ประวัติ Tim Cook ตอนที่ 8 : One More Thing

แม้ผลงานในเรื่องรายได้และการสร้างเติบโตนั้น Cook จะทำได้อย่างยอดเยี่ยม แต่เขาก็อยู่ภายใต้แรงกดดันที่จะต้องรักษาความก้าวหน้าของบริษัทด้วยผลิตภัณฑ์ , นวัตกรรม และบริการใหม่ ๆ ที่ก้าวล้ำนำหน้าคู่แข่งเหมือนในยุค Jobs ที่มีผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกมาตลอดเวลา 

แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่อยู่ในใจ Cook ตั้งแต่เริ่มเข้ามารับตำแหน่ง CEO ในปี 2011 Cook ได้เริ่มการถกเถียงกับเหล่าผู้บริหารในเรื่องผลิตภัณฑ์ในอนาคตของบริษัท ในช่วงต้นปี 2012 ไม่กี่เดือนหลังจากที่ Jobs เสียชีวิต 

Cook และเหล่าผู้บริหารต้องใช้เวลาหยุดคิดว่า Apple จะไปที่จุดไหนในอนาคต รวมถึงสิ่งใดที่จะกระตุ้น Apple ให้มีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ออกมา ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า Apple ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ทำให้เทคโนโลยีที่เข้าใจยากและไม่สามารถเข้าถึงได้ ซึ่งก็เป็น Jobs ที่ได้สร้างผลิตภัณฑ์ให้เข้าใจและเข้าถึงได้ง่าย ๆ

ต้องบอกว่าเรื่องของสุขภาพเป็นสิ่งที่ Apple ให้ความสนใจเป็นอย่างมากเมื่อเข้าสู่ยุคของ Cook ในปี 2014 บริษัท ได้เปิดตัวแอปสุขภาพรวมถึงแพลตฟอร์มสำหรับนักพัฒนาที่ชื่อว่า HealthKit แนวคิดก็เพื่อให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถสร้างแอปเพื่อสุขภาพที่ทำงานร่วมกับแอปของ Apple ได้

ซึ่งส่วนสำคัญคือความสามารถในการรวบรวมข้อมูลสุขภาพของผู้คน เช่น อัตราการเต้นของหัวใจหรือแม้กระทั่งผลการทดลองเกี่ยวกับสุขภาพ เพื่อสร้างภาพรวมเกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพของผู้ใช้ และ Cook ก็ได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลเพื่อทดลองเทคโนโลยีด้านสุขภาพของ Apple ซึ่ง Cook มองว่า Apple Watch จะต้องมีความ professional มากขึ้น และ สามารถใช้งานได้จริง มีความแม่นยำสูง

Apple ได้ทำการเปิดตัว ResearchKit ซึ่งเป็นกรอบสำหรับนักพัฒนาในการสร้างแอปที่รวบรวมข้อมูลผู้ใช้ สำหรับการวิจัยโดยสมัครใจ CareKit เป็นอีกแพลตฟอร์มหนึ่งของ Apple ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับผู้ป่วยและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ResearchKit สำหรับผู้ป่วยและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ResearchKit สำหรับผู้ป่วยและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

และแน่นอนด้วย Trend ด้านสุขภาพที่เกิดขึ้น และ Cook มองเห็นอนาคตในอุตสาหกรรมนี้ โดยมีข้อมูลว่า 70% ขององค์กรด้านการดูแลสุขภาพทั่วโลกต่างตั้งวงเงินในการลงทุนในแอปพลิเคชั่นมือถือ ที่เกี่ยวข้องกับ ผู้บริโภค, เครื่องแต่งตัว, การตรวจสอบสุขภาพระยะไกลและการดูแลเสมือน

บริษัท เทคโนโลยีสำคัญ ๆ จำนวนมากซึ่งรวมถึง Samsung และ Google ได้ให้ความสำคัญกับอุปกรณ์และซอฟต์แวร์สำหรับผู้ใช้ในการติดตามเรื่องสุขภาพของพวกเขา อุปกรณ์สวมใส่ที่ข้อมือ สามารถใช้ในการวัดอัตราการเต้นของหัวใจในการวัดอื่น ๆ และ Cook ก็หวังว่า Apple Watch จะเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพได้เช่นเดียวกัน

ซึ่งหลังจากได้ซุ่มพัฒนา Apple Watch มาถึง 2 ปีนับตั้งแต่เริ่มต้นแนวคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Cook ในปี 2012 ก็ถึงเวลาที่จะต้องเปิดเผยให้สาวก Apple ยลโฉม โดย Cook ได้ทำการเปิดตัว Apple Watch รุ่นแรก ในเดือนกันยายนปี 2014 ซึ่ง Cook ได้กล่าวขนานนาม Apple Watch ว่าเป็น ” Apple Watch เป็นอุปกรณ์ส่วนตัวที่สุดที่ Apple เคยสร้างมา ”

การเปิดตัวของนาฬิกาที่เหล่าสาวกเริ่มส่งเสียงเชียร์ดังสนั่นและเสียงโห่ร้องสนั่นลั่นฮอลล์จัดงาน ที่ฟลินท์เซ็นเตอร์ ซึ่งบรรยากาศเก่าๆ ในสมัยที่ Jobs ยังอยู่นั้นได้กลับมาให้เหล่าสาวก Apple ได้ชื่นใจอีกครั้ง กับนวัตกรรมใหม่ตัวแรกที่ผ่านคิดค้นและพัฒนาโดย CEO คนใหม่ของพวกเขาอย่าง Tim Cook

มีการประโคมข่าวและโฆษณาแสดงความยินดีกับ Apple Watch ซึ่งดูเหมือนว่ามันจะยิ่งใหญ่เกินกว่าผลิตภัณฑ์ที่ตั้งใจจะเป็นหัวใจสำคัญของการประกาศผลิตภัณฑ์ในเดือนกันยายนอย่าง iPhone 6 และ iPhone 6 plus ที่เป็น iPhone ที่มีหน้าจอขนาดใหญ่รุ่นแรกของ Apple

แต่น่าเสียดายที่แฟน ๆ เหล่าสาวกของ Apple ต้องรอถึงถึงเดือน เมษายนปี 2015 เพื่อจะได้เป็นเจ้าของ Apple Watch เป็นครั้งแรก ซึ่ง Apple ต้องการให้นักพัฒนามีเวลาในการสร้างแอปสำหรับมัน ซึ่งตัว Cook เองต้องการความมั่นใจว่า ลูกค้าจะสามารถดาวน์โหลดแอปที่ชื่นชอบได้ในวันที่รับ Apple Watch นั่นเอง

และในงานเดียวกันนั้น Cook ยังได้แนะนำ Apple Pay บริการชำระเงินมือถือที่ดูเหมือนจะเป็นคู่แข่งกับ Google Wallet Apple Pay ช่วยให้ผู้คนสามารถชำระเงินซื้อสินค้าได้อย่างรวดเร็วที่เคาน์เตอร์ชำระเงินด้วย iPhone และ Apple Watch โดยไม่ต้องเปิดกระเป๋าเงินหรือใช้บัตรเครดิตอีกต่อไป

ต้องยอมรับว่า Cook ทำการการบ้านในเรื่อง Apple Watch มาอย่างดี เน้นไปในเรื่องของสุขภาพอย่างเห็นได้ชัด โดยอัดเซ็นเซอร์ต่าง ๆ เข้าไปมากมายให้กับผู้ใช้ ได้วัดค่าต่าง ๆ ของร่างกายได้ง่ายยิ่งขึ้น จึงกลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ตลาดใหม่ของ Apple ซึ่งก็ต้องถือว่า Apple watch นั้นเป็นผลงานชิ้นแรก ของ Tim Cook หลังจากการจากไปของ Steve Jobs ที่สามารถประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ โดยไม่อยู่ใต้เงาของผลิตภัณฑ์ที่ Jobs เป็นผู้สร้างมาอีกต่อไป

แม้หลังจากวางออกจำหน่าย Apple นั้นจะไม่เปิดเผยตัวเลขยอดขายที่ชัดเจนนัก แต่จากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญนั้นพบว่า หลังจากการออกวางจำหน่ายเพียงแค่ 24 ชม. Apple Watch นั้นสามารถทำยอดขายแซงหน้าคู่แข่งไม่ว่าจะเป็น Samsung , Motorola หรือ LG ที่ใช้ Android Wear รวมกันเสียอีก โดยขายไปได้มากกว่า 720,000 เครื่อง ภายใน 24 ชม.แรกเท่านั้น

Apple Watch เอาชนะคู่แข่งสำคัญอย่าง Android Wear ได้อย่างขาดลอย
Apple Watch เอาชนะคู่แข่งสำคัญอย่าง Android Wear ได้อย่างขาดลอย

และเพียงแค่ 4 ปีหลังจากออกรุ่นอัพเดท เพิ่มความสามารถรวมถึง เซ็นเซอร์ใหม่ ๆ มากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น เซ็นเซอร์ ตัวใหม่ ซึ่งเรียกว่า Electrocardiogram หรือในศัพท์ทางการแพทย์จริง ๆ ก็คือ การวัด ECG ที่เราใช้ตรวจคลื่นหัวใจเพื่อวัดความผิดปรกติของหัวใจ

ทำให้สุดท้าย Apple Watch ได้กลายมาเป็นผลิตภัณฑ์เรือธงตัวใหม่ที่ไม่น้อยหน้า iPhone ที่มีผู้ใช้งานกว่า 40 ล้านคนทั่วโลก และมียอดขายเพิ่มขึ้น 50% ในไตรมาสต่อไตรมาส Cook ได้สร้างธุรกิจนาฬิกาเพื่อสุขภาพของ Apple ให้ยิ่งใหญ่แซงหน้ามูลค่าตลาดของบริษัท Rolex บริษัทนาฬิกายักษ์ใหญ่ของโลกที่อยู่ในธุรกิจนี้มาอย่างยาวนานได้อย่างขาดลอย

ต้องบอกว่าเป็นการเดินทางมาไกลมาก ๆ ของชายที่ชื่อ Tim Cook ที่ต้องมารับภารกิจอันหนักอึ้งในการสานต่อบริษัท Apple ที่ Steve Jobs ทำไว้อย่างยิ่งใหญ่ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาเป็นตัวจริง ที่สามารถยกระดับ Apple ให้สูงขึ้นไปอีก และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดการเติบโตแต่อย่างใด ทั้งเรื่องการบริหาร การปฏิบัติการ การสร้างนวัตกรรม Cook ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขานั้นสามารถทำให้ Apple ประสบความสำเร็จได้ แล้วอนาคตข้างหน้ากับแผนการในอนาคตของเขากับ Apple จะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 9 : Into the Future

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :The Death of God *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

References : https://www.hodinkee.com/magazine/jony-ive-apple https://www.cnbc.com/2016/05/24/tim-cook-why-the-apple-watch-is-key-in-the-enormous-health-care-market.html https://www.forbes.com/sites/chuckjones/2019/10/07/apples-tim-cook-does-not-get-the-credit-he-deserves/#78c2706e7cdb

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol