Smartphone War ตอนที่ 11 : The Rise of Android

หลังจากการเกิดขึ้นของ iPhone และได้ทำลายเหล่ามาเฟียเครือข่ายให้ลดอำนาจลงไปอย่างมาก ทำให้วิวัฒนาการของธุรกิจมือถือนั้น ก็ได้พุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งก่อนปี 2007 นั้น ตลาด smartphone เป็นตลาดที่เล็กมาก ๆ คนส่วนใหญ่ทั่วโลกใช้งานมือถือเพื่อ โทรเข้า-ออก และ ส่ง SMS เพียงเท่านั้น พวกเขาไม่ได้จินตนาการถึงโลกของ smartphone อยู่ในหัวเลยด้วยซ้ำ

ซึ่งหลังจากการเกิดขึ้นของ iPhone บรรดาผู้จัดจำหน่ายทั่วโลกก็ได้พยายามหาอะไรบางอย่างเพื่อมาแข่งกับ iPhone เพื่อไม่ให้ Apple ผูกขาดทุกอย่างมากเกินไป และ Android ก็เป็นหนึ่งในนั้น แม้จะต้องหักลำกลับมาพัฒนามือถือแบบจอสัมผัส ซึ่งแต่เดิมนั้นวาง Position ของตัวเองเป็นมือถือแบบมี คีย์บอร์ QWERTY ซึ่งก็ต้องเสียเวลาอยู่พอสมควรในการปรับกระบวนทัพใหม่

Android นั้นสร้าง Model ขึ้นมาคล้าย ๆ กับ Symbian ของ Nokia ที่เป็น Open Source เหมือนกัน แต่ผู้ผลิตมือถือต้องขอสิทธิ์บางอย่างในการลงบริการของตัวเองเช่น Google Service ของ Google หรือ Nokia Map ผ่านทาง Symbain

แต่ Android นั้นเริ่มต้นใหม่ด้วยแนวคิดแบบจอสัมผัส ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่ Apple ประสบความสำเร็จกับ iPhone ซึ่งได้เปิดตัวรุ่นแรกคือ HTC G1 ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนตุลาคมปี 2008 

มันแทบจะไม่มีอะไรพิเศษในแง่ของ Hardware แุถมยังมีแป้นพิมพ์แบบเลื่อนได้คล้าย ๆ มือถือของ Nokia ด้วยซ้ำ และความสามารถในการใช้จอแบบสัมผัสก็ดูต่างจาก iPhone ราวฟ้ากับเหว มันเหมือนรุ่น เบต้า ของ iPhone เสียมากกว่าที่จะมาเป็นคู่แข่งกับ iPhone

HTC G1 มือถือรุ่นแรกของ Android ที่แทบจะสู้อะไร iPhone ไม่ได้เลย
HTC G1 มือถือรุ่นแรกของ Android ที่แทบจะสู้อะไร iPhone ไม่ได้เลย

แต่สิ่งสำคัญที่ Android มีคือ การผูกติดกับบริการของ Google อย่างแน่นหนา ไม่ว่าจะเป็น แผนที่ email Calendar ซึ่งพอจะช่วงชิงพื้นที่ของส่วนแบ่งการตลาดได้บ้าง

แม้จ๊อบส์ จะโมโหมากที่ Google มาทำ Android ออกมาเพื่อแข่งกับ iPhone เพราะตอนแรกทั้งสองเหมือนจะเป็น พาร์ทเนอร์กันมากกว่า แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองได้ขาดสะบั้นลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว Google ก็ต้องการที่ยืนในตลาด smartphone เช่นเดียวกัน ดีกว่าการไปผูกชะตาชีวิตไว้กับ iPhone ของ Apple ที่จะนำบริการของพวกเขาออกไปเมื่อไหร่ก็ได้

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ Android บนวงการมือถือโลก น่าจะมาจาก Samsung ที่ได้ลองเปลี่ยนจาก Symbian มาใช้ Android โดยรุ่นแรกที่ได้ใช้ชื่อตระกูล Samsung Galaxy คือรุ่น “Samsung I7500 Galaxy” ที่ได้ถูกเปิดตัวครั้งแรกในปี 2009

โดยกลายเป็น smartphone รุ่นแรกของค่ายที่รันบนระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชั่น 1.5 (Cupcake) ซึ่งต่อมาทาง Samsung ยังคงพัฒนา smartphone ของตัวเองอย่างต่อเนื่องด้วยการเปิดตัวสมาร์ทโฟนในตระกูล Galaxy รุ่นใหม่อย่าง Samsung Galaxy S

ซึ่งในขณะนั้นทาง Samsung ได้วางการตลาดให้ smartphone ในตระกูลนี้เป็นรุ่นเรือธงของค่าย และเป็นการรุกตลาดสมาร์ทโฟนอย่างเต็มตัวของทาง Samsung และช่วยให้ผู้คนเริ่มหันมามอง Android เพราะเริ่มมี Features ที่ดูคล้าย iPhone เข้าไปทุกที ในราคาที่ต่ำกว่า และ Galaxy S เป็นมือถือที่ทำให้เห็นศักยภาพของ Android ที่แท้จริง ซึ่งทำให้ยอดขายเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายมาเป็นมือถือเรือธงของ Samsung มาจวบจนถึงปัจจุบัน

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้ Android แจ้งเกิดได้น่าจะมาจาก Samsung Galaxy S
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้ Android แจ้งเกิดได้น่าจะมาจาก Samsung Galaxy S

และความชัดเจนมันได้เริ่มเกิดขึ้นในไตรมาส 4 ของปี 2009 Android เริ่มเติบโตขึ้นทั่วโลก มีการขายโทรศัพท์ Android ไปได้กว่า 4 ล้านเครื่อง ซึ่งในขณะนั้นได้ขึ้นมาทาบรัศมีของ Windows Mobile ที่ยอดขายใกล้เคียงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดที่น่ากลัวมาก ๆ ของ Android ในช่วงขณะนั้น

และที่สำคัญ Android ได้กลายเป็นสินค้ายอดฮิตของประเทศจีน เพราะราคาถูกกว่า iPhone มาก และชนชั้นกลางที่เติบโตเพิ่มมากขึ้นของประเทศจีน ทำให้ผู้คนต่างอยากจะเปลี่ยนมาใช้ smartphone กันเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้ตลาดของ Android ยิ่งเติบโตขึ้นไปอีก

แม้ทาง Apple นั้นจะเน้นไปที่ตลาด Hi-End ที่เป็นส่วนของกำไรส่วนใหญ่ของตลาดมือถือ smartphone แต่ Android ได้เริ่มกินส่วนแบ่งการตลาดมาจากด้านล่าง ซึ่งถ้านับเป็นจำนวนนั้น เป็นตลาดที่ใหญ่มหาศาลเป็นอย่างมาก

ซึ่งหลังจากเห็นการประสบความสำเร็จของ Samsung จาก Galaxy S บรรดาผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือยักษ์ใหญ่ต่างเปลี่ยนแผนกันอย่างฉับพลันเพื่อย้ายไปสู่ Android ที่ดูมีอนาคตกว่า Symbian อย่างเห็นได้ชัด ทั้ง LG , Motorola , HTC เริ่มขายโทรศัพท์ Android หรือแม้กระทั่ง Sony เองก็ตาม ก็ยังต้องตามกระแสของ Android ไปด้วย

ซึ่งแน่นอนว่า ตอนนี้ตลาดของมือถือโลกได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว ตลาดบนนั้น iPhone คว้าไปครองแทบจะเบ็ดเสร็จ ส่วนตลาดจากล่างขึ้นมานั้น Android ก็ค่อย ๆ กัดกินตลาดเรื่อยมา สถานการณ์ของ Nokia ที่มี Symbian รวมถึง Microsoft ที่ยังยึดติดกับความสำเร็จของ Windows Mobile นั้น พวกเขาจะทำอย่างไรต่อไปกับตลาดมือถือ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้ โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 12 : The Fall of Windows (Mobile)

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 Phone & Microsoft *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

มาฝึกไล่พนักงานออกด้วยเทคโนโลยี Virtual Reality กันเถอะ

การไล่ออกพนักงานอาจเป็นหนึ่งในภารกิจที่ยากที่สุดที่ผู้จัดการต้องเผชิญในทุก ๆ ครั้ง ดังนั้นเพื่อให้ลดความตึงเครียดเหล่านี้ บริษัท  Talespin จึงสร้างได้ทำการสร้าง Barry  ตัวละครเสมือนอัจฉริยะที่มีนิสัยดุร้าย ให้เหล่าผู้จัดการสามารถฝึกฝนในการไล่ออกพนักงานซ้ำแล้วซ้ำอีกได้

ปฏิกิริยาของ Barry ต่อการถูกไล่ออกสามารถทำได้ตั้งแต่เสียงสะอื้นที่เงียบไปจนถึงเสียงตะโกนโกรธแบบโมโหสุดเหวี่ยง ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ พนักงาน VR สามารถตอบโต้ได้ในรูปแบบใดก็ตาม มนุษย์ก็ตอบสนองต่อการรับซองขาวของพวกเขาได้แบบนั้น

“ เมื่อผู้ใช้โต้ตอบกับ Barry ในการจำลองสถานการณ์” Talespin เขียนไว้ในบล็อกโพสต์ “ พวกเขาสำรวจรูปแบบการสนทนาที่เป็นไปได้หลายร้อยรูปแบบเพื่อยุติการข้อตกลงอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการทดลองเผชิญหน้ากับข้อผิดพลาดเหล่านี้ ทำให้เหล่าผู้จัดการมือใหม่มีความแข็งแกร่งขึ้นเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่อยากเจอ เช่นการไล่พนักงานนั่นเอง”

Kyle Jackson CEO ของ Talespin กล่าวว่า บริษัท ต่าง ๆ ให้ความสนใจในการใช้เทคโนโลยี Vitual Reality เพื่อสอนให้พนักงานมีทักษะการเจรจาที่นุ่มนวล เช่น วิธีสัมภาษณ์ผู้สมัครงานให้มีประสิทธิภาพ และเขาคาดว่าแนวโน้มของการฝึกอบรมโดยใช้เทคโนโลยี VR จะเติบโตได้สูงในอนาคต

“ทักษะการเจรจาที่นุ่มนวล มีความอะลุ่มอล่วย เป็นทักษะที่มีการจัดอันดับให้เป็นทักษะที่สำคัญที่สุดสำหรับองค์กรใด ๆ  ที่มีพนักงานที่ต้องการหารือเกี่ยวกับความต้องการของพวกเขาสำหรับอนาคตของการทำงาน”

แน่นอนว่าจากข่าวนี้ เป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับองค์กรต่าง ๆ เพราะเป็นทักษะที่เราแทบจะไม่ได้เรียนมาก่อนในการเรียนแบบทั่วไป ซึ่งผู้จัดการแต่ละคนนั้นก็จะใช้ประสบการณ์ส่วนตัวในการจัดการเรื่องเหล่านี้ ซึ่งหาก VR ช่วยในการฝึกฝน skill เหล่านี้จริง ก็จะทำให้ได้วิธีที่จะจัดการปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเองครับ

References : 
https://futurism.com/the-byte/vr-training-fire-virtual-people

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Drone Butterfly กับอาวุธใหม่ของกองทัพยุค 5G

เหล่าฝูงโดรนผีเสื้อที่ถูกควบคุมจากระยะไกลอาจเป็นจะกลายเป็นอาวุธลับใหม่ของการรบในอนาคต บริษัท Festo ซึ่งเป็น บริษัทในด้าน Control and Automation ของประเทศเยอรมัน ได้ทำการเปิดเผยโดรนตัวใหม่ eMotionButterflies

ซึ่งเป็นหุ่นยนต์น้ำหนักเบาที่สามารถบินแบบกระพือปีกได้เหมือนผีเสื้อจริง ๆ และมีระบบกล้องอินฟราเรดสิบตัวไว้ใน “ระบบเครือข่ายอัจฉริยะ” ที่พวกเขาสร้างขึ้นมานั่นเอง 

“eMotionButterflies สร้างความประทับใจด้วยระบบกลไกที่ใช้งานอย่างชาญฉลาดและใช้พลังงานขนาดที่เล็กที่สุดที่เป็นไปได้ ในพื้นที่ที่แคบที่สุด” Festo เขียนบนเว็บไซต์ของพวกเขา “การลดขนาดชิ้นส่วนต่าง ๆ ในการใช้วัสดุช่วยให้สร้างโดรนที่มีการบินที่เป็นไปตามธรรมชาติ”

และมันไม่ใช่เป็นเพียงแค่หุ่นยนต์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสัตว์เพียงตัวเดียวเท่านั้น การเปิดตัวล่าสุดนี้ ยังรวมถึงหุ่นยนต์มด BionicANTs และ FlexShapeGripper ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่มีการจัดการอย่างดีที่สามารถเปล่งเสียงที่มีการจำลองรูปแบบของกิ้งก่าได้

เมื่อพิจารณาถึงการเปิดตัว SmartBird ที่มีการเลียนแบบนกนางนวลแฮริ่ง และ BionicKangaroo ที่เลียนแบบการกระโดดของจิงโจ้ ซึ่งคงจะไม่เป็นการเกินเลยที่จะพูดว่าสวนสัตว์หุ่นยนต์กำลังจะมีชีวิตที่สำนักงานใหญ่ของ Festo ในประเทศเยอรมันนั่นเอง

References : 
https://www.vice.com/en_us/article/qkwjx5/a-drone-butterfly-army-takes-flight

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol