Smartphone War ตอนที่ 6 : Deep Impact

แน่นอนว่าการเกิดขึ้นของ iPhone นั้นได้ส่งผลกระทบไปทั่วทั้งตลาดมือถือโลกเลยก็ว่าได้ เหล่าผู้ผลิตมือถือยักษ์ใหญ่ ที่คาดไม่ถึงว่า Apple จะสามารถสร้างสิ่งที่กำลังจะมาปฏิวัติวงการมือถือโลกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนได้ มันเป็นการเปลี่ยนไปแบบสิ้นเชิงระหว่างยุคก่อน iPhone กับ มือถือยุคหลัง iPhone ก่อกำเนิดขึ้นมานั่นเอง

และมีเสียงวิจารณ์ตามมามากมาย หลังการเปิดตัวของ iPhone โดย สตีฟ จ๊อบส์ ซึ่งแน่นอนว่าเหล่าผู้บริหารที่เกี่ยวข้องในวงการธุรกิจมือถือนั้น ได้ให้ความเห็นที่แตกต่างกันมากมาย ตัวอย่างเช่น สตีฟ บอลเมอร์ CEO ของ Microsoft นั้น ถึงกับหัวเราะดังลั่น หลังจากสื่อได้เข้าไปถามหลังการเปิดตัว iPhone ซึ่ง บอลเมอร์ นั้นมองว่า iPhone จะไม่สามารถดึงดูดลูกค้าธุรกิจได้ เพราะมันไม่มีแป้นพิมพ์ และ Microsoft นั้นก็มีกลยุทธ์ของตัวเองสำหรับ Windows Mobile แล้วและกำลังไปได้สวยอยู่ในตลาด

สตีฟ บอลเมอร์ CEO Microsoft ไม่เชื่อว่า iPhone จะมาเขย่าตลาดได้
สตีฟ บอลเมอร์ CEO Microsoft ไม่เชื่อว่า iPhone จะมาเขย่าตลาดได้

แม้กระทั่งเหล่าสื่อต่าง ๆ ก็ยังไม่คิดว่า iPhone จะสามารถที่จะแจ้งเกิดในตลาดมือถือได้ และมอง iPhone เป็นแค่ของเล่นฉาบฉวย ของพวกคลั่งสินค้าไฮเทคเท่านั้น และมันคงไม่สามารถเข้าสู่ตลาด mass ให้กับลูกค้าทั่วไปเข้าถึงได้อย่างแน่นอน

แน่นอนว่า Apple นั้นเพิ่งเข้ามาในตลาดนี้ แต่เป็นการแหกกฏเกณฑ์ทุกอย่างที่ เหล่ามาเฟียที่คอยคุมเครือข่ายมือถือทั้งหลายได้ตั้งไว้ Apple ไม่ได้มีความคุ้นเคยเลยกับเหล่าบริษัทที่ดูแลเครือข่ายมือถือ

เพราะบริษัทพวกนี้นั้นจะให้เงินอุดหนุนราคามือถือเป็นหลัก และหวังคืนเงินจากการคิดค่าบริการโทรศัพท์และบริการข้อมูลต่าง ๆ ผ่านเครือข่ายนั่นเอง และในที่สุดเหล่าคู่แข่งอย่างเช่น Nokia ก็จะถล่ม iPhone ด้วยข้อตกลงที่ทำให้เหล่าค่ายโทรศัพท์มือถือไม่ขาย iPhone นั่นเอง

ซึ่ง Apple นั้นกำลังจะทำกับเหล่าเครือข่ายเหล่านี้ เหมือนที่เขาเคยทำได้กับค่ายเพลง นั่นคือ โน้มน้าว แบบจำลองทางธุรกิจแบบใหม่ ที่ทำให้ข้อมูลนั้นเปรียบเสมือนเป็นสินค้า และทำกำไรจาก Hardware ตั้งแต่ต้น และไม่ให้เหล่าเครือข่ายเหล่านี้มอง Apple เป็นภัยคุกคาม

ส่วน RIM ผู้ผลิต Blackberry ที่กำลังกลายเป็นสินค้ายอดฮิตติดตลาดอยู่ในขณะนั้น ไม่ได้มอง iPhone เป็นภัยคุกคามแต่อย่างใด และไม่ได้มีแผนใด ๆ กับ iPhone ที่กำลังจะกลายมาเป็นคู่แข่งที่สำคัญ เพราะเหล่าผู้บริหารต่างมองว่ายังไง ๆ เหล่าลูกค้าก็หลงรัก Blackberry อยู่แล้ว

แต่แม้ธุรกิจของ RIM นั้นจะยังเติบโตต่อไปได้ แต่การเข้าสู่ตลาดของ iPhone ได้สร้างผลกระทบใหญ่หลวง เพราะ iPhone ได้นำทางให้คนเข้าสู่เว๊บไซต์บนมือถือ ซึ่่งเมื่อเทียบกับ Browser ของ Blackberry นั้นถือว่าแย่มาก ๆ แต่ iPhone นั้นมีโปรแกรม Safari ที่ใช้ท่องเว๊บที่ใช้งานง่ายมาก ๆ และยังมี Function Touch and Zoom เพื่อขยายหน้าจอได้อีกด้วย

และผลกระทบที่เกิดขึ้นดูเหมือนจะส่งผลต่อ Google มากกว่าใครเพื่อน เพราะตอนนั้น Rubin ได้วางแผนสร้างมือถือที่มีแป้นพิมพ์ QWERTY เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงต้องมีการยกเลิกการพัฒนามือถือ Android ที่มีแป้นพิมพ์ทันที แม้มันใกล้จะเสร็จเต็มทีแล้วก็ตาม

เดิมที Android ถูก Design มาให้ใช้ QWERTY Keyboard แบบเดียวกับ  Blackberry
เดิมที Android ถูก Design มาให้ใช้ QWERTY Keyboard แบบเดียวกับ Blackberry

Rubin เมื่อได้เห็นการเปิดตัวของ iPhone ก็มองได้อย่างชัดเจนว่า จอสัมผัส จะกลายเป็นอนาคตของวงการมือถือโลกได้อย่างแน่นอน Apple ได้เปลี่ยนวงการมือถือไปทุกอย่างจริง ๆ แต่มีน้อยคนนักที่พอจะสังเกตเรื่องดังกล่าวได้ เพราะทุกคนต่างประมาทการเกิดขึ้นของ iPhone นั่นเอง

และอีกกลุ่มนึงที่ปั่นป่วนที่สุดในการเปิดตัวของ iPhone ก็คือ เหล่าพวกค่ายโทรศัพท์มือถือที่เป็นตัวกลางทั้งหลาย เดิมทีนั้นพวกเขาสามารถที่จะ Control ทุกอย่าง เรียกได้ว่าเป็นมาเฟียในวงการมือถือเลยก็ว่าได้

เพราะข้อมูลต่าง ๆ จาก Hardware ที่เป็นมือถือนั้นต้องวิ่งผ่านเครือข่ายของพวกเขา ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขามีสิทธิ์ที่จะให้อัพเดท Software ต่าง ๆ  ให้กับเหล่าผู้ผลิตมือถือ แม้แต่การสร้างแบรนด์ก็ตามทีพวกเขาล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นอย่างมากในอดีต

ซึ่งแน่นอนว่ายักษ์ใหญ่ยุคเก่าๆ  อย่าง Nokia รวมถึงผู้ผลิตมือถือชื่อดังอื่น ๆ ที่ขายไปทั่วโลกนั้นต่างก็ต้องเกรงใจกับพวกค่ายโทรศัพท์มือถือมากกว่าลูกค้าคนที่ใช้โทรศัพท์เสียด้วยซ้ำ

แต่สำหรับจ๊อบส์ เขาต้องการปฏิวัติเรื่องนี้โดยตรง โดยมีการข่ายไปยังลูกค้าโดยตรงไม่ผ่านคนกลาง ต้องการตัดวงจรมาเฟียเหล่านี้ให้ออกไปจากธุรกิจมือถือเสียที เพราะเป็นพวกที่ทำให้ วงการมือถือโลกแทบจะไม่พัฒนาไปไหน เราใช้ Smartphone ห่วย ๆ มานานแสนนาน ประสบการณ์ใช้งานท่องเว๊บที่ย่ำแย่ เพราะเหล่าพวกเครือข่ายมือถือเหล่านี้นั่นเองคอยบงการอยู่เบื้องหลัง

ซึ่งข้อตกลงกับ Cingular นั้นแทบจะไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การขายมือถือ เพราะ Apple จะกลายเป็นผู้ควบคุมทุกอย่าง ทั้งการสร้างแบรนด์ การตลาด รวมถึงเวลาที่ต้องการอัพเดท Software ของ iPhone ซึ่งแน่นอนว่าเป็นความต้องการของจ๊อบส์ หลังจากได้เห็นความหายนะที่เกิดขึ้นกับ ROKR จ๊อบส์จึงต้องการควบคุมการนำเสนอสินค้าทุกชิ้นที่ต้องการขายตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงมือลูกค้านั่นเอง

ต้องเรียกได้ว่า การเกิดขึ้นของ iPhone ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับวงการมือถือโลกแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เพราะ Apple นั้นต้องการปฏิวัติวงการย่ำอยู่กับที่มานานแสนนาน ลูกค้าควรจะได้สิ่งที่ดีที่สุด ไม่ใช่การต้องคอยถูกครอบงำจากเหล่าเครือข่ายมือถือที่เป็นมาเฟีย คอยถ่วงความเจริญมานานแสนนาน นั่นเอง

–> อ่านตอนที่ 7 : The Fall of Mafia Empire

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 Phone & Microsoft *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Delivery robots กับการปฏิวัติการขนส่งใหม่ของ Amazon

Amazon ได้เปิดตัวหุ่นยนต์ส่งสินค้าอย่างเป็นทางการใน testbed ที่อยู่ในแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ซึ่งหุ่นยนต์จัดส่งถูกออกแบบมาเพื่อทำการส่งพัสดุจากจุดแจกจ่ายในเมืองให้กับลูกค้า Amazon Prime 

ก่อนหน้านี้ Amazon ได้ทดสอบหุ่นยนต์ส่งสินค้า ในรัฐวอชิงตัน แต่นี่ถือได้ว่าเป็นการใช้งานครั้งแรกของรัฐแคลิฟอร์เนีย หุ่นยนต์ที่ถูกปรับใช้ในพื้นที่จะใช้ในช่วงเวลากลางวัน แม้ว่าจะออกแบบมาเพื่อทำงานแบบอัตโนมัติ แต่หุ่นยนต์ทดสอบก็จะมีมนุษย์คอยติดตามเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติ 

Amazon นั้นถือได้ว่าเดินตามหลังบริษัทอื่นๆ ในเทคโนโลยีหุ่นยนต์เพื่อส่งสินค้า ซึ่ง บริษัท อื่น ๆ เช่น Starship Technologies มีการใช้งานอย่างแพร่หลายในสหราชอาณาจักรและในวิทยาเขตของ George Mason University มีรายงานว่า มีการส่งพัสดุมากกว่า 50,000 ชิ้น

บริษัท Refraction AI  สร้างหุ่นยนต์นำส่งน้ำหนักเบา ราคาต่ำ ในชื่อ REV-1 ซึ่งสามารถทำงานได้ทั้งในเลนจักรยานและบนไหล่ถนนปรกติ โดย Refraction AI นั้นเป็นผลงานของศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกนสองคนคือ Matthew Johnson-Roberson และ Ram Vasudevan

อันที่จริงหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่คาดไม่ถึงเกี่ยวกับหุ่นยนต์ส่งสินค้าของอเมซอนคือมันต้องมีการแบ่งพื้นที่ทางเท้ากับคนเดินเท้า ซึ่งเหล่าโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมี่ยมในเมืองใหญ่หลายแห่ง ไม่ต้องการให้หุ่นยนต์เข้าถึงทางเท้า เพราะจะเป็นการรวบกวนเหล่าลูกค้าเศรษฐีของพวกเขา 

ยังไม่มีใครในอุตสาหกรรมเชื่อมั่นว่า Amazon จะกลายเป็นผู้นำตลาดของหุ่นยนต์ภาคพื้นดินแบบไร้คนขับในอนาคตอันใกล้นี้ ในขณะที่ บริษัท อย่าง Uber หรือ Bird นั้นได้พิสูจน์แล้วว่าบางครั้งเมืองต่างๆก็ไม่สามารถที่จะต้านทานกับเหล่าเทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยเฉพาะหุ่นยนต์ เมื่อสุดท้ายมันได้กลายเป็นความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็วในการส่งของนั่นเอง

References : 
https://www.zdnet.com/article/amazon-delivery-robots-are-officially-on-the-streets-of-california/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Smartphone War ตอนที่ 5 : That’s iPhone

การพัฒนา iPhone นั้นเริ่มต้นจริง ๆ ในปี 2005 ซึ่ง Apple ใช้พนักงานกว่า 200 คน เพื่อมา Focus งานนี้โดยเฉพาะ และอยู่ภายใต้โครงการลับที่ไม่แพร่งพรายให้ผู้ใดรู้โดยเด็ดขาด ซึ่งจ๊อบส์ นั้นมองว่า iPhone มือถือตัวใหม่ของ Apple นั้นจะกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Apple ตั้งแต่ก่อตั้งมา

แน่นอนว่า ทีมงานที่เกิดมาจากการสร้างคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล นั้นต้องเผชิญปัญหามากมาย เมื่อต้องลงมาทำมือถือตั้งแต่ต้นจริง ๆ โดยจ๊อบส์ ได้สั่งให้แบ่งทีมเป็นสองทีมหลัก ทีมหนึ่งดู Software และ ระบบปฏิบัติการ ส่วนอีกทีมนั้นดูแลด้าน Hardware โดยเฉพาะ

โดยความพยายามแรกของทีม Hardware Apple นั้นแบ่งเป็นสองแนวทาง แนวหนึ่งนั้นหลังจากได้เห็นความสำเร็จครั้งสำคัญกับ ClickWheel ของ iPod ก็มุ่งเดินหน้าที่จะทำในทิศทางเดียวกับ iPod โดยพยายามใช้วงล้อมาหมุนหมายเลขโทรศัพท์ 

ส่วนอีกแนวทางหนึ่งนั้น จะใช้จอสัมผัส ซึ่งทีม Software ก็ได้แบ่งเป็นสองแนวทางดังกล่าวเช่นเดียวกัน โดยเป็นการขยายระบบปฏิบัติการของ iPod มาใช้บนโทรศัพท์นั่นเอง ซึ่งทีมนี้นำโดย Tony Fadell ผู้นำในการสร้าง Hardware ของ iPod

ถ้ากลายเป็น ClickWheel iPhone คงไม่ได้อยู่มาจนถึงปัจจุบันอย่างแน่นอน
ถ้ากลายเป็น ClickWheel iPhone คงไม่ได้อยู่มาจนถึงปัจจุบันอย่างแน่นอน

แม้ในขณะนั้น Blackberry ที่มีคีย์บอร์ดแบบ QWERTY จะเป็นที่นิยมอย่างมากในตลาด และกำลังเติบโตอย่ารวดเร็ว และมีทีมงานหลาย ๆ คนของ Apple ก็สนับสนุนให้มีคีย์บอร์ดแบบเดียวกับ Blackberry

แต่จ๊อบส์ค้านอย่างหัวชนฝา เพราะ คีย์บอร์ดแบบ Physical จะทำให้เบียดบังพื้นที่หน้าจอ แถมยังไม่ยืดหยุ่นหรือปรับเปลี่ยนได้ดีเท่าคีย์บอร์ดแบบจอสัมผัส อย่าที่จ๊อบส์ต้องการ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ อุปกรณ์ที่แสดงแป้นตัวเลขเมื่อคุณอยากโทรออก และแสดงแป้นพิมพ์ดีด เมื่อคุณอยากจะเขียน ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานอย่างที่เราได้เห็นในระบบปฏิบัติการมือถือในปัจจุบัน

ส่วนอีกทีมนำโดย scott forstall โดยเขาเคยเป็นผู้นำการสร้างระบบปฏิบัติการ Mac OSX รุ่น Leopard และทีม Software ของ forstall นี่เองที่เป็นฝ่ายชนะ โดย forstall นั้นใช้วิธีการเก็บความลับแบบที่จ๊อบส์ต้องการ ทำให้ผู้บริหารทีมอื่นรู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมาก ส่วนฝั่ง Hardware นั้นทีมที่ทำจอสัมผัส เป็นผู้ชนะ เพราะการใช้วงล้อหมุนแบบ iPod นั้นไม่เป็นที่น่าพอใจสำหรับ User ผู้ใช้งานอย่างแน่นอนเพราะมันดูใช้ยากมาก ๆ 

แต่ปัญหาใหญ่ของ Apple คือ พวกเขาแทบจะไม่มีความรู้ในการสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อเชื่อมต่อกับเครือข่ายมือถือเลยด้วยซ้ำ ซึ่งการผสานระหว่าง Software และ Hardware ต้องทำงานได้อย่างไร้ที่ติด้วย และที่สำคัญเวลาในการสร้างยังมีจำกัดอย่างมาก เป็นความท้าทายครั้งสำคัญที่สุดของ Apple และทีมงานในการสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาเลยก็ว่าได้

เหล่าวิศวกร Software ของ Apple ต้องผลิต Software จอสัมผัสขึ้นมาโดยที่พวกเขาแทบจะไม่เคยทำมาก่อนเลยด้วยซ้ำ และต้องพยายามปรับระบบปฏิบัติการ Mac OSX ให้ใช้ทรัพยากรเครื่องน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้เพราะความต่างอย่างชัดเจนระหว่าง Hardware ของคอมพิวเตอร์ และ Hardware ของมือถือในขณะนั้น

จ๊อบส์นั้นต้องการให้การทำงานหลาย ๆ ของ iPhone นั้นดูเรียบง่าย และจ๊อบส์ก็ไม่ชอบให้มีปุ่ม เปิด-ปิด มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ทางแก้ก็คือการสร้างสิ่งที่เรียกว่า “swipe to open” ซึ่งการเลื่อนในหน้าจอนี้จะทำหน้าที่ปลุกเครื่องให้กลับมาทำงานอีกครั้งหลังเข้าสู่ Sleep Mode

และอีกอย่างที่สำคัญก็คือเรื่องของการ Design โดยเครื่อง iPhone นั้นมีด้านนอกที่ผนึกแน่น แกะไม่ออก  จ๊อบส์ไม่ต้องการให้ใครมายุ่งกับส่วนด้านในของ iPhone เช่นเดียวกับที่เขาทำเครื่อง Macintosh รุ่นแรกในปี 2011 และเนื่องจาก iPhone นั้นไม่ได้ใช้แบตเตอรี่แบบถอดเปลี่ยนได้ จึงสามารถทำให้ตัวเครื่องนั้นเบาลงมาก ๆ ได้

การเปิดตัว iPhone ในงาน Macworld ในเมืองซานฟรานซิสโก ในเดือนมกราคม 2007 จ๊อบส์ได้ขึ้นกล่าวบนเวทีว่า ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เค้าจะเปิดตัวนั้น จะปฏิวัติวงการพลิกโฉมทุกสิ่งทุกอย่างจนไม่เหลือเค้าเดิมอีกต่อไป

ก่อนจะพูดถึง 2 ผลิตภัณฑ์ที่เข้าข่ายนี้คือ คอมพิวเตอร์ Macintosh รุ่นแรกซึ่งพลิกโฉมอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ทั้งหมด และ iPod รุ่นแรก ซึ่งเปลี่ยนอุตสาหกรรมเพลงไปทั้งหมด ซึ่ง จ๊อบส์ ได้กล่าวในการเปิดตัว iPhone ว่า

จ๊อบส์ขึ้นกล่าวในงานเปิดตัว ว่า iPhone จะปฏิวัติสามสิ่งในผลิตภัณฑ์เดียว
จ๊อบส์ขึ้นกล่าวในงานเปิดตัว ว่า iPhone จะปฏิวัติสามสิ่งในผลิตภัณฑ์เดียว

“วันนี้เราจะแนะนำผลิตภัณฑ์ที่พลิกโฉมสินค้าประเภทเดียวกัน 3  อย่าง อย่างแรกคือ iPod แบบจอกว้างที่ควบคุมด้วยการสัมผัส อย่างที่สองคือ โทรศัพท์มือถือที่ปฏิวัติวงการ และอย่างที่สาม คือ อุปกรณ์สื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตที่ฉีกแนวไปจากเดิม และมันไมใช่อุปกรณ์ 3 ชิ้นแยกกัน แต่เป็นอุปกรณ์ชิ้นเดียวที่เราเรียกมันว่า iPhone”

และในที่สุด iPhone ผลิตภัณฑ์ที่ปฏิวัติวิถีชีวิตของมนุษย์เราให้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ก็ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ มันเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ Apple ในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในนวัตกรรมชั้นยอดที่สุดนับตั้งแต่โลกเราย่างกรายเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เลยก็ว่าได้ และที่สำคัญมันได้เป็นอาวุธสำคัญที่ทำให้ Apple นั้นพลิกโฉมหน้าบริษัทจากบริษัทเล็ก ๆ ไปสู่บริษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเราเคยมีมานั่นเอง

–> อ่านตอนที่ 6 : Deep Impact

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 : Phone & Microsoft *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol