ตัวช่วยพ่อบ้านมาแล้วกับ Ugo หุ่นยนต์ช่วยทำงานบ้าน

Mira Robotics ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2018 ได้เปิดตัวหุ่นยนต์ Ugo เมื่อต้นปีที่ผ่านมาโดยมีการแถลงว่าหุ่นยนต์จะวางจำหน่ายจริงได้ในปี 2020 โดยมันจะสามารถทำงานในครัวเรือนได้หลากหลายตั้งแต่ล้างจาน ซักผ้า หรือแม้กระทั่ง งานพับเสื้อผ้า

แม้ดูเหมือนฟังดูเป็นงานที่เรียบง่าย แต่มันท้าทายอย่างมากสำหรับหุ่นยนต์ การทำให้เครื่องจักรพับเสื้อยืด ไม่เพียงแต่ต้องเข้าใจว่าวัสดุที่อ่อนนุ่มนั้นมีรูปร่างผิดเพี้ยนเพียงใด แต่ยังต้องใช้ความสามารถในการทำงานขั้นสูง แม้มันเป็นงานที่แสนง่ายดายสำหรับมนุษย์ แต่เป็นความท้าทายที่แท้จริงในการวิเคราะห์ส่วนต่าง ๆ ในการพับผ้า แม้แต่ห้องปฏิบัติการวิจัยที่ล้ำสมัยก็ไม่สามารถสร้างหุ่นยนต์ที่สามารถทำงานนี้ได้เหมือนมนุษย์

แต่ด้วยการแทนที่สมองของหุ่นยนต์ด้วยการควบคุมจากมนุษย์ Mira กล่าวว่าสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านี้ได้โดยสิ้นเชิง Ken Matsui ซีอีโอ ของMira พูดกับ The Verge ว่าถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผนหุ่นยนต์ที่ทำงานซักรีดนั้นจะเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น “ ผมเชื่อว่าหุ่นยนต์ที่ควบคุมจากระยะไกลสามารถให้ความช่วยเหลือได้หลากหลายในสภาพแวดล้อมภายในบ้าน” Matsui กล่าว“ เช่น ทำความสะอาดห้อง การเตรียมอาหาร การบริการดูแลสำหรับผู้สูงอายุ หรืองานดูแลสัตว์เลี้ยง หรือแม้กระทั่งงานสอนพิเศษ”

Ugo หุ่นยนต์ช่วยเหลืองานในบ้าน
Mira หุ่นยนต์ช่วยเหลืองานในบ้าน

Ugo นั้นดูเป็นมิตรมากพอที่จะดูแลสัตว์เลี้ยงของคุณ แต่มันอาจไม่สามารถทำความสะอาดได้ มันเต็มไปด้วยเซ็นเซอร์ และแขนหุ่นยนต์คู่หนึ่งที่ติดอยู่กับลำตัวทรงกระบอก ซึ่งสามารถส่องกล้องขึ้นและลงได้ แทนที่จะใช้มือเหมือนมนุษย์มันติดตั้งแขนแบบก้ามปูคู่ พวกมันว่องไวพอที่จะหยิบเสื้อผ้า แต่ไม่เพียงพอที่จะใช้มันเปิดขวดน้ำอัดลม

Mira กำลังจะเริ่มการทดสอบรุ่นเบต้าของ Ugo ใน“ บ้านที่มีครอบครัวอาศัยอยู่จริง ๆ ” ในช่วงฤดูร้อนนี้ Matsui กล่าวว่า ก่อนที่จะเปิดตัวบริการชำระเงินในปี 2020 กำหนดกลุ่มเป้าหมายคือเหล่าครอบครัวที่มีรายได้สูงและต้องเลี้ยงดูเด็ก ๆ  “ เพราะพวกเขาไม่มีเวลา พวกเขายุ่งมาก และเราต้องการช่วยเหลือพวกเขา” Matsui กล่าวว่า ในส่วนของราคานั้นยังไม่ได้ข้อสรุป แต่ลูกค้าสามารถคาดหวังราคาอยู่ที่ประมาณ  225 ดอลลาร์ ต่อเดือน ซึ่งจะรวมถึงบริการทำความสะอาดหกถึงแปดชั่วโมง โดยผู้ใช้งานสามารถจ่ายเพิ่มได้หากพวกเขาต้องการเวลาที่มากขึ้น

และ Matsui ยังกล่าวว่า “เราเชื่อว่าแนวทางของเรา โดยเน้นการพัฒนาหุ่นยนต์ต้นทุนต่ำและการใช้ AI ทำงานร่วมกับมนุษย์ เพื่อให้บริการในราคาที่เหมาะสม”

ซึ่งในอนาคตนั้นเป็นไปได้ว่าเหล่าแรงงานทางไกลจากประเทศค่าแรงต่ำมีโอกาสที่จะมาทำงานร่วมกับ Mira   ซึ่งหลายประเทศในโลกตะวันตกมีประชากรสูงอายุที่ต้องการคนดูแลและหากเป็นคนงานต่างชาติจริง ๆ นั้นอาจให้ความรู้สึกต่อต้านกับผู้คนบางกลุ่ม Matsui ชี้ให้เห็นว่าในญี่ปุ่นมีความต้องการอย่างมากสำหรับเทคโนโลยีในการเติมเต็มช่องว่างดังกล่าวนี้

“ ญี่ปุ่นจะกลายเป็นสังคมสูงอายุ ดังนั้นญี่ปุ่นอาจเป็นแบบอย่างของการอยู่อาศัยร่วมกับหุ่นยนต์ช่วยเหลืองานส่วนตัวได้นั่นเอง” เขากล่าว หาก Ugo ประสบความสำเร็จในประเทศบ้านเกิด Matsui ต้องการส่งออกหุ่นยนต์ไปยังเกาหลีใต้และจีน ในอนาคต

 References : 
https://www.theverge.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol


Smartphone War ตอนที่ 10 : The Loser

ความปรารถนาของ Apple ที่ต้องการควบคุมทุกอย่างมันได้เริ่มเห็นผลในตลาด smartphone Apple ต้องการควบคุมทั้งตลาดแอพ ต้องการยอดขาย และป้องกันไม่ให้ใครมาตัดสินใจว่า iPhone ควรมีรูปลักษณ์อย่างไร 

สิ่งสำคัญอีกประการคือ ตอนนี้ เหล่านักพัฒนาเริ่มได้กลิ่นเงินจากตลาดที่จะใหญ่โตมหาศาลของ Apple มันได้ทำให้นักพัฒนาไหลมากองรวมกันเพื่อพัฒนา App บน iPhone และมันส่งผลโดยตรงต่อยอดขาย iPhone ทันที

เพราะหลังจากเปิดตัว iTunes App Store นั้นยอดขาย iPhone ก็พุ่งขึ้นไป 4 เท่าเป็น 20.25 ล้านเครื่อง และมันได้ผลักดันให้ตลาด smartphone เติบโตขึ้นร้อยละ 20 คนทั่วไปเริ่มหันมาสนใจ smartphone จากเดิมที่มีแต่ผู้ใช้งานเฉพาะกลุ่มเท่านั้น

ซึ่งตอนนี้ คนไม่ได้ซื้อ smartphone เพื่อมาใช้ email กับ ท่องเว๊บอีกต่อไป ตอนนี้ smartphone กำลังจะทำได้ทุกอย่าง เพราะมีเหล่านักพัฒนามากมายที่พร้อมจะมาให้บริการกับลูกค้าที่ต้องการ App ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เกม โปรแกรมจัดการเอกสาร โปรแกรมบัญชี แผนที่ หรือ โปรแกรมจองร้านอาหาร เป็นต้น ทุกอย่างมันสามารถสร้างได้หมดโดย Ecosystem ของ Apple และเหล่านักพัฒนาก็พร้อมจะทำมันอย่างเต็มที่นั่นเอง

การเกิดขึ้นของ iTunes App Store ทำให้คนเริ่มหันมาสนใจ smartphone ขึ้นเป็นวงกว้าง
การเกิดขึ้นของ iTunes App Store ทำให้คนเริ่มหันมาสนใจ smartphone ขึ้นเป็นวงกว้าง

และเมื่อตัวเลขผลกระกอบการต่าง ๆ มันได้เริ่มเปิดเผยออกมาสู่สาธารณะ มันได้เริ่มเห็น Trend ที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนของวงการมือถือโลก ต้นปี 2008 iPhone ได้เริ่มที่จะคว้าส่วนแบ่งของกำไรจำนวนมหาศาลในตลาด smartphone ไปครอบครองอย่างรวดเร็ว

แม้ดูเหมือนว่ายอดขายของ iPhone นั้นจะไม่มากนัก ซึ่งมันทำให้ Microsoft หรือ Nokia ยังไม่ระแคะระคายซักเท่าไหร่ มันเป็นการเข้ามาโกยตลาด Hi-End User ของ Apple ซึ่งตลาดนี้ ลูกค้าพร้อมที่จะเปย์หนักเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่พวกเขาต้องการ

และแน่นอนว่า มันเป็นตลาดที่มีกำไรสูง แม้ตัวส่วนแบ่งการตลาดของ Apple จะยังไม่มากนัก แต่กำไรต่อเครื่องของ Apple นั้นสูงมาก และสูงกว่าใครเพื่อนในตลาดมือถือ smartphone ซึ่งลูกค้าของ Apple นั้นพร้อมที่จะจ่ายสูงถึง 600 ดอลลาร์ เพื่อครอบครอง iPhone แต่ละเครื่อง

Nokia จึงไม่ได้เพียงบริษัทเดียวที่โดนผลกระทบดังกล่าว มันได้กลายเป็นผลกระทบไปยังวงกว้าง แม้แต่ Sony Ericsson หรือ Motorola ที่เป็นผู้ผลิตมือถือรายใหญ่นอกทวีปเอเชีย ก็ได้พบกับความจริงที่ว่า iPhone ได้เข้ามาแย่งส่วนกำไรของตลาดของพวกเขาไป และสถานะของบริษัทเหล่านี้ ก็เริ่มสั่นคลอนทันที

แค่เพียงเปิดตัวปีแรกของ iPhone ในปี 2007 นั้น Sony Ericsson เปลี่ยนจากบริษัทที่ทำกำไรได้ตลอดมา พลิกกลับมาขาดทุนได้ทันที และราคาขายโดยเฉลี่ยของโทรศัพท์มือถือ เริ่มพังทลายลง เงิดสดเริ่มไหลออกไปเรื่อย ๆ กำไรและยอดขายเริ่มลดลง

เนื่องจากวงจรการขายของธุรกิจมือถือนั้น เป็นวงจรที่สั้นมาก มันส่งกระทบไปในวงกว้าง ผู้จัดจำหน่ายนั้นก็พร้อมจะเลิกการขายสินค้าที่ดูเหมือนเป็นสินค้ามีตำหนิ เพราะตกรุ่นเร็ว และหายไปจากสายตาของผู้บริโภคอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน

Sony และ Ericsson ที่เป็นบริษัทร่วมทุนกันนั้น ต้องเทเงินเข้ามาเพื่อรักษาสภาพคล่องของบริษัท และมีการปรับโครงสร้างองค์กร ปลดพนักงานออกไปกว่าหลายพันคน ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2011 บริษัทมีการขาดทุนสะสมในช่วง ตั้งแต่ iPhone เริ่มออกจำหน่าย เป็นเงินถึง 169 ล้านปอนด์ 

สถานการณ์ของ Sony Ericsson ดูจะเลวร้ายกว่าใครเพื่อนหลังการเปิดตัวของ iPhone
สถานการณ์ของ Sony Ericsson ดูจะเลวร้ายกว่าใครเพื่อนหลังการเปิดตัวของ iPhone

Palm ก็อยู่ในสถานะไม่ต่างกัน เมื่อ iPhone เข้ามาทำตลาด มันก็ได้ถึงจุดจบของ Palm มีการขาดทุนต่อเนื่องหลายไตรมาสติดต่อกัน หลังการเปิดตัวของ iPhone บริษัทต้องปลดพนักงานออกไปเป็นจำนวนมากเพื่อรักษาสภาพคล่องของบริษัทเช่นเดียวกับเหยื่อรายอื่น ๆ 

ส่วน Microsoft บอลเมอร์ ก็เจอปัญหาที่เกิดขึ้นในแผนกโทรศัพท์มือถือ บริษัทเดนเจอร์ที่ Microsoft เพิ่ง Take Over มานั้น กลายมาเป็นปัญหาที่สำคัญ มันเป็นการรวมกันของสองบริษัทที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม บริษัทเดนเจอร์นั้น ถนัดด้าน Hardware ส่วน Microsoft เกิดมากับ Software ทำให้การทำงานผสานกันนั้นทำได้ยากมาก ๆ และเป็นอุปสรรค์ที่สำคัญของ Microsoft ในการเดินหน้าในตลาดมือถือ smartphone

ความแตกต่างในองค์กรที่รุ่นแรง ได้เป็นตัวบ่อนทำลาย Microsoft ไปเอง มันเป็นปัญหาภายใน ไม่เพียงแค่ iPhone เท่านั้นที่มาเปลี่ยนธุรกิจโทรศัพท์มือถือ แต่ Microsoft ก็เจอปัญหาของตัวเองที่ทำให้ไม่สามารถก้าวต่อไปได้ในเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้

Apple นั้นไม่เหมือนใคร Apple สร้างสิ่งที่พวกเขารักขึ้นมา และทำนายในสิ่งที่ผู้บริโภคอยากได้มันจริง ๆ ส่วน Microsoft นั้น แม้จะมีแนวคิดในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ทุกคนรัก และไปทำการสำรวจตลาด พอคนไม่ชอบตรงไหน Microsoft ก็เปลี่ยนตามที่พวกเขาชอบกัน แต่สุดท้ายก็จบลงที่ผลิตภัณฑ์ที่ไร้ซึ่งอารมณ์ร่วมกับผู้บริโภค แม้ทุกคนยอมรับก็จริง แต่ไม่มีใครรักผลิตภัณฑ์ของ Microsoft จริง เหมือนกับที่รักผลิตภัณฑ์ของ Apple นั่นเองครับ

–> อ่านตอนที่ 11 : The Rise of Android

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 Phone & Microsoft *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

จีนนำเทคโนโลยี Facial Recognition มาระบุตัวตนของหมีแพนด้า

แพนด้าสัตว์ตัวยักษ์เป็นที่จดจำได้ทันทีว่าเป็นสายพันธุ์อะไร แต่สีดำและสีขาวของพวกมันก็ไม่สามารถที่จะระบุได้ว่ามันเป็นแพนด้าตัวไหน ซึ่งสายตามนุษย์นั้นไม่สามารถแยกออกได้

ตอนนี้นักวิจัยในประเทศจีนได้พัฒนาแอปจดจำใบหน้าที่ใช้เทคโนโลยี AI ซึ่งสามารถระบุแพนด้าแบบเฉพาะตัวได้

แอพสามารถเข้าไปดูได้ที่ ฐานการวิจัยการเพาะพันธุ์หมีแพนด้ายักษ์ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งผู้เข้าชมจะสามารถใช้แอปนี้เพื่อระบุตัวตนของแพนด้ายักษ์ และค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพวกมัน ผู้สร้างแอพนี้หวังว่าซอฟต์แวร์จะเป็นประโยชน์สำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถใช้มันเพื่อติดตามหมีแพนด้าในป่าได้

“ แอพและฐานข้อมูลจะช่วยให้เรารวบรวมข้อมูลที่แม่นยำและรอบรู้เกี่ยวกับข้อมูลประชากร การกระจายตัวของพวกมัน อายุ เพศ อัตราส่วนการเกิดและการตายของแพนด้า ในป่าที่อาศัยอยู่ในภูเขาลึกและยากต่อการติดตาม” เฉินเป็ง นักวิจัยผู้ร่วมวิจัย บอกกับสำนักข่าว XinhuaNews

“ มันจะช่วยให้เราปรับปรุงประสิทธิภาพในการอนุรักษ์และจัดการสัตว์ป่าได้อย่างแน่นอน” เฉินกล่าว

ความพยายามในการอนุรักษ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้เพิ่มจำนวนประชากรแพนด้าในป่า แต่จำนวนทั้งหมดยังน้อยอยู่มาก  ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่า 2,000 ตัว ซึ่งทั้งหมดพบในภูมิภาคที่เป็นภูเขาของจีน

แอพจะใช้องค์ประกอบต่าง ๆ เพื่อระบุหมีแพนด้ารวมถึงรูปร่างของหูและสัญลักษณ์ของตา
แอพจะใช้องค์ประกอบต่าง ๆ เพื่อระบุหมีแพนด้ารวมถึงรูปร่างของหูและสัญลักษณ์ของตา

เช่นเดียวกับระบบจดจำใบหน้าอื่น ๆ แอพนี้ถูกสร้างขึ้นโดยใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของรูปภาพแพนด้า มีการใช้รูปภาพ 120,000 และ วิดีโอนับหมื่นคลิป เพื่อทำการ Train อัลกอริทึม ซึ่งจะดูที่องค์ประกอบสำคัญหลายประการรวมถึงรูปร่างของปาก ขนาดของหู และเครื่องหมายรอบดวงตาเพื่อระบุตัวหมีแพนด้า

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ซอฟต์แวร์จดจำใบหน้าได้รับการพัฒนาสำหรับสัตว์  มีการใช้เครื่องมือที่คล้ายกันนี้ในการอนุรักษ์หมีและค่าง และเทคโนโลยีก็ถูกนำเข้าสู่ฟาร์มด้วยเช่นกัน ซอฟต์แวร์ที่สามารถระบุหมู แกะ และวัว เป็นรายตัวนั้นกำลังถูกใช้เพื่อตรวจสอบสุขภาพและกิจกรรมของสัตว์เหล่านี้

ที่ฐานการวิจัยของการเพาะเลี้ยงหมีแพนด้ายักษ์ ตัวซอฟต์แวร์จะถูกใช้เพื่อติดตามตารางการให้อาหารของแพนด้าแต่ละตัวรวมถึงลำดับวงศ์ศาคณาญาติของพวกมัน

ตามรายงานของ  The Washington Post นักวิจัยคนหนึ่งที่ช่วยสร้างแอปดังกล่าวบนเว็บไซต์เครือข่ายสังคม Weibo ว่าแอพนี้จะช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับแพนด้าดีขึ้น :“ ซึ่งแน่นอนว่า คุณไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการทำให้แพนด้าโกรธ ด้วยการเรียกชื่อพวกเขาผิดนั่นเอง”

References : 
https://www.theverge.com/2019/5/21/18633787/facial-recognition-app-panda-china-chengdu-conservation

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Walmart ใช้ระบบ AI เพื่อป้องกันการโจรกรรมในร้านค้า

Walmart ได้ลงทุนในระบบการชำระเงินแบบอัตโนมัติอย่างเต็มที่ โดยใช้เทคโนโลยี Computer Vision ที่เรียกว่า Missed Scan Detection เพื่อระบุว่ารายการใดมีการเคลื่อนผ่านเครื่องสแกนโดยยังไม่มีการสแกนจริง

ตามรายงานของ Business Insider เทคโนโลยีได้ถูกนำไปใช้ในร้านค้ากว่า 1,000 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกาในช่วงสองปีที่ผ่านมาและตรวจสอบทั้งตู้ชำระเงินด้วยตนเองและรูปแบบการชำระเงินแบบดั้งเดิมที่จัดการโดยพนักงานเก็บเงินที่เป็นมนุษย์

ระบบจะทำงานกับกล้องที่คอยดูแลไปทั่วทั้งเคาท์เตอร์ชำระเงิน ซึ่งหากมีกิจกรรมที่ผิดปกติเกิดขึ้น เช่นรายการที่ถูกนำเข้าไปในกระเป๋าของลูกค้า โดยไม่ได้มีการสแกน ผู้ดูแลการชำระเงินจะได้รับแจ้งเตือน ซึ่งการตรวจจับการสแกนนั้น ไม่ได้เพียงได้ออกแบบมาเพื่อช่วยลดการโจรกรรมและการสูญเสียอื่น ๆ เท่านั้น ยังรวมถึงช่วยเหลือลูกค้าที่อาจจะลืมโดยบังเอิญด้วย

ในช่วงสองปีที่ผ่านมานับตั้งแต่มีการใช้งานระบบนี้นั้น Walmart กล่าวว่ามันช่วยลดอัตราการขโมย ซึ่งเป็นการการสูญเสียสินค้าในคงคลัง หรือแม้กระทั่งการฉ้อโกง และข้อผิดพลาดในการสแกนจากระบบ อย่างไรก็ตาม บริษัท ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าอัตราดังกล่าวนั้นเป็นตัวเลขเท่าไหร่ หรือ เป็นจำนวนเงินเท่าไหรที่เทคโนโลยีนี้ช่วยให้ร้านค้าประหยัดได้

แม้ว่าทั้ง Walmart และ Amazon จะลงทุนใน AI และเทคโนโลยี Computer Vision ในร้านค้าของพวกเขา แต่วิธีการก็แตกต่างกันมาก ในขณะที่อเมซอนใช้ AI เพื่อสร้างประสบการณ์การช็อปปิ้งที่ไร้แคชเชียร์อย่างไร้รอยต่อ

Walmart ได้นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับพนักงาน ในเดือนเมษายน Walmart เปิดร้านค้า AI ที่ขับเคลื่อนโดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เพื่อตรวจสอบสินค้าคงคลัง เพื่อให้พนักงานทราบว่าเมื่อใดที่พวกเขาต้องมีการเติมเต็มในแต่ละส่วนที่ขาดไป Walmart ยังมีการลงทุนในหุ่นยนต์ที่จะช่วยในการทำความสะอาดพื้นให้กับร้านค้าขนาดใหญ่เพิ่มอีกด้วย

References : 
https://www.theverge.com/2019/6/20/18693324/walmart-ai-camera-computer-vision-tracking-theft

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

3D Printing Organs กับอนาคตในการปลูกถ่ายอวัยวะสู่มนุษย์

ความสำเร็จใหม่ในการทดลองพิมพ์เนื้อเยื่อหลอดเลือดจากเซลล์ที่มีชีวิต กำลังพัฒนาไปสู่การพิมพ์เนื้อเยื่อแบบ 3 มิติ โดยใช้เทคโนโลยี 3D Printing และในที่สุดมันจะนำไปสู่ความสามารถในการผลิตอวัยวะจากตัวอย่างเซลล์ขนาดเล็กเพื่อปลูกถ่ายในมนุษย์

ปลายเดือนที่แล้ว Prellis Biologics ประกาศการระดมทุน 8.7 ล้านดอลลาร์และมีความก้าวหน้าที่สำคัญสำหรับการสร้างอวัยวะที่ใช้เทคโนโลยี 3D Printing ในขณะที่ บริษัท Volumetric Bio จากการวิจัยจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วโลก ได้เปิดเผยความก้าวหน้าที่สำคัญของเทคโนโลยีดังกล่าวเมื่อต้นปีนี้

ความสำเร็จใหม่จากบริษัท Prellis ทำให้ บริษัท สามารถเร่งระยะเวลาในเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ ซึ่งรวมถึงการขายโครงสร้างเนื้อเยื่อของหลอดเลือดไปยังสถาบันการวิจัยต่าง ๆ ทั่วโลก และในอนาคตก็จะใช้เพื่อให้บริการปลูกถ่ายผิวหนังในการทำหลอดเลือดเพื่อผลิตอินซูลินสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการได้ 

การสร้างเครื่องแยกหลอดเลือดที่ทำจากเซลล์ของผู้ป่วยเอ ได้เพิ่มโอกาสในการทำให้เทคโนโลยีดังกล่าวประสบความสำเร็จได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งการรักษาที่นำเสนอโดย Prellis นั้น สามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตและทำให้อายุของคนที่รอไตเทียมยืนยาวขึ้นได้ จากคำสัมภาษณ์ของ Melanie Matheu ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Prellis  

ไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ทีมนักวิจัยนำโดยนักวิศวกรรมทาวด้านชีวภาพ Jordan Miller  จาก Rice University และ  Kelly Stevens แห่ง University of Washington (UW) ร่วมกับผู้ช่วยวิจัยจาก UW, Duke University, Rowan University และ บริษัท ออกแบบในด้านเทคโนโลยี 3D Printing ชื่อดังอย่าง Nervous System ได้เปิดเผยรูปแบบของ ถุงอากาศที่เลียนแบบการทำงานของปอดของมนุษย์ แบบจำลองสามารถส่งออกซิเจนไปยังหลอดเลือดรอบข้างได้ โดยสร้างเครือข่ายหลอดเลือดที่เลียนแบบทางเดินของร่างกายมนุษย์นั่นเอง

Dr. Alex Morgan ผู้อำนวยการหลักของ Khosla Ventures หนึ่งในกลุ่มผู้ลงทุนหลักของ Prellis กล่าวในแถลงการณ์ “ เทคโนโลยีของ Prellis ได้สร้างความสามารถที่จำเป็นต่อการสร้างเนื้อเยื่อขนาดใหญ่เหล่านี้ และด้วยการลงทุนของเราใน  Prellis เรากำลังสนับสนุนความคิดใหม่ ๆ ที่ท้ายที่สุดจะผลิตสมองเทียมหรือไตเทียม เพื่อใช้ในการจัดการกับความต้องการจากผู้ป่วยทั่วโลกได้อย่างแน่นอน”

References : 
https://techcrunch.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol