Blood Oil ตอนที่ 6 : Bedouin Steve Jobs

หลังจากได้เข้าไปเยี่ยมชม Aramco และทะเลทรายในการเดินทางมายังซาอุดิอาระเบียครั้งแรกของ Masayoshi Son เขาได้นั่งรับประทานอาหารกลางวันในพระราชวัง Al-Auja กับ โมฮัมเหม็ด

ด้วยบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เจ้าชายได้ถาม Masayoshi ว่าทีมของเขาสนใจโครงการอื่นที่นอกเหนือจาก Vision Fund บ้างหรือไม่

โครงการ NEOM วิสัยทัศน์ในอนาคตของโมฮัมเหม็ด เมืองใหม่ทั้งหมดที่สร้างขึ้นจากศูนย์บนพื้นที่ 12,500 ตารางกิโลเมตรทางตอนเหนือของประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีผู้คนอาศัยอยู่เบาบางในขณะนี้ และ พวกเขากำลังจะถูกย้ายไปอยู่ที่อื่น

“คุณอยากเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้หรือไม่” โมฮัมเหม็ดถาม

“นี่มันคืองานศิลปะชั้นยอด” Masayoshi ตอบตกลงเป็นที่ปรึกษาให้กับโครงการใหม่ของเจ้าชาย

พวกเขาได้บินไปที่สนามบินเล็ก ๆ ในเมือง Tabuk และขึ้นเฮลิคอปเตอร์ลอยขึ้นสูงเหนือเทือกเขาผ่านชายฝั่งเพื่อลงจอดบนเรือสำราญซึ่งอยู่ตรงข้ามกับหมู่บ้านชาวประมงเก่าของ Sharma

เจ้าชายจินตนาการถึงเมืองที่มีความทะเยอทะยานที่จะเป็นเมืองดั่งในนิยาย SCI-FI ตามแนวชายฝั่งที่ทอดยาวไป จะเป็นเมืองที่มีตึกระฟ้า และให้บริการขนส่งสาธารณะด้วยแท็กซี่บินได้

มีรีสอร์ทขนาดยักษ์ที่จะกลายเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวใหม่ของชาวยุโรป ที่ดึงดูดโดยปะการังที่ยังไม่ถูกทำลาย ส่วนเกาะที่ไม่มีคนอาศัยอยู่ที่อยู่ไม่ไกลจากชายฝั่งทะเล จะเป็นที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวที่เลียนแบบมาจากภาพยนตร์เรื่อง Jurassic Park

เปลี่ยนพื้นที่ทะเลทรายอันอ้างว้างเป็นเมืองนวัตกรรมใหม่ NEOM
เปลี่ยนพื้นที่ทะเลทรายอันอ้างว้างเป็นเมืองนวัตกรรมใหม่ NEOM (CR:giovannacarnevali.com)

แต่สิ่งที่น่าตกใจสำหรับ Masayoshi ก็คือ ดูเหมือนแผนการนี้กำลังจะเกิดขึ้นจริง มันไม่ใช่แค่เรื่องเพ้อฝันของเจ้าชายหนุ่ม บนเรือสำราญมีที่ปรึกษาหลายสิบคนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกทั้ง McKinsey , BCG และ Oliver Wyman ซึ่งกำลังแข่งขันกันเปลี่ยนความคิดเมือง NEOM จากเจ้าชายให้มันกลายเป็นจริง

มันเป็นการแข่งขันที่มีการเดิมพันสูงสำหรับบริษัทที่ปรึกษาเหล่านี้ ทีมที่แพ้จะต้องส่งงานทั้งหมดให้กับผู้ชนะเพียงผู้เดียว ซึ่งจะเป็นผู้นำในการสร้างโครงการมูลค่ากว่า 500,000 ล้านดอลลาร์นี้

มันเป็นโครงการที่แตกต่างจากโครงการอื่น ๆ เพื่อการปฏิรูปเศรษฐกิจของซาอุดิอาระเบีย NEOM นั้นเป็นสิ่งทีเรียกว่าปาฏิหาริย์

ในช่วงไม่กี่วันหลังจากที่กษัตริย์ซัลมาน บิดาของโมฮัมเหม็ดขึ้นเป็นกษัตริย์ เขาก็มีเวลาที่จะย้อนคิดว่าซาอุดิอาระเบียรูปแบบใหม่ควรมีลักษณะอย่างไร และจะแปลงวิสัยทัศน์มาเป็นความจริงได้อย่างไร

มันเป็นงานที่ท้าทายสำหรับโมฮัมเหม็ดมาก ๆ เพราะมันไม่ใช่ครั้งแรกที่มีแนวคิดในการปฏิรูปซาอุดิอาระเบียให้เข้าสู่โลกยุคใหม่ กษัตริย์อับดุลลาห์พยายามจัดตั้งการปฏิรูปทางสังคม เศรษฐกิจ และ การศึกษา มาก่อนแล้วในสมัยที่พระองค์ยังมีชีวิต

แต่เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์หลังจากครองราชย์นานหลายสิบปี ผู้หญิงก็ยังไม่ได้รับการอนุญาตให้ขับรถ ชายหนุ่มทั่วไปก็ไม่สามารถนั่งที่คาเฟ่กับหญิงสาวได้เว้นแต่ทั้งสองจะเป็นพี่น้องหรือผัวเมียกัน มีเพียงจุดเริ่มต้นบางอย่างของวัฒนธรรมผู้ประกอบการที่เปลี่ยนไปเท่านั้น

ในยุคของกษัตริย์อับดุลลาห์ เศรษฐกิจของซาอุดิอาระเบียก็ยังคงพึ่งพาน้ำมันเช่นเคย ไม่มีนวัตกรรมใด ๆ ที่จะพูดถึงได้ในระดับโลก โครงการใหญ่ ๆ อย่าง King Abdullah Economic City ดูเหมือนจะเป็นการเลียนแบบการพัฒนาที่คล้ายคลึงกับ ดูไบ และ สิงค์โปร์เพียงเท่านั้น

เศรษฐกิจของประเทศขึ้นอยู่กับน้ำมันเป็นหลัก และแยกออกจากส่วนอื่น ๆ ของโลก ไม่มีใครอยากเข้ามาลงทุนในซาอุดิอาระเบีย ระหว่างปี 2009 – 2016 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศลดลง 85%

ซาอุดิอาระเบียมีประชาการจำนวนมากพอที่จะสนับสนุนการบริโภคภายในประเทศ แต่คนมีเงินส่วนใหญ่มักจะออกจากประเทศเพื่อไปใช้จ่ายที่ดูไบเพื่อความบันเทิง ปารีสเพื่อการท่องเที่ยว ลอนดอน,สวิตเซอร์แลนด์ หรือ สหรัฐอเมริกา สำหรับการดูแลทางด้านการแพทย์

โมฮัมเหม็ดมองว่านี่คือการรั่วไหลทางเศรษฐกิจ และเขาหมกมุ่นกับความคิดที่ว่าเงินซาอุดิอาระเบียที่ใช้จากจากที่อื่นกำลังทำร้ายเศรษฐกิจภายในประเทศ รัฐบาลต้องอุดหนุนเงินและงานให้กับประชาชน แต่ผลประโยชน์กลับไปอยู่ที่ต่างประเทศมากกว่าที่จะหมุนเวียนระหว่างธุรกิจในประเทศ

โมฮัมเหม็ดมองว่า ชาวซาอุดิอาระเบียติดอยู่ในนิสัยเดิม ๆ มานานกว่าครึ่งศตวรรษ สูบน้ำมันไปขาย และใช้เงินซื้อของจับจ่ายที่ต่างประเทศ สถานการณ์ในตอนนี้ประชากรของซาอุฯ กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ความต้องการน้ำมันจากทั่วโลกกำลังจะหมดลง

เย็นวันหนึ่งขณะที่กำลังครุ่นคิดถึงความท้าทายเหล่านี้ โมฮัมเหม็ดได้เปิดแผนที่ Google Earth ของอาณาจักรผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเขา เมื่อมองดูภาพประเทศของเขาจากอวกาศ เขาสแกนคาบสมุทรอาหรับจากเจดดาห์และเมกกะทางตะวันตกผ่านพื้นที่ว่างเปล่าไปยังแหล่งน้ำมันทางตะวันออกของดาห์ราน และเขามองว่ามันอาจจะมีโอกาสบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในทะเลทราย

ดินแดนทางเหนือของเจดดาห์ซึ่งเป็นภูเขาตามแนวชายแดนจอร์แดนลาดลงสู่ทะเลแดงเป็นพื้นที่ว่างเปล่า มีเมืองเล็ก ๆ เพียงเมืองเดียวในพื้นที่และล้อมรอบด้วยทะเลทรายที่มีประชากรเบาบาง โมฮัมเหม็ดจึงเรียกเฮลิคอปเตอร์เพื่อพาเขาและเพื่อน ๆ ไปดูสถานที่ดังกล่าวทันที

สิ่งที่เขาเห็นจากอากาศเป็นแรงบันดาลใจ แม้เขาจะเคยไปที่นั่นมาก่อน แต่เขาได้เห็นมันด้วยสายตาจริง ๆ จัง ๆ ครั้งแรก เขาบินข้ามภูเขาสูงที่มีหิมะตกในฤดูหนาว และชายหาดสีขาวที่เรียงรายไปด้วยอ่าวที่เงียบสงบ แนวปะการังนอกชายฝั่งที่สวยงาม แต่ยังไม่ได้รับการพัฒนา

ความท้าทายที่สำคัญคือพื้นที่เหล่านี้ยังขาดน้ำจืดแทบจะทั้งหมด แต่ก็มีข้อได้เปรียบเนื่องจากมีผู้คนอาศัยอยู่ไม่มาก ไม่มีความสำคัญในด้านศาสนาหรือเศรษฐกิจของประเทศ โมฮัมเหม็ดสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่โดยจะมีการต่อต้านเพียงเล็กน้อย

อุปสรรคที่สำคัญที่สุดของอาณาจักรแห่งนี้ คือ โครงสร้างที่เสื่อมโทรม ระบบราชการที่ล้าหลัง ข้าราชการที่เอาแต่ทุจริต และเรื่องศาสนาที่เข้มงวด ซึ่งเป็นสิ่งที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ

การไปเปลี่ยนแปลงเมืองเก่า ๆ เป็นสิ่งที่ยาก เพราะฉะนั้นการสร้างเมืองขึ้นมาใหม่เป็นสิ่งที่ดีที่สุด หาก NEOM มีนวัตกรรม และน่าอยู่ มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างที่เขาวาดฝันไว้ มันก็จะสามารถดึงส่วนที่เหลือของอาณาจักรไปสู่อนาคตที่ดีขึ้นได้

โมฮัมเหม็ดตัดสินใจที่จะสร้างเมืองใหม่ มันจะมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และเมืองจะถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์มากกว่าการใช้น้ำมันแบบเดิม ๆ และมันจะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชั้นยอดสำหรับผู้ชื่นชอบชายหาดและเรือยอทช์ ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องปกปิดผมหรือร่างกายและอาจจะอนุญาตให้ดื่มแอลกอฮอล์ได้

และสิ่งสำคัญที่สุดคือการเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติแบบเต็มสูบ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทผลิตรถยนต์ บริษัทด้านการบินและอวกาศที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะมาที่ NEOM รวมถึงจะมีการสร้างโรงงานการผลิตในพื้นที่แห่งนี้

ในการประชุมคณะกรรมการในช่วงตลอดหลายเดือนก่อนหน้า โมฮัมเหม็ดได้นำเสนอแนวคิดที่ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุดให้กับเหล่าที่ปรึกษา NEOM ต้องการรถยนต์บินได้ และสะพานมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ข้ามไปฝั่งอียิปต์ รวมถึงความเป็นไปได้ในการสร้างพระจันทร์เต็มดวงเทียมที่จะขึ้นในทุกคืน หรือ หาดทรายที่มีความสามารถในการเรืองแสง

เมืองสุดล้ำที่จะมีการขนส่งด้วยรถบินได้
เมืองสุดล้ำที่จะมีการขนส่งด้วยรถบินได้ (CR:Hybridcars.com)

NEOM ต้องเป็นผู้บุกเบิกและเป็นผู้นำทุกภาคส่วนในอนาคต และจะกลายเป็นเมืองที่มี GDP ต่อหัวสูงที่สุดในโลกและมีความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวที่ไม่มีที่ไหนในโลกเทียบได้

หลังจากเยี่ยมชมเรือสำราญที่เต็มไปด้วยที่ปรึกษามากมายนอกชายฝั่งของ NEOM Masayoshi บอกกับโมฮัมเหม็ดว่า เขาเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ และตกลงที่จะเป็นพันธมิตรในโครงการนี้

Masayoshi มองว่า มันเป็นการเข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการที่มีความทะเยอทะยานที่สุดโครงการหนึ่งของมนุษยชาติ วิถีชีวิตใหม่ตั้งแต่เกิดจนตาย การเปลี่ยนรหัสทางพันธุกรรมเพื่อเพิ่มจำนวนของมนุษย์ ซึ่งรวมถึงสร้างความแข็งแกร่งและไอคิวที่เพิ่มขึ้น

Masayoshi ถึงกับเรียก เจ้าชายโมฮัมเหม็ดว่า “Bedouin Steve Jobs (สตีฟ จ็อบส์แห่งโลกอาหรับ)”

แต่หลังจากตกลงกันเรียบร้อยเรื่องโครงการ NEOM โมฮัมเหม็ดก็ดึง Masayoshi ออกไปเดินเล่นริมน้ำ เพื่อขอให้เขาพิจารณาการลงทุนใน Uber

เนื่องด้วยบริษัทกำลังตกเป็นข่าวเรื่องอื้อฉาวที่เกี่ยวกับผู้บริหารระดับสูงที่สอดแนมคู่แข่ง รวมถึงเรื่องอย่างการขโมยข้อมูล และเรื่องใหญ่อย่างประเด็นอื้อฉาวอย่างการล่วงละเมิด และเลือกปฏิบัติทางเพศ

Uber เป็นการลงทุนใหญ่ครั้งแรกของโมฮัมเหม็ด เขาไม่ต้องการให้มันล้มเหลว ซึ่งอาจจะส่งผลเสียต่อมุมมองของสาธารณชนเกี่ยวกับประวัติการลงทุนของเขา

และความกังวลของโมฮัมเหม็ดไม่ใช่มีเพียงแค่เรื่องของ Uber เท่านั้น แม้เขาจะกุมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ในการลงทุนครั้งใหญ่ แต่สงครามก็ยังคงโหมกระหน่ำในเยเมน เขาต้องการการสนับสนุนจากอเมริกาซึ่งการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงอาจเป็นประโยชน์อย่างมากต่ออาณาจักรซาอุดิอาระเบีย

แม้โดนัล ทรัมป์ และ ฮิลลารี คลินตันดูเหมือนจะเป็นตัวเลือกที่ไม่แตกต่างกัน แต่โมฮัมเหม็ดเชื่อว่าทรัมป์เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า ดูเหมือนว่าเขามีแนวโน้มที่จะยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์ของอิหร่าน และดูเหมือนไม่ค่อยใส่ใจในประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนเหมือนที่ ฮิลลารี คลินตัน กำลังหมกมุ่นอยู่

เมื่อการเมืองสหรัฐกำลังจะมามีบทบาทต่ออำนาจของโมฮัมเหม็ดในการกุมชะตากรรมประเทศของเขา แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อหลังผลการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของอเมริกาในปี 2016 โปรดอย่าพลาดติดตามต่อในตอนหน้านะครับผม

–> อ่านตอนที่ 7 : America First

ย้อนไปอ่านตั้งแต่ตอนแรก & Credit แหล่งข้อมูลบทความ

Geek Daily EP62 : Apple Car จะใช้แพลตฟอร์ม E-GMP ของ Hyundai ชาร์จได้ถึง 80% ใน 18 นาที

Ming-Chi Kuo กล่าวว่า Apple Car คันแรกจะใช้แพลตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้า E-GMP ของHyundai ที่เปิดตัวเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว แพลตฟอร์มประกอบด้วยระบบกันสะเทือนหลังแบบห้ามอเตอร์ เพลาขับสองตัว เซลล์แบตเตอรี่ระบบชาร์จและส่วนประกอบแชสซีอื่น ๆ

Hyundai อ้างว่าแพลตฟอร์ม E-GMP มีระยะทางประมาณ 310 ไมล์และสามารถชาร์จจาก 0-80% ใน 18 นาที ความเร็วของแพลตฟอร์มรถ E-GMP ถูก จำกัด ไว้ที่ 160 ไมล์ต่อชั่วโมงและตัวเลขอัตราเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงใน 3.5 วินาที

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
http://bit.ly/3twFbiP

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
http://bit.ly/2kxHtQ3

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/2m0PTzR

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/RCsZyuRjTGQ

References : https://www.macrumors.com/