ประวัติ Steve Jobs ผู้สร้าง iPod ตอนที่ 8 : The PodFather

ถ้าโลกนี้ไม่มีคนที่ชื่อ โทนี่ ฟาเดลล์ มันก็ไม่อาจจะทำให้ สตีฟ จ๊อบส์ สามารถพลิกฟื้น apple กลับมาได้สำเร็จ โปรแกรมเมอร์หนุ่ม มาดกร่าง หน้าตา และการแต่งตัวออกไปทางแนว ไซเบอร์พังค์ เป็นคนมีสเหน่ห์ที่รอยยิ้ม และมีหัวคิดแบบเจ้าของกิจการ และมีความเชี่ยวชาญทางด้าน ฮาร์ดแวร์ โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการฟังเพลง

และเป็น รูบินสไตน์ ที่เป็นไปค้นพบ โทนี่ ฟาเดลล์ เข้า ฟาเดลล์ นั้น เคยตั้งบริษัท ถึง 3 แห่งสมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัย มิชิแกน พอเรียนจบก็ได้เข้าไปทำงานที่ General Magic ผู้ผลิตอุปกรณ์อเล็กทรอนิกส์แบบพกพา แล้วย้ายข้ามห้วยไปยัง Philips บริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้าน อิเล็กทรอนิค ระดับโลก

ฟาเดลล์ นั้นมีไอเดียอย่างแรงกล้า ที่จะทำเครื่องเล่นเพลงที่ดีกว่าเครื่องที่มีขายอยู่ในท้องตลาด เขาเคยไปนำเสนอ idea ที่ RealNetwork , Sony และ Philips แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ  และในวันหนึ่งที่ฟาเดลล์ กำลังเล่นสกี อยู่ กับลุง ที่เมือง เวล รัฐโคโลราโด ระหว่างที่นั่งลิฟต์ขึ้นเขา เพื่อไปเล่นสกี เหมือนอย่างที่เคยทำมาเป็นประจำ

ฟาเดลล์ หนึ่งใน keyman คนสำคัญในการสร้าง iPod
ฟาเดลล์ หนึ่งใน keyman คนสำคัญในการสร้าง iPod

เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ปลายสายคือ รูบินสไตน์ ที่เป็น ผู้อำนวยด้านด้านฮาร์ดแวร์ ของ apple ซึ่งได้แจ้งเขาว่า กำลังหาคนที่จะมาช่วยทำ “อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก” ซึ่งคนระดับฟาเดลล์ นั้น มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมอยู่แล้ว เขาทำอุปกรณ์พวกนี้เก่งในระดับที่หาตัวจับยาก รูบินสไตน์ จึงได้เชิญ ฟาเดลล์ เขาไปพบ ที่ office ของ apple ใน คูเปอร์ติโน่

ฟาเดลล์ เข้าใจว่า apple นั้นจะจ้างไปทำเครื่อง PDA แต่เมื่อได้พบตัวจริงกับ รูบินสไตน์ การสนทนา เปลี่ยนเป็นเรื่องเกี่ยวกับ iTunes ที่ apple เพิ่งได้ทำเสร็จก่อนหน้านั้นไม่นาน ปัญหาในตอนนั้น คือ ทาง apple พยายามที่จะใช้เครื่องเล่น mp3 ที่มีในตลาด เพื่อใช้งานกับ iTunes  ซึ่งพบว่า ไม่มีอุปกรณ์ไหนที่สามารถตอบโจทย์ของ apple ได้เลย ตอนนั้น มีแต่อุปกรณ์เล่น mp3 ที่ห่วย ๆ อยู่เต็มตลาดไปหมด apple อยากที่จะสร้างเวอร์ชั่นของตัวเองขึ้นมา

ตอนแรก ฟาเดลล์ เข้าใจว่าจะให้เขามาสร้าง PDA ใหม่แทน Newton
ตอนแรก ฟาเดลล์ เข้าใจว่าจะให้เขามาสร้าง PDA ใหม่แทน Newton

และมันทำให้ ฟาเดลล์ รู้สึกตื่นเต้นมาก ๆ ฟาเดลล์ นั้นเป็นคนที่รักในเสียงดนตรี และเคยพยายามนำ idea ที่เขาคิด ไปเสนอที่ RealNetworks เหมือนกัน ตอนที่ RealNetworks กำลังนำเสนอเครื่องเล่นไฟล์ mp3 ให้กับ บริษัท Palm แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

แต่ฟาเดลล์ นั้นเป็นคนที่รักอิสระ เขาไม่อยากที่จะเป็นพนักงานเต็มตัวของ apple เขาแค่อยากร่วมงานในฐานะที่ปรึกษาเพียงเท่านั้น

แต่ รูบินสไตน์ นั้น บีบบังคับให้ ฟาเดลล์ ทิ้งไพ่ในมือ ด้วยมัดมือชก ด้วยการยืนกรานว่า หากฟาเดลล์ นั้นต้องการที่จะเป็นหัวหน้าทีม ก็ต้องเข้ามาเป็นพนักงานเต็มตัวของ apple เพียงอย่างเดียวเท่านั้น และมีการเรียกทีมงานทั้งหมดที่จะทำโปรเจคนี้กว่า 20 คนเข้ามารวมตัว แล้วยื่นคำขาดกับ ฟาเดลล์ ว่า ต้องให้ฟาเดลล์ นั้นตัดสินใจในโอกาสครั้งนี้เดี่ยวนั้น ซึ่ง มันก็เป็นเรื่องยากที่จะปฏิเสธ แม้ ตัวฟาเดลล์ จะไม่ค่อยเต็มใจนัก  ก็เสนอตอบรับมาร่วมทีมในที่สุด

รูบินสไตน์ ทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ ฟาเดลล์ มาร่วมงานกับ apple
รูบินสไตน์ ทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ ฟาเดลล์ มาร่วมงานกับ apple

และสุดท้าย Apple ก็ได้ว่าจ้าง ฟาเดลล์ ในปี 2001 และได้สร้างทีมพัฒนาขนาด 30 คนให้มีทั้ง Designer , Programmers รวมถึง Hardware Engineers เพื่อทำโครงการนี้ 

ช่วงเวลาไม่กี่เดือนหลังจากฟาเดลล์ เข้ามาร่วมทีม ทุกคนต่างยุ่งจนแทบจะไม่มีเวลาทะเลาะ กัน จ๊อบส์นั้นอยากให้ iPod (ชื่อที่เรียกแทนเจ้าอุปกรณ์ตัวใหม่นี้) ออกวางตลาดให้ทันช่วงคริสต์มาส์ ซึ่งมันแปลว่าต้องทำเสร็จพร้อมเปิดตัวในเดือนตุลาคม ซึ่งมันมีระยะเวลาเพียงแค่ 8 เดือน ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่บีบคั้นมาก ๆ สำหรับทุก ๆ คนภายในทีม

ตอนนั้นทีมงานต่างมองหาดูว่า มีบริษัทไหนออกแบบเครื่องเล่น MP3 ที่พอจะใช้เป็นพื้นฐานการทำงานของ Apple ได้บ้าง และได้ตัดสินใจเลือกบริษัทเล็ก ๆ ที่ชื่อ PortalPlayer ให้มาทำเป็นเครื่องต้นแบบของ Mp3 Player ของ apple

PortalPlayer นั้นมีเครื่องต้นแบบอยู่ตัวนึงที่มีขนาดเท่าซองบุหรี่ ซึ่งว่ากันว่า มันมีหน้าตาที่ดูน่าเกลียดมาก ๆ ดูเหมือนวิทยุราคาถูก ที่มีปุ่มเยอะ ๆ ซึ่งมันเป็นที่เข้าใจได้เพราะว่า บริษัท PortalPlayer เป็นบริษัทฮาร์ดแวร์ ผลิตภัณฑ์ทุกตัวจึงถูกออกแบบโดย Hardware Engineer

PortalPlayer 5002 ที่ใช้เป็นต้นแบบของ iPod รุ่นแรก
PortalPlayer ที่เป็นแหล่งผลิตเครื่องเล่นให้กับหลาย ๆ บริษัท มาเป็นต้นแบบของ iPod Gen1

แต่ฟาเดลล์ เห็นตรงกันข้าม เมื่อเขาได้เห็นเจ้าเครื่องตัวนี้ เขารู้สึกทึ่งมาก และคิดว่านี่แหละจะเป็นตัวต้นแบบของ iPod ที่ apple จะสร้างขึ้นมา โดยขณะนั้น PortalPlayer นั้นมีลูกค้าอยู่ถึง 12 ราย และหนึ่งในนั้นคือ IBM ที่ถือว่าเป็นคู่แข่งร่วมวงการกับ apple โดย IBM นั้นกำลังแอบซุ่มทำเครื่องเล่น MP3 ที่ใช้ฮาร์ดดิสก์ ขนาดเล็กของ IBM อยู่

ซึ่งฟาเดลล์ ก็ได้บีบให้ PortalPlayer ทิ้งลูกค้า 12 รายที่เหลือไป และให้มาร่วมงานกับ apple เพียงบริษัทเดียว ด้วยข้อเสนอ ที่ PortalPlayer มิอาจปฏิเสธได้ลง และเพิ่มทีมงานจนกลายเป็นทีมขนาดใหญ่ ด้วยจำนวนคนถึง 200 คนที่อยู่ในอเมริกา และ เหล่า Engineer อีก 80 คนในอินเดีย เพื่อเร่งทำให้มันเสร็จก่อนคริสมาสต์

ตอนนี้ เรียกได้ว่า iPod หรือ อุปกรณ์เครื่องเล่น MP3 ตัวใหม่ของ apple ได้ทีมงานที่เพียบพร้อมแล้ว โดย PortalPlayer นั้นจะดูแลเรื่อง Hardware , จ๊อบส์ และ ไอฟฟ์ นั้นจะมาดูแลเรื่อง “User Experience” โดยมี ฟาเดลล์ เป็นหัวเรือหลักในการคุมโปรเจ็คนี้

แต่ทุกอย่างมันก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด มันมีข้อบกพร่องมากมายกับเจ้าเครื่อง PortalPlayer ไม่ว่าจะเป็น User Interface ที่ดูซับซ้อน หรือข้อจำกัดในการทำ Playlist ที่ได้ไม่เกิน 10 เพลงเท่านั้น จ๊อบส์ , ฟาเดลล์ และทีมงาน จะจัดการอย่างไรกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับเจ้า iPod โครงการที่ ฟาเดลล์ เคยพูดไว้ว่า “โครงการนี้จะปั้น Apple ขึ้นใหม่ และอีก 10 ปีจากนี้ไป Apple จะกลายเป็นบริษัทเพลง ไม่ใช่บริษัทคอมพิวเตอร์”  จะเกิดอะไรขึ้นกับ apple ต่อจากนี้ โปรดติดตามตอนต่อไป

–> อ่านตอนที่ 9 :Let’s Build It

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :The Second Coming  *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Steve Jobs ผู้สร้าง iPod ตอนที่ 7 : iTunes

เมื่อถึงปี 2000 เป็นปีที่เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นกับตลาดขายแผ่น ซีดีเปล่าของประเทศอเมริกา เพียงปีนี้ ปีเดียว บริษัทขายซีดี สามารถจำหน่ายซีดีเปล่าออกไปได้ถึง 320 ล้านแผ่น ทั้งที่ประชากรของประเทศสหรัฐอเมริกา มีเพียงแค่ 281 ล้านคน ในขณะนั้น

และอย่างที่เกริ่นไปในตอนที่แล้ว ธุรกิจเพลง กำลังจะกลายเป็นธุรกิจใหม่ที่มีขนาดใหญ่โตมหึมา การเกิดขึ้นของไดร์ฟที่ใช้ในการ rip และ burn CD เพลงจากคอมพิวเตอร์ลงแผ่นนั้น มันกลายเป็น Trend ใหม่ของเหล่านักฟังเพลงทั่วสหรัฐอเมริกา และมันมีการเกิดขึ้นของ Napster บริการแชร์ไฟล์ ชื่อดัง ที่แม้จะไม่ถูกกฏหมายเสียทีเดียว แต่ตอนนี้ โอกาสในตลาดเพลงของสหรัฐอเมริกา มันเกิดขึ้นแล้ว และ จ๊อบส์ ไม่รอช้าที่จะกระโจนเข้าสู่ธุรกิจนี้

การ Burn CD เพลงกลายเป็น Trend ใหม่ของนักฟังเพลง
การ Burn CD เพลงกลายเป็น Trend ใหม่ของนักฟังเพลง

ซึ่งต้องบอกว่า หลังจากที่จ๊อบส์กลับมาในรอบสองนั้น idea ของจ๊อบส์ที่เด่น ๆ คือ iMac เพียงเท่านั้น แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงหน้าร้อนของปี 2000 ซึ่งเป็นเวลา 2 ปีหลังจากมันถูกนำออกสู่ตลาด บริษัทกลับขาย iMac ได้เพียง 500,000 เครื่องเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าที่ประมาณการ เครื่อง iMac หลากสีสัน ของ apple นั้นตกรุ่นอย่างรวดเร็ว เพราะตลาดมันเริ่มเข้าสู่จุดอิ่มตัวอย่างเห็นได้ชัด

และมันถึงเวลาที่จ๊อบส์ นั้นต้องเข้าสู่ธุรกิจเพลงแบบจริง ๆ จัง  ๆ โดยเขาได้เริ่มจากการเพิ่มไดร์ฟ ที่ใช้ในการ burn CD เพลงลงไปในเครื่อง iMac แม้จะเป็นเวลาที่ช้าไปหน่อยที่เพิ่งคิดจะมาติดตั้งไดร์ฟดังกล่าว และยังทำการอัพเดทระบบปฏิบัติการ OSX ให้รองรับการทำงานนี้ ซึ่งมันเป็นก้าวที่ทำให้ Mac ตามชาวบ้านเขาทันเสียที

iMac พร้อมไดร์ฟที่ใช้ rip burn เพลงลง CD
iMac พร้อมไดร์ฟที่ใช้ rip burn เพลงลง CD เพื่อเข้าสู่ตลาดเพลงเต็มตัว

แต่แค่นั้นยังไม่พอ เขาคิดว่าตอนนี้การถ่ายเพลงจากซีดี ไปยังคอมพิวเตอร์ นั้นมันยังยุ่งยากมากสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป เขาตั้งเป้าที่จะสร้างซอฟท์แวร์ ที่จะทำให้การบริหารจัดการ และ burn เพลง หรือการสร้าง playlist เพลงนั้น ใช้งานง่ายกว่าที่มีอยู่ในตลาดในขณะนั้น

มันเป็นความสามารถที่แสนพิเศษอย่างหนึ่งของจ๊อบส์เลยก็ว่าได้ ในการเล็งเห็นตลาดที่มีผลิตภัณฑ์รองบ่อนอยู่จำนวนมากในตลาด เขาไล่มองดูซอฟท์แวร์ ที่มีอยู่ในตลาดในขณะนั้น ทั้ง Real Jukebox , Windows Media Player หรือ ซอฟท์แวร์ ที่ HP พ่วงไปกับไดร์ฟเบิร์น CD ของตัวเอง ซึ่ง ทั้งหมดเหล่านี้ มันซับซ้อน และใช้งานยาก เกินกว่าผู้ใช้งานทั่วไปจะใช้ได้

ซอฟท์แวร์ในตลาดอย่าง Windows Media Player ใช้งานยุ่งยากมาก
ซอฟท์แวร์ในตลาดอย่าง Windows Media Player ใช้งานยุ่งยากมาก

และชายคนหนึ่งที่ชื่อ  บิล คินเคด กำลังจะเข้ามามีบทบาทในส่วนนี้ เขาเคยเป็นวิศวกรรมซอฟท์แวร์ ที่ Apple และเป็นคนที่ชอบประลองความเร็วในสนามแข่ง  ในขณะที่เขาขับรถ วันหนึ่งเขาได้เปิดวิทยุสถานี National Public Radio ฟัง และได้ยินข่าวจากวิทยุว่า มีเครื่องเล่นเพลงแบบพกพา ที่ชื่อว่า Rio ซึ่งเล่นเพลงจากไฟล์ MP3 แต่ ข่าวร้ายก็คือ มันใช้ได้เฉพาะในระบบปฏิบัติการ Windows เท่านั้น ซึ่งคินเคด ก็คิดว่า ถึงเวลาที่เขาต้องแสดงฝีมืออีกครั้ง โดยทำให้มันสามารถเล่นบน Mac ได้

คิดเคด ได้โทรหาเพื่อนคือ เจฟฟ์ ร็อบบิน และ เดฟ เฮลเลอร์ ซึ่งทั้งสองนั้นเคยเป็นอดีตวิศวกรของซอฟท์แวร์ ของ apple เหมือนกัน และขอให้ทั้งสองคนช่วยเขียนโปรแกรมจัดระเบียบเพลงคล้าย ๆ Rio Manager เพื่อใช้งานสำหรับเครื่อง Mac

หลังจากใช้เวลาเพียงไม่นาน ทั้งสามก็ทำเสร็จ โดยผลงานของพวกเค้าที่ทำออกมานั้นมีชื่อว่า SoundJam มันมี User Interface ที่เรียบง่าย และ ทำให้สาวกชาว Mac สามารถใช้งานเจ้าเครื่อง Rio ได้ โดยโปรแกรม SoundJam นั้น จะทำหน้าที่คล้ายตู้เพลงหยอดเหรียญ ที่คอยจัดเก็บ และจัดระเบียบเพลงไว้ในคอมพิวเตอร์ โดยเวลาใช้งานจะมีแสงวูบวาบบนจอ ช่วยสร้างความเพลิดเพลินระหว่างฟังเพลง

โปรแกรม SoundJam บน Mac ที่กลายร่างมาเป็น iTunes
โปรแกรม SoundJam บน Mac ที่กลายร่างมาเป็น iTunes

และเมื่อถึงเดือน กรกฏาคม ปี 2000 ระหว่างที่จ๊อบส์กำลังเคี่ยวเข็ญลูกทีม ให้พัฒนาซอฟท์แวร์สำหรับบริหารจัดการเพลง Apple ก็ได้ทำการเข้าซื้อกิจการของ SoundJam และพาทั้งสามสหายผู้ก่อตั้งมาทำงานที่ Apple เสียเลย เป็นการลดเวลาในการพัฒนาซอฟท์แวร์ตัวใหม่

จ๊อบส์ ได้ลงมาคลุกคลี ทำงานร่วมกับทั้งสามคนด้วยตัวเอง เพื่อเปลี่ยน SoundJam ให้เป็นผลิตภัณฑ์ของ Apple ซอฟท์แวร์ตัวนี้ อัดแน่ไปด้วยโปรแกรมทำงานนานาชนิด จึงมีหลายหน้าต่าง ยุ่งเหยิงไปหมด จ๊อบส์สั่งการให้ทั้งสามออกแบบใหม่หมด ให้ดูใช้งานง่ายขึ้น สนุกขึ้น แทนที่ จะต้องให้ผู้ใช้ระบุว่าต้องการค้นหาชื่อศิลปิน หรือ ชื่อเพลง หรือ ชื่ออัลบั้ม จ๊อบส์ ให้ปรับให้เหลือช่องค้นหาเพียงกล่องเดียวเท่านั้น ให้ใช้งานง่ายที่สุด ผู้ใช้ทั่วไปสามารถใช้งานได้ทันที โดยไม่ต้องพึ่งคู่มือการใช้งาน และตั้งชื่อมันใหม่ว่า iTunes

การเปิดตัว iTunes ครั้งแรกต่อสาธารณะชน นั้นเกิดขึ้นในงาน Macworld เดือนมกราคม ปี 2001 มันเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ ดิจิตัลฮับ ของจ๊อบส์ และ ปล่อยให้ดาวน์โหลด ไปใช้งานได้ฟรี ๆ สำหรับผู้ใช้งาน Mac ทุกคน โดยใช้สโลแกน สั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า “Rip. Mix. Burn.”

iTunes 1.0 ออกสู่ตลาด นำ apple เข้าสู่ตลาดเพลงแบบเต็มตัว
iTunes 1.0 ออกสู่ตลาด นำ apple เข้าสู่ตลาดเพลงแบบเต็มตัว

จ๊อบส์ ได้กล่าวในงานกับสาวก “มาร่วมปฏิวัติวงการเพลงกับ iTunes และทำให้อุปกรณ์เล่นเพลงของคุณมีค่ามากขึ้น 10 เท่า”  เขากล่าวบนเวที และ เรียกเสียงปรบมือเกรียวกราว จากเหล่าสาวก Apple ภายในงาน Macworld

และในที่สุด apple ก็มีซอฟท์แวร์ดนตรีกับเขาเสียที แต่สิ่งนี้จะช่วยให้บริษัทดีขึ้นได้จริงหรือไม่? หลังจาก 25 ปีผ่านไปจากการก่อตั้ง apple นั้น ดนตรีจะเป็นคำตอบที่แท้จริงของการเข้าสู่ยุคใหม่ของ apple ได้หรือไม่? โปรดติดตามตอนต่อไป 

–> อ่านตอนที่ 8 : The PodFather

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :The Second Coming  *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol