NetScape Time ตอนที่ 8 : Break The Law

ช่วงที่ Mosaic Communication ได้ทำการปล่อยโปรแกรม NetScape เป็นครั้งแรกนั้น เป็นช่วงเวลาเดียวกัน กับที่ Jim กำลังอยู่ในช่วงของการเดินทางพบสื่อมวลชน ที่ประกอบด้วยนิตยสารและหนังสือพิมพ์ที่โด่งดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Rolling Stone , Playboy , The Tribune Company , Time-Mirror และอีกมากมาย

เพียงแค่ 9 วันหลังจากเผยแพร่โปรแกรม มีบทความตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ชื่อดังมากมาย เกี่ยวการปรากฏตัวขึ้นของโปรแกรม NetScape มีการกล่าวขานกันอย่างเป็นวงกว้างว่า NetScape จะกลายเป็นประตูที่สำคัญในการเป็นสื่อกลางของการช็อปปิ้ง ระบบธนาคาร และแหล่งรวมบริการอีกมากมายหลายประเภทที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

แต่ในตอนนั้นต้องบอกว่า Mosaic ดั้งเดิมที่ Spyglass ได้ลิขสิทธิ์ไปครอบครองนั้น สามารถกอบโกยผู้ใช้งานไปแล้วนับแสน ๆ ราย ในขณะที่ NetScape เพิ่งถูกเปิดตัวเป็นครั้งแรก

แม้ตัวโปรแกรม NetScape ที่ได้เผยแพร่ออกไปนั้น เป็นการพัฒนาโปรแกรมขึ้นมาใหม่ โดยไม่นำโปรแกรมเดิมมาเป็นต้นแบบแม้แต่น้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่ Marc และทีมงานต้องการทำมาตั้งแต่ต้น เพื่อพิสูจน์ตัวเองครั้งใหม่

แต่ก็ยังมีรายงานจากหลาย ๆ แห่ง ที่ได้เริ่มกล่าวหาว่า NetScape เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโปรแกรม Mosaic จากศูนย์ NCSA ซึ่งทำให้สถานการณ์ของบริษัท เริ่มเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง หรือ ถูกมองในแง่ลบจากสาธารณชน

Jim จึงได้พยายายามติดต่อ Larry Smarr ที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์ NCSA ทันที เพื่อเคลียร์เรื่องดังกล่าวให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะเป็นปัญหา เพราะลูกค้าอาจจะเข้าใจผิดว่า Mosaic Communication ขโมยผลงานของผู้อื่นมาขาย ซึ่งเป็นเรื่องที่เสียหายเป็นอย่างยิ่ง

Larry Smarr ผู้อำนวยการศูนย์ NCSA และทีมงาน
Larry Smarr ผู้อำนวยการศูนย์ NCSA และทีมงาน

ซึ่งทาง Jim ทำการยื่นข้อเสนอ เพื่อให้ Larry Smarr มาเป็นสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาทางด้านเทคโนโลยีของบริษัท และทำการมอบหุ้นจำนวนหนึ่งให้กับ Smarr และทางมหาลัย โดย Jim หลีกเลี่ยงในเรื่องการขอใช้ลิขสิทธิ์จาก NCSA เหมือนที่ Spyglass ทำ เพราะเขาคิดว่า NetScape เป็นงานที่รังสรรค์ขึ้นใหม่ทั้งหมดโดย Marc และ ทีมงานนั่นเอง

แต่ดูเหมือน Larry Smarr นั้นจะสงวนท่าที่ กับข้อเสนอดังกล่าวที่ Jim เสนอให้ และสื่อก็เริ่มระแคะระคายกับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงได้เริ่มมีการขุดคุ้ยเรื่องราวของ Mosaic และ Marc Andreessen จนทำให้สุดท้าย Jim ต้องจ้างทนายมาจัดการเรื่องดังกล่าว

และวันเวลา มันก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงเดือนกันยายน ปี 1994 ก็ยังไม่มีท่าทีที่ชัดเจนจาก Smarr และ NCSA ตอบกลับมา เหล่าลูกค้าของ Jim ก็เริ่มรู้สึกกังวล เพราะลูกค้าเริ่มหลั่งไหลเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ Jim จึงได้ตัดสินใจ ส่ง Note ไปยังอธิการบดีของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์อีกครั้ง ด้วยข้อเสนอที่เขาคิดว่า คงไม่อาจจะปฏิเสธได้

โดย Jim เสนอให้ทางมหาลัยเข้ามาดู Source Code ของโปรแกรม NetScape และอนุญาติให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้ามาพิสูจน์ว่ามีส่วนใดที่มีการลอกเลียนแบบ Mosaic ของศูนย์ NCSA หรือไม่ ซึ่งจะเป็นการยุติปัญหาเรื่องทรัพย์สินทางปัญหาได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

แต่เพียงแค่ 1 อาทิตย์หลังจากนั้น ในวันที่ 12 ตุลาคม 1994 Jim ได้รับจดหมายจากอธิการบดีมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ที่แจ้งว่าการกระทำของพวกเขานั้นถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ และทรัพย์สินทางปัญญา และให้ไปขอลิขสิทธิ์ที่ถูกต้องกับบริษัท Spyglass

Jim จึงได้เดินทางไปคุยกับ Spyglass โดยทางฝั่ง Spyglass นั้นเสนอให้ Mosaic Communication เปลี่ยนชื่อบริษัท และ จ่ายค่าลิขสิทธิ์โดยคิดต่อการดาวน์โหลดแต่ละครั้งที่ราคา 50 เซนต์ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วสำหรับ Jim เพราะเขาตั้งใจที่จะปล่อยให้ NetScape นั้นดาวน์โหลดได้ฟรี เพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาดให้ได้เร็วที่สุด

เมื่อถึงช่วงสิ้นเดือนตุลาคม สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย เมื่อ Larry Smarr ผู้อำนวยการศูนย์ NCSA ให้สัมภาษณ์กับสื่อ ว่าต้องการฟ้องร้องเพื่อบังคับ Mosaic Communication ในเรื่องลิขสิทธิ์ และเครื่องหมายการค้า เพราะตอนนั้นมีกว่า 20 บริษัทแล้วที่ได้รับลิขสิทธิ์และจ่ายเงินอย่างถูกต้องให้กับมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์

สถานการณ์ก็เริ่มบีบคั้น Jim และทีมงานขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งดังกล่าว ความเห็นของเหล่านักกฏหมายที่ Jim ทำการจ้างมาก็แบ่งเป็นสองฝ่าย เพราะปัญหาเรื่อง Source Code บางอย่างที่ทีมงานของ Marc ใช้นั้นอาจจะมีปัญหา

Source Code บางอย่างที่ Marc และทีมงานของเขาใช้อาจจะมีปัญหา
Source Code บางอย่างที่ Marc และทีมงานของเขาใช้อาจจะมีปัญหา

ธุรกิจในฝั่งประเทศญี่ปุ่น ก็เริ่มหยุดชะงักลงทันที เนื่องจากเหล่าลูกค้า เกรงจะเกิดปัญหาด้านลิขสิทธิ์ และ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และสถานการณ์ในตอนนั้น ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก็เริ่มสูงขึ้น มีพนักงานเพิ่มเข้ามาอยู่ตลอดเวลา และหากเรื่องดังกล่าวไม่เคลียร์ มันก็ยิ่งสูญเสียโอกาสมากขึ้นเท่านั้น และกระทบต่อการระดมทุนรอบต่อไปของบริษัทอีกด้วย

มีการนัดเจรจากันเกิดขึ้น ระหว่างทีมกฏหมายของทั้งสอง เพื่อหาทางออก โดย Jim นั้นได้เตรียมแผนสำรองไว้ หากการเจรจาไม่บรรลุผล โดยจะทำการฟ้องร้อง โดยเป็นการร้องขอให้มีการตรวจสอบโปรแกรม เพื่อให้ศาลตัดสินว่าทาง Mosaic Communication นั้นมีการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างที่ถูกกล่าวหาหรือไม่

ซึ่งในโต๊ะเจรจา ที่มีนักกฏหมายจากทั้งสองฝั่งต่างถกเถียงในเรื่องของประเด็นกฏหมาย ว่าทีมงานของ Marc นั้นละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจริงหรือไม่ มีการกล่าวอ้างถึงการที่ข้อมูลที่ Marc และทีมงานนำไปสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่นั้น มันก็มาจากข้อมูลในหัวของเขาที่ได้รับไปจากมหาวิทยาลัย เรียกได้ว่าเป็นการถกเถียงกันเรื่องข้อกฏหมายที่ดุเดือดครั้งหนึ่งเลยทีเดียว

สุดท้าย ก็เจรจาตกลงหาข้อสรุปกันไม่ได้ระหว่างทีมกฏหมายของทั้งสอง และสุดท้าย Jim ก็ได้สั่งให้ทีมงานจัดการยื่นฟ้องศาลให้ตัดสินเรื่องนี้ให้จบเสียที โดยจะมีระยะเวลา 40 วันที่จะดำเนินการพิจารณาคดี หรือ ถอนฟ้อง เรียกได้ว่าเป็นทางเลือกสุดท้ายของพวกเขาเพื่อจัดการเรื่องนี้ให้สิ้นสุดเสียที

มาถึงตอนนี้ สิ่งที่ Jim คิดไว้ตั้งแต่แรกนั้น ดูเหมือนจะกลายเป็นจริง ในเรื่องของปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่กำลังมีปัญหาต่อธุรกิจของ Mosaic Communication อย่างชัดเจน แล้วพวกเขา จะผ่านเรื่องราวเหล่านี้ไปได้อย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 9 : Move On

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Billion Dollar Company *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

References : https://www.businessnewsdaily.com/6043-intellectual-property-tips.html

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol