ประวัติ Michael Dell ตอนที่ 2 : Going Public

ธุรกิจคอมพิวเตอร์ของ Michael Dell นั้นเป็นไปตามที่เขาคิดไว้ เพราะกิจการของเขานั้นเติบโตอย่างรวดเร็วมาก ๆ ในช่วงแรกของการก่อตั้งนั้นแทบจะไม่มีระบบคอมพิวเตอร์มารองรับคำสั่งซื้อจำนวนมาก แต่ด้วยจำนวน order ที่มีเข้ามามากมายทำให้ Michael ต้องเดินไปรับคำสั่งซื้อจากพนักงานขาย เพื่อรวมรวมคำสั่งซื้อเหล่านี้ไว้บนแผ่นดิสก์ แล้วจึงนำไปประมวลในฐานข้อมูลต่อไป

เพียงแค่หนึ่งเดือนหลังจากย้ายจากหอพักมาอยู่ที่สำนักงานขนาด 1,000 ตร.ฟุต บริษัท Dell Computer ก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง จนต้องย้ายไปอยู่สำนักงานแห่งใหม่ขนาด 2,350 ตร.ฟุต และหลังจากนั้นเพียงไม่นานก็ต้องย้ายอีกครั้งไปอยู่สำนักงานขนาด 7,200 ตร.ฟุต

และในที่สุดเมื่อถึงปี 1985 บริเวณพื้นที่เดิมของบริษัท ก็ไม่สามารถรองรับไหว ทั้ง infrastructure พื้นฐานอย่างโทรศัพท์ รวมถึงโครงสร้างองค์กรที่ขณะนั้นเริ่มเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ Michael ต้องพาทีมงานย้ายไปอยู่สำนักงานที่ใหญ่พอ ๆ กับสนามฟุตบอล เพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่เข้ามาอย่างมหาศาล

และด้วยการที่กิจการขยายอย่างรวดเร็ว ทำให้ Michael เองก็ต้องรับพนักงานเพิ่มอีกจำนวนมาก ทั้งนักบัญชี นักการตลาด หรือแม้กระทั่งฝ่าย IT เองก็ตาม ซึ่งตอนนั้น ก็จะกวาดต้อนเอาหัวกะทิจากมหาวิทยาลัยเท็กซัสมาแทบจะทั้งหมดในทุกสาขาที่เขาต้องการ

และด้วยความที่ Michael เองนั้นเป็นคนที่ทำงานแบบลงมือปฏิบัติจริง และ เห็นผลจากการปฏิบัตินั้นจริง ๆ ทำให้เขาคิดตลอดเรื่องการที่จะทำให้ Dell Computer ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างไร

และจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่ทำให้ Dell Computer มีชื่อเสียงด้านบริการมาจวบจนถึงปัจจุบันนั้นต้องบอกว่ามาจากวัฒนธรรมตั้งต้นของบริษัท ที่ Michael สร้างมานั่นเอง ในบริษัทนั้น ทีมงานด้านการขาย ซึ่งอาจจะต้องมาประกอบเครื่องด้วยตัวเองในบางครั้ง แม้ว่าพวกเขาจะไม่ชอบงานแบบนี้ก็ตามที แต่มันทำให้พวกนักขายเหล่านี้ได้รู้ถึงความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าได้ดีขึ้นนั่นเอง และที่สำคัญยังทำให้ได้รู้ว่า ลูกค้าใช้ข้อมูลอะไรบ้างในการตัดสินใจซื้อคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง

ในปี 1986 บริษัทก็ได้ก้าวเข้าสู่ความเป็นมืออาชีพเข้าไปอีกขั้นเมื่อได้ทำการจ้าง Lee Walker มาเป็นประธานบริษัท ซึ่ง Lee นั้นเป็นคนที่มีประสบการณ์สูงมาก เคยทำงานกับบริษัทคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่มาหลายแห่ง

โดย Lee ทั้งทำหน้าที่ในการช่วยจัดหาเงินทุนเพื่อมาลงทุนเพิ่มเติม รวมถึงการกำหนดรูปแบบคณะกรรมการบริษัทขึ้นมา และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทเพิ่มมากขึ้น เพราะ Lee นั้นเป็นมืออาชีพตัวจริงคนแรก ๆ ที่ได้ร่วมงานกับ Dell Computer

หลังจากนั้น Michael ก็ได้เริ่มสร้างต้นแบบของการขายตรงที่มีชื่อว่า “Direct From Dell” ขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการขายให้กับลูกค้าโดยตรงแบบไม่ผ่านตัวแทน ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่มาก ๆ สำหรับธุรกิจคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่มีกลุ่มลูกค้าตั้งแต่บุคคลทั่วไป จนถึง บริษัทขนาดใหญ่ที่ติดอันดับ Fortune 500

ในขณะที่คู่แข่งนั้นต่างคิดเองว่า คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องนั้นจะต้องมีส่วนประกอบอะไรบ้าง แต่ Michael กลับคิดต่าง เพราะลูกค้าจะบอกเองว่าพวกเขาต้องการอะไร ซึ่งที่ Dell นั้นเสนอแม้กระทั่งการทำคอมพิวเตอร์แบบพิเศษให้เฉพาะลูกค้าแต่ละราย

Direct From Dell ที่เน้นขายตรงให้กับลูกค้า
Direct From Dell ที่เน้นขายตรงให้กับลูกค้า

และเป็นเหตุให้ Dell ไม่จำเป็นต้องมีคลังสินค้าขนาดใหญ่เพื่อเก็บสินค้าเหมือนกับบริษัทอื่น ๆ ที่เป็นคู่แข่งในตลาด และสามารถทำราคาได้ดีกว่ามาก และได้ฐานข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการจากลูกค้าได้โดยตรง

การที่ได้ติดต่อกับลูกค้าโดยตรง ทำให้สามารถรู้ถึงความต้องการในตลาดได้ สามารถคาดเดาว่าสิ่งที่ลูกค้าต้องการคืออะไร เพราะคอมพิวเตอร์เป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว ระบบส่งตรงของ Dell จึงเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญที่ทำให้ Dell Computer นั้น เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

และเมื่อถึงสิ้นปี 1986 Dell Computer มียอดขายรวมประมาณ 60 ล้านเหรียญต่อปี ตอนนั้นสถานการณ์ของ Dell อยู่ในจุดที่ดีมาก ๆ เหล่านักลงทุนเริ่มสนใจจะมาลงทุน ธนาคารก็ต้องการปล่อยกู้กับให้ Dell Computer เรียกได้ว่าตอนนั้น Dell เริ่มเนื้อหอมมาก ๆ ในสายตาเหล่านักลงทุน

ในปี 1987 Dell Computer ได้ขยายกิจการไปยังทวีปยุโรป ได้เปิด Dell UK ขึ้นที่ประเทศอังกฤษ แม้จะโดนสื่อมวลชนจากอังกฤษ สบประมาท ในกลยุทธ์เรื่องการส่งตรงที่ได้ผลดีในอเมริกา แต่เหล่าสื่อกลับมองว่า เป็นแนวคิดที่ใช้ไม่ได้ที่อังกฤษ เพราะในอังกฤษไม่มีใครซื้อคอมพิวเตอร์จากโรงงานโดยตรง

แต่ลูกค้าในอังกฤษกลับไม่คิดอย่างงั้น พวกเขารู้ดีว่าต้องการอะไรที่แท้จริงจากธุรกิจคอมพิวเตอร์ และ Dell ก็สามารถให้พวกเค้าได้ ซึ่งบริษัท Dell UK นั้นสามารถทำกำไรได้ตั้งแต่เปิดดำเนินการวันแรกมาจวบจนถึงปัจจุบัน ที่สามารถสร้างรายได้ไปกว่าหลายหมื่นล้านเหรียญ

และมันทำให้ Michael Dell นั้นคิดถึงการที่จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อระดมทุนมาสร้างความเติบโตให้กับบริษัท และเพิ่มเครดิตจากบรรดาผู้ผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ ให้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเหล่าลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ล้วนแต่ต้องใช้เงินทุนเพิ่มเติมแทบจะทั้งสิ้น

และเป็น Lee ที่จัดการเรื่องดังกล่าว และมีการแต่งตั้งบริษัทเงินทุนเข้ามาจัดการเรื่องดังกล่าว และในเดือนมิถุนายนปี 1988 บริษัทสามารถเพิ่มทุนได้อีก 30 ล้านเหรียญ ซึ่งทำให้มูลค่ากิจการของ Dell Computer มีมูลค่าสูงถึง 85 ล้านเหรียญ และก้าวเข้าสู่หลักไมล์ครั้งสำคัญในการเป็นบริษัทมหาชนได้สำเร็จ

ต้องบอกว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก กับการสร้างธุรกิจด้วยเงินทุนเพียง 1,000 เหรียญ ของ Michael Dell ใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปี ก็สามารถทำให้ Dell Computer กลายเป็นบริษัทมหาชนได้สำเร็จ ซึ่งสิ่งที่ Dell ทำนั้นกลายเป็นต้นแบบที่ปฏิวัติแนวคิดทางธุรกิจคอมพิวเตอร์ที่ใคร ๆ เคยทำมาก่อนจนหมดสิ้น แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อกับ Dell Computer หลังจากได้รับเงินทุนมหาศาลเพื่อมาขยายกิจการ โปรดติดตามในตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 3 : Billion Dollar Company

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Life’s Choices *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

References : https://www.varchev.com/en/strong-earnings-power-global-shares-higher/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Movie Review : Marriage Story แมริเอจ สตอรี่

่เรียกได้ว่าส่งผลงานคุณภาพออกมารัว ๆ เลยทีเดียวสำหรับ แพลตฟอร์ม Streaming ยักษ์ใหญ่อย่าง Netflix หลังจากที่แฟน ๆ หลาย ๆ คนเพิ่งได้เสพอรรถรสแบบเต็มอิ่มจากหนังคุณภาพอย่าง The Irishman ทาง Netflix ก็ส่งอีกหนึ่งในหนังคุณภาพอย่าง Marriage Story แมริเอจ สตอรี่ ออกมาต่อทันที

สำหรับ Marriage Stroy เป็นอีกหนึ่งในหนังคุณภาพที่แสดงให้เห็นถึงความหลักแหลมและความเห็นใจกัน เมื่อคู่ชีวิตต้องถึงคราวเลิกราและครอบครัวยังอยู่ต้องพร้อมหน้ากัน ผลงานจากโนอาห์ บอมบาค ผู้สร้างภาพยนตร์ที่เข้าชิงรางวัลออสการ์ นำแสดงโดยสการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน, อดัม ไดรเวอร์, ลอร่า เดิร์น, อลัน อัลดา และเรย์ ลิออตต้า

เรื่องราวปัญหาคู่ชีวิตแต่งงานที่เป็นผลงานอีกหนึ่งคุณภาพจาก โนอาห์ บอมบาค เป็นงานที่เล่าเรื่องราวของการแต่งงานที่ต้องเลิกกันและสภาพครอบครัวที่ต้องอยู่ด้วยกัน หนังเลือกเปิดเรื่องด้วยการให้ นิโคล (สการ์เลตต์ โจฮันสัน) อธิบายถึงสิ่งที่เธอรักเกี่ยวกับสามีของเธอชาร์ลี (อดัม ไดรเวอร์) หลังจากนั้นก็เป็นฝ่ายชาร์ลีที่จะบอกเราว่าเขารักนิโคลภรรยาของเขาอย่างไร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังเพื่อปูพื้นให้ผู้ชมเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าทำไมพวกเขาถึงได้แต่งงานกันตั้งแต่แรกนั่นเอง 

ต้องบอกว่าเรื่องนี้เป็นผลงานการแสดงที่สุดยอดที่สุดของ อดัม ไดรเวอร์ เลยก็ว่าได้ กับการแสดงที่ไม่เราแทบจะไม่เคยเห็นมาก่อน และทุกตัวละครในเรื่องต่างปลดปล่อยพลังงานของตัวเองผ่านบทที่ได้รับอย่างสุดพลัง

ส่วน สการ์เลตต์ โจฮันสัน นั้นเท่าที่ผมเคยดูผลงานของเธอมา สามารถพูดได้เต็มปากว่า เธอไม่เคยเล่นหนังเรื่องไหนได้ดีกว่าในหนังเรื่องนี้ ที่เธอต้องมารับบทเป็นผู้หญิงที่ชีวิตกำลังแตกหักและต้องการสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัวของเธอ และสุดท้ายเธอจึงเลือกที่จะใช้ทางเลือกที่ต้องเจ็บปวดทั้งสองฝ่ายอย่างการดำเนินการทางกฏหมายผ่านทนาย

ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของหนังเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ มันได้ตีแผ่ชีวิตของคู่สมรสในด้านแย่ ๆ ผ่าน การเข้ามาของทนาย เพราะต้องขุดเอาทุก ๆ เรื่องที่แย่สุด ๆ มาสาดโคลนใส่กัน เพื่อแย่งชิงสิทธิ์ในลูกของเธอและเขานั่นเอง

และมันทำให้เรื่องราวดำเนินมาถึงจุดพีคของหนัง ที่ต้องบอกว่า ใครที่เคยพบเจอปัญหาแบบนี้ในครอบครัวนั้นอาจจะต้องเสียน้ำตาได้เลยทีเดียว เป็นฉากทะเลาะกัน ถกเถียงกันที่ทั้งสองโชว์การแสดงที่สุดยอดออกมา มันคือการแสดงความสัมพันธ์แบบทั้งรักทั้งเกลียด ได้แบบ perfect ที่สุดของดารานำทั้งสองเลยก็ว่าได้

และต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งสุดยอดผลงานการกำกับของ โนอาห์ บอมบาค  เขาทำให้ทุกอย่างดูเหมือนง่าย ด้วยรูปแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน วิธีที่การที่เขาสร้างบทสนทนาเพียงแค่ไม่กี่นาที รูปแบบการถ่ายทำที่เล่นกับการแสดงออกทางสีหน้าของนักแสดงต่าง ๆ ซึ่งแม้จะเป็นในช่วงเวลาเงียบ ๆ ของหนัง แต่มันมีเสน่ห์แบบเหลือเชื่อ ที่ทำให้ผู้ชมต้องตราตรึงกับการแสดงของทั้งสอง

ต้องบอกว่า Marriage Story จะเป็นหนังที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตแต่งงาน ที่จะได้รับการจารึกต่อไปอีกหลายปีต่อจากนี้ เรียกได้ว่าหนังมีคุณสมบัติทุกอย่างที่จะกลายเป็นหนังคลาสสิกตลอดกาลอีกหนึ่งเรื่อง และอาจจะได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ดีที่สุดของทศวรรษเลยก็ว่าได้ กับเรื่องราวชีวิตคู่ที่แสนโศกเศร้าสุดขมขื่น และเส้นทางชีวิตที่ต้องแยกจากกันเพื่อที่จะให้ทั่งคู่ได้พบกับความสุขนั่นเองครับ เป็นหนังที่ห้ามพลาดเด็ดขาด ส่วนตัวคิดว่าเป็นหนังที่ดีที่สุดในปีนี้แล้วเท่าที่ได้ดูมาครับ

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol