Failed Startup ตอนที่ 2 : Yik Yak Connect with the people around you

ต้องบอกว่ามาด้วย concept ง่าย ๆ เลยสำหรับ social network น้องใหม่ในขณะนั้นอย่าง Yik Yak โดยใช้ concept ง่าย ๆ คือ “a location-based social network that helps you connect with the people around you” ซึ่งในกระแสที่ social network เจ้าใหญ่ได้ยึดครองตลาดไปแทบจะหมดแล้ว ก็ได้เกิดบริการที่ simple คือ ช่วยคุณติดต่อคนรอบกายคุณ ซึ่งเหมือนจะ idea ที่ดีนะ เพราะ facebook ก็เน้นไปในแนว social ขนาดใหญ่ ทั้งครอบครัว เพื่อน เพื่อนร่วมงาน ซึ่งเป็นสังคมใหญ่รอบตัวเรามากกว่า แต่ Yik Yak focus ที่ community ขนาดเล็ก ๆ แต่อยู่ใกล้ตัวเราจริง  ๆ ผ่าน location based

ประวัติ Yik Yak

Yik Yak นั้นเริ่มต้นด้วย co-founders สองคนคือ Tyler Droll และ Brooks Buffington ทั้งสองนั้นจบการศึกษาจาก Furman University ใน South Carolina ทั้งคู่เริ่มรู้จักกันตอนเรียน class ที่เกี่ยวข้องกับการเขียนโปรแกรมบนระบบ IOS

หลังจากได้จบการศึกษา ทั้งคู่ได้ตัดสินใจที่จะเริ่ม project Yik Yak แบบ full time โดยที่ Droll นั้นได้ลาออกจาก medical school ก่อนที่โปรเจคนี้จะเริ่มต้นขึ้น ส่วน Buffington นั้นก็หยุดเส้นทางอาชีพด้านการเงินของเค้าไว้ก่อนเพื่อมา focus project นี้ และได้เพื่อนร่วมทีมเพิ่มอีก 1 คนคือ Will Jamieson  โดยพวกเค้าได้ทำ app เสร็จและทำการ Release ใน เดือนพฤษจิกายน ปี 2013

หลังจากนั้นเพียง 12 เดือน Yik Yak ก็ขึ้นสู่อันดับ 9 ของหมวด social media app ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งผลตอบรับในช่วงแรกนั้นเป็นไปอย่างน่าพอใจ และได้ทำการพัฒนา features มาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็มีกระแสของการทำให้เกิด “cyberbullying” ขึ้นใน apps ก็ได้พัฒนาปรับปรุง features เพื่อลดทอนคำวิจารณ์ของ app เหล่านี้

Funding

Yik Yak นั้นได้รับการลงทุนครั้งแรกโดย Atlanta Ventures ซึ่งมี office อยู่ใน Atlanta Tech Village ในเดือนเมษายนปี 2014 นั้นทางบริษัทได้ประกาศว่าได้รับทุนมูลค่ากว่า 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐจาก หลายบริษัทด้านการลงทุน เช่น Vaizra Investments , DCM , Kevin Colleran และ Azure Capital Partners ซึ่งใช้เวลาเพียง 5 เดือนหลังการ Release ของ Yik Yak  ซึ่งในขณะนั้นมีความตั้งใจที่จะขายตลาดไปทั่วทั้งสหรัฐ และ ทั่วโลก เนื่องจาก apps เริ่มมีกระแสปากต่อปาก ทำให้ยอดดาวน์โหลดสูงมาก

ซึ่งหลังจากนั้นเพียง 2 เดือนหลังจากได้รับเงินทุนรอบก่อน Yik Yak ก็ได้รับเงินทุนเพิ่มเพื่อไปขยายธุรกิจ รวมถึงพัฒนา features จำนวนกว่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐ จากนักลงทุนกลุ่มเดิม และเพิ่มด้วยนักลงทุนกลุ่มใหม่คือ Renren Lianhe Holdings และ Tim Draper ที่เริ่มมั่นใจว่าจะสามารถแจ้งเกิดกับบริการ social media น้องใหม่นี้ได้อย่างแน่นอน

ด้วยการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ในปี 2014 ก็ได้รับความสนใจจาก บริษัทด้านการลงทุนยักษ์ใหญ่อย่าง Sequoia Capital ที่ให้เงินลงทุนจำนวนถึง 60 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้มูลค่ารวมของ Yik Yak พุ่งสูงขึ้นถึง 350 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากเพิ่ง launch product มาได้แค่ปีเดียวเท่านั้น

Features เด่น ๆ ของ Yik Yak

  • Yakarma : Yakarma นั้นเป็น score เพื่อใช้วัด ความสำเร็จของ user โดยรูปแบบของ score โดยจะมีการขึ้นลงขึ้นอยู่กับการตอบรับจาก users คนอื่น ๆ ซึ่งการเปลี่ยนค่าของ Yakarma นั้นขึ้นกับ จำนวน upvotes , downvotes จำนวนของ replies รวมถึง comments ที่เกิดขึ้นจาก post ของ user
  • Upvote/Downvote :  Upvote และ Downvote นั้นจะมีผลกระทบต่อ rating ของ user ที่มีการให้ Yak ซึ่ง post ของ user จะได้ความนิยมก็ต่อเมื่อได้รับ upvote มากกว่า downvote ซึ่งจะมี score ขึ้นด้านข้างของ vote และหาก score มีค่าถึง -5 คือ downvote มากกว่า upvote เยอะเกิน 5 post นั้นๆ  ก็จะถูกลบอย่างถาวร
  • Peek :  function “peek” นั้นจะอนุญาติให้ user สามารถมองเห็น commutiny feed ของ Yik Yak อื่นได้  โดยในค่าตั้งต้นนั้น user สามารถ peek ได้เพียงใน สหรัฐ และ International Colleges เท่านั้น  แต่หลังจากได้มีการ update version ในเดือนตุลาคม ปี 2014 user ก็สามารถที่จะ peek ไปยังทุก colleges  หรือ ทุก ๆ เมืองในโลกได้ เป็นการปลดล็อกในที่สุด  แต่จะไม่สามารถ vote หรือ post ใน community นั้นๆ  ได้ user จะสามารถ post ใน local community ได้เท่านั้น
  • Photos : สำหรับ Features นี้นั้น จะให้ user ได้ใส่รูปภาพลงใน Yaks Community ของตนเองได้ ซึ่งได้จำกัดรูปโดยรูปต้องไม่ผิดกฏหมาย หรือ มีเนื้อหาของรูปที่ไม่เหมาะสม และ รูปที่แสดงใบหน้านั้นจะแสดงใน local feed เท่านั้น  และมีในส่วนของ  photo collections ซึ่งจะโชว์ รูปยอดนิยม ที่อัพโหลดจากผู้ใช้ใน location นั้น ๆ 
  • Hidden Features : Yik Yak จะมี features ของการกรองคำที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม และจะมีการเตือนไปยัง user ก่อน แต่หาก user ยังยืนยันที่จะทำการ post ข้อความที่ไม่เหมาะสมเหล่านั้น ก็จะถูกลบออกโดย moderators ของระบบ  และ post ที่มีเบอร์ มือถือ นั้นจะไม่สามารถ post ได้

สุดท้ายก็ต้องปิดบริการ

ปัญหาใหญ่ที่สุดของหลาย social network คือ ปัญหา “cyberbullying” ซึ่ง Yik Yak เป็น social media ที่ based on location ทำให้ปัญหานี้ยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีก หลาย  ๆ โรงเรียนทำการ แบน app Yik Yak

ในเดือนพฤษภาคม ปี 2015 Father Michael Engh ประธานของ Santa Clara University ได้ทำการออกแถลงการณ์ หลังจากพบปัญหาการเหยียดผิวมากมายบน app Yik Yak ซึ่งเขาได้กล่าวในแถลงการณ์ไว้ว่า “คำพูดที่แสดงความเกลียดชัง หรือ Hate Speech นั้น ไม่ควรที่จะสับสนกับ Free Speech ใน santa clara university เพราะเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีในชุมชมของชาว santa clara ซึ่งความเห็นที่เป็นอันตรายต่อบุคคล หรือ กลุ่มบุคคลใดนั้น จะก่อให้เกิดความแตกแยก ความหวาดระแวง และความสงสัยกัน”  ซึ่งข้อสรุปนี้เป็นการโต้เถียงเรื่องปัญหา “cyberbullying” รวมถึงปัญหาการเหยียดผิวภายใน app social media ดังกล่าว

และในเดือนตุลาคุม ปี 204 สำนักพิมพ์ online ชื่อดังอย่าง The Huffington Post นั้นได้ทำการเสนอบทความโดย Ryan Chapin ว่าด้วยเรื่องของ “ทำไมมหาลัยของคุณถึงต้องทำการ Ban app Yik Yak”  ซึ่งในบทความได้อ้างการส่งข้อความที่ไม่ระบุตัวตนของ Yik Yak นั้น เป็นแหล่งที่มาของบทสนทนา ที่ไม่เป็นประโยชน์หรืออาจเป็นอันตรายต่อชุมชม และเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจถึงที่สุด

ซึ่งทาง Yik Yak ก็ไม่ได้เฉยเมยต่อปัญหาดังกล่าว ที่เริ่มเกิดขึ้นทั่วประเทศ โดย Droll และ Buffington ได้พัฒนาส่วนของ Geofence โดยทำงานใน backgroud เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว และได้รับความช่วยเหลือจากบริษัท Maponics ในการกำหนดขอบเขตในการเล่น ซึ่ง บริษัท Maponics นั้นมีฐานข้อมูลของแผนที่กว่า 85% ของโรงเรียนมัธยมของประเทศ ซึ่งทำให้สามารถป้องกันการเข้าถึง app Yik Yak ในพื้นที่เหล่านั้นได้

ซึ่งหากมีการเปิดใช้งาน app Yik Yak ในพื้นที่เหล่านั้น จะมีข้อความเตือนขึ้นมาว่า “คุณกำลังพยายามใช้ Yik Yak ในโรงเรียนมัธยม หรือ บริเวรณโรงเรียนมัธยม”  โดย Yik Yak นั้นจะเหมาะสำหรับผู้ที่เรียนมหาลัยขึ้นไป ซึ่งการเปิดเผยจากสื่อนั้น ทำให้กระทบต่อจำนวนผู้ใช้งานของ app จำนวนมาก ทำให้เริ่มมีคนใช้ลดลง และพ่อแม่ผู้ปกครองก็เริ่มกันห้ามลูกเล่น app Yik Yak

ถึงจะมีภาพลบเป็นส่วนมาก แต่ก็มีส่วนดี ๆ ของ Yik Yak เช่นกัน มีงานวิจัยที่ระบุว่า Yik Yak นั้นสามารถใช้ในทางที่ดีได้คือ ไว้ค้นหาความแตกต่าง ทางชาติพันธ์ หรือ อัตลักษณ์ต่าง ๆ เพื่อสร้างความรู้สึกร่วมในชุมชน หรือ ในมหาลัยวิทยาลัยให้เกิดขึ้นได้ Yik Yak นั้นให้สิทธิ์ ให้เสียงกับกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ให้บทบาทในมหาลัยหรือชุมชนมากยิ่งขึ้น

และในปี 2015 นั้น Yik Yak ยังได้รับความสนใจในการช่วยป้องกันเหตุฆ่าตัวตายที่มหาวิทยาลัย William and Mary ซึ่ง Yik Yak ได้รับการยกย่องเกี่ยวกับการช่วยป้องกันเหตุฆ่าตัวตาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การช่วยผู้คนในชุมชนนั้นได้ share ความช่วยเหลือ รวมถึงในหลาย ๆ case ก็ได้รับความสนับสนุนในการขอความช่วยเหลือผ่านทาง app Yik Yak เพื่อไม่ให้ฆ่าตัวตาย

จากปัญหาที่รุมเร้าเข้ามามากมาย  ในช่วงปี 2016 จำนวนผู้ใช้ของ Yik Yak นั้นลดลงถึง 76% จากผู้ใช้งานในปี 2015  และในเดือนธันวาคม ของปี 2016 นั้น Yik Yak ได้ปลดพนักงานออกไปกว่า 60% ทีมงานด้าน community , การตลาด , designer รวมถึง ทีมงานที่เป็น engineer ที่ทำตัว production ของ app นั้น ได้รับผลกระทบจากการ lay-off พนักงานแทบจะทั้งหมด ซึ่งปัญหาหลักที่สื่อหลาย ๆ แห่งรายงานตรงกันคือ social network ใด ๆ ที่ไม่มีการเปิดเผยผู้ใช้งานจริง เช่นเดียวกับ Yik Yak นั้นจะมีศักยภาพในการทำให้เกิดปัญหา “cyberbullying” ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของหลายๆ  ชุมชนในปัจจุบัน

ซึ่งสุดท้ายแล้วในเดือนเมษายน ปี 2017 นั้น Yik Yak ก็ต้องประกาศปิดอย่างเป็นทางการ ซึ่งหลังจากมีการออกข่าวไป ก็ทำให้มีผู้ใช้งานอย่างลดลง และ แอป ก็ได้หยุดทำงานจริง ๆ ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2017 ซึ่งถือเป็นจุดสิ้นสุดของ Yik Yak ในตลาด social network

สรุป

จะเห็นได้ว่าตัวอย่างของ Yik Yak นั้นเป็น app ที่มี idea ที่เจ๋งมาก ๆ และสามารถพัฒนาจนคนใช้ติดได้สำเร็จ และเริ่มมีการเติบโตของผู้ใช้อย่างรวดเร็วในเวลาเพียง 1 ปี หลังจากทำการ Release ซึ่งปัญหาที่ตามมานั้นเหล่า co-founder ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ คอยแก้ไขปัญหา เพื่อให้ user กลับมาใช้งานได้สะดวกใจอีกครั้ง แต่ปัญหาอย่าง Cyberbullying หรือ การเหยียดผิวนั้น เป็นปัญหาที่ร้ายแรง ซึ่งหาก app นั้นถูกมองในแง่ลบแล้วนั้นก็ยากที่จะกู้ชื่อเสียงคืนมา ซึ่งการที่จะทำ app ให้คนใช้ติดนั้นไม่ยากอย่างที่ Yik Yak ทำได้ แต่การที่ไม่คิดถึงปัญหาที่ครอบคลุมกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับ Features ที่มีใน app  ก็ทำให้ Yik Yak ก็ต้องจบเส้นทางของธุรกิจไปอย่างรวดเร็วได้เช่นกัน

 

Blog Series : Failed Startup Stories

 

References : en.wikipedia.org,startuphook.com,hyunjinp.wordpress.com,www.wyff4.com,www.slideshare.net

 

 

 

การก้าวเข้าสู่ Marketplace ของ Facebook

ต้องบอก facebook ถือได้ว่าเป็นหนึ่งบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่ไล่ disrupt ธุรกิจอื่นๆ  มานับไม่ถ้วน ทั้งธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ รวมถึง สื่อทีวี ก็ล้วนแล้วแต่ต้องเหนื่อยหนักเมื่อมีการเข้ามาของ facebook

ก่อนหน้านี้นั้น facebook focus ไปที่ระบบ live ของตัวเองโดยให้ strategy หลักเป็น video first กับการเกิดขึ้นของระบบ live รวมถึง video ต่าง ๆ ที่ขึ้นมาเต็ม feed facebook ทำให้ผู้ใช้งานแทบจะไม่ต้องไปสนใจกับสิ่งอื่น ซึ่งทำให้ธุรกิจ tv ได้รับผลกระทบไปพอสมควรกับการเกิดขึ้นของ live ผ่าน facebook นี่ยังไม่รวมถึง youtube ที่แทบจะไม่ต้องกลับมาดูทีวีจริง ๆ เหมือนเมื่อก่อนอีกเลย

หลังจากระบบ live เริ่มลงตัวและเริ่มทำรายได้ให้กับ facebook  ทาง facebook เองก็ได้เริ่มสู่ธุรกิจใหม่ที่เพิ่งจะเปิดตัวไม่เห็นกันในไม่นานนี้อย่าง marketplace

ซึ่งต้องยอมรับว่า facebook ทำการบ้านมาอย่างดีกับการทำ marketplace ซึ่งเป็นพัฒนาต่อยอดมาจาก group ที่มีการซื้อของ ขายของกันมาก่อนหน้านี้

หลังจากไปได้ดีกับ group ก็ขยายมาสู่ marketplace เพื่อขยายตลาดให้ใหญ่ยิ่งขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่ก็มักจะซื้อขายของ กันผ่าน social เป็นเรื่องปรกติในปัจจุบัน โดยเฉพาะประเทศไทย ที่ตลาด social commerce นั้นมีมูลค่ามหาศาลมาก

ก่อนหน้านี้ เราอาจจะใช้งาน ebay หรือในไทยเราก็มี local service อย่าง kaidee ที่เข้ามาทำตลาดและลงทุนไปขนาดใหญ่หลายปีมาแล้ว ซึ่งก็เริ่มคิดสร้าง model เพื่อทำเงินกันบ้างแล้ว โดยใช้ รูปแบบของการ promote ads จ่ายเงินเพื่อให้อันดับขึ้นสู่ด้านบนให้ผู้ใช้งานเห็นก่อน ก็ทำให้มีโอกาสขายของได้ก่อน

รวมถึง shopspot ซึ่งถือว่าเป็น startup ที่มาแล้ว ที่ทำ marketplace เน้นที่ระบบ mobile ซึ่งดูไปดูมา marketplace ของ facebook น่าจะใกล้เคียงกับ shopspot มากที่สุด ซึ่งผลกระทบน่าจะเป็น shopspot ที่น่าจะโดนหนักกว่าเพื่อนหลังจากลงทุนสร้าง platform มานานแสนนาน แต่มาถูกเจ้าใหญ่อย่าง facebook เข้ามาตีตลาดแบบนี้ ซึ่งน่าจะเป็น startup ที่น่าเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย

ส่วน kaidee ถึงแม้จะเป็นเจ้าใหญ่ และมีเงินทุนมหาศาล และลงทุนไปเป็นจำนวนมากแล้วนั้น แต่การเข้ามาของ facebook marketplace นั้นต้องบอกว่าไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ในขณะที่ kaidee เริ่มคิด model ในการสร้างรายได้ แต่ facebook นั้นมา concept เดิมคือให้ใช้ฟรีให้ติดก่อน ค่อยลด reach ภายหลังด้วยการจ่ายเงินเหมือนกัน

แต่หากสถานการณ์เป็นอย่างงี้ facebook เพิ่งเริ่มเข้ามาก็ต้องเน้นว่าให้ใช้ฟรีก่อนอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นสถานการณ์ลำบากไม่ใช้น้อยสำหรับ kaidee ซึ่งหากคิดจะกลับไปใช้ฟรีเหมือนเดิมไม่มี ads ก็คงจะคืนทุนที่ลงทุนไปมหาศาลยากมาก ๆ

หากคิดจะสู้กับ facebook ก็คงไม่มีเงินมากมายขนาดนั้นไปสู้อย่างแน่นอน ทำให้ตลาด maketplace เข้าสู่สมรภูมิแดงเดือดกันอีกครั้ง หลังจากไม่มีคู่แข่งที่จะมาท้าชน kaidee มาอย่างยาวนาน

ตอนนี้ตัวผมเองนั้นก็เริ่มใช้ facebook marketplace ไปแล้วบ้างซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าสามารถขายได้ง่ายกว่าลง kaidee ในยุคนี้เป็นอย่างมาก ซึ่ง kaidee ยุคแรก ๆ นั้นสามารถดับ post ได้อย่างง่ายดาย ก่อนที่จะมาถูก block ในภายหลัง ทำให้ขายยากขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่โฆษณา ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งานนั้นต้องย้ายไปยัง marketplace ของ facebook อย่างแน่นอนเพราะมันยังฟรีอยู่

ซึ่งในอนาคต facebook ก็เคยให้บทเรียนกับนักธุรกิจ หลาย ๆ ครั้งแล้ว ทั้ง page ที่ทำการลด reach ลงเรื่อย ๆ จนแทบมองไม่เห็นกันแล้วในยุคนี้ ต้อง boost post กันอย่างเดียวเท่านั้น ถึงจะให้มีคนเห็นได้ ซึ่งก็คงเป็นลักษณะเดียวกันกับ marketplace ซึ่ง facebook คงปล่อยให้คนใช้ติดก่อนอย่างแน่นอนแล้ว ค่อยมาเสียตังค์ภายหลังเหมือนที่ facebook ทำมาทุกครั้ง

AI ตัวช่วยหรือภัยคุกคามอาชีพแพทย์

จะเห็นได้ว่าปัจจุบันกระแสของ AI รวมถึง Machine Learning นั้นมาแรงมาก ซึ่งน่าจะกระทบกับชีวิตมนุษย์เราในอนาคตอันใกล้นี้ โดยส่วนนึงนั้นจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมทางด้าน healthcare โดยตรง

จากข่าวก่อนหน้านี้ที่เราได้เห็น IBM ประกาศเข้าซื้อกิจการของ Merge Healthcare นั้น แสดงให้เห็นได้ว่าเทคโนโลยีของ AI เริ่มเข้าไปมีบทบาทโดยตรงกับธุรกิจ Healthcare อย่างแน่นอน  ซึ่งการที่ IBM มี AI อย่างระบบ Watson ที่ใช้เวลา R&D มาอย่างยาวนานมากนั้น ก็ทำให้ประสิทธิภาพของมันสามารถพ้นขีดจำกัดบางอย่างของมนุษย์ที่จะสามารถทำได้ไปแล้วโดยเฉพาะวงการการแพทย์

และทำไม IBM ถึงได้ลงเงินมหาศาลเพื่อทำการ take over บริษัท Merge ที่เป็นบริษัททาง Healthcare ก็จริงแต่ เน้นไปทางงานด้าน Imaging หรืองานด้านรังสีแพทย์เป็นส่วนใหญ่ เช่นระบบ PACS หรือ ระบบ RIS ที่เกี่ยวข้องเชื่อมต่อกับงานทางด้านรังสี

IBM ซื้อ Merge Healthcare

IBM ซื้อ Merge Healthcare

ซึ่งมันต้องเกี่ยวข้องกับ Watson ที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง IBM ทำการ R&D มาอย่างยาวนานอย่างแน่นอน โดย IBM จะให้ Watson นำร่องเข้าสู่ธุรกิจ Healthcare ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล ผ่านข้อมูลมหาศาลของ Merge Healthcare ซึ่งการเข้ามาสู่งานด้านรังสีนั้น เนื่องจากเป็นส่วนที่เน้นไปทางด้าน digital แบบเต็ม ๆ สามารถให้ AI มาช่วยเหลือเพื่อเป็น Decision Support System ให้กับแพทย์ได้

IBM Watson

IBM Watson

รวมถึงข้อมูลมหาศาล ซึ่งหากนำไป training ผ่าน algorithm ทางด้าน machine learning ที่เป็น core หลักของ watson นั้น ก็จะทำให้ Watson มีความฉลาดขึ้น สามารถแยกแยะข้อมูล รวมถึงช่วยเหลือในการวินิจฉัยได้ง่ายขึ้นอย่างแน่นอน

อย่างที่ผมเคยกล่าวใน blog ที่แล้ว เรื่องของ Machine Learning กับการวิเคราะห์มะเร็งเต้านม  นั้นเราจะเห็นได้ว่างานด้านรังสีเป็นงานที่ AI น่าจะมาช่วยเหลือได้มากที่สุด เพราะเป็นการใช้ประสบการณ์ ในการวิเคราะห์ภาพ เพื่อทำการ Diagnostic หาโรค ซึ่งคล้ายเคียงกับรูปแบบการทำงานของ Machine Learning ที่ใช้การเรียนรู้ข้อมูลจากอดีต เพื่อมาตัดสินใจ  แต่เนื่องจากขีดจำกัดของมนุษย์ แม้จะเรียนมาเยอะขนาดไหนก็ไม่สามารถที่จะสู้ computer ได้เพราะ computer นั้นสามารถเก็บข้อมูลไปได้อย่างไม่จำกัด และใช้เวลาในการประมวลผลน้อยกว่ามนุษย์มาก ซึ่งถือเป็นข้อเสียเปรียบที่สุดสำหรับมนุษย์เราในปัจจุบัน

แต่ในปัจจุบันผู้ป่วยคนใดจะเชื่อมั่นใน AI มากกว่าหมอ?   เช่นเดียวกันในอดีต เราก็ไม่เคยเชื่อว่า รถมันจะสามารถขับเองได้แบบอัตโนมัติ จน Tesla สามารถทำมันได้จริง ๆ จนผู้คนสามารถยอมรับได้ว่า AI สามารถขับรถได้ ซึ่งบางทีอาจจะขับได้ดีกว่ามนุษย์เราอีกด้วยซ้ำ เพราะผ่านการวิเคราะห์รวมถึงการคำนวณอย่างถี่ถ้วนมาแล้ว

ในอดีต ใครจะคิดว่าเราจะสามารถสร้างรถขับเคลื่อนอัตโนมัติได้

ในอดีต ใครจะคิดว่าเราจะสามารถสร้างรถขับเคลื่อนอัตโนมัติได้

ในตอนนี้เราอาจจะยังไม่เห็นว่า AI สามารถวิเคราะห์โรคได้จริงๆ  เราอาจจะมองเป็นแค่ตัวช่วยเท่านั้น เพราะผู้ป่วยคงยังไม่มั่นใจหรอกว่า AI จะทำงานอย่างงี้ได้ แต่ใน domain ด้านรังสี มันสามารถทำได้จริง ๆ แล้ว และเผลอ ๆ  ทำได้ดีกว่าแพทย์ที่คอยวินิจฉัยให้เราในปัจจุบันไปแล้วก็ได้ ถ้าวัดในเรื่องของความแม่นยำในการวินิจฉัย เพราะ AI ไม่มีความเหนื่อยล้า ไม่มีอารมณ์ ไม่มีปัจจัยอื่นที่มากระทบต่อการวิเคราะห์ แต่มนุษย์เรานั้นมักจะมีปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ที่มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของเราเสมอ

เพราะฉะนั้นผมค่อนข้างมั่นใจว่า AI ในด้านนี้นั้น จะสามารถมาช่วยเหลือมนุษย์เราได้มากกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน ซึ่งอาจจะเป็นผลดีต่อเรามากกว่า เพราะปัจจุบัน แพทย์ที่มีอยู่ก็ขาดแคลน และ เริ่มมีประสิทธิภาพลดถอยลงไป และเนื่องจากการปริมาณที่มีจำนวนน้อย รวมถึงภาระโหลดของงานก็แทบจะไม่ตกลงไปจากเดิมเลย การที่จะมี AI มาทำงานช่วยเหลือแพทย์นั้น คิดว่าเป็นส่งที่น่าจะเป็นผลดี มากกว่าผลร้ายกับมนุษย์เราทุกคนในอนาคตอันใกล้นี้

 

Reference Image :  www.eetimes.com

 

 

Blog Series : Failed Startup Stories

จากกระแสของ Startup ในช่วงที่ผ่านมานั้น ถือว่าทำให้คนรุ่นใหม่เริ่มสนใจจะมาทำ startup กันมากขึ้น หลาย ๆ คนเพิ่งเรียนจบมาใหม่ มาพร้อม idea ที่เจ๋ง ๆ  แต่ยังไม่เคยผ่านประสบการณ์ทำงานจริงใด ๆ แต่ก็สามารถระดมทุนเพื่อไปสร้างธุรกิจได้

ซึ่งส่วนนึงก็ทำได้สำเร็จจริง ๆ แต่ส่วนใหญ่นั้นล้มเหลวไม่เป็นท่า  ซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะไม่รู้ว่า มี startup เพียง 10% ที่จะสามารถอยู่รอดในตลาด และสามารถที่จะทำให้มันกลายเป็นธุรกิจที่สร้างกำไรจริง ๆ ได้

ยิ่งในตลาดเล็ก ๆ อย่างประเทศไทย หากเป็น startup ที่คิดเพียงแค่ scale ในประเทศไทยนั้น โอกาสยิ่งเหลือน้อยที่จะอยู่รอดในตลาด ซึ่งในตอนนี้นั้นคนส่วนใหญ่พูดถึงแค่ 10% เหล่านี้ ที่เป็น idol หรือ ความหวังของคนหลาย ๆ คน พูดแต่ด้านที่ดีของ startup แต่น้อยคนนักที่จะพูดถึงเหล่า startup อีก 90% ที่ต้องปิดกิจการหรือเจ๊งไป

Blog Series ชุดนี้จะมาตามรอย เหล่า startup ดัง  ๆ ทั้งหลาย ที่แม้จะเคยพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด ได้รับเงินจากนักลงทุนมามากมาย แต่สุดท้ายก็ต้องปิดกิจการ เรามาดูกันซิว่าเกิดอะไรขึ้น กับพวกเขาเหล่านั้น

ตอนที่ 1 : Napster the digital music revolution

Credit Image : alleywatch.com

ฺBook Review : บันทึกลับเซินเจิ้น

มุมมองสำหรับเมืองเซินเจิ้น ของใครหลาย ๆ คนนั้น อาจจะคิดว่า เป็นเมืองแห่งของ Copy สินค้า Copy ต่าง ๆ ล้วนมาจากเมืองเซินเจิ้น ทั้งอุปกรณ์ อิเล็กโทรนิก รวมไปถึงเครื่องแต่งกาย ก็สามารถหาสินค้า Copy ได้จากเมือง ๆ นี้

สำหรับมุมมองส่วนตัวของผมนั้น ก็คิดว่าเป็นเมืองหนึ่งของจีนที่เน้นทำสินค้าเลียนแบบออกมาขาย ซึ่งหารู้ไม่ว่า ผลิตภัณฑ์ระดับโลกหลาย ๆ อย่างนั้นล้วนแล้วแต่ผลิตในเมืองนี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นสินค้า apple หรือ samsung ก็อาจจะมีชิ้นส่วนที่ผลิตที่เมือง ๆ นี้ทั้งนั้น

เมืองนี้เป็นศูนย์กลางแห่ง Hardware ของโลก เราเรียกฝั่งอเมริกาแถบซานฟรานว่า Silicon valley of software   แต่สำหรับเซินเจิ้น นั้น ถือได้ว่าเป็น silicon valley of hardware เลยก็ว่าได้ ทุกคนสามารถหาชิ้นส่วนอิเล็กโทรนิก แทบทุกอย่างในโลกนี้ได้จากเมือง ๆ นี้ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเมืองที่มีบทบาทต่ออุตสาหกรรมทางด้านเทคโนโลยีต่อโลกของเราเป็นอย่างมาก

แต่จากการที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างยาวนาน ตอนนี้ เมืองเซินเจิ้นก็ถือได้ว่าเป็นเมืองที่พัฒนาได้สมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้าเทียบความเจริญจาก ตึกรามบ้านช่อง หรือ การคมนาคม ขนส่ง ต้องบอกว่า ตอนนี้เซินเจิ้นได้ยกระดับเมือง ให้ขึ้นมาทัดเทียมกับเมืองใหญ่ ๆ ของโลกได้อย่างไม่น้อยหน้า จากเมืองที่เป็นทุ่งนาร้าง ว่างเปล่า ตอนนี้กลายเป็นเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญแห่งหนึ่งของทั้งประเทศจีน รวมถึงของโลกของเราเลยก็อาจจะว่าได้

สำหรับหนังสือเล่มนี้ ผมได้มาจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ผมชอบหนังสือแนวเรื่องเล่าประสบการณ์การใช้ชีวิตต่างแดนในหลาย ๆ เล่มของ salmon book ซึ่งเรียกว่าแทบจะเป็นแฟนพันธ์แท้เลยก็ว่าได้ เพราะทุกเล่มที่ได้อ่าน ก็จะได้มุมมองต่อเมืองต่าง ๆ ได้ซึมซับเอาแนวคิด วัฒนธรรม ของเมือง ๆ นั้นผ่านตัวหนังสือ เหมือนเราได้เข้าไปใช้ชีวิตในเมืองนั้นจริง ๆ เลยก็ว่าได้

สำหรับหนังสือเล่มนี้เป็นผลงานของ ศิลา บัวเพชร ซึ่งเป็นสถาปนิก หนุุ่มที่ได้ไปใช้ชีวิตในเมืองเซินเจิ้น และได้เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับการทำงานของเขา ผ่านวิถีชีวิต รวมถึงวัฒนธรรมต่าง  ๆ ของเมือง เซินเจิ้น ทำให้เราสามารถเปิดโลกใหม่ของเมืองเซินเจิ้น ที่เราคิดว่าเป็นเมืองของแหล่ง copy ทำให้เปลี่ยนแนวคิดที่มีต่อเมืองนี้ใหม่ เซินเจิ้น ถือว่าเป็นเมืองที่มีบทบาทต่อการปฏิรูปประเทศของจีน เพราะเป็นเมืองแรก ๆ ที่ได้ทำให้กลายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่ไทยเราก็กำลังดำเนินการเพื่อเลียนแบบเมืองเค้าเหมือนกัน

หนังสือบอกเล่าเรื่องราว การใช้ชีวิตกับบริษัทในต่างประเทศ การทำงานกับ เพื่อนร่วมงานที่มีหลากหลายสัญชาติ หลากหลายวัฒนธรรม การปรับตัวของผู้เขียนเพื่อให้สามารถใช้ชีวิต อยู่ในเมืองเซินเจิ้นได้  ต้องบอกว่าแม้ผู้เขียนจะไม่เคยเขียนหนังสือมาก่อน แต่ก็ต้องบอกว่า การถ่ายทอดแบบ คนทั่วไปที่ไปใช้ชีวิต การเล่าเรื่องแบบธรรมชาตินั้น ทำให้เราได้รับอรรถรสในการอ่านเป็นอย่างมาก ทำให้เราสามารถที่จะจินตนาการเข้าไปมีส่วนร่วมกับการใช้ชีวิตของเค้าเลยก็ว่าได้ ต้องบอกว่าเรื่องนี้มีการเล่าเรื่องได้สนุกมากๆ แม้จะเป็นประสบการณ์ไม่กี่ปีของผู้เขียนที่อยู่ที่นั่น แต่ก็ต้องบอกว่า ได้ถ่ายถอดเรื่องราวออกมาได้อย่างครบรส จึงแนะนำให้ผู้สนใจหามาอ่านเป็นอย่างยิ่ง รับรองจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน