ประวัติ Michael Dell ตอนที่ 4 : The Professional

ต้องบอกว่าถ้า Dell ยังเป็นบริษัทขนาดเล็ก ๆ อยู่ และไม่ยอมเติบโต คงจะถูกกำจัดออกจากตลาดไปนานแล้ว และแน่นอนว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วนั้น ก็ได้สร้างปัญหาได้เช่นกัน เนื่องจากโครงสร้างบริษัท ที่จะรองรับยอดขายระดับ 2-3 พันล้านเหรียญนั้น มันคงใช้รูปแบบเดิม ๆ เหมือนช่วงแรก ๆ แล้วไม่ได้นั่นเอง

และก็เป็นชายที่มีนามว่า Tom Meredith ที่ได้เข้ามาแก้ปัญหาใหญ่ที่ Dell กำลังพบเจอในครั้งนี้ โดย Michael ได้ทำการดึงตัว Tom มาจากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Sun Microsystems โดยให้มารับหน้าที่ CFO ของ Dell Computer ที่กำลังเติบโตแบบฉุดไม่อยู่

ซึ่ง Tom ได้เป็นคนเตือน Michael เองว่า ไม่ช้าก็เร็ว Dell จะต้องพบกับปัญหา และมันก็มาถึงอย่างรวดเร็วในปี 1993 ซึ่งบริษัทกำลังมีแผนนำหุ้นออกขายอีกครั้ง เพื่อหาเงินสดเข้ามาใช้ในบริษัท แต่สถานการณ์ในตอนนั้น ราคาหุ้นลดลงเหลือเพียงแค่ 30.08 เหรียญเท่านั้น

และมันทำให้แผนการหาเงินสดผ่านการระดมทุนในตลาดหุ้นถูกยกเลิก จนทำให้ Dell ไม่มีเงินสดที่จะใช้ในการหมุนเวียน และหลังจากนั้นไม่นาน บริษัทก็ต้องมีการรายงานผลการดำเนินงานที่ขาดทุนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การก่อตั้งบริษัท

Tom นั้นได้ทำการเปลี่ยนลำดับความสำคัญในเรื่องการเงินใหม่ โดยทำให้การเติบโตช้าลง แต่สม่ำเสมอ และมีเงินสดเหลือตลอดเวลาแทน และเมื่อแก้ปัญหาเรื่องเงินสดได้ ค่อยไปให้ความสำคัญกับกำไร และสิ่งสุดท้ายคือการเติบโต แทนที่จะตั้งหน้าตั้งโตให้เติบโตอย่างเดียวเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งแผนที่เขาให้ Michael จัดลำดับความสำคัญก็คือ มีเงิน -> มีกำไร -> และเติบโต นั่นเอง

Tom Meridith ผู้มาแก้ปัญหาใหญ่อย่างเรื่องการเงินให้กับ Dell ในยุคนั้น
Tom Meridith ผู้มาแก้ปัญหาใหญ่อย่างเรื่องการเงินให้กับ Dell ในยุคนั้น

และในขณะที่กำลังเจอพายุมรสุมทางด้านการเงิน สถานการณ์ก็ย่ำแย่ขึ้นอีกเมื่อต้องมาเผชิญกับวิกฤตเรื่องเครื่องคอมพิวเตอร์ Notebook ซ้ำเข้ามาอีก

ถึงแม้ Dell จะเข้าไปในตลาด Notebook ตั้งแต่ปี 1988 ก็ตามที และได้มีการพัฒนาปรับปรุงเครื่องอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อสร้าง Notebook ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ นั้น ยิ่งจะทำให้นำเครื่องออกสู่ตลาดได้ช้าลง เพราะเสียเวลาในการแก้ไขเรื่องต่าง ๆ นานเกินไป

และต้นตอของปัญหาก็คือ พนักงานในแผนก Notebook ส่วนใหญ่นั้นมาจากแผนก PC แบบตั้งโต๊ะ ซึ่งพยายามยัดเยียดทุกอย่างเข้าไปเหมือนกับ PC ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันดูล่าช้าไปหมดเมื่อต้องมาทำใน Notebook

ในเดือนเมษายน ปี 1993 Michael จึงได้ทำการจ้าง John Medica ซึ่งเคยทำงานในแผนกพัฒนา Notebook ที่ apple มาก่อน ให้มารับผิดชอบแผนก Notebook แทน ซึ่งจากการเข้ามาของ John นั้นพบว่า จากสายการผลิตทั้งหมดของ Notebook พบว่า มีเพียงรุ่น Latitude XP เพียงรุ่นเดียวเท่านั้น ที่สามารถผลิตได้จริง

การได้มืออาชีพอย่าง John เข้ามาทำให้ Michael ตัดสินใจกับสถานการณ์ในตลาด Notebook ได้ดีขึ้น โดยให้ทีมงานโฟกัสแค่เฉพาะในรุ่น Latitude XP เท่านั้น เพื่อให้ออกสู่ตลาดได้ และทำการขอความช่วยเหลือจากพันธมิตรให้ผลิตเครื่อง notebook รุ่นพื้นฐานอื่น ๆ ออกไปก่อน เพื่อให้ Dell ตั้งหลักได้ก่อนนั่นเอง

ซึ่งสุดท้าย เมื่อทำการพุ่งความสนใจไปที่โครงการเดียวอย่าง Latitude XP นั้น แทนที่จะทำโครงการอื่นวุ่นวายไปเสียหมด และเมื่อเหล่าพนักงานได้ร่วมแรงร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียว พวกเขาก็สามารถผ่านวิกฤตมาได้ และ Lattitude ก็ประสบความสำเร็จในตลาดในที่สุดนั่นเอง

และต้องบอกว่ากุญแจที่สำคัญอีกประการที่ทำให้ Notebook รุ่น Latitude นั้นโดดเด่นเหนือใครในตลาด คงจะอยู่ที่ แบตเตอรี่ ลิเธียมไออน

ในปี 1993 หลังจากที่ Dell ได้ไปเปิดตัวในประเทศญี่ปุ่นเพียงไม่นาน Michael ก็ได้มีโอกาสเจอกับทีมวิศวกรจาก Sony ที่มานำเสนอเทคโนโลยีแบตเตอรี่ใหม่ ที่ทาง Sony วิจัยและพัฒนาขึ้นมา

ซึ่งขณะนั้น ลูกค้าที่ใช้ Notebook ทุกคนนั้นรู้ดีว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดอันดับหนึ่งคือ เรื่องของ แบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้นาน ๆ ซึ่งเทคโนโลยีแบตเตอรี่ในยุคนั้นสามารถใช้งานได้ไม่เกิน 2 ชม.เสียเป็นส่วนใหญ่

แต่สิ่งที่วิศวกรจาก Sony ได้แสดงให้ Michael ได้เห็นคือ เทคโนโลยีแบตเตอรี่ ลิเธียมไออนใหม่ ที่สามารถทำงานได้นานกว่าเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ทั่วไปในยุคนั้น ซึ่งตอนนั้น Sony ได้วางแผนที่จะใช้ แบตเตอรี่ใหม่นี้ใน โทรศัพท์มือถือและกล้องวีดีโอของพวกเขา

และแน่นอนว่า แบตเตอรี่ ลิเธียมไอออนนี้เป็นของใหม่ที่ยังไม่มีใครผลิตได้มาก่อนในยุคนั้น และ Michael มองว่าหาก Sony เลือกผลิตให้ Dell ก็คงไม่มีเวลาไปผลิตให้คนอื่นอย่างแน่นอน และใช้เวลาอย่างน้อยเป็นปีกว่าคู่แข่งจะตามเขาได้ทัน ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของ Michael ในการเลือกใช้ แบตเตอรี่ลิเธียมไออนให้กับ Notebook Dell Latitude ที่ทำให้ Notebook ของ Dell นั้นได้เปรียบคู่แข่งทันทีในเรื่องของระยะเวลาการใช้งานและน้ำหนักที่เบากว่านั่นเอง

ซึ่งในที่สุด เครื่อง Notebook Latitude XP ก็ถูกนำออกสู่ตลาดในเดือนสิงหาคมปี 1994 โดยในงานเปิดตัวนั้น Dell ได้เชิญผู้สื่อข่าว เข้ามาทำข่าวมากมาย ประมาณ 50 คนจากสื่อทั่วประเทศ

Dell Latitude XP Notebook รุ่นตำนานที่ทำให้ Dell แจ้งเกิดในตลาด Notebook ได้สำเร็จ
Dell Latitude XP Notebook รุ่นตำนานที่ทำให้ Dell แจ้งเกิดในตลาด Notebook ได้สำเร็จ

โดย Michael เลือกให้เหล่านักข่าวนั้นมารวมตัวกันที่สนามบิน JFK เพื่อทำการมอบเครื่อง Latitude XP ที่บรรจุโปรแกรมพื้นฐานอย่าง Microsoft Word และพาเหล่านักข่าวเหล่านี้บินตรงสู่เมืองลอสแองเจลลิส โดยให้นักข่าวเล่นเจ้าเครื่อง Notebook ตัวใหม่นี้ระหว่างเดินทาง

ซึ่งแน่นอน ระยะทางจากสนามบิน JFK ไปยังเมืองลอสแองเจลลิส นั้นใช้เวลากว่า 5 ชม. ทำให้ Notebook Latitude XP ได้สร้างสถิติการใช้งานนานที่สุด เหล่านักข่าวจากสื่อต่าง ๆ ต่างทึ่งในความสามารถของแบตเตอรี่รุ่นใหม่นี้

หลังจบงาน สื่อได้ประโคมข่าวเรื่องดังกล่าวไปทั่วประเทศ ทำให้เครื่อง Notebook Latitude กลายเป็นสินค้าขายดีแบบฉุดไม่อยู่ จากเดิมที่ Dell มีรายได้จากตลาด Notebook เพียง 2% แต่หลังจากออกวางจำหน่าย Latitude XP ทำให้รายได้จาก Notebook นั้นสูงขึ้นไปถึง 14% เลยทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นการแจ้งเกิดครั้งสำคัญใน Notebook ของ Dell นับจากนั้นเป็นต้นมานั่นเอง

ต้องบอกว่าเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของ Michael Dell ที่ได้นำเหล่ามืออาชีพมาแก้ไขปัญหาของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงินจาก Tom Meredith หรือ การพลิกตลาด Notebook จาก John Medica ที่ทำให้ Dell สามารถก้าวข้ามความเป็นบริษัทขนาดเล็ก ขึ้นมาเป็นบริษัทมืออาชีพแบบเต็มตัวได้สำเร็จ แล้วสถานการณ์ของ Dell จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ ที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรมาฉุดพวกเขาอยู่ได้อีกต่อไป อย่าพลาดติดตามต่อตอนหน้าครับผม

–> อ่านตอนที่ 5 : Future Plans

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Life’s Choices *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

References : https://www.worthpoint.com/worthopedia/vintage-dell-latitude-xp-475c-486dx4-1878927317

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Movie Review : ตุ๊ดซี่ส์แอนด์เดอะเฟค Tootsies And The Fake

เรียกได้ว่าเป็นผลงานหนึ่งที่น่าสนใจเลยทีเดียวสำหรับ ตุ๊ดซี่ส์แอนด์เดอะเฟค ที่ได้นางเอกซุปตาร์อย่าง ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ตต์ มาร่วมแสดง และการพลิกบทบาทครั้งใหญ่ของเธอในบท เจ๊น้ำ ที่เป็นแม่ค้าอาหารที่ศัลกรรมใบหน้าเหมือนดาราซุปตาร์ เคที่ (อารยา เอ ฮาร์เก็ตต์)

เรื่องราวการกลับมาของแก๊งตุ๊ดซี่ส์ การกลับมารวมตัวของ 3 ตุ๊ดสุดแซ่บ กัส (เพชร – เผ่าเพชร เจริญสุข) , กอล์ฟ (ปิงปอง – ธงชัย ทองกันทม) , คิม (เต๋อ – รัฐนันท์ จรรยาจิรวงศ์) และ แนตตี้ สาวดี้สุดเอ๋อ (พีค – ภัทรศยา เครือสุวรรณศิริ) ที่ทั้งสี่จะมาร่วมกัน ‘เฟค’ สร้างปฏิบัติการลวงโลก เปลี่ยนแม่ค้าสุดหยาบ ให้กลายเป็นเป็นซุป’ตาร์ตัวแม่สุดฮอต

ซึ่งความเฟคเริ่มต้นขึ้นเมื่อ กอล์ฟ ตุ๊ดร่างยักษ์ ดันเป็นต้นเหตุให้ เคที่ (ชมพู่ – อารยา เอ ฮาร์เก็ต) ซุป’ตาร์ตัวแม่ เกิดอุบัติเหตุจนอาการโคม่า นอนสลบเป็นเจ้าหญิงนิทราและไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาถ่ายโฆษณาที่เธอเป็นพรีเซ็นเตอร์อยู่ได้ ทำให้กอล์ฟจะต้องชดใช้ค่าเสียหายถึง 50 ล้านบาท

แต่ในความฉิบหายนั้นยังมีความโชคดีอยู่ เมื่อกอล์ฟได้เจอกับ เจ๊น้ำ (ชมพู่ – อารยา เอ ฮาร์เก็ต) แม่ค้าขายอาหาร ที่ทำศัลยกรรมมาจนเบ้าหน้าเหมือนเคที่แบบเป๊ะเว่อร์ เจ๊น้ำจึงเป็นความหวังหนึ่งเดียวที่จะมาแทนเคที่ในวันถ่ายโฆษณาได้

แต่เจ๊น้ำดันเป็นแม่ค้าปากจัด ที่มาพร้อมกับกิริยาสุดห่ามกึ่งทราม ต่างจากเคที่แสนอ่อนหวานสุดขั้ว ซึ่งเหล่าแก๊งตุ๊ดซี่ส์จึงต้องมารวมตัวช่วย กอล์ฟในปฏิบัติการลวงโลกครั้งนี้ ในการปลอมแปลงเจ๊น้ำ ทั้งนิสัย น้ำเสียง กิริยา ท่าทาง ยันปกปิดหูกางของเจ๊น้ำอีกด้วย

ซึ่งหนังเรื่องนี้มาจากเรื่องราวสนุก ๆ บนเพจ “บันทึกของตุ๊ด” จนกลายมาเป็นหนังใหญ่ในโรงภาพยนตร์ ผลงานการสร้างของ GDH ค่ายหนัง Feel Good ที่ทำหนังออกมาโดนใจคนไทยเป็นส่วนใหญ่

ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องของบทเป็นจุดเด่นของ GDH มาเสมอ และในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ที่ถือว่ามีการทำบทมาได้อย่างยอดเยี่ยม ถึงแม้จะเป็นหนังแนว Comedy เนื้อหาจะไม่มีอะไรมาก แต่การได้ดาราตัวแม่ อย่าง ชมพู่ มารับแสดงนั้น ต้องบอกว่าทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจขึ้นมามากเลยทีเดียว

เรียกได้ว่า หนังเรื่องนี้ ได้ทำให้ ชมพู่ นั้น ยกระดับการแสดงขึ้นไปอีกขั้น เราอาจจะไม่เคยเห็นเธอเล่นบทแนว ๆ นี้มาเลยในก่อนหน้านี้ เรียกได้ว่าเป็นการฉีกแนวการแสดงของเธอไปอย่างชัดเจนสำหรับ ตุ๊ดซี่ส์แอนด์เดอะเฟค

ส่วนแก๊งตุ๊ดซี่ส์ ทั้งหมดนั้น ก็ต้องบอกว่า แสดงกันได้กลมกลืน เพราะน่าจะมีการร่วมงานกันมานานจากใน Series ก่อนหน้านี้ทั้ง 2 Season เรียกได้ว่า เรียกเสียงฮาได้ตลอดเวลาแทบจะตลอดทั้งเรื่องเลยก็ว่าได้

มันเป็นหนัง comedy ที่ไม่ได้ยัดเยียดมุกตลกมากเกินไป เหมือนหนังตลกอื่น ๆ มันเป็นความตลกที่ดูธรรมชาติ ที่คงเป็นการคิดบทมาอย่างดีแล้วสำหรับทีมงานของ GDH รวมถึงเรื่องราวดราม่าในชีวิตรักของ กัส (ตัวเอกของเรื่องใน Series) ที่มีการถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้ดีเลยทีเดียว เป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างหนัง Drama และ Comedy ที่ดูเป็นธรรมชาติเอามาก ๆ

ต้องบอกว่าเป็นหนังที่ไม่ผิดหวังเลยทีเดียวสำหรับใครที่ต้องการหนัง comedy มาคลายเครียดในช่วงเวลานี้ ต้องบอกว่า ตุ๊ดซี่ส์แอนด์เดอะเฟค เป็นหนึ่งในหนังที่น่าสนใจที่คุณไม่ผิดหวังแน่นอนครับ

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol