NetScape Time ตอนที่ 11 : Going Public

ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมปี 1995 Jim เริ่มคิดถึงการนำ NetScape เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ แม้บริษัทจะตั้งมาได้เพียงแค่ ปีเศษ ๆ เท่านั้นก็ตาม และแม้ถึงไตรมาสล่าสุดผลประกอบการยังไม่เป็นตัวเลขบวกก็ตามที

เหตุผลที่สำคัญที่ Jim คิดถึงเรื่องดังกล่าว ก็คือ ตอนที่เจอปัญหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์กับ ศูนย์ NCSA นั้น ได้มีการว่าจ้างบริษัทด้านการลงทุนชื่อดังอย่าง Morgan Stanley มาช่วยเหลือในด้านการระดมทุน

แน่นอนว่า Morgan Stanley นั้นมีชื่อเสียงอย่างมากในการนำบริษัททั้งหลายเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ และ Spyglass คู่แข่งสำคัญก็รู้ถึงเรื่องราวดังกล่าว และคงคิดว่า NetScape นั้นกำลังเตรียมการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ นั่นเองเป็นแรงผลักดันให้ Spyglass ต้องนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์เช่นเดียวกัน

ซึ่ง Spyglass เองนั้นก็มีรายได้เข้ามาในระดับหนึ่งแล้วเช่นกัน รวมถึงข้อตกลงกับ Microsoft และกำลังเริ่มขายโปรแกรม Mosaic ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากสื่อต่างๆ รวมถึงกระแสของ internet ที่ค่อนข้างเริ่มมาแรงมาก ๆ ในขณะนั้น

และมีข่าวหลุดออกมาจริง ๆ ว่า Spyglass กำลังจะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ Jim รู้สึกโกรธมาก ๆ เพราะ คงเป็นเรื่องบ้าบอมาก ๆ ที่ Spyglass ที่ใช้เทคโนโลยีล้าหลังกว่า NetScape สามารถที่จะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้ก่อนพวกเขา

Jim ไม่ค่อยพอใจหาก Spyglass จะนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ก่อนเขา
Jim ไม่ค่อยพอใจหาก Spyglass จะนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ก่อนเขา

แม้จะมีข้อดีในเรื่องการได้ระดมทุนจำนวนเงินที่มหาศาล แต่เมื่อเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์นั้นทุกอย่างก็ต้องเปิดเผยต่อสาธารณชน ซึ่งแน่นอนว่า จะนำไปสู่ความสนใจของคู่แข่งอย่าง Microsoft และจะทำให้ Microsoft ต้องมาเข้ามาแข่งในตลาดนี้อย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน

ดูเหมือนคณะกรรมการทุกคน ก็ค่อนข้างเห็นด้วยกับ Jim ที่จะนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ แต่คงมีแต่ James Barksdale CEO ของบริษัทเท่านั้น ที่ดูเหมือนจะยังไม่อยากจะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพราะเขามองว่า NetScape ยังเล็กเกินไป และจะเกิดความเข้มงวดในการบริหารงาน เพราะต้องสร้างผลกระกอบการที่ดีในทุก ๆ ไตรมาส ซึ่งไม่เหมาะกับบริษัทขนาดเล็กที่กำลังเติบโตอย่าง NetScape

Jim จึงใช้ ทีมกฏหมายและที่ปรึกษาจาก Morgan Stanley เพื่อให้คำแนะนำและช่วยโน้มน้าว James ให้สนับสนุนแนวคิดดังกล่าว ซึ่งสุดท้าย James ก็โอเคด้วย กับแนวคิดในการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพราะผลการศึกษาจากเหล่าที่ปรึกษานั้นผลออกมาเป็นเชิงบวกแทบจะทุกราย

หลังจากนั้น ก็เป็นแผนการที่จะนำบริษัทเข้าตลาดให้เร็วที่สุด โดยมีการกำหนดราคาหุ้นของบริษัทที่ 15 เหรียญต่อหุ้น และจำนวนหุ้นที่จะมีการเสนอขายต่อสาธารณะ 3.5 ล้านหุ้น ซึ่งตัวเลขเหล่านี้เกิดจากการคาดการณ์ ซึ่งเป็นการคำนวณราคาว่า ราคาใด จะไม่สูงจนเกินไปนักจนเหล่านักลงทุนไม่สนใจ และไม่ต่ำจนเกินไปจนทำให้ขาดรายได้ที่ควรจะเป็น

James Barksdale เป็นคนนำทีมเพื่อออก Roadshow เพื่อเดินสายนำเสนอหุ้นของบริษัท เพื่อสร้างความสนใจและดึงดูดเหล่านักลงทุน ซึ่งเหล่านักลงทุนทั้งจากสถานบันการเงินต่าง ๆ จะมีโอกาสได้ฟังและสอบถามเรื่องเกี่ยวกับบริษัทโดยตรงกับเหล่าผู้บริหาร

James Barksdale นำทีมออก Roadshow ( source : gettyimage)
James Barksdale นำทีมออก Roadshow ( source : gettyimage)

ซึ่งผลจากการออก Roadshow ครั้งนี้ ที่ไปตระเวนทั่วโลก ทำให้ราคาหุ้นของบริษัทพุ่งขึ้นไปสูงถึง 28 เหรียญต่อหุ้นเลยทีเดียว และมีการเพิ่มจำนวนหุ้นที่จะจำหน่ายในตลาดเป็น 5 ล้านหุ้น

เรียกได้ว่าหลังจากการออก Roadshow นั้นผลตอบรับที่ได้ยอดเยี่ยมมาก ๆ มีนักลงทุนจำนวนมาก ที่แสดงความสนใจ มีการพูดกันว่า NetScape จะกลายเป็นบริษัทผลิต Software ที่เติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์

และแล้ววันที่สำคัญก็มาถึง ในวันที่ 9 สิงหาคม ปี 1995 เป็นวันที่จารึกประวัติศาสตร์ความสำเร็จของ NetScape และอุตสาหกรรม internet มีการประโคมจากสื่อชื่อดังมากมาย โดยเฉพาะจากหนังสือพิมพ์ชั้นนำอย่าง NewyorkTime

โดยกล่าวชื่นชม NetScape ไว้มากมาย ว่าพวกเขาได้จารึกประวัติศาสตร์ใหม่ บริษัทที่มีอายุเพียงแค่ 15 เดือน และยังแทบจะไม่สร้างผลกำไร แต่กลายเป็นบริษัทที่ร้อนแรงที่สุดในธุรกิจ internet ที่จะนำเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์

หุ้น NetScape ถูกกำหนดไว้ที่ 28 เหรียญต่อหุ้น เมื่อมีการเปิดจำหน่ายจริง ราคาพุ่งสูงขึ้นไปถึง 74.75 เหรียญต่อหุ้น และมันได้สร้างประวัติศาสตร์ในการเปิดขายหุ้นที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของ WallStreet ที่ทำให้มูลค่าบริษัททั้งหมดพุ่งสูงขึ้นไปถึง 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

แน่นอนว่า หลังจากการเปิดขายหุ้นออกสู่สาธารณะ มันทำให้เหล่าผู้ก่อตั้งกลายเป็นเศรษฐีเพียงชั่วข้ามคืน เมื่อสิ้นสุดวันหุ้นของ James Barksdale มีมูลค่าถึง 244.7 ล้านเหรียญ ส่วนของ Marc Andreessen มีมูลค่า 58.3 ล้านเหรียญ และเหล่าพนักงานที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำงานต่างกลายเป็นเศรษฐีเพียงชั่วข้ามคืนจากมูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้น

แต่ผลงานในตลาดหลักทรัพย์ มันก็เป็นเพียงแค่ส่วนเดียวเท่านั้น เพราะหลังจากข่าวนี้ได้แพร่กระจายออกไป มันก็ถึงเวลาแล้วที่ Microsoft พี่ใหญ่แห่งวงการเทคโนโลยี ที่มีทุนมหาศาล พร้อมทรัพยากรคุณภาพจำนวนมาก พร้อมที่จะมาลุยในตลาดนี้เต็มตัว หลังจากเห็นความสำเร็จของ NetScape แล้วเมื่อยักษ์ใหญ่ตัวจริง มาลุยในตลาด internet อันหอมหวนนี้ มันจะเกิดอะไรขึ้น? NetScape จะพบกับศึกหนักเพียงใด ในการประมือกับ Microsoft ครั้งแรก โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 12 : Fighting the Real Enemy

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Billion Dollar Company *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

References : https://prezi.com/ac4nt1sqdfdv/netscape-ipo/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Geek Monday EP41 : Taiwan กับการ Transform Nation ด้วยพลัง AI

เกิดอะไรขึ้นถ้า AI สามารถปรับปรุงการเมืองได้  Audrey Tang รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิตอลของไต้หวัน ได้สร้างแพลตฟอร์ม AI คือ vTaiwan เพื่อวิเคราะห์การสนทนาออนไลน์และแสดงว่าหัวข้อใดเป็นที่ถกเถียงกันมากที่สุด และเป็นแพล็ตฟอร์มที่รับรู้ความรู้สึกของเพื่อนร่วมชาติ และสามารถดูได้ว่าคนกลุ่มไหน ที่กำลังทะเลาะกัน และจุดร่วมของความขัดแย้งเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวมันอยู่ตรงไหน

Tang เป็นรัฐมนตรีดิจิทัลเพียงคนเดียวในโลกที่ทำงานโดยไม่มีกระทรวง โดยเธอเชื่อในการทำงานร่วมกับผู้อื่นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและให้พวกเขาได้รับเครดิต แม้ว่าเธอไม่ต้องการมีอำนาจ แต่เธอเชื่อว่าโครงสร้างการแบ่งปันและพลังของเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่าง AI สามารถเปลี่ยนรัฐบาลให้ดีขึ้นได้

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

ฟังผ่าน Podbean : http://bit.ly/2PZufYC

ฟังผ่าน Apple Podcast :  https://apple.co/2lEqPPg

ฟังผ่าน Google Podcast : http://bit.ly/2IwSglI

ฟังผ่าน Spotify : https://spoti.fi/39yPGI3

ฟังผ่าน Youtube :  https://youtu.be/hI1w-Uaqnk0

▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬
Sponsor by : Be4ushop.com
Online Product that make your life better
http://www.be4ushop.com
#แจกคูปองโค้ด “geekforever” ลด 100 บาท
▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬

References : https://ai.taiwan.gov.tw/news/how-ai-will-transform-taiwans-economy/ https://www.smart-energy.com/industry-sectors/data_analytics/taiwan-anarchist-minister-wants-an-ai-powered-government/ https://govinsider.asia/smart-gov/taiwans-anarchist-minister-wants-an-ai-powered-government/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

จะไปอยู่ดาวอังคาร กับ Elon Musk ต้องใช้เงินเท่าไหร่?

จะเห็นได้ว่าแค่ผ่านมาถึงเดือนมีนาคม เราต้องเจอกับอะไรมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง โอกาสเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ปัญหาฝุ่น pm2.5 เหตุการณ์กราดยิงที่โคราช หรือ ล่าสุดอย่างการระบาดของไวรัส Covid-19 ที่กำลังแพร่กระจายไปทั่วโลก

ซึ่งปัญหาต่าง ๆ ที่รุมเร้าโลกของเราไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาทางด้านการเมือง สงคราม โรคระบาด ต่าง ๆ เหล่านี้ มันเป็นหนึ่งในวิสัยทัศน์หลักของ Elon Musk ที่คิดว่าสุดท้ายโลกเราก็จะมีปัญหาไม่สามารถอยู่ได้อีกต่อไป

แน่นอนว่าใครเคยอ่านหนังสือประวัติของ Elon Musk เขามีความฝันเกี่ยวกับเรื่องการย้ายถิ่นฐานไปอยู่นอกโลกโดยเฉพาะดาวอังคาร ตั้งแต่วัยเยาว์แล้ว ซึ่งดูเหมือนตอนนี้สถานการณ์เพ้อฝันดังกล่าว ใกล้เข้าสู่ความเป็นจริงมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ

โครงการอย่าง SpaceX ที่ใช้จรวดและยานอวกาศเป็นศูนย์กลางของแผน Elon Musk ที่จะอพยพไปอยู่ดาวอังคาร สามารถนำพามนุษย์บินขึ้นสู่วงโคจรภายในหนึ่งปี

Starship ได้รับการออกแบบมาเพื่อเดินทางสู่โลกอวกาศ จรวดมหึมา ที่จะส่งมอบถังเชื้อเพลิงเพื่อเติมเต็มยานในขณะที่อยู่ในวงโคจรของโลกสำหรับการเดินทางสู่ดาวอังคาร ทั้งยานอวกาศและจรวดคาดว่าจะสามารถนำมาใช้ซ้ำได้ ซึ่ง Elon Musk กล่าวว่าเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ยานพาหนะเหล่านี้มีราคาไม่แพง และมนุษย์สามารถเอื้อมถึง

แน่นอนว่า การสร้าง Starship ในงบประมาณที่ค่อนข้างน้อย เป็นหัวใจของวิสัยทัศน์ของ Elon Musk เขากล่าวในระหว่างการนำเสนอดาวอังคารในเชิงลึกครั้งแรกในปี 2016 ว่าอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการส่งมนุษย์ไปสำรวจโลกอื่นไม่ใช่เทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของเงิน

เขากล่าวว่าภารกิจของ SpaceX คือการสร้างยานพาหนะที่สามารถทำให้การเดินทางไปยังดาวอังคารเดินเหลือเพียง 200,000 ดอลลาร์ต่อคนลดลงจาก หมื่นล้านดอลลาร์ด้วยวิธีการแบบเดิม ๆ เขาคาดว่าจะเสียค่าใช้จ่ายประมาณนี้ โดยใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันได้สำเร็จ

ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี รวมถึงงานวิจัยต่าง ๆ ของ SpaceX ทำให้ต้นทุนในการเดินทางไปยังอวกาศมีราคาถูกลง และที่สำคัญที่สุด มันนำมาใช้ซ้ำได้ เหมือนยานพาหนะทั่วไป ซึ่งแน่นอนว่า ในอนาคตอันใกล้ มันไม่ใช่เรื่องที่เพ้อฝันอีกต่อไป ที่เราจะไม่สร้างอาณานิคมใหม่นอกโลกเรา ด้วยปัญหาต่าง ๆ ที่กำลังรุมเร้า ไม่ว่าโรคระบาด หรือ ปัญหามลพิษทางอากาศ สำหรับใครที่มีความฝันอยากที่จะไปดาวอังคารกับ Elon Musk ก็เตรียมเก็บเงินรอไว้เลยครับ 200,000 ดอลลาร์ ประมาณ 6,2820,000 บาทเท่านั้น!!!

อ่าน Blog Series : Elon Musk The Real Life Iron Man https://www.tharadhol.com/blog-series-elon-musk-the-real-life-iron-man/

References : https://edition.cnn.com/2019/09/29/business/elon-musk-spacex-mars-starship-cost/index.html

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol