรุปเงื่อนไขของข้อตกลงแล้ว เหล่าผู้บริหารของ WeWork บางคนคิดว่าควรระมันระวังในการเผยแพร่ตัวเลขที่ต่ำกว่านี้ออกไปสู่สาธารณะชน

แม้แต่ผู้สนับสนุนของ WeWork รายแรก ๆ ของบริษัทก็ยังไม่เชื่อว่า มูลค่าของบริษัทจะสูงถึงเพียงนี้ ในเดือนเมษายน Fidelity ได้ทำการประเมินมูลค่าของ WeWork ไว้เพียงแค่ 18,000 ล้านดอลลาร์ อย่างเงียบ ๆ

แต่ทั้ง Son และ Adam คงไม่สามารถยอมรับตัวเลขน้อย ๆ ได้อย่างแน่นอน พวกเขากำลังขึ้นหลังเสือ และที่สำคัญ Son กำลังหาเงินเพิ่มสำหรับ Vision Fund ที่สองของเขา

Son กำลังหาเงินเพิ่มสำหรับ Vision Fund ที่สองของเขา (CR:DealStreetAsia.com)
Son กำลังหาเงินเพิ่มสำหรับ Vision Fund ที่สองของเขา (CR:DealStreetAsia.com)

การประเมินมูลค่าที่เหนือกว่าสำหรับหนึ่งในการลงทุนครั้งสำคัญของ Vision Fund อย่าง WeWork นั้น เป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับเขา มันสามารถทำให้ Softbank อวดผลลัพธ์ที่น่าประทับใจอย่างน้อยก็บนกระดาษได้

ในขณะเดียวกัน Adam ก็มีความภาคภูมิใจเป็นพิเศษ ในความจริงที่ว่าการประเมินมูลค่าใหม่และการเสนอขายหุ้นของ Uber ทำให้ WeWork กลายเป็น Startup ที่มีมูลค่ามากที่สุดในอเมริกา

เขาได้กดดันทีมสื่อสารของ WeWork เพื่อผลักดันตัวเลข 47,000 ล้านดอลลาร์ และ Minson ได้บอกกับคนอื่น ๆ ว่า WeWork จะทำ IPO ที่มีมูลค่าสูงกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์

สำหรับสถาบันการเงินที่เข้ามาแข่งขันในการทำ IPO ของ WeWork นั้นมีสามรายคือ JPMorgan , Goldman Sachs และ Morgan Stanley

JPMorgan เป็นผู้สมัครลำดับต้น ๆ เนื่องจากมีประวัติอันยาวนานกับ WeWork นอกเหนือจากการลงทุนในปี 2014 JPMorgan ยังให้ความช่วยเหลือ WeWork ในด้านเงินกู้ต่าง ๆ

และที่สำคัญยังให้เงินกู้กับ Adam จำนวน 97 ล้านดอลลาร์ ในการจำนองดอกเบี้ยต่ำสำหรับบ้านหลายหลังที่ Adm กำลังซื้อและยังช่วยอำนวยความสะดวกในสินเชื่อส่วนบุคคลกว่า 500 ล้านดอลลาร์ให้กับ Adam อีกด้วย

โดยทาง JPMorgan ได้แนะนำว่า WeWork สามารถทำ IPO ได้ด้วยการประเมินมูลค่ามากกว่า 46,000 ล้านดอลลาร์ และ อาจจะสูงถึง 63,000 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

สำหรับ ฝั่ง Morgan Stanley นั้นนำโดย Michael Grimes ผู้ซึ่งเคยช่วยบริษัทในการเสนอขายหุ้นทางเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในทศวรรษ

ซึ่งหนึ่งปีก่อนหน้านี้ทีมงานจาก Morgan Stanley ได้ให้คำแนะนำ WeWork เกี่ยวกับการระดมทุนในโปรเจค Fortitude และประเมินว่ามูลค่าจะอยู่ระหว่าง 18,000 – 52,000 ล้านดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับว่า WeWork จะสามารถอธิบายเส้นทางในการทำกำไรให้กับเหล่านักลงทุนที่สงสัยได้ดีเพียงใด

ในสัปดาห์ที่สองของเดือนพฤษภาคม ไม่กี่วันก่อนที่ Uber จะทำการทำ IPO ด้วยมูลค่าสูงกว่า 70,000 ล้านดอลลาร์ Goldman Sachs ได้นำเสนอกับ WeWork ด้วยการประเมินมูลค่าสูงสุดไว้ถึง 96,000 ล้านดอลลาร์

เอกสารที่เป็นหัวใจของการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะคือ S-1 ซึ่งเป็นรายงานทางการเงินที่จะต้องยื่นต่อสำนักงาน ก.ล.ต. WeWork ส่งร่าง S-1 ในช่วงปลายปี 2018 หลังจากโปรเจค Fortitude ต้องล่มไป

ชื่อรหัสของ S-1 คือ Wingspan หรือ นกที่กำลังบินและทิ้งฝูงไว้ข้างหลัง ตอนนี้ทุกอย่างใน WeWork ดูเหมือนจะมี code name เต็มไปหมด รวมถึงเคมเปญการตลาดที่เรียกว่า Stark ซึ่งตั้งชื่อตาม Tony Stark ในภาพยนตร์ Iron Man

WeWork ได้ดัดแปลงพื้นที่ห้องสมุดที่เงียบสงบใกล้กับสำนักงานของ Adam บนชั้นหกของสำนักงานใหญ่ของบริษัทให้เป็น War Room สำหรับทีมที่รับผิดชอบในการเขียนส่วนต่าง ๆ ของ Wingspan

Adam ได้หันไปหากลุ่มคนที่เขาไว้ใจที่สุดซึ่งนั่นก็คือ Rebekah ให้มาช่วยเหลือในการดูแลโปรเจค Wingspan

Rebekah พุ่งโฟกัสไปที่การสร้างภาพ สร้างแบรนด์ โดยสิ่งสำคัญที่สุดอย่างนึงที่เธอจะโฟกัสในการทำเอกสารครั้งนี้ก็คือส่วนของภาพถ่ายที่จะปรากฏขึ้นในช่วงกลางของเอกสาร S-1

แม้จะมีภาพถ่ายมากมายจากชุมชน WeWork แต่ Rebekah คิดว่าควรคิดใหญ่ขึ้น เธอมองว่าภาพที่มีอยู่ใน stock ของบริษัทนั้นยังไม่น่าดึงดูดใจเพียงพอ

นั่นเองที่ทำต้องการภาพถ่ายใหม่และจ้างตากล้องมืออาชีพ ไมว่าจะเป็น Steven Klein ที่ถ่ายให้กับนิตยสารชื่อดังอย่าง Vogue รวมถึงอดีตผู้กำกับภาพจาก Vanity Fair เพื่อส่งช่างภาพไปถ่ายภาพสถานที่ต่าง ๆ ของบริษัทที่มีอยู่ทั่วโลก

Steven Klein ช่างภาพชื่อดังที่ถ่ายให้นิตยสาร Vogue (CR:Zimbio.com)
Steven Klein ช่างภาพชื่อดังที่ถ่ายให้นิตยสาร Vogue (CR:Zimbio.com)

นั่นเองที่ทำให้ค่าใช้จ่ายของการถ่ายภาพเหล่านี้สูงมาก WeWork ได้ใช้เงินหลายแสนดอลลาร์ไปกับงานศิลปะเพียงอย่างเดียว “Rebekah ทำอย่างกับจะสร้างนิตยสาร Vogue ฉบับเดือนกันยายน” ผู้บริหาร WeWork คนหนึ่งกล่าว

ต้องบอกว่าการเตรียมการในโปรเจค Wingspan นั้นมีแต่เรื่องวุ่นวาย แต่ละสัปดาห์มีเหตุฉุกเฉินใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ที่ต้องมีการแก้ปัญหา บางครั้งทีมผู้บริหารของ WeWork ก็พยายามกดดันให้ Adam มุ่งเน้นไปที่ความซับซ้อนของเรื่องทางการเงิน หรือ รายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ ของเอกสารมากกว่าเรื่องรูปถ่าย หรือ งานศิลปะที่ Rebekah กำลังทำอยู่

แต่ดูเหมือน Adam จะไม่สนใจ Rebekah ใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วงฤดูร้อนในการจัดการกับความสวยงามของเอกสารในโปรเจค Wingspan

Rebekah ใช้เวลาหลายวันในการนำไปสู่การเปิดตัว Wingspan ด้วยคำอธิบายภาพที่น่าสนใจ ซึ่งจะปรากฏในหน้าแรกของหนังสือชี้ชวน ซึ่งต้องบอกว่านี่เป็นงานที่ไม่จำเป็นอย่างยิ่ง

เหล่านักวิเคราะห์จะมองไปที่ตัวเลขและแบบจำลองและการเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นเพื่อแยกแยะว่า บริษัท มีมูลค่าเท่าใดกันแน่

งานมีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับ WeWork ทีมสื่อสารของบริษัทพยายามอย่างมากในปี 2019 เพื่อเขียนเรื่องเล่าเกี่ยวกับบริษัท แบบหน้าเดียวที่มีความเรียบง่าย

เมื่อ Rebekah เสนอร่างฉบับสุดท้ายของเธอ นายธนาคาร ทนายความ และ ผู้บริหารหลายคนที่ทำงานกับโปรเจค Wingspan ถึงกับต้องอึ้งกันไปตามกัน

มันดูเหมือนไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการทำเอกสารทางการเงินที่มีความยาว และเนื้อหาที่ซับซ้อน แต่เมื่อ Wingspan ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะหลังจาก 7.00 น. ของวันที่ 14 สิงหาคม 2019 นักลงทุนที่มีศักยภาพจะได้รับการต้อนรับด้วยหน้าสีขาวที่ว่างเปล่า ซึ่งมีข้อความต่อไปนี้อยู่ตรงกลาง :

WE DEDICATE THIS
TO THE ENERGY OF WE—
GREATER THAN ANY ONE OF US
BUT INSIDE EACH OF US.

ถึงตอนนี้ใกล้จะถึงบทสรุปของเรื่องราวต่าง ๆ ของ WeWork กันแล้วนะครับ จะเกิดอะไรขึ้นกับ การ IPO ครั้งประวัติศาสตร์นี้ Adam จะสามารถหาเงินทุนมาเพื่อทำให้ธุรกิจของเขาเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ โปรดอย่าพลาดติดตามต่อในตอนหน้านะครับผม

–> อ่านตอนที่ 13 : Coup d’etat

ย้อนไปอ่านตั้งแต่ตอนแรก & Credit แหล่งข้อมูลบทความ